แสงผลึกสีน้ำเงินซึ่งฝังอยู่เหนือเพดานดินแดนใต้พิภพส่องลงมาบนแท่นผลึกน้ำแข็ง
อาบร่างของเสวี่ยอวิ๋นเหยาให้ยิ่งดูสูงส่งเกินจริง
ผมขาวเงินยาวของนางพลิ้วแผ่วไปตามลมเย็น
ดุจแพรไหมแห่งจันทรา
ยิ่งรับกับดวงตาสีฟ้าอ่อนลึกเย็นคู่นั้น ก็ยิ่งทำให้นางดูประหนึ่งเทพธิดาหิมะซึ่งหลงเหลืออยู่จากยุคโบราณ
งามเหนือผู้คน
เย็นเหนือสายน้ำ
และไกลเกินแตะต้อง
ทว่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านล่างในเวลานี้ ไม่มีผู้ใดกล้าหลงอยู่กับความงามของนางนานนัก
เพราะเพียงคำว่า “ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า” ที่หลุดออกจากปากนาง
ก็เพียงพอให้หัวใจของทุกคนหนักอึ้งขึ้นพร้อมกันแล้ว
สือเหยียนหรี่ตา
“ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า?”
เสวี่ยอวิ๋นเหยามิได้รีบร้อนตอบ
นางค่อย ๆ ลุกขึ้นจากแท่นผลึกน้ำแข็งอย่างช้า ๆ
เพียงการลุกขึ้นธรรมดา
ความงามของนางกลับเปิดเผยชัดเจนยิ่งขึ้นอีกหลายส่วน
เรือนกายอรชรระหงอยู่ภายใต้อาภรณ์สีฟ้าขาวอันเรียบง่าย
แต่ทุกส่วนกลับงดงามลงตัวจนยากจะมองผ่าน
ลำคอขาวระหง
ไหล่บางแต่สง่า
สัดส่วนทั้งร่างสูงเพรียวพอเหมาะ
มิได้อ่อนแอถึงขั้นบอบบาง
แต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างแม้เสี้ยว
ยามนางก้าวลงจากแท่นผลึก
ธารสีเงินเบื้องล่างยังพลันไหลช้าลงอีกครา
คล้ายแม้แต่สายน้ำเองก็ไม่กล้ารบกวนการเคลื่อนไหวของนาง
หนิงเยว่อิงมองภาพนั้นเงียบ ๆ
ดวงตาเย็นลึกของนางหาได้มีความริษยาชัดเจนไม่
ทว่ากลับมีแววระวังตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
คนเช่นเสวี่ยอวิ๋นเหยา
หาใช่เพียงงาม
หากยังเป็นผู้ที่มีตัวตนสูงพอจะกดผู้อื่นให้ระวังตนเองโดยไม่ต้องทำสิ่งใดเพิ่ม
อี้ซินยืนสงบนิ่ง
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือขวายังหนักอึ้งดังเดิม
แต่เขากลับมิได้สนใจน้ำหนักนั้นเท่าดวงตาของสตรีผมเงินตรงหน้า
นางมองเขาอยู่บ่อยเกินไป
มองชิ้นส่วนอาวุธในมือเขาบ่อยเกินไป
และยามมองสิ่งเหล่านั้น แววตาเย็นลึกของนางกลับมีคลื่นบางอย่างไหวผ่านเสมอ
นั่นหมายความว่า
ไม่ว่าด้วยเหตุใด นางต้องรู้บางอย่างแน่
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหยุดยืนบนพื้นลานดำ
ห่างจากกลุ่มของเขาราวห้าจั้ง
ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงใสเย็นดังเดิม
“ด่านสัตว์เทวะทั้งเก้า คือบทพิสูจน์ของผู้ที่ก้าวล่วงเข้ามาถึงเขตนี้”
“หากผู้ใดผ่านได้ ย่อมมีสิทธิ์แตะต้องมรดกที่แท้จริง”
“หากผู้ใดพ่าย...ต่อให้ไม่ตาย ก็มักมิอาจกลับออกไปในสภาพเดิม”
โจวเหอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
สีหน้าเผือดลงชัดเจน
จ้าวคุนเองแม้ยังเชิดหน้าอยู่ แต่ดวงตากลับตึงขึ้นหลายส่วน
เยี่ยซูซินถามขึ้นอย่างระวัง
“แต่ที่นี่มิใช่แดนของสำนักเมฆาครามโดยตรงใช่หรือไม่”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาพยักหน้าเพียงน้อย
“สำนักเมฆาครามแตะได้เพียงชั้นนอก” นางตอบ “ส่วนที่ลึกลงมาแห่งนี้...เป็นเขตที่เหลือจากสนามทดสอบโบราณ”
“ผู้ใดเข้าถึง ย่อมไม่อาจใช้กฎของแดนชั้นนอกตัดสินได้อีก”
คำตอบนี้ยืนยันสิ่งที่ทุกคนคาดอยู่ในใจชัดเจนขึ้นในทันที
สือเหยียนถอนลมหายใจยาว
“เช่นนั้นเวลาสองชั่วยามที่ฉินก่วงให้ไว้...”
“ใช้ไม่ได้แล้ว” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวตัดโดยตรง “เมื่อพ้นประตูมังกรเข้ามา เวลาในเขตนี้ย่อมแยกจากแดนชั้นนอก”
หลินเซวียนถึงกับเบิกตา
“หมายความว่าอย่างไร”
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองธารสีเงินข้างตนแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“คนภายนอกอาจผ่านไปเพียงครึ่งวัน”
“แต่ที่นี่อาจเป็นหนึ่งวัน”
“หรืออาจยาวกว่านั้น”
“ผู้ใดคิดกลับไปอาศัยเวลาก่อนหน้า ย่อมมีแต่สับสนจนพาตนเองสู่หายนะ”
ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้ความลังเลในใจของผู้คนถูกตัดขาดในคราเดียว
พวกเขากลับไปนับเวลาตามแดนชั้นนอกไม่ได้อีกแล้ว
และจากตรงนี้ไป ทุกก้าวคือการเดินหน้าอย่างแท้จริง
อี้ซินจึงเอ่ยถามคำที่สำคัญที่สุด
“ด่านแรกคือสิ่งใด”
เสวี่ยอวิ๋นเหยาหันมาสบตาเขาตรง ๆ
แสงเย็นในดวงตาสีฟ้าอ่อนนั้นนิ่งลึกดุจธารน้ำแข็งไร้ก้น
“ธารจันทร์พิพากษา” นางตอบ
เพียงเอ่ยนาม
ธารสีเงินเบื้องหลังนางก็พลันสว่างขึ้นเล็กน้อย
ผิวน้ำที่เดิมไหลเอื่อยกลับสะท้อนแสงสีนวลคล้ายจันทร์เต็มดวงทันที
สือเหยียนขมวดคิ้ว
“พิพากษาเรื่องใด”
“พิพากษารากวิญญาณ จิตมาร และเจตจำนง” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “ผู้ใดก้าวลงธารนี้ ย่อมไม่อาจอาศัยพลังหยาบกล้าอย่างเดียวฝ่าไปได้”
“ธารจะขุดสิ่งที่ผู้เดินซ่อนไว้ลึกที่สุดขึ้นมาให้เห็น”
“ความกลัว”
“ความอยาก”
“ความอาฆาต”
“ความลังเล”
“ความอ่อนแอที่ตนเองพยายามปิดบัง”
โจวเหอหน้าเปลี่ยนสีทันที
แม้จ้าวคุนเอง แววตาก็เย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
ธารที่พิพากษาจิตใจเช่นนี้
สำหรับคนที่มีความลับ มีความมืด หรือมีความโลภรุนแรงอยู่ในอก ย่อมมิใช่ด่านง่ายแน่
เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวต่อ
“ผู้ใดลงธารแล้วพ่ายแก่จิตตนเอง ย่อมจมลงไป”
“ผู้ใดฝืนเดินต่อทั้งที่จิตแตก ย่อมคลุ้มคลั่ง”
“ผู้ใดยืนหยัดได้ จึงจะข้ามไปถึงอีกฝั่ง”
เยี่ยซูซินหรี่ตา
“มีทางเลี่ยงหรือไม่”
“ไม่มี” เสวี่ยอวิ๋นเหยาตอบ “ธารนี้คือประตูด่านแรก”
“ผู้ไม่ข้าม ย่อมไม่มีสิทธิ์ไปต่อ”
ความเงียบหนักลงอีกชั้น
อี้ซินกวาดตามองธารสีเงินนั้นช้า ๆ
แม้มันงาม
แม้แสงจันทร์บนผิวน้ำจะชวนให้รู้สึกสงบ
แต่เขากลับมองเห็นแล้วว่าที่ก้นธารมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่แผ่วเบา
ไม่ใช่ปลา
ไม่ใช่วัชพืช
แต่คล้ายเงาดำของมือหรือหน้าอันพร่าเลือนนับไม่ถ้วน
ธารนี้...กินคนมาแล้วแน่
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองทุกคนทีละคน
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ผู้ใดไม่อยากตาย ย่อมถอยได้”
“เขตนี้ไม่มีผู้ใดบังคับให้ต้องไปต่อ”
คำพูดนั้นมิได้มีแววเยาะ
แต่ก็หาใช่ปลอบโยนไม่
จ้าวคุนยืนเงียบ
โจวเหอเองก็เงียบ
หานหลงขบกรามแน่น
หลินเซวียนเหลือบมองสือเหยียน
เยี่ยซูซินหลุบตาลงครู่หนึ่ง
ทว่าคนแรกที่ก้าวออกมา กลับเป็นอี้ซิน
เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นจึงกล่าวเสียงสงบแต่หนักแน่น
“เพียงด่านแรกย่อมยังไม่ทำให้ข้าถึงกับยอมสยบได้”
คำพูดนั้นมิได้ดังมาก
แต่น้ำหนักในถ้อยคำกลับกดให้บรรยากาศทั้งลานนิ่งลงไปอีกส่วน
เสวี่ยอวิ๋นเหยาจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง
แววตาสีฟ้าของนางพลันไหวบาง ๆ เป็นครั้งแรก
เหมือนน้ำแข็งบางแผ่นแตกร้าวใต้แสงอ่อน
หนิงเยว่อิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเองก็เหลือบมองเขาเสี้ยวหนึ่ง
ริมฝีปากบางเม้มแน่นขึ้นเล็กน้อย
แม้มิได้เอ่ยสิ่งใด
แต่ความเงียบของนางกลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำรับใด
และในใจลึก ๆ ของนาง
ประโยคเมื่อครู่ของเขากลับก้องชัดอย่างประหลาด
ไม่หยาบ
ไม่ห้วน
ไม่โอหังต่ำช้า
หากคม หนัก และเต็มไปด้วยแรงกดอันแน่วแน่
จ้าวคุนยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนอกถูกกดด้วยหินก้อนใหญ่
เพราะไม่ว่าคนตรงหน้าจะพูดหรือทำสิ่งใด กลับยิ่งดึงสายตาของคนรอบข้างไปหาโดยง่ายเกินไปทุกที
มันจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วกล่าวเย็น
“ด่านพิพากษาจิตใจหรือ”
“ดี ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ธารนี้จะตัดสินคนเช่นเราอย่างไร”
โจวเหอแม้ไม่เต็มใจนัก
แต่ก็จำต้องแสดงท่าทางแข็งตามไปด้วย
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อไม่มีทางเลี่ยง ก็ยืนกลัวไปก็ไร้ค่า”
หลินเซวียนกลืนน้ำลายแล้วพยักหน้า
หานหลงสูดลมหายใจลึก
เยี่ยซูซินลูบห่อเข็มเงินกับผงโอสถที่เอวแน่นขึ้น
หนิงเยว่อิงพลันก้าวออกมายืนเยื้องอี้ซินอีกครึ่งช่วงไหล่
สายลมเย็นเหนือธารพัดชายเสื้อนางไหวเบา ๆ
ภาพนั้นงดงามจนยากบรรยาย
ราวจันทร์เย็นอีกดวงหนึ่งเลื่อนมาประชิดข้างเขา
“หากเจ้าลงก่อน” นางกล่าวเบา ๆ “อย่ามองเงาในน้ำให้นาน”
อี้ซินหันมองนาง
หนิงเยว่อิงสบตาเขาโดยไม่หลบ
ดวงตางามเย็นลึกของนางคล้ายมีหมอกบางเคลือบอยู่
“ธารพิพากษา” นางกล่าวต่อ “ชอบยืมเงาของความทรงจำมาหลอกคน”
“ผู้ใดมัวแต่มองของเก่า ย่อมลืมก้าวไปข้างหน้า”
อี้ซินพยักหน้าเล็กน้อย
“เจ้ารู้เรื่องธารนี้ไม่น้อย”
“พอเคยได้ยิน”
“ได้ยินจากที่ใด”
หนิงเยว่อิงเงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนตอบแผ่วเบา
“จากคนที่ไม่อยู่แล้ว”
คำตอบนั้นตัดบทอย่างแยบยล
อี้ซินจึงไม่ถามซ้ำ
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองภาพคนทั้งสองสนทนากันเงียบ ๆ
แววตาสีฟ้าคู่นั้นวาบบางอย่างคล้ายครุ่นคิด
แต่สุดท้ายก็เพียงสะบัดชายแขนเสื้อหนึ่งครั้ง
ทันใดนั้น
ธารสีเงินทั้งสายพลันสว่างขึ้น
ผิวน้ำแยกออกเล็กน้อยตรงกึ่งกลาง
เผยแนวหินสีขาวหม่นเป็นช่วง ๆ ทอดขวางไปยังอีกฝั่ง
ราวกับเป็นทางเดินที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำตลอดเวลา
“นี่คือเส้นทางของด่านแรก” เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าว “ผู้ใดข้ามได้จึงจะไปต่อ”
“ผู้ใดตกลงไป...ย่อมเป็นอาหารของธาร”
สิ้นคำ
เงาดำหลายสายก็พลันเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำชัดเจนขึ้น
บางเงาคล้ายมือ
บางเงาคล้ายเส้นผมยาว
บางเงาคล้ายใบหน้าคนบิดเบี้ยว
หลินเซวียนถึงกับขนลุกทั้งแขน
โจวเหอหน้าเผือดวาบ
อี้ซินก้าวไปหยุดตรงขอบธาร
แสงจันทร์เทียมบนผิวน้ำสะท้อนใบหน้าเขาชัด
ทว่าภายในเงาสะท้อนนั้น กลับมีภาพพร่าเลือนวูบหนึ่งคล้ายเด็กหนุ่มบาดเจ็บนอนอยู่ก้นเหว
ถัดไปเป็นเงาผู้ชราหลังค่อม
แล้วก็เป็นเงาเปลวเพลิงดำกับโลหิตสีทอง
ธารยังไม่ทันได้แตะกายเขา
ก็เริ่มยื่นเงาของอดีตขึ้นมาหลอกแล้ว
อี้ซินจึงหรี่ตาลง
ไม่มองผิวน้ำอีก
เขายกชิ้นส่วนอาวุธดำขึ้นเล็กน้อย
ก่อนหันมองคนด้านหลังครั้งหนึ่ง
“ข้าจะไปก่อน” เขากล่าว
น้ำเสียงของเขามั่นคง หนัก และไม่เปิดช่องให้สงสัยแม้แต่น้อย
“ผู้ใดใจไม่มั่น จงอย่าฝืนตามในจังหวะเดียวกับข้า”
“ที่นี่ใช่สถานที่ให้คนลังเลเดินเคียงกัน”
สือเหยียนพยักหน้า
“ข้าจะตามห่างหนึ่งช่วง”
หนิงเยว่อิงไม่ได้พูดว่าจะตามหรือไม่
แต่นางก้าวเข้ามาใกล้ธารอีกก้าวเงียบ ๆ
เสวี่ยอวิ๋นเหยามองอี้ซินนิ่ง
ก่อนกล่าวเสียงใสเย็น
“จงจำไว้”
“ธารนี้มิได้วัดว่าผู้ใดกล้าเพียงใด”
“แต่วัดว่า ผู้ใดรู้ว่าตนแบกสิ่งใดอยู่ในใจ”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง
หยกดาราในร่างอุ่นเรื่อ
สิ่งลึกลับคล้ายไข่เต้นหนักสม่ำเสมอ
ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือหนักดุจภูผา
จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าลงบนก้อนหินขาวหม่นก้อนแรกกลางธารจันทร์พิพากษา
ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะลง
ผิวน้ำสีเงินทั้งสายพลันสั่นระลอก
และเงาสะท้อนในน้ำ...ก็ยิ้มให้เขาอย่างช้า ๆ