“มีใครอยู่หรือไม่”
“อยู่ ๆ สักครู่นะขอรับ” เด็กชายะโตอบและเดินออกไปดูที่หน้าบ้าน
“อ้าว พี่เสี่ยวรุ่ย ท่านมีอะไรรึไม่ขอรับมาแต่เช้ามืดเลย แล้วนั่นท่านแบกอะไรมาด้วย” ห่าวหลานเอ่ยถามพี่ชายของพี่สะใภ้
“ข้าขอเข้าไปได้ไหม แล้วจะเล่าให้ฟัง” เสี่ยวรุ่ยหันมองรอบด้านแล้วจึงพูดขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างเบา
“ได้ซิขอรับ เข้ามาเลย เดี๋ยวท่านนั่งตรงนี้ก่อนนะขอรับ ข้าจะไปเอาน้ำมาให้”
แม้ห่าวหลานจะสงสัยในท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ แต่เขาก็เชิญอีกฝ่ายเข้าบ้านและรีบผละไปเอาน้ำออกมาต้อนรับ
เสี่ยวรุ่ยวางตะกร้าลงและนั่งบนเก้าอี้ตามที่เด็กน้อยได้บอกไว้
“นี่ขอรับ พี่เสี่ยวรุ่ย ดื่มน้ำก่อน”
“อืม ขอบใจนะ ข้าคอแห้งอยู่พอดีเลย”
เสี่ยวรุ่ยพูดเสร็จก็รีบดื่มด้วยความกระหาย เพราะแม้ว่าระยะทางจากบ้านของเขามาถึงที่นี่จะไม่ไกลมาก แต่ด้วยน้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในตะกร้าก็ทำให้เขาเหนื่อยได้เช่นกัน
“ว่าแต่ท่านมีธุระกับพี่สะใภ้ใช่หรือไม่ขอรับ ข้าจะได้ไปเรียกนางให้ เพราะตอนนี้นางกำลังนอนพักผ่อนอยู่ขอรับ” ห่าวหลานกล่าวถามออกไป
เมื่อเช้าเขาได้เข้าไปดูพี่สะใภ้ พบว่าหน้าของนางมีสีแดงระเรื่อ ไม่เหมือนเมื่อคืนที่ซีดเผือดไม่มีสีเืเลย จึงคิดว่าคงดีขึ้นไม่เป็อะไรแล้ว
“ไม่เป็ไรไม่ต้องปลุกนางหรอก ปล่อยให้พักไปเถอะนางเพิ่งจะหายป่วยได้ไม่นาน
คืออย่างนี้ ท่านย่าให้ข้านำหมูป่าที่พี่ชายเ้านำไปเป็สินสอดมาแบ่งให้ อยู่ในตระกร้าหนะ เ้านำไปเก็บไว้ให้ดีล่ะ ระวังบ้านเดิมเ้าจะมาขโมยเอาไปได้”
ชายหนุ่มบอกสาเหตุที่มาและกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เพราะรู้ว่าบ้านเดิมของเด็กน้อยเป็เช่นไร
“ขอบคุณพี่เสี่ยวรุ่ยมากที่นำมาให้ และฝากขอบคุณท่านแม่เฒ่าหลินที่เมตตาพวกเราด้วยขอรับ” ห่าวหลานก้มหัวให้และกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
“อืม ไม่เป็ไร ถ้ามีอะไรไปหาพวกข้าที่บ้านได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ นี่ก็ออกมานานแล้วเดี๋ยวข้ากลับก่อนนะ”
เสี่ยวรุ่ยพูดเสร็จก็เตรียมตัวกลับทันที เพราะเขาต้องรีบนำเนื้อมาให้น้องสาวก่อนที่จะมีชาวบ้านมาพบเห็นและนำความเดือดร้อนมาให้นาง จึงยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย
เมื่อพี่เสี่ยวรุ่ยกลับไปแล้ว เด็กชายก็รีบแบกตะกร้าเนื้อหมูป่าไปห้องใต้ดินที่ไว้สำหรับเก็บเสบียง
ในห้องนี้พี่ใหญ่ได้ซื้อผลึกน้ำแข็งสิบปีมาใส่ไว้ จึงเหมาะสำหรับใช้แช่ผักและเนื้อสัตว์โดยเฉพาะ
ดังนั้นเมื่อนำเนื้อมาไว้ในห้องนี้ก็สามารถยืดอายุไปได้นานพอสมควร เมื่อพี่สะใภ้ฟื้นแล้วจะทำอะไรค่อยว่ากันอีกที
่สายของวัน ก็มีเื่เกิดขึ้นตามที่พี่ชายของพี่สะใภ้ได้เอ่ยเตือนไว้จนได้
ปั้ง!! เพล้ง!! โครม!!
“จำไว้นะ คราวหน้าอย่ามาขวางข้าอีก ข้าจะเอาพวกแกจะทำไม พวกแกใช้แซ่จ้าว เป็ลูกหลานของตระกูลจ้าว ก็มีหน้าที่ต้องกตัญญูต่อผู้าุโในตระกูล และอาหารพวกนี้ ข้าจะนำไปทำอาหารให้คนบ้านใหญ่กิน หึหึ”
ขวางหูขวางตานัก ทำไมไม่ตายไปซะ ลูกของนังจิ้งจอกสมควรตาย ถ้าไม่ใช่เพราะมัน นางก็คงได้แต่งกับพี่ซีเฉินไปแล้ว ไม่ต้องมาแต่งให้จ้าวหนานซือคนไม่เอาไหนพรรค์นั้น
แต่ในเมื่อนังนั่นตายแล้ว ลูกของมันก็ต้องรับโทสะและความแค้นของข้าแทนละกัน สะใภ้ใหญ่จ้าวคิดและหัวเราะด้วยความสะใจ
“ป้าสะใภ้ อย่าเอาอาหารของเราไปเลยนะขอรับ นี่เป็ของที่พี่ใหญ่เตรียมไว้ให้ หากท่านเอาไปหมด แล้วพวกเราจะกินอะไรขอรับ”
“พวกเ้าจะกินอะไรก็เื่ของพวกเ้า ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับข้านี่ ไปลูกใหญ่เรากลับกันเถอะ อยู่ที่นี่นานเดี๋ยวความอัปมงคลจะติดตัวป่าว ๆ ”
“ขอรับท่านแม่”
ก่อนจากไปสองแม่ลูกหันมองพวกเด็กน้อยด้วยความสมเพชและสาแก่ใจ
“ฮือ ๆ พี่รอง เราจะทำยังไงกันดี พวกเขาไม่เหลืออะไรให้เราเลยเ้าค่ะ” จ้าวไป่ซิงร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวและเสียใจ ที่ไม่อาจปกป้องเสบียงของบ้านไว้ได้
“ไม่เป็ไร เรายังมีเสบียงบางส่วนเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยในห้องใต้ดิน เดี๋ยวเช้านี้เราก็กินโจ๊กเปล่าไปก่อน เสร็จแล้วพี่จะลองไปหาอะไรในป่ามาเพิ่มเติม”
จ้าวห่าวหลานละสายตาจากหลังของสองแม่ลูกนั่นและหันมาพูดกับน้องสาวด้วยความกลุ้มใจที่ต้องเสียเสบียงไปเช่นกัน
ด้วยไม่คิดว่าบ้านใหญ่จะมาแย่งชิงไปจนหมดเช่นนี้ ดีที่ว่าพี่ใหญ่ได้แบ่งเก็บบางส่วนไว้ในห้องใต้ดินรวมถึงเนื้อหมูป่าที่บ้านพี่สะใภ้ให้มาด้วย
ห้องนี้ไม่มีใครรู้ถึงการคงอยู่ของมันนอกจากพี่ใหญ่และเขา ซึ่งตอนนี้ก็มีน้องสาวที่รู้เพิ่มอีกคน และหลังจากนี้ก็คงจะเป็พี่สะใภ้นั่นแหละ
“เอ๋.. เรามีห้องใต้ดินด้วยหรือเ้าคะ” เด็กหญิงพูดขึ้นด้วยความสงสัยและโล่งใจในคราวเดียวกัน ที่จะไม่ต้องอดอาหารระหว่างรอพี่ใหญ่กลับมา อีกอย่างพวกเขายังต้องทำอาหารเพื่อบำรุงพี่สะใภ้อีก
“มีซิ เดี๋ยวทำอะไรเสร็จแล้วพี่จะพาไปดู”
“ได้เ้าค่ะ”
จากนั้นทั้งสองก็ช่วยกันเก็บกวาดเศษซากภายในบ้านที่ป้าสะใภ้ทำไว้ แล้วจึงค่อยกินข้าว เมื่อเรียบร้อยแล้วก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง โดยคนเป็พี่ชายแบกตะกร้าไปเก็บผักตามชายป่า ส่วนน้องสาวก็เข้าไปดูแลพี่สะใภ้ในห้อง
ก่อนหน้านี้ ขณะที่ป้าสะใภ้กำลังส่งเสียงดังอยู่นั้น พี่สะใภ้ของเหล่าเด็กน้อยก็ได้ฟื้นขึ้นมาจากความหลับไหล
“อือออ เสียงใครมาโวยวายเป็แม่ค้าปากตลาดแต่เช้าเนี้ย คนจะหลับจะนอน ไม่มีความเกรงใจคนอื่นบ้างเลย ว่างกันมากรึไงนะ”
หวานบิดี้เีตามความเคยชินและพึมพำด้วยความรำคาญเสียงที่กำลังทำลายโสตประสาท และรบกวนการเข้าเฝ้าพระอินทร์ของเธอ อุตส่าห์กำลังจะขอสามตัวตรง ๆ ซะหน่อย อดเลย
แต่แล้วหวานก็กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนที่นอนอย่างฉับพลัน เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง และตอนที่กำลังจะมาเกิดใหม่
คิดแล้วก็โมโหความซุ่มซ่ามของตน อยากหยุมหัวตัวเองมาก แต่ทำไม่ได้กลัวเจ็บอะ
เอาล่ะก่อนอื่นเธอจะต้องตั้งสติก่อน พุทหายใจเข้า (สู๊ดด) โธหายใจออก (เห้ออ) พุท…โธ… พุท…โธ…
เขาว่ากันว่า สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา (เขาที่ว่าอะใครเหรอ/ไรท์)
เมื่อตั้งสติได้แล้ว เธอหันมองรอบ ๆ ตัว พบห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และเออะ… เก่ามาก เก่าได้อีกอะ แต่ก็ถือว่าสะอาดใช้ได้นะ อืมมม
ยิ่งมองไปรอบ ๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าหายนะชัด ๆ นี่คือหายนะ เป็ไงล่ะอยากไปสุขสบายในอนาคต แต่ได้มาอดอยากในอดีตแทนมันน่าเจ็บใจนัก เจ็บใจตัวเองเนี้ย!!
ขณะที่กำลังพิจารณาห้องอยู่นั้น อยู่ ๆ ภาพความฝันเมื่อคืนก็ไหลผ่านเข้ามาในหัว ทำให้เธอเข้าใจเื่ราวได้มากขึ้นว่า เธอคงเข้ามาอยู่ในร่างของเด็กสาวคนนั้นแล้วล่ะ ไม่ผิดแน่
และเมื่อคืนมันไม่ใช่ความฝัน แต่คือความทรงจำของร่างนี้นั่นเอง
‘เอาวะ หลินชิงอีก็หลินชิงอี ผู้หญิงที่ถึกและบึกบึนอย่างเรา แม้แต่ต้นกล้วยยังเตะขาดมาแล้ว เื่แค่นี้จิ๊บ ๆ เราผ่านมันไปได้อยู่แล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า’
แอ๊ดดด….
ระหว่างที่ให้กำลังใจตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆ ประตูห้องก็เปิดออกและมีเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามา
อืม… นี่คงเป็น้องสาวสามี จ้าวไป่ซิงซินะ หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตาเลยอะ แต่ผอมไปหน่อย ไม่ได้…ไม่ได้ ไม่ผ่านมาตรฐาน (มาตรฐานอะไรของเธ๊ออออ/ไรท์)
ไม่เป็ไร เดี๋ยวต่อไปเจ้จะขุนให้อ้วนเองนะหนูน้อย ฮิฮิฮิ นางคิดอย่างหมายมั่น แต่สีหน้าและแววตาที่แสดงออกมาภายนอกนั้นค่อนข้างเ้าเล่ห์ร้ายกาจมาก ๆ เลย
เมื่อจ้าวไป่ซิงเดินเข้ามาในห้อง เห็นพี่สะใภ้ลุกขึ้นนั่งได้แล้วก็ยิ้มด้วยความดีใจ แต่อยู่ ๆ ก็รู้สึกเสียวสันหลังแปลก ๆ เมื่อได้สบตากับพี่สะใภ้ หนูน้อยก็ถึงสะดุ้งใกันเลยทีเดียว
Talk
ไรท์ : แม้แต่ในฝันก็ไม่เว้นนะ
หวาน : เอาน่า เดือนนึงมีแค่ 2 ครั้ัง ต้นเดือนกับกลางเดือนเอง ฮิฮิ