พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 33 ด่านสัตว์เทวะแรก ธารจันทร์พิพากษา

    ลมเย็นเหนือธารสีเงินยังคงพัดเอื่อย

    แสงผลึกสีน้ำเงินซึ่งฝังอยู่เหนือเพดานดินแดนใต้พิภพส่องลงมาบนแท่นผลึกน้ำแข็ง
    อาบร่างของเสวี่ยอวิ๋นเหยาให้ยิ่งดูสูงส่งเกินจริง
    ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วแผ่วไปตามลมเย็น
    ดุจแพรไหมแห่งจันทรา
    ยิ่งรับกับดวงตาสีฟ้าอ่อนลึกเย็นคู่นั้น ก็ยิ่งทำให้นางดูประหนึ่งเทพธิดาหิมะซึ่งหลงเหลืออยู่จากยุคโบราณ

    งามเหนือผู้คน
    เย็นเหนือสายน้ำ
    และไกลเกินแตะต้อง

    ทว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดกล้าหลงอยู่กับความงามของนางนานนัก
    เพราะเพียงคำว่า “ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า” ที่หลุดออกจากปากนาง
    ก็เพียงพอให้หัวใจของทุกคนหนักอึ้งขึ้นพร้อมกันแล้ว

    สือเหยียนหรี่ตา
    “ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า?”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามิได้รีบร้อนตอบ
    นางค่อย ๆ ลุกขึ้นจากแท่นผลึกน้ำแข็งอย่างช้า ๆ

    เพียงการลุกขึ้นธรรมดา
    ความงามของนางกลับเปิดเผยชัดเจนยิ่งขึ้นอีกหลายส่วน
    เรือนกายอรชรระหงอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าขาวอันเรียบง่าย
    แต่ทุกส่วนกลับงดงามลงตัวจนยากจะมองผ่าน
    ลำคอขาวระหง
    ไหล่บางแต่สง่า
    สัดส่วนทั้งร่างสูงเพรียวพอเหมาะ
    มิได้อ่อนแอถึงขั้นบอบบาง
    แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างแม้เสี้ยว

    ยามนางก้าวลงจากแท่นผลึก
    ธารสีเงินเบื้องล่างยังพลันไหลช้าลงอีกครา
    คล้ายแม้แต่สายน้ำเองก็ไม่กล้ารบกวนการเคลื่อนไหวของนาง

    หนิงเยว่อิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ
    ดวงตาเย็นลึกของนางหาได้มีความริษยาชัดเจนไม่
    ทว่ากลับมีแววระวังตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

    คนเช่นเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    หาใช่เพียงงาม
    หากยังเป็นผู้ที่มีตัวตนสูงพอจะกดผู้อื่นให้ระวังตนเองโดยไม่ต้องทำสิ่งใดเพิ่ม

    อี้ซินยืนสงบนิ่ง
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวายังหนักอึ้งดังเดิม
    แต่เขากลับมิได้สนใจน้ำหนักนั้นเท่าดวงตาของสตรีผมเงินตรงหน้า

    นางมองเขาอยู่บ่อยเกินไป
    มองชิ้นส่วนอาวุธในมือเขาบ่อยเกินไป
    และยามมองสิ่งเหล่านั้น แววตาเย็นลึกของนางกลับมีคลื่นบางอย่างไหวผ่านเสมอ

    นั่นหมายความว่า
    ไม่ว่าด้วยเหตุใด นางต้องรู้บางอย่างแน่

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนบนพื้นลานดำ
    ห่างจากกลุ่มของเขาราวห้าจั้ง
    ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสเย็นดังเดิม

    “ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า คือบทพิสูจน์ของผู้ที่ก้าวล่วงเข้ามาถึงเขตนี้”
    “หากผู้ใดผ่านได้ ย่อมมีสิทธิ์แตะต้องมรดกที่แท้จริง”
    “หากผู้ใดพ่าย...ต่อให้ไม่ตาย ก็มักมิอาจกลับออกไปในสภาพเดิม”

    โจวเหอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
    สีหน้าเผือดลงชัดเจน

    จ้าวคุนเองแม้ยังเชิดหน้าอยู่ แต่ดวงตากลับตึงขึ้นหลายส่วน

    เยี่ยซูซินถามขึ้นอย่างระวัง
    “แต่ที่นี่มิใช่แดนของสำนักเมฆาครามโดยตรงใช่หรือไม่”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้าเพียงน้อย

    “สำนักเมฆาครามแตะได้เพียงชั้นนอก” นางตอบ “ส่วนที่ลึกลงมาแห่งนี้...เป็นเขตที่เหลือจากสนามทดสอบโบราณ”
    “ผู้ใดเข้าถึง ย่อมไม่อาจใช้กฎของแดนชั้นนอกตัดสินได้อีก”

    คำตอบนี้ยืนยันสิ่งที่ทุกคนคาดอยู่ในใจชัดเจนขึ้นในทันที

    สือเหยียนถอนลมหายใจยาว
    “เช่นนั้นเวลาสองชั่วยามที่ฉินก่วงให้ไว้...”

    “ใช้ไม่ได้แล้ว” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวตัดโดยตรง “เมื่อพ้นประตูมังกรเข้ามา เวลาในเขตนี้ย่อมแยกจากแดนชั้นนอก”

    หลินเซวียนถึงกับเบิกตา
    “หมายความว่าอย่างไร”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองธารสีเงินข้างตนแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

    “คนภายนอกอาจผ่านไปเพียงครึ่งวัน”
    “แต่ที่นี่อาจเป็นหนึ่งวัน”
    “หรืออาจยาวกว่านั้น”
    “ผู้ใดคิดกลับไปอาศัยเวลาก่อนหน้า ย่อมมีแต่สับสนจนพาตนเองสู่หายนะ”

    ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ความลังเลในใจของผู้คนถูกตัดขาดในคราเดียว

    พวกเขากลับไปนับเวลาตามแดนชั้นนอกไม่ได้อีกแล้ว
    และจากตรงนี้ไป ทุกก้าวคือการเดินหน้าอย่างแท้จริง

    อี้ซินจึงเอ่ยถามคำที่สำคัญที่สุด

    “ด่านแรกคือสิ่งใด”

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมาสบตาเขาตรง ๆ
    แสงเย็นในดวงตาสีฟ้าอ่อนนั้นนิ่งลึกดุจธารน้ำแข็งไร้ก้น

    “ธารจันทร์พิพากษา” นางตอบ

    เพียงเอ่ยนาม
    ธารสีเงินเบื้องหลังนางก็พลันสว่างขึ้นเล็กน้อย
    ผิวน้ำที่เดิมไหลเอื่อยกลับสะท้อนแสงสีนวลคล้ายจันทร์เต็มดวงทันที

    สือเหยียนขมวดคิ้ว
    “พิพากษาเรื่องใด”

    “พิพากษารากวิญญาณ จิตมาร และเจตจำนง” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “ผู้ใดก้าวลงธารนี้ ย่อมไม่อาจอาศัยพลังหยาบกล้าอย่างเดียวฝ่าไปได้”
    “ธารจะขุดสิ่งที่ผู้เดินซ่อนไว้ลึกที่สุดขึ้นมาให้เห็น”
    “ความกลัว”
    “ความอยาก”
    “ความอาฆาต”
    “ความลังเล”
    “ความอ่อนแอที่ตนเองพยายามปิดบัง”

    โจวเหอหน้าเปลี่ยนสีทันที
    แม้จ้าวคุนเอง แววตาก็เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

    ธารที่พิพากษาจิตใจเช่นนี้
    สำหรับคนที่มีความลับ มีความมืด หรือมีความโลภรุนแรงอยู่ในอก ย่อมมิใช่ด่านง่ายแน่

    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวต่อ

    “ผู้ใดลงธารแล้วพ่ายแก่จิตตนเอง ย่อมจมลงไป”
    “ผู้ใดฝืนเดินต่อทั้งที่จิตแตก ย่อมคลุ้มคลั่ง”
    “ผู้ใดยืนหยัดได้ จึงจะข้ามไปถึงอีกฝั่ง”

    เยี่ยซูซินหรี่ตา
    “มีทางเลี่ยงหรือไม่”

    “ไม่มี” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ธารนี้คือประตูด่านแรก”
    “ผู้ไม่ข้าม ย่อมไม่มีสิทธิ์ไปต่อ”

    ความเงียบหนักลงอีกชั้น

    อี้ซินกวาดตามองธารสีเงินนั้นช้า ๆ
    แม้มันงาม
    แม้แสงจันทร์บนผิวน้ำจะชวนให้รู้สึกสงบ
    แต่เขากลับมองเห็นแล้วว่าที่ก้นธารมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่แผ่วเบา
    ไม่ใช่ปลา
    ไม่ใช่วัชพืช
    แต่คล้ายเงาดำของมือหรือหน้าอันพร่าเลือนนับไม่ถ้วน

    ธารนี้...กินคนมาแล้วแน่

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทุกคนทีละคน
    ก่อนกล่าวเรียบ ๆ

    “ผู้ใดไม่อยากตาย ย่อมถอยได้”
    “เขตนี้ไม่มีผู้ใดบังคับให้ต้องไปต่อ”

    คำพูดนั้นมิได้มีแววเยาะ
    แต่ก็หาใช่ปลอบโยนไม่

    จ้าวคุนยืนเงียบ
    โจวเหอเองก็เงียบ
    หานหลงขบกรามแน่น
    หลินเซวียนเหลือบมองสือเหยียน
    เยี่ยซูซินหลุบตาลงครู่หนึ่ง

    ทว่าคนแรกที่ก้าวออกมา กลับเป็นอี้ซิน

    เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเล็กน้อย
    จากนั้นจึงกล่าวเสียงสงบแต่หนักแน่น

    “เพียงด่านแรกย่อมยังไม่ทำให้ข้าถึงกับยอมสยบได้”

    คำพูดนั้นมิได้ดังมาก
    แต่น้ำหนักในถ้อยคำกลับกดให้บรรยากาศทั้งลานนิ่งลงไปอีกส่วน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง
    แววตาสีฟ้าของนางพลันไหวบาง ๆ เป็นครั้งแรก
    เหมือนน้ำแข็งบางแผ่นแตกร้าวใต้แสงอ่อน

    หนิงเยว่อิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเองก็เหลือบมองเขาเสี้ยวหนึ่ง
    ริมฝีปากบางเม้มแน่นขึ้นเล็กน้อย
    แม้มิได้เอ่ยสิ่งใด
    แต่ความเงียบของนางกลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำรับใด

    และในใจลึก ๆ ของนาง
    ประโยคเมื่อครู่ของเขากลับก้องชัดอย่างประหลาด

    ไม่หยาบ
    ไม่ห้วน
    ไม่โอหังต่ำช้า
    หากคม หนัก และเต็มไปด้วยแรงกดอันแน่วแน่

    จ้าวคุนยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนอกถูกกดด้วยหินก้อนใหญ่
    เพราะไม่ว่าคนตรงหน้าจะพูดหรือทำสิ่งใด กลับยิ่งดึงสายตาของคนรอบข้างไปหาโดยง่ายเกินไปทุกที

    มันจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วกล่าวเย็น

    “ด่านพิพากษาจิตใจหรือ”
    “ดี ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ธารนี้จะตัดสินคนเช่นเราอย่างไร”

    โจวเหอแม้ไม่เต็มใจนัก
    แต่ก็จำต้องแสดงท่าทางแข็งตามไปด้วย

    สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ
    “เมื่อไม่มีทางเลี่ยง ก็ยืนกลัวไปก็ไร้ค่า”

    หลินเซวียนกลืนน้ำลายแล้วพยักหน้า
    หานหลงสูดลมหายใจลึก
    เยี่ยซูซินลูบห่อเข็มเงินกับผงโอสถที่เอวแน่นขึ้น

    หนิงเยว่อิงพลันก้าวออกมายืนเยื้องอี้ซินอีกครึ่งช่วงไหล่
    สายลมเย็นเหนือธารพัดชายเสื้อนางไหวเบา ๆ
    ภาพนั้นงดงามจนยากบรรยาย
    ราวจันทร์เย็นอีกดวงหนึ่งเลื่อนมาประชิดข้างเขา

    “หากเจ้าลงก่อน” นางกล่าวเบา ๆ “อย่ามองเงาในน้ำให้นาน”

    อี้ซินหันมองนาง

    หนิงเยว่อิงสบตาเขาโดยไม่หลบ
    ดวงตางามเย็นลึกของนางคล้ายมีหมอกบางเคลือบอยู่

    “ธารพิพากษา” นางกล่าวต่อ “ชอบยืมเงาของความทรงจำมาหลอกคน”
    “ผู้ใดมัวแต่มองของเก่า ย่อมลืมก้าวไปข้างหน้า”

    อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
    “เจ้ารู้เรื่องธารนี้ไม่น้อย”

    “พอเคยได้ยิน”

    “ได้ยินจากที่ใด”

    หนิงเยว่อิงเงียบไปชั่วอึดใจ
    ก่อนตอบแผ่วเบา

    “จากคนที่ไม่อยู่แล้ว”

    คำตอบนั้นตัดบทอย่างแยบยล
    อี้ซินจึงไม่ถามซ้ำ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพคนทั้งสองสนทนากันเงียบ ๆ
    แววตาสีฟ้าคู่นั้นวาบบางอย่างคล้ายครุ่นคิด
    แต่สุดท้ายก็เพียงสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง

    ทันใดนั้น
    ธารสีเงินทั้งสายพลันสว่างขึ้น

    ผิวน้ำแยกออกเล็กน้อยตรงกึ่งกลาง
    เผยแนวหินสีขาวหม่นเป็นช่วง ๆ ทอดขวางไปยังอีกฝั่ง
    ราวกับเป็นทางเดินที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา

    “นี่คือเส้นทางของด่านแรก” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “ผู้ใดข้ามได้จึงจะไปต่อ”
    “ผู้ใดตกลงไป...ย่อมเป็นอาหารของธาร”

    สิ้นคำ
    เงาดำหลายสายก็พลันเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำชัดเจนขึ้น
    บางเงาคล้ายมือ
    บางเงาคล้ายเส้นผมยาว
    บางเงาคล้ายใบหน้าคนบิดเบี้ยว

    หลินเซวียนถึงกับขนลุกทั้งแขน
    โจวเหอหน้าเผือดวาบ

    อี้ซินก้าวไปหยุดตรงขอบธาร

    แสงจันทร์เทียมบนผิวน้ำสะท้อนใบหน้าเขาชัด
    ทว่าภายในเงาสะท้อนนั้น กลับมีภาพพร่าเลือนวูบหนึ่งคล้ายเด็กหนุ่มบาดเจ็บนอนอยู่ก้นเหว
    ถัดไปเป็นเงาผู้ชราหลังค่อม
    แล้วก็เป็นเงาเปลวเพลิงดำกับโลหิตสีทอง

    ธารยังไม่ทันได้แตะกายเขา
    ก็เริ่มยื่นเงาของอดีตขึ้นมาหลอกแล้ว

    อี้ซินจึงหรี่ตาลง
    ไม่มองผิวน้ำอีก

    เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเล็กน้อย
    ก่อนหันมองคนด้านหลังครั้งหนึ่ง

    “ข้าจะไปก่อน” เขากล่าว
    น้ำเสียงของเขามั่นคง หนัก และไม่เปิดช่องให้สงสัยแม้แต่น้อย
    “ผู้ใดใจไม่มั่น จงอย่าฝืนตามในจังหวะเดียวกับข้า”
    “ที่นี่ใช่สถานที่ให้คนลังเลเดินเคียงกัน”

    สือเหยียนพยักหน้า
    “ข้าจะตามห่างหนึ่งช่วง”

    หนิงเยว่อิงไม่ได้พูดว่าจะตามหรือไม่
    แต่นางก้าวเข้ามาใกล้ธารอีกก้าวเงียบ ๆ

    เสวี่ยอวิ๋นเหยามองอี้ซินนิ่ง
    ก่อนกล่าวเสียงใสเย็น

    “จงจำไว้”
    “ธารนี้มิได้วัดว่าผู้ใดกล้าเพียงใด”
    “แต่วัดว่า ผู้ใดรู้ว่าตนแบกสิ่งใดอยู่ในใจ”

    อี้ซินไม่ตอบ
    เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง

    หยกดาราในร่างอุ่นเรื่อ
    สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นหนักสม่ำเสมอ
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือหนักดุจภูผา

    จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าลงบนก้อนหินขาวหม่นก้อนแรกกลางธารจันทร์พิพากษา

    ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะลง
    ผิวน้ำสีเงินทั้งสายพลันสั่นระลอก

    และเงาสะท้อนในน้ำ...ก็ยิ้มให้เขาอย่างช้า ๆ

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    ถึงเกิดอีกครา...ก็ขอเป็นมหาจอมเวท : Rendel The Great Magic

    นิยาย แฟนตาซี
    73K 77
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500