Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 66 ญาณแห่งโลหิต

            หลังจากคำกล่าวของช่างหลิน ผู้ร่วมประลองที่เหลืออยู่บนเวทีต่างก็แยกย้ายกันกลับไปที่พักของตน ผู้ที่เหลือรอดส่วนใหญ่นั้นคือคนของสกุลใหญ่ทั้งสองรวมถึงสำนักทั้งหลายในเมืองและยังมีคนต่างเมืองเพียงเล็กน้อย
            ในระหว่างที่ผู้คนแยกย้ายกันไปนั่นเอง ถังเฟยหู่เองก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่กำลังก้าวลงจากสนามประลองเช่นกัน แต่ในตอนนั้นเองที่มีคนจากสกุลถังผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามา เป็นผู้เฒ่าถังจิวหูที่เป็นผู้นำตระกูลนั่นเอง
            “ข้าเสียใจกับเจ้าด้วย” ถังจิวหูกล่าวด้วยเสียงเจือปนความรู้สึกผิดเล็กน้อย แม้เขาอยากจะช่วยถังหยางหลิวและถังมู่หลิวอยู่เหมือนกัน แต่การทำเช่นนั้นจะเป็นการขัดแย้งกับทางการ อีกทั้งยังทำให้ชื่อเสียงของตระกูลแย่ลงไปอีกด้วย ในฐานะผู้นำตระกูลเขาไม่อาจทำตามใจเช่นนั้นได้
            ถังเฟยหู่หันดวงตาสีประหลาดกลับไปมองเสียงที่กล่าวกับเขา ดวงตาสีม่วงดำที่ผสมผสานสีทั้งสองไว้ในดวงตาได้จ้องมองไปยังดวงตาของชายชราแซ่ถัง ดวงตาของถังเฟยหู่เต็มไปด้วยความเย็นชา แม้ชายชราตรงหน้าจะไม่เคยกลั่นแกล้งเขาเช่นคนอื่นๆในตระกูลก็ตามที แต่เขาก็อดที่จะโกรธคนสกุลถังที่ปล่อยให้คนของทางการมาจับตัวครอบครัวของเขาไปโดยไม่ช่วยอะไรไม่ได้
            ถังเฟยหู่ไม่ได้พูดอะไร เขารีบหันกลับไปและเร่งรีบเดินออกจากที่แห่งนั้นในทันที เขาไม่ต้องการพบหน้าของคนสกุลถังพวกนี้ ถังเฟยหู่เดินไปตามท้องถนนเพื่อไปหาสถานที่เงียบสงหนึ่งเพื่อฝึกตนต่อ เขาได้กลับไปยังโรงเตี๊ยมประตูมังกรอีกครั้งหนึ่ง แม้ผู้คนจำนวนมากจะไม่ผ่านรอบคัดเลือกแต่พวกเขาก็ยังพักอยู่ในเมืองอยู่ดี
            แม้พวกเขาจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการประลองแล้ว แต่ผู้ฝึกตนย่อมชมชอบการต่อสู้ พวกเขาอยากเห็นด้วยตาของตนเองว่าผู้ผ่านรอบคัดเลือกทั้งหลายที่ผ่านเข้าไปได้นั้นมีฝีมือมากมายเพียงไหนกันแน่
            ถังเฟยหู่ที่ไม่หลงเหลือเงินทองหรือของมีค่าในตัวแล้วก็ได้แต่นั่งชมการประลองยุทธ์อยู่ข้างสนามประลองในโรงเตี๊ยมประตูมังกร เขาได้ใช้ตาเหยี่ยวพันลี้ในการสังเกตการต่อสู้ของชาวยุทธ์ทั้งหลาย เป็นการฝึกความเชี่ยวชาญและพัฒนาทักษะไปในตัว
            อีกทั้งเมื่อดวงตาของเขาเหนื่อยล้าจากการใช้ตาเหยี่ยวพันลี้อย่างต่อเนื่อง เขาก็จะเปลี่ยนไปศึกษาการดูดกลืนโลหิตของมุกมารทั้งสามแทน และเมื่อดวงตาของเขาฟื้นฟูศักยภาพขึ้นมา เขาก็จะหันกลับไปฝึกวิชาดวงตาอีกครั้ง เป็นเช่นนี้สลับกันไปมาเรื่อยๆ ทั้งความเชี่ยวชาญวิชาดวงตาและความเข้าใจเกี่ยวกับโลหิตของเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
            “พี่ชาย” เสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งได้เรียกถังเฟยหู่ เขาได้หันกลับไปมองก็ได้พบเห็นใบหน้าที่ไม่ได้เห็นมานาน ที่ด้านข้างของเขาคือชายหนุ่มผู้หนึ่งที่สวมใส่ชุดจอมยุทธ์สีเขียวอ่อน คนผู้นี้ก็คืออาไห่ซึ่งเป็นเสี่ยวเอ้อที่เคยถูกเขาหลอกใช้ในครั้งก่อน
            ถังเฟยหู่แปลกใจเป็นอย่างมากที่เจออาไห่ในโรงเตี๊ยมประตูมังกร “เจ้ามีธุระอะไรกับข้าอย่างงั้นเหรอ?” ถังเฟยหู่เลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ
            อาไห่นั้นกลับยิ้มออกมาแทน “พี่ชายได้อันดับหนึ่งจากงานประลองรอบคัดเลือก ช่างน่าชื่นชมจริงๆ สมแล้วกับที่ท่านอาจารย์ชมท่านให้ข้าฟัง”
            “อาจารย์อย่างงั้นเหรอ?” ถังเฟยหู่กลับถามออกไปด้วยความงุนงง เขาไม่เข้าใจสิ่งที่คนตรงหน้าพูดกับเขาเลยแม้แต่น้อย
            อาไห่ยกนิ้วโป้งให้แก่เขา “ขอให้พี่ถังสู้ๆนะ พยายามเข้าละ ข้าคงไม่ได้อยู่ดูรอบต่อไป ข้ากำลังออกไปจากเมืองแล้ว หากยังมีวาสนา วันหน้าเราคงได้พบกัน ลาก่อนนะพี่ถัง ข้ามีนามว่าหยางไห่ จำชื่อข้าไว้ให้ดีละ” หยางไห่ประสานมือคาราวะให้แก่ถังเฟยหู่ ทันใดนั้นเองที่ร่างกายของหยางไห่ก็ได้หายไปจากที่ตรงนั้น
            ร่างของหยางไห่ราวกับได้แปรเปลี่ยนเป็นเงามังกรและพุ่งหายไปจากโรงเตี๊ยมประตูมังกรแห่งนั้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยเฉพาะถังเฟยหู่ที่ดูแปลกใจกับการเปลี่ยนไปของหยางไห่ เมื่อหลายเดือนก่อนที่เขาเจอหยางไห่ คนผู้นี้ยังคงเป็นเพียงเสี่ยวเอ้อธรรมดาๆคนหนึ่งอยู่เลย
            แต่คนที่ดูแปลกใจยิ่งกว่าถังเฟยหู่คือผู้เฒ่าคนหนึ่งด้านบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมประตูมังกร สายตาอันเฉียบคมของเขาได้เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของหยางไห่ เขากำลังครุ่นคิดบางอย่างเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่พึ่งหายไป
            “กระบวนท่าซ่อนเงามังกร…คนผู้นั้นมีผู้สืบทอดแล้วงั้นเหรอ?” ผู้เฒ่าที่ชั้นสองกล่าวเพียงแค่นั้น จากนั้นเขาก็ได้เดินจากไป เขากลับเข้าไปยังที่พักส่วนในของผู้อาวุโสแห่งโรงเตี๊ยมประตูมังกร
            ส่วนทางด้านถังเฟยหู่ แม้เขาจะงุนงงกับท่าทางของคนชื่อหยางไห่มากแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องประหลาดนั้นอีกต่อไป ถังเฟยหู่หันกลับมาตั้งใจฝึกวิชาอีกครั้งหนึ่ง หากเขาสามารถควบคุมสายเลือดดวงตาได้โดยสมบูรณ์ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของความสามารถด้านการต่อสู้ของเขา
            ยิ่งเขาได้ศึกษาการไหลเวียนของโลหิตของตัวเองเท่าไหร เขาก็ยิ่งได้รับความเข้าใจและความรู้แจ้งเกี่ยวกับโลหิตมากขึ้นเรื่อยๆ เขาสามารถสัมผัสได้ถึงเค้าโครงของความรู้สึกที่แปลกประหลาดบางอย่าง
            เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำไปว่าสิ่งที่เขาใกล้จะสัมผัสถูกนั้นก็คือญาณแห่งโลหิตที่สามารถเพิ่มความเข้าใจและการเข้าถึงพลังในศาสตร์โลหิตที่มากขึ้น ในห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่ได้บังเกิดเค้าโครงที่เลือนรางขึ้น มันเป็นจุดเล็กๆเพียงเท่าฝุ่นผงที่มีสีแดงราวกับเลือด มันคือการก่อเค้าโครงของญาณโลหิตภายในห้วงวิญญาณ ในที่แห่งนั้นได้บังเกิดหมอกควันสีโลหิตกระจายออกมารอบๆจุดแสงสีแดงนั่นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมอกควันสีแดงคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาได้เข้าใจและรู้แจ้งเกี่ยวกับศาสตร์แห่งโลหิต
            หมอกควันสีแดงที่ถูกรวบรวมไว้ในห้วงวิญญาณมีมากขึ้นเรื่อยๆ จุดสีแดงขนาดเล็กนั้นก็ได้ดูดกลืนหมอกควันสีแดงไปอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโครงร่างของตัวเองให้มั่นคง นี่คือการก่อกำเนิดของญาณโลหิตนั่นเอง
            ในตอนนั้นเองที่เส้นสายหมอกโลหิตเริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หมอกโลหิตแต่ละสายเต้นเร่าราวกับอสรพิษที่เลื้อยพันอยู่รอบจุดสีแดง พวกมันต่างก็พุ่งเข้าสู่ตรงใจกลางที่เป็นจุดแดง จุดสีแดงนั้นเมื่อดูดกลืนหมอกโลหิตไปเรื่อยๆก็ยิ่งขยายจนใหญ่ขึ้น ในตอนนั้นเองที่เริ่มมองเห็นเค้าโครงบางอย่างของมัน ราวกับเป็นตราสีแดงที่ลอยอยู่ท่ามกลางห้วงวิญญาณของตัวเขาเอง
            ตึก ตึก
            เสียงมุกมารทั้งสามเต้นแรงขึ้นราวกับพวกมันกำลังตอบรับกับญาณโลหิตในร่างกายของเขา ถังเฟยหู่สามารถสัมผัสได้ว่าสิ่งประหลาดในกายเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เขาได้เลิกการฝึกวิชาดวงตาและให้ความสนใจกับการศึกษาศาสตร์โลหิตมากขึ้นเรื่อยๆ
            ตึก ตึก
            และในตอนนั้นเองที่ตราในห้วงวิญญาณของเขาได้รวมตัวกันจนบังเกิดขึ้นเป็นตรารูปหัวกะโหลกสีแดงเลือด ตราสีเลือดนั้นได้เรืองขึ้นในห้วงวิญญาณซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ธาตุกระดูกโลหิตในกายของเขาเกิดการเคลื่อนไหว พลังงานสีแดงเลือดได้วิ่งพล่านไปตามเส้นเลือดชั่วพริบตาราวกับเลือดของเขาได้เดือดพล่านขึ้น
            ขั้นตอนเหล่านั้นได้เกิดขึ้นในชั่วพริบตาก่อนที่มันจะสงบลงในที่สุด ในตอนนี้ถังเฟยหู่ราวกับสามารถสัมผัสได้ถึงเลือดทั้งร่างกายของเขาได้อย่างละเอียด เขาสามารถจำแนกสายเลือดต่างๆภายในร่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ชั่วพริบตาที่ญาณโลหิตได้บังเกิดขึ้นก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับนัยน์ตาของเขาได้กลายเป็นสีม่วงดำตลอดทั้งดวงตา การสร้างญาณโลหิตได้สำเร็จนั้นราวกับเป็นการกระตุ้นสายเลือดที่กลายพันธุ์ให้สมบูรณ์แบบจนถึงที่สุด ดวงตาของเขาได้กลายเป็นสีม่วงดำอันลี้ลับ
            ตึก ตึก
            ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ลองกระตุ้นญาณโลหิตเพื่อควบคุมสายเลือดสีม่วงดำให้พุ่งเข้าสู่ดวงตาและโคจรตามเคล็ดวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ เส้นเลือดนับไม่ถ้วนในดวงตาถูกครอบครองโดยเลือดสีม่วงดำ ตาขาวในดวงตาทั้งสองได้บังเกิดเส้นเลือดจำนวนมากขึ้นมาซึ่งเชื่อมต่อกับนัยน์ตาสีม่วง
            ภาพทั้งหมดเบื้องหน้าได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น กำแพงไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปตรงหน้าของถังเฟยหู่ กำแพงไม้ที่เขาเห็นได้บางลงเรื่อยๆจนเขาเห็นได้ถึงเค้าโครงของสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของกำแพง
            ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่สามารถรับรู้ได้ว่านี่คือขอบเขตขั้นสูงของวิชาตาเหยี่ยวพันลี้นั่นเอง ทันใดนั้นเขาได้กระตุ้นสายเลือดให้เข้าสู่ดวงตามากขึ้นกว่าเดิมในชั่วพริบตา และภาพเค้าโครงเบื้องหลังของกำแพงไม้ได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเขาก็สามารถมองจนทะลุกำแพงไม้จนเห็นด้านหลังอย่างชัดเจนราวกับอยู่ตรงหน้า
            ขั้นสูงของวิชาตาเหยี่ยวพันลี้!
            ถังเฟยหู่ถึงกับเผลอยิ้มออกมา เขาไม่นึกเลยว่าการศึกษามุกมารทั้งสามที่แปรเปลี่ยนไปจะมอบความรู้ความเข้าใจจำนวนมากขนาดนี้ให้แก่เขา ถังเฟยหู่ใช้จิตสัมผัสของตนในการสำรวจสิ่งที่ปรากฎในห้วงวิญญาณ
            เขามีความคิดบางอย่างขึ้นมา ‘หรือว่านี่จะเป็นญาณ…’ เขาเคยเรียนรู้เกี่ยวกับขอบเขตต่างๆจากตำรา ญาณนั้นมีมากมายหลายประเภทจนนับไม่ถ้วน ญาณจะทำให้ผู้ฝึกตนสามารถเข้าถึงพลังประเภทต่างๆได้มากขึ้นกว่าเดิม ควบคุมได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีส่วนสำคัญต่อการทะลวงขั้นจากขอบเขตก่อเกิดสู่จิตวิญญาณอีกด้วย
            ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ผู้คนในโรงเตี๊ยมได้เกิดการเคลื่อนไหว พวกเขาเริ่มได้ออกเดินทางไปยังสนามประลองแล้ว ถังเฟยหู่ได้ฝึกวิชามาตลอดทั้งคืนจนถึงเช้าแล้ว เขาเองก็ลุกขึ้นและเริ่มออกเดินเช่นกัน เขาไม่อยากจะพลาดการประลองหรอกนะ ถังเฟยหู่ได้เดินตามผู้คนจนไปถึงสนามที่นัดหมายการประลอง
            ถังเฟยหู่เดินแหวกผู้คนขึ้นไปบนเวที เมื่อเขามาถึงก็พบเห็นอีกสามสิบกว่าคนได้มารออยู่แล้ว มีหลายคนในนั้นได้มองมาที่เขาด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย หลายคนในนั้นคือคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นถังชิง หรือแม้แต่หลิวจิวฮุ่ยก็ตามที
            ในตอนนั้นเองที่ศาลาไม้ที่เป็นที่พักของสองอาวุโสจากสำนักวิหคสีเลือดได้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น พวกเขาดูตกใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะชายวัยกลางคนร่างสูง ท่าทางของเขาราวกับจะไม่เชื่อในสายตาของตนเอง “ศิษย์พี่…ท่านเห็นใช่ไหม!”
            “ข้าเห็นแล้ว!” ชายร่างเตี้ยได้กล่าวขึ้น “ศักยภาพของเขาน่าตกใจเกินไป เขาได้รู้แจ้งในญาณโลหิตโดยสมบูรณ์แบบ! เมื่อวานเขาแค่เริ่มแตะสัมผัสญาณโลหิต แต่นี่คือเดียวกับสร้างญาณสำเร็จ! เด็กคนนี้ต้องมาอยู่กับสำนักวิหคสีเลือดเรา!”
            ชายวัยกลางคนพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านพูดถูก…เด็กคนนี้จะรุ่งโรจน์ที่สุดเมื่ออยู่กับสำนักเรา หากเขาฝึกวิชาศาสตร์โลหิต…พลังของเขาจะสูงมากเพียงไหนกัน!”
            “ฮ่าๆๆ ศิษย์น้องพูดถูก! สำนักของพวกเราจะผงาดขึ้นในแผ่นดินด้วยพรสวรรค์อันสูงส่งของเด็กน้อยผู้นี้!” ชายร่างเตี้ยหัวเราะอย่างซะใจ!
            แม้สำนักวิหคสีเลือดจะมั่นใจเพียงไหนก็ตาม แต่การบรรลุถึงญาณโลหิตของถังเฟยหู่ก็ยังอยู่ในสายตาของสำนักที่เหลือทั้งหมด พวกเขาต่างก็มีความคิดไปในทิศทางเดียวกันกับสำนักวิหคสีเลือด พวกเขาต่างก็ตื่นตะลึงกับความสามารถในการทำความเข้าใจของถังเฟยหู่
            หากเด็กคนนี้มีความสามารถในการรู้แจ้งที่เยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ นั่นหมายความว่าเขาอาจมีศักยภาพพอที่จะรู้แจ้งในญาณอื่นๆอีกมากมายนัก ดวงตาของผู้อาวุโสจำนวนมากในศาลาไม้ต่างเปล่งประกาย พวกเขาต่างก็ต้องการรับถังเฟยหู่มาเป็นศิษย์ของสำนักตนทั้งนั้น และในศาลาของสำนักเสียงสวรรค์นั่นเองที่ชายชราผู้ถือซอได้ยิ้มแย้มออกมา สายตาของชายชราไม่ได้ดูผิดไป ไม่แน่บางทีชายชราอาจจะประเมิณเด็กตรงหน้าต่ำไปเสียด้วยซ้ำ ไม่จะความสามารถการเรียนรู้หรือแม้แต่สายเลือดดวงตา เด็กคนนี้ช่างดีเยี่ยมสำหรับการเป็นศิษย์สำนักเสียงสวรรค์
            ในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้เดินไปยังกลางเวทีประลองยุทธ์ เขาได้กวาดตามองผู้เข้าแข่งขันทั้งสามสิบหกคน เมื่อเขาเห็นว่าทุกคนมาครบแล้วเขาจึงได้เรียกอาวุธจิตวิญญาณที่ไว้ขยายเสียงออกมาใส่บนใบหูของตนจากนั้นจึงได้กล่าวออกมา
            “สวัสดีทุกท่าน พวกท่านคงเตรียมตัวมาดีแล้วสินะ รอบต่อไปนี้คือการต่อสู้ที่แท้จริงของผู้ฝึกยุทธ์ ทั้งสามสิบหกคนจะถูกจับคู่เพื่อต่อสู้ คนที่พ่ายแพ้จะถูกคัดออกจากการประลองยุทธ์ ส่วนผู้ชนะจะเข้ารอบต่อไป ผู้ชนะคนอื่นๆจะต่อสู้กันเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะเหลือผู้ชนะคนสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียว” ช่างหลินอธิบายถึงการประลองรอบนี้ สีหน้าของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นและฮึกเหิม พวกเขาพร้อมสู้อย่างเต็มที่
            ช่างหลินชูนิ้วมือหนึ่งขึ้นมา ปลายนิ้วของเขาเรืองแสงด้วยแสงปราณอันสว่างจ้าสีเงิน เขาตวัดนิ้วออกไปอย่างรวดเร็วหลากหลายเส้นสายในชั่วพริบตา เส้นแสงปราณสีเงินเหล่านั้นได้ลอยค้างอยู่กลางอากาศ เส้นลมปราณเหล่านั้นได้กลายเป็นชื่อของผู้คนทั้งสามสิบหกคนที่อยู่บนเวที นี่คือรายนามผู้เข้ารอบ
            ชื่อเหล่านั้นถูกแยกออกเป็นสิบแปดคู่ นี่คือรายชื่อของผู้ที่ต้องเข้าต่อสู้กัน รายชื่อเหล่านั้นถูกจับจ้องอย่างสนใจโดยผู้คนทั้งสนามประลอง โดยเฉพาะถังเฟยหู่ที่กำลังมองหาชื่อของตนเอง และในตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นชื่อของตัวเอง คู่ต่อสู้ของเขาก็คือเจียฮุ่ยแห่งเมืองปู่เถียนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากฟูเจี้ยน
            เขาได้กวาดตามองหาเจียฮุ่ย ในตอนนั้นเองที่เขาได้พบเห็นชายคนหนึ่งกำลังมองมาทางเขา เป็นชายหนุ่มรูปร่างใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม หนวดเคราของคนผู้นี้ดกดำ หน้าตาของเขาดุร้ายราวกับยักษ์มารก็ไม่ปาน สีหน้าของคนผู้นี้ดูหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก คนผู้นี้ก็คือเจียฮุ่ยแห่งปู่เถียน เจียฮุ่ยก็เป็นเหมือนกับหลิวจิวฮุ่ย เขาไม่เชื่อในพรสวรรค์ไร้สาระที่ช่างหลินได้กล่าวไว้ เขามองถังเฟยหู่ที่มีระดับปราณต่ำกว่าด้วยสายตาเหยียดหยาม เขารู้สึกเช่นทุกคนว่าถังเฟยหู่ได้ดับประกายของพวกเขา ทำให้ห้าสำนักไม่เห็นพวกเขาในสายตา เจียฮุ่ยคิดจะกำจัดถังเฟยหู่ด้วยพลังทั้งหมดที่มี
            ในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้เริ่มเรียกรายชื่อของผู้ประลองออกมาประจันหน้ากันทีละหนึ่งคู่ เมื่อรายนามสองชื่อถูกกล่าวออกจากปากของช่างหลิน ผู้ประลองคนอื่นก็ได้หลบฉากออกไปด้านข้างสนามประลองในทันที เมื่อสองคนแรกได้ขึ้นสู่สนามประลองพวกเขาต่างก็เรียกอาวุธจิตวิญญาณของตนออกมา
            อาวุธทั้งสองเล่มได้ฟาดฟันกันอย่างรุนแรงจนสะเก็ตไฟได้พุ่งกระจายออกไปทั่วทั้งสนามประลอง คนทั้งสองอยู่ในขอบเขตปราณขั้นแปดเช่นกัน การต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก เสียงโห่ร้องของชาวเมืองที่ได้มารับชมการประลองต่างก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ของกินจำนวนมากที่เหล่าพ่อค้าถือโอกาสมาขายถูกซื้อไปอย่างรวดเร็ว
            สำหรับบัณฑิตหรือผู้ดีทั้งหลายอาจชอบร่ำสุราแต่งกลอน แต่ชาวยุทธ์ที่ใช้ชีวิตอยู่บนคมหอกคมดาบ อะไรจะดีไปกว่าการร่ำสุราพร้อมชมการต่อสู้ที่น่าตื่นเต้น เพียงพริบตาเดียวการต่อสู้ของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ทั้งสองบนสนามประลองก็ฟาดฟันไปกว่าร้อยกระบวนท่าในพริบตาเดียว
            เคร้งงง!
            อ๊ากกกก!
            ในตอนนั้นเองที่ฝ่ายหนึ่งได้เกิดพลาดพลั้ง อีกฝ่ายจึงได้วาดดาบออกไปในช่องโหว่ที่อีกฝ่ายได้แสดงออกมา ดาบได้วาดผ่านหลังของชายอีกคนหนึ่งซึ่งสร้างอากาศบาดเจ็บอย่างรุนแรง แรงของดาบนั้นกระแทกให้ชายคนนั้นลอยออกไปไกลจนกระแทกเข้ากับพื้นสนามประลองอย่างแรง
            “อวิ้นเจียงเป็นผู้ชนะ!” ช่างหลินกล่าวออกมาเมื่อเห็นการประลองตรงหน้าได้สิ้นสุดลงพร้อมกับเสียงของชาวเมืองที่ดังขึ้น มีทั้งร่วมยินดีกับอวิ้นเจียงหรือแม้แต่ปลอบใจผู้ที่แพ้การประลอง ผู้แพ้ได้หอบร่างที่บาดเจ็บของตนลงไปจากสนามประลอง มีผู้คนจำนวนมากที่มารอรับเขาพร้อมกับปลอบประโลมและให้กำลังใจ ส่วนอวิ้นเจียงผู้ชนะเองก็ได้ลงจากสนามประลองไปเพื่อหาพรรคพวกของตน เขากลายเป็นความหวังของสำนักขนาดเล็กในเมืองฟูเจี้ยน
            คนของสำนักเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่อวิ้นเจียงผ่านเข้ารอบมาได้ พวกเขาไม่รู้สึกไม่ดีที่อวิ้นเจียงจะไปจากสำนัก พวกเขารู้ว่าพรสวรรค์ของอวิ้นเจียงไม่ควรจะอยู่แค่ภายในเมืองเล็กๆ พวกเขาเชื่อมั่นในตัวอวิ้นเจียงเป็นอย่างมากว่าจะต้องยิ่งใหญ่ภายใต้สำนักทั้งห้า ดวงตาของศิษย์พี่ศิษย์น้องของอวิ้นเจียงต่างเปล่งประกายด้วยความหวัง
            ช่างหลินได้กล่าวเรียกชื่อของผู้ประลองต่างๆมาเรื่อย ไม่ว่าการต่อสู้ไหนของผู้เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็ต่อสู้กันอย่างสุดกำลัง การประลองนี้คือความหวังและโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้ยิ่งใหญ่
            ถังชิงได้เจอกับคู่ประลองจากต่างเมืองผู้หนึ่งซึ่งเขาสามารถชนะมาได้อย่างง่ายดาย ถังหลิวได้เจอกับถังฝูซึ่งความสัมพันธ์ดุจพี่น้องของพวกนางทำให้ถังฝูได้ประกาศยอมแพ้การประลองเพื่อให้ถังหลิวได้ผ่านไปรอบต่อไป
            ส่วนหลิวจิวเลี่ยนที่เป็นน้องสาวของยอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งนั้น คู่ต่อสู้ที่ได้เจอกับนางก็เป็นคนของสกุลหลิวเอง คนผู้นั้นได้ยอมแพ้โดยยังไม่ทันได้ประลองเช่นกันเพราะเขารู้ฝีมือของตนเองดีว่าไม่อาจต่อกรหลิวจิวเลี่ยนได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
            ส่วนหลิวจิวฮุ่ยเองก็ไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะชื่อเสียงของเขาหรือแม้แต่ระดับการฝึกตนของเขาที่อยู่ในระดับปราณขั้นเก้าระดับต่ำซึ่งสูงที่สุดในการประลองครั้งนี้ ทำให้คู่ต่อสู้ของเขาต้องจำใจยอมแพ้อย่างกล้ำกลืน เขารู้สึกแย่เป็นอย่างมากที่ได้มาเจอหลิวจิวฮุ่ยตั้งแต่รอบแรก ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสดงฝีมือให้ห้าสำนักได้เห็น
            ถึงแม้จะลองสู้กับหลิวจิวฮุ่ยดูสักครั้ง แต่ภาพที่ออกมาคงเป็นได้แค่ลูกไก่ในกำมือของชายที่ชื่อหลิวจิวฮุ่ย ซึ่งภาพลักษณ์แบบนั้นจะยิ่งทำให้เขาดูไม่ดีและอับอายมากกว่าเดิม การไม่ต่อกรกับหลิวจิวฮุ่ยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของเขาในตอนนี้
            การต่อสู้ยังคงมีอย่างต่อเนื่องไม่ว่างเว้น หัวใจของทุกคนต่างเต้นตูมตามไปด้วยความตื่นเต้น เทศกาลแห่งความสนุกสนานเช่นนี้จะมีเพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง การต่อสู้ของผู้เข้าแข่งขันเต็มไปด้วยหลากหลายวิธีการ มีบางคนใช้วิชาฝ่ามือ เพลงเตะ หรือแม้แต่เพลงกระบี่ เพลงดาบ เพลงทวน ทุกรูปแบบของวิชาเท่าที่จะจินตนการถึง
            รวมถึงการต่อสู้กันระหว่างจิตวิญญาณก็ตามที อสูรหลากหลายแบบได้ต่อสู้กันจนสนามประลองแทบพังไปหมดทั้งแถบ การประลองทั้งสิบห้าคู่ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมาถึงคู่สุดท้ายของการประลอง ช่างหลินมองไปยังถังเฟยหู่และเรียกขานนามของเขาออกมา ถังเฟยหู่เดินออกไปยังใจกลางของสนามประลองและยืนอย่างสงบ
            ช่างหลินหันไปหาคนที่เหลืออีกหนึ่งคน “เจียฮุ่ยแห่งปู่เถียน” เมื่อสิ้นเสียงของเขา เจียฮุ่ยที่ร่างกายใหญ่โตราวกับยักษ์ปักหลั่นได้ก้าวออกมา หนวดเคราอันรุงรังรวมถึงผมเผ้าที่ยาวของเขาทำให้ภาพลักษณ์ของเจียฮุ่ยราวกับเป็นราชสีห์ขนดำที่ยืนได้
            ตึง! ตึง! ตึง!
            เสียงก้าวเดินของเจียฮุ่ยหนักแน่นราวกับหินผา เขาได้มายืนประจันหน้ากับถังเฟยหู่ เขาได้ก้มลงมองชายหนุ่มดวงตาสีม่วงดำตรงหน้าของเขา ความสูงของเขาเหนือกว่าถังเฟยหู่ไปไกลราวกับผู้ใหญ่ก้มลงมองเด็ก แทบจะดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเขาทั้งสองนั้นอายุอานามพอๆกัน
            หากจะพูดไปแล้วผลการทดสอบของเจียฮุ่ยนับว่าดีมาก อาจจะน้อยกว่าหลิวจิวฮุ่ยเพียงนิดหน่อย นับว่าโดดเด่นเป็นอย่างมากหากไม่มีคนทำผลการทดสอบที่เหนือธรรมชาติออกมาอย่างถังเฟยหู่ ในตอนแรกเขายังคิดอยู่เลยว่าสำนักทั้งห้าต้องเลือกเขาอย่างแน่นอน แต่ถังเฟยหู่ได้ดับประกายเขาเสียจนสิ้น!
            เส้นเลือดบนขมับของเจียฮุ่ยเต้นตุ้บๆด้วยความโมโห เจียฮุ่ยยืนกอดอกอย่างมั่นคง เขาฝึกฝนอย่างทรหดและผ่านความลำบากมานับไม่ถ้วนก็เพื่อเฝ้ารอโอกาสที่จะผงาดขึ้นมากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในสักวัน แต่ความพยายามเหล่านั้นกลับสูญเปล่าด้วยการกระทำของคนที่อ่อนแอกว่าตรงหน้า ไม่ว่าเจียฮุ่ยจะมองยังไง คนตรงหน้าของเขาก็อ่อนแอกว่าเป็นอย่างมาก ทั้งระดับการฝึกฝน ทั้งความแข็งแรงของร่างกาย ไม่มีสิ่งใดเลยที่คนตรงหน้าจะสู้เขาได้แม้แต่นิด และที่ทำให้เขายิ่งโกรธก็คือสายตาอันเรียบเฉยของถังเฟยหู่ที่มองกลับมา เจียฮุ่ยคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งปู่เถียนที่ทุกคนต้องยำเกรง
            เขาถูกขนานนามว่าผู้มีพรสวรรค์สูงสุดในปู่เถียน ทุกคนในปู่เถียนต่างก็ยำเกรงในตัวเขา ทุกคนมองเขาด้วยความเคารพและหวาดกลัว เมื่อเห็นสายตาของคนตรงหน้าเขาไม่อาจยอมรับมันได้ ซึ่งในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้ถอยฉากออกไปจากสนามประลอง สายตาของผู้ชมทุกคนจับจ้องไปที่คนทั้งสอง หัวใจของทุกคนเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น
            ในตอนนั้นเองที่ช่างหลินได้อ้าปากและเปล่งเสียงออกมาผ่านอาวุธจิตวิญญาณที่ใบหูของเขา เสียงของเขาถูกขยายออกและกระจายออกไปทั่วทั้งบริเวณเพื่อให้ทุกคนในที่แห่งนั้นได้ยินเสียงของเขา
            “การประลองคู่สุดท้าย! เริ่มประลองได้!!!”

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน