พรของอันผิง.

    บทที่ 30 จดหมายจากหยางเป่า

    บทที่30 จดหมายจากหยางเป่า


            เช้านี้หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จอันผิงจึงบอกท่านพ่อว่าวันนี้จะไม่ตามไม่คุมนะเจ้าคะเรียกเสียงหัวเราะให้กับคนในครอบครัว พอส่งท่านพ่อไปทำงานเสร็จเธอก็ไปทำงานของเธอบ้าง นั่นคือการเพาะถั่วงอก วันนี้เป็นท่านแม่ที่มาเป็นลูกมือแทนอันหยางที่ไปเรียนแล้วอันผิงจึงรบกวนให้ท่านแม่ช่วยตัดกระสอบ แล้วให้ท่านแม่เอามารองไว้ใต้ตะกร้าจากนั้นก็เป็นท่านแม่ ที่เทน้ำถั่วเขียวทิ้ง แล้วนำมาใส่ในตะกร้าเกลี่ยให้เป็นแนวเดียวกัน แล้วก็ใช้กระสอบที่ถูกตัดนั่นแหละคลุมเอาไว้ให้มิดแสงแดดจะได้ไม่เข้า

            อันผิงเอาไปไว้ที่ประตูครัวด้านหลังที่เปิดออกไปทางหลังบ้านท่าทีพออกพอใจของอันผิงทำให้ท่านแม่ยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อกระบวนการทำถั่วงอกตะกร้าเล็กๆ เสร็จแล้ว เธอจึงเดินไปให้อาหารไก่ไม่ได้ทำหน้าที่นี้เสียนาน ไก่ในเล้าออกลูกเจี๊ยบตัวเล็กๆ นับได้ 4ตัว อนาคตก็จะมีไก่ที่ออกไข่อีกหลายตัวทีเดียว

            ช่วงนี้ชาวบ้านขึ้นเขาไปดักสัตว์กันบ้างแล้ว บางทีก็ได้กระต่ายป่าเอยนกเอย หรือไม่ก็ไก่ฟ้า เพราะฉะนั้นเนื้อสัตว์ยังไม่ได้ขาดแคลนกว่าจะเข้าหน้าหนาวอีกที เธอคงมีจำนวนไก่เพิ่มอีกหลายตัวเลยทีเดียว

            เมื่อเสร็จจากการสำรวจไก่เธอก็มาเดินดูต้นพริกที่ท่านพ่อลงมือปลูกเมื่อวาน อาจเพราะดินดี ลำต้นเลยดูแข็งแรงตอนนี้ก็รอเวลาให้มันออกผล เมื่อเดินดูจนพอใจ ก็กลับไปหน้าบ้านเพื่อไปดูแปลงดอกไม้ของตนเอง ต้นพริกก็ยังออกผลได้ดกเหมือนเดิมอันผิงจึงนึกถึงสิ่งที่เธอลืมไป ก็คือผักดอง

            เธอจึงนั่งปุ๊กลุกบนเก้าอี้อันเล็กที่ท่านพ่อไปจ้างช่างไม้ทำมาให้ทำทีเป็นดูแปลงดอกไม้ของตน แต่ในใจค้นหาวิธีทำผักดองแบบใช้พริกในการดองด้วยเมื่อเลือกได้ว่าจะใช้ผักดองสูตรไหน เธอจึงเดินเข้าไปสำรวจในครัวแต่ว่ายังขาดส่วนผสมอีกหลายอย่าง จะไปบอกท่านแม่ตรงๆ ก็ดูน่าสงสัยเธอจึงพับโครงการนี้ไปก่อน เธอจึงเดินกลับไปบอกท่านแม่ที่อยู่ตรงแคร่หน้าบ้านนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ ความจริงอันผิงอยากให้ท่านแม่เลิกปักเพราะมันไม่ดีต่อสายตา

            แต่งานสวนข้างนอก ท่านพ่อก็ห้าม เพราะว่าจ้างอาจางฝายแล้วเรามีหน้าที่แค่ตรวจดูเท่านั้น แล้วอาจางฝายก็ทำงานได้เรียบร้อยดีเหลือเกินก็เบาแรงท่านแม่ไปอีก ท่านแม่จึงมีแค่งานในบ้าน กับเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยที่ชอบหนีไปกับท่านพ่อตลอด พอคิดถึงตรงนี้งานปักผ้าของท่านแม่อาจจะทำให้คลายเหงาได้

            เมื่อเห็นอันผิงตัวน้อยกลับมาหา ท่านแม่จึงละงานในมือ 

            “ผิงเอ๋อร์ อยากปักผ้าไหมจ๊ะ”

            เห็นความมุ่งมั่นของท่านแม่เธอก็เลยต้องพยักหน้าอย่างเห็นด้วยว่าอยากทำ ท่านแม่จึงยิ่งยิ้มกว้างเข้าไปอีกมีลูกสาวก็ต้องสืบทอดฝีมือตัวเองสิ แต่ว่าท่านแม่ขา ลูกคนนี้จะทำได้ไหมเอานะทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นที่การฝึกฝน

            แต่สิ่งที่ท่านแม่สอนให้อันผิงนั้น เป็นเรื่องการเดินด้ายแบบพื้นฐานให้อันผิงเย็บตามเส้นที่ท่านแม่ตีเอาไว้ เหมือนตอนเรียนวิชาการบ้านการเรือนอันผิงจึงได้รู้ว่า การจะปักเป็นรูปแต่ละแบบนั้น จะมีขั้นตอนของมันแน่นอนว่าจนถึงมื้อเที่ยง อันผิงจึงง่วนอยู่กับการเรียนรู้พื้นฐานการปักผ้าอยู่พอรู้วิธีปัก นั่งทำไปก็เพลินๆ เหมือนกันถึงแม้สิ่งที่ท่านแม่สอนวันนี้จะเป็นสนด้ายแค่สองแบบก็ตาม

            จนบ่ายแก่ๆ ท่านพ่อจึงกลับมาท่านพ่อบอกว่าที่กลับมาช้าเพราะตรวจงานนักเรียนให้เขียนอักษรทีละคนด้วยเพราะวันนี้ที่บ้านไม่มีงานอะไรมากนักจึงอยากรู้พัฒนาการของเด็กนักเรียนแต่ละคน ส่วนท่านแม่ไม่ได้ว่าอะไรสงสัยท่านพ่อคงกลัวท่านแม่จะคิดมาก เพราะพักนี้เหล่าสาวๆ มักไปจับกลุ่มกันดูท่านพ่ออันนี้เธอคิดเอง

            ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ ก็ยังปรองดองกันปกติจนบางทีไม่พ้นปีหน้าเธอจะได้น้องหรือเปล่านะ

            ท่านแม่ให้อันผิงอยู่กับท่านพ่อ ส่วนตัวเองจะไปเข้าครัวแต่อันผิงก็ยังตามท่านแม่ไปที่ครัวด้วย อันผิงจึงได้เห็นท่านแม่ นำพริกแห้งที่เก็บไว้หนึ่งกระด้งใหญ่ท่านแม่ใช้มีดผ่าเอาเม็ดออก ในใจอันผิงคิดขึ้นมาทันที หรือท่านแม่จะทำพริกทอดกันนะที่จริงเธอก็คิดถึงสิ่งนี้ แต่หลังจากดูวิธีทำ มันก็ค่อนข้างยุ่งยากอยู่และเกินกว่าเด็กอย่างเธอจะอธิบาย

            การเอาเมล็ดข้างในออกของท่านแม่ทำได้ไวมากอันผิงมาแน่ใจเมื่อท่านแม่ต้มน้ำ แล้วนำพริกที่ถูกนำเมล็ดออกใส่ลงไปในหม้อวิธีนี้จะทำให้พริกลดความเผ็ดลง ก่อนจะเอามาทอด

            อันผิงมองท่านแม่ที่ทำอย่างเชี่ยวชาญ ในใจแอบคิดว่าบางทีท่านแม่อาจไม่ใช่คุณหนูของตระกูลใดที่แต่งกับท่านพ่อแล้วตกต่ำเป็นแน่เพราะส่วนมากคุณหนูไม่น่าจะลงมือทำอาหารอย่างประเภทพริกทอดแบบนี้เป็นหรือว่าเพราะความจำเป็นตอนนี้ เลยทำให้ท่านแม่ต้องลงมือเองกันนะ

            แต่ไม่ว่าอย่างไร ท่านแม่ของข้าก็เก่งที่สุด

            ท่านแม่ทำงานในมือไปด้วย และหันมามองอันผิงด้วย ซึ่งตอนนี้ท่านพ่อเองก็เข้ามาในครัวเหมือนกันคาดว่าคงมาหลอกล่อเธอออกไป ท่านแม่จึงนำมันหมูออกมาหั่นอันผิงเดาว่าคงจะเจียวเพื่อเอาน้ำมันไปทอดพริกเป็นแน่

            พอถึงขึ้นตอนนี้ 

            “ผิงเอ๋อร์ ไปดูสวนข้างบ้านกับพ่อไหมไม่รู้ว่าเหล่าผักโตขนาดไหนแล้วนะ” ด้วยปกติเธอก็ชอบไปสำรวจสวนผักอยู่แล้วท่านพ่อคงเอาเรื่องนี้มาดึงความสนใจจากเธอ เห็นแก่ท่านพ่อและขั้นตอนการทำพริกทอดขั้นต่อไปจะฉุนมาก เธอจากไปก็ได้

            กลางยามเซิน(15.00-17.00) อันหยางก็กลับมาบ้านแต่ดีว่ากลิ่นพริกทอดไม่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องแปลกใจเป็นแน่แต่ดีว่าท่านแม่นำมาทอดข้างนอกห้องครัวอีกที หรือจะให้พูดให้ถูกก็คือบริเวณด้านนอกอันผิงกับท่านพ่อพอกลับเข้ามาจึงได้กลิ่นที่ลอยมาตามลมเท่านั้น ไม่รู้ว่ากลิ่นนั้นไปไกลถึงบ้านป้าโจวไหม แต่เห็นบ้านโจวไม่มาถามไถ่แสดงว่าคงไปไม่ถึง

            ท่าทางของอันหยางนั้นตื่นเต้นมาก เมื่อเขาเก็บของเสร็จแล้วเขาก็ถือจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ น้องเล็กหยางเป่าเขียนจดหมายมาแล้วขอรับ” ใบหน้าของเขาแสดงความดีใจก็นะถือว่าหยางเป่านี่เพื่อนสนิทของเขาเลย

            ท่านพ่อจึงให้อันหยางและอันผิงทั้งสองไปอ่านกันเองแต่อันหยางอยากอ่านให้คนในครอบครัวฟังด้วย ทุกคนในบ้านจึงมาล้อมวงกันที่ห้องโถงฟังอันหยางอ่านจดหมาย


            ‘ข้าหยางเป่า   ข้าเดินทางมาถึงบ้านที่แดนใต้อย่างปลอดภัย   แดนใต้นั้นมีป่าและภูเขาเหมือนหมู่บ้านหยางแต่ว่าไม่ได้สงบสุขอย่างหมู่บ้านหยาง มีชาวบ้านอพยพเข้ามาทุกวันเพราะถูกพวกชนเผ่ารุกราน แต่ข้าว่ากลับเป็นการดีที่พวกเขาย้ายเข้ามา ถึงจะแออัดแต่อยู่ในบริเวณพื้นที่ของท่านพ่อจะปลอดภัยต่อพวกเขามากกว่า

            ระหว่างทางท่านอาจ้าวหยงได้สะสมฟางข้าวมาตลอดทาง พวกเจ้าต้องคิดไม่ถึงแน่ว่าพื้นที่ครึ่งไร่นั้นถูกนำมาเพาะเห็ดบัวตอนนี้นอกจากรายได้จากเห็ดบัวจะนำแจกจ่ายชาวบ้านกรณีที่พวกเขาจะย้ายไปทำกินในพื้นที่ที่พ่อข้าจัดไว้เรายังทำเห็ดบัวต้มใส่เกลืออย่างที่ท่านอาสะใภ้เคยทำให้กิน นำไปแจกจ่ายพวกชาวบ้าน ระหว่างที่รอเสบียงจากหลายๆที่

            ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณพวกเจ้าด้วย ส่วนข้านั้นสบายดีพี่ใหญ่กับน้องเล็กอย่าลืมตอบจดหมายกลับมาหาข้าด้วยล่ะ

            หยางเป่า’


            เมื่ออันหยางอ่านจบ ทุกคนก็อยู่ในอารมณ์หลากหลายอันผิงนึกถึงพวกสงครามระหว่างเผ่า ยังไงมนุษย์ก็ไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่มีอยู่จะว่าพวกชนเผ่าก็ไม่ได้ พวกเขาก็ดิ้นรน ส่วนทางเราก็ต้องรักษาดินแดนตัวเองไว้ทุกคนก็ต่างทำเพื่อประชากรของตัวเอง เรื่องนี้ก็คงแล้วแต่ความสามารถของผู้นำ ต่อให้อยากเห็นโลกแบบสันติสุขแต่ในโลกปัจจุบันที่เธอจากมา ก็ยังมีสงครามอยู่เลย

            สำหรับหยางเป่าอันผิงคงได้แต่เอาใจช่วย แต่ว่านะเห็ดบัวที่ชั่งละ 1 ตำลึงเงินกลายเป็นอาหารแจกชาวบ้าน ท่านอาจ้าวหยงท่านช่างเก่งกาจนัก แต่คิดอีกที ก็เป็นการดีเพราะการเพาะเห็ดบัวยังไม่แพร่หลายไปทางโน้นต้นทุนการผลิตของอาจ้าวหยงแทบเป็นศูนย์

            และดูจากร้านหรูอี้ในเมือง     เธอไม่เชื่อหรอกว่าครอบครัวของหยางเป่าจะไม่มีกิจการร้านค้าตามอำเภอต่างๆก่อนจะไปถึงแดนใต้ เพราะบางทีถ้ารอแต่งบจากทางการอย่างเดียว อาจอดตายได้

            เป็นท่านพ่อที่ทำลายความเงียบนี้

            “หลังกินข้าวเย็นเสร็จ หยางเอ๋อร์และผิงเอ๋อร์ก็เขียนจดหมายตอบหยางเป่าไปด้วยนะ”

            “ขอรับ/เจ้าค่ะ” อันผิงและอันหยางตอบพร้อมกัน

            ท่านแม่จึงเข้าครัวเพื่อนำอาหารออกมาวางที่ห้องโถง ท่านพ่ออันหยางตามไปช่วย ส่วนอันผิงนั่งรออยู่ที่เดิมเพราะแขนขาที่เล็กเลยไม่อยากไปเพิ่มความวุ่นวาย ทั้งที่จริงๆ เธอจะช่วยก็ได้แต่เห็นท่าทีท่านแม่ที่กลัวว่าเธอจะหกล้ม หรือไม่ก็ทำถ้วยชามหล่นแตกและอาจบาดเจ็บได้ 

            เธอว่า เธอนั่งอยู่เฉยๆ ดีกว่า

            บนโต๊ะเย็นนี้เพิ่มเติมคือ พริกทอด ทีแรกอันผิงไม่รับอนุญาตให้กินแต่เธอก็ออดอ้อนจนได้มาชิ้นหนึ่ง คงเป็นเพราะร่างกายยังไม่ชินของอันผิงคนเก่า จึงรู้สึกเผ็ดจนต้องกินข้าวเปล่าตามไปอีกหลายคำ จนอันหยางคอยลูบหลังให้

            “ข้าจะไม่ยอมแพ้เจ้าค่ะ” หลังจากหายเผ็ดอันผิงก็พูดขึ้นมา

            ท่านพ่อและท่านแม่ รวมทั้งพี่ชายจึงยิ้มเอ็นดู

            “ข้าไม่รู้มาก่อนว่าพริกจะนำมาทอดอย่างกับขนมได้แบบนี้ขอรับ” เป็นอันหยางพูดขึ้น

            “ถ้าอย่างนั้น หากพริกออกเยอะ เราจะทำขายไหมขอรับ”ก็ยังเป็นอันหยางที่สนใจเรื่องขายของเป็นที่สุด

            ท่านพ่อกับท่านแม่ยิ้มรับ และพยักหน้า แต่ให้เหตุผลว่าต้องดูผลผลิตจากแปลงพริกหลังบ้านก่อน ถ้าออกผลดีก็อาจจะซื้อที่เพิ่มเพื่อปลูกพริกโดยเฉพาะ และคงซื้อต่อที่ปลูกผักด้านข้างเพราะราคาไม่แพงมาก และแค่ค่าเล่าเรียนที่ท่านพ่อได้สักหนึ่งเดือนรวมกับกำไรก็พอจะซื้อเพิ่มอีกสักสามไร่จะได้ไม่กระทบกับเงินเก็บที่มีอยู่ด้วย

            ส่วนพริกทอด ต้องรอกำไรจากการขายพริกมาขยับขยายอีกที

            อันผิงร้องว้าวในใจ กับแผนการธุรกิจของท่านพ่อและท่านแม่อนาคตเธอคงได้เป็นคุณหนูอยู่อย่างสบายๆ แน่ แต่ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นแบบนี้ถ้าไม่มีเสี่ยวหลงเป่า ต้องพูดถึงสักหน่อย เดี๋ยวระบบน้อยใจเพราะถ้าไม่มีระบบให้พร แล้วครอบครัวของเธอจะก้าวมาถึงขนาดนี้ได้ยังไง

            เมื่อเก็บโต๊ะหลังจากกินข้าวเย็นเสร็จอันหยางก็พาอันผิงเข้าห้องของตัวเอง เพราะแสงข้างนอกยังสว่างอยู่ข้างในห้องของอันหยางจึงไม่ได้จุดเทียนที่เข้ามาในห้องก็เพราะจะเขียนตอบจดหมายของหยางเป่ากัน อันหยางเตรียมกระดาษ หมึกพู่กันให้น้องสาวเสร็จแล้ว จึงไปเตรียมของตัวเองบ้าง

            อันผิงจึงลงมือเขียน พยายามเขียนให้ได้ตัวอักษรบรรจงที่สุด

                    ‘ข้าอันผิง น้องเล็ก

                     สบายดีเจ้าค่ะ และคิดถึงพี่รองเจ้าค่ะ

                    ลงชื่อ อันผิง’

            จดหมายของอันผิงเป็นอันเสร็จ จากนั้นจึงไปแอบอ่านของอันหยางแน่นอนพี่ชายไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้คนเป็นน้องอ่านได้ตามสบาย ในจดหมายของอันหยางเล่าวิธีทำไข่เค็มที่มาจากไข่เป็ดที่คนทั่วไปไม่เห็นค่าเท่าไหร่วิธีการทำปลาแห้งเพื่อเก็บไว้กิน ซึ่งทั้งสองอย่างเก็บได้เป็นเดือนๆเหมาะกับช่วยชาวบ้าน ถ้าเกิดเหตุฉุกละหุกจะนำออกมาแจกจ่ายได้

            ทั้งยังถามว่า แถวนั้นมีเฉ่าเหมยป่าไหม ถ้ามีก็ให้นำมากวนได้อีก

            อันหยางคงอยากช่วยแบ่งเบาอันผิงนึกไม่ออกว่าพี่ชายนางโตมาจะสง่างามขนาดไหน กลัวก็แต่ว่ากาลเวลาจะไม่ทำให้เขาได้พบกับเรื่องที่ไม่ยุติธรรม จนโดนกลืนกินไปนะแต่นั่นก็อีกยาวไกล และก็มีเธออยู่ทั้งคน จะคิดมากไปทำไม

            เมื่ออันหยางเขียนจดหมายเสร็จเขาก็พับของตัวเอง และหันมาพับของอันผิงเขาไม่ได้ว่าอะไร เมื่อเห็นข้อความที่แสนน้อยนิดของน้องสาว แต่กลับเอ่ยชมว่าน้องสาวเก่งมากแทน เหมือนเป็นการให้รางวัลเด็กคนนึงจากนั้นเขาก็พับจดหมายของอันผิง และนำจดหมายของเขาและน้องสาวใส่ในซองจดหมายและปิดผนึก

            พอนึกถึงหยางเป่าอีกที ก็ทำให้อันผิงนึกถึงฉั่งฉิกถ้าตอนนั้นสามหัวนั้นที่ให้ร้านท่านหมอไป เธอน่าจะเอามาป่นทำเป็นผงยาห้ามเลือดแล้วส่งไปให้หยางเป่านะจะดีไม่น้อย วันไหนที่ลุงโจวขึ้นเขา เธอจะต้องร้องตามไปด้วยดีกว่าเผื่อจะเจอฉั่งฉิกอีก แต่คิดไปคิดมาป่านนี้ทหารพวกนั้นที่มาปิดล้อมคงสำรวจหากันไปหมดแล้ว

            เฮ้อ เสียดาย แต่รอให้พวกเขาไปเมื่อไหร่ก่อนเถอะเธอจะขอพรให้เจอฉั่งฉิก แล้วก็เอามาบดเพื่อส่งไปให้หยางเป่า แต่คิดไปคิดมาเลยลองถามระบบว่า

            ‘เสี่ยวหลงเป่า ถ้าข้าขอให้ต้นฉั่งฉิกขึ้นแถวๆที่หยางเป่าอยู่ได้ไหม’

            ‘ระยะทางไกลเกินไปขอรับ แต่จะขอก็ได้อาจใช้เวลาร่วมสองสามเดือน หยางเป่าถึงจะพบมัน’

            แม้อันผิงจะคาดการณ์คำตอบไว้อย่างคร่าวๆ แล้วก็ตามว่าพรของเธอมีปัญหากับระยะทาง แต่ก็อยากถามเพื่อความมั่นใจ

            ‘แล้วถ้าใช้พรที่ฉันเก็บสะสมมาแลกล่ะ’

            ‘ไม่ได้ขอรับ ฉั่งฉิกเป็นพืช มิใช่สิ่งมีชีวิต’

            อันผิงเผลอพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ   ระบบก็ต้องมีกฎเกณฑ์ของระบบล่ะนะ  สุดท้ายอันผิงก็ขอพรให้หยางเป่าเจอต้นฉั่งฉิกที่มีอายุใช้เป็นยาได้ถึงจะใช้ระยะเวลาในการเจอช้าไปหน่อย แต่ยังดีกว่าไม่มีเลย ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าทางหยางเป่าจะมียาห้ามเลือดจากฉั่งฉิกเยอะไหม มีเพิ่มอีกสักหน่อยน่าจะเป็นการดี