สองบุปผาต่างชะตา

    ตอนพิเศษ 2 ภาคองค์หญิงชานชิว

    ณ พระราชวังแคว้นฉู่

    เหตุการณ์กลับตาลปัตร ตั้งแต่ที่องค์ชายอันฉู่กับองค์หญิงชานชิวกลับมาถึงพระราชวังแคว้นฉู่แล้ว องค์ชายอันฉู่กลับไม่ยุ่งเกี่ยวกับองค์หญิงชานชิวอีกเลย ปล่อยองค์หญิงชานชิวซึ่งตอนนี้เป็นพระชายาแล้วทิ้งไว้ตำหนักเพียงพระองค์เดียว ตอนนี้พระชายาทรงรู้สึกแปลกพระทัยมาก ว่าเหตุใดองค์ชายอันฉู่ถึงทำกับพระองค์เช่นนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งฮ่องเต้แคว้นฉู่ทรงจัดงานเลี้ยงฉลองต้อนรับองค์หญิงชานชิว แต่ในงานเลี้ยงกลับไม่มีองค์ชายอันฉู่เลย

    องค์หญิงชานชิวได้เข้าไปรวมกลุ่มกับบรรดาพระชายาขององค์ชายพระองค์อื่นและบรรดาองค์หญิง ทำให้พระองค์ทรงทราบว่า

    “พวกเราสงสารท่านจังเลย ชานชิว ท่านยังไม่รู้ใช่มั้ยว่า องค์ชายอันฉู่มีหญิงในดวงใจอยู่แล้ว ก่อนที่จะเดินทางไปรับท่านที่แคว้นฉินน่ะ” พระชายาขององค์ชายพระองค์อื่นตรัส

    “ใช่ๆ ผู้หญิงคนนั้นเห็นว่าเป็นบุตรสาวของท่านเสนาบดีอะไรนี่แหละ แต่เป็นเพราะหน้าที่ ทำให้องค์ชายอันฉู่จำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับท่าน” องค์หญิงแคว้นฉู่ตรัส

    องค์หญิงชานชิวได้แต่เม้มปากไม่อาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้ เพราะไม่คิดว่าตนจะต้องมามีชะตากรรมเช่นนี้ และเหตุการณ์ที่กระโจมมันคืออะไรกัน องค์ชายอันฉู่ทรงหลอกหลวงงั้นหรือ

    *********************************

    เมื่อกลับมาถึงห้องบรรทมองค์หญิงชานชิวทรงทำได้เพียงแต่กรรแสงเท่านั้น เพราะในตอนนี้พระองค์ทรงรู้สึกโดดเดี่ยว ต้องมาใช้ชีวิตในดินแดนต่างแคว้น จึงตัดสินพระทัยว่าจะหาอะไรที่มีประโยชน์ทำ

    ในวันถัดมา องค์หญิงชานชิวทรงทูลขอเสด็จพ่อหรือฝ่าบาทแห่งแคว้นฉู่ว่า จะขออาสาแจกอาหารให้ผู้ยากไร้เพื่อลบความรู้สึกเศร้าและทุกข์ใจเช่นนี้ ซึ่งฝ่าบาทเองก็ทรงอนุญาต

    ดังนั้นองค์หญิงชานชิวจึงทรงไปแจกอาหารให้ชาวบ้านและสอบถามสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้านตามความเคยชิน หลังจากแจกอาหารหมดแล้ว ก็รีบเสด็จกลับ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันคือ มีกลุ่มโจรแอบซุ่มโจมตีขบวนทหารองครักษ์และลักพาตัวองค์หญิงชานชิวไป

    *********************************

    องค์หญิงชานชิวทรงกลัวมาก นึกไม่ถึงว่าจะถูกกองโจรจับมายังเมืองฉายหยาง ซึ่งเป็นเมืองที่มีข่าวว่ามีกองโจรก่อการร้าย เจ้าเมืองฉายหยางไม่อาจปราบปรามได้ เพราะกลุ่มโจรพวกนี้แข็งแกร่งมาก และมีข่าวลือว่าพวกเขาโหดร้ายอำมหิตยิ่งนัก

    ในพระทัยขององค์หญิงชานชิวทรงคิดว่าช่างเป็นเคราะห์กรรมที่หนักมาก นอกจากถูกพระสวามีหลอกลวงแล้ว ยังต้องมาเป็นเชลยของโจรชั่วอีกด้วย

    แต่แล้วเมื่อมาถึงค่ายกองโจร เหตุการณ์มันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด หัวหน้าโจร ชื่อ ซานชง และรองหัวหน้าโจรหญิง ชื่อ ตันหลิน ทั้งสองคนมีวัยไล่เลี่ยกับองค์หญิง ต่างพากันต้อนรับองค์หญิงชานชิวเป็นอย่างดี และผู้ที่อยู่ในค่ายโจรล้วนแต่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองฉายหยางทั้งสิ้น มีทั้งลูกเล็กเด็กแดง ผู้เฒ่าคนชรา ซึ่งรับรู้ได้ว่าที่นี่ก็เหมือนกลุ่มชาวบ้านธรรมดา ไม่ได้โหดร้าย ป่าเถื่อนอย่างที่คิด

    “ทูลพระชายา ต้องขออภัยจริงๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงตกพระทัยเช่นนี้ ที่พวกเราจับพระองค์มา ก็เพราะอยากให้พระองค์ทรงรับรู้ปัญหาของชาวบ้านเมืองฉายหยางโดยแท้จริงเพคะ” ตันหลินกล่าว

    “มันไม่ได้เป็นอย่างที่ข่าวลือว่างั้นหรือ เห็นว่าพวกท่านต่อต้านทางการ และกระทำการโจมตีอย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน” องค์หญิงตรัส

    “เหตุการณ์มันกลับตาลปัตรกันเพคะ ชาวบ้านเมืองฉายหยางถูกกดขี่ข่มเหง ขูดรีดภาษีอย่างไร้ปราณี พวกเราไม่อาจทนต่อการกระทำของเจ้าเมืองฉายหยางได้ จึงรวมตัวกันต่อต้านทางการ” ตันหลินกล่าว

    “พวกท่านควรจะแจ้งให้ทางการในเมืองหลวงรับรู้ถึงจะถูก ไม่ใช่รวมกลุ่มกันก่อการร้ายเช่นนี้” องค์หญิงตรัส

    “พวกเราถูกปรักปรำต่างหากพะย่ะค่ะ เจ้าเมืองส่งฎีกาใส่ร้ายพวกเรา ทำให้พวกเรากลายเป็นกองโจรที่ต้องรีบปราบปรามโดยด่วน” ซานชงกล่าว

    “แล้วท่านจับเรามาแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ” องค์หญิงตรัส

    “พระองค์ทรงเป็นถึงพระชายาที่องค์ชายอันฉู่ทรงรักมาก ยังไงองค์ชายต้องทรงรับฟังพระชายาอย่างแน่นอนพะย่ะค่ะ” ซานชงกล่าว

    “พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว เราก็เป็นแค่องค์หญิงที่เป็นเครื่องบรรณาการมีไว้สำหรับเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นเท่านั้น คนที่องค์ชายอันฉู่ทรงรักเป็นคนอื่นต่างหาก” องค์หญิงตรัสอย่างน้อยพระทัย

    “เหตุใดทรงตรัสเช่นนั้นล่ะเพคะ แต่ข่าวที่ได้ยินมา มันไม่ใช่อย่างนี้นี่เพคะ” ตันหลินแปลกใจ

    “ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่าเราจะจดบันทึกความทุกข์ของชาวบ้านแล้วยื่นฎีกาให้กับฝ่าบาทเองก็แล้วกัน” องค์หญิงตรัส

    “ขอบพระทัยเพคะ พระชายา” ตันหลินกล่าว

    “แต่เรามีเรื่องจะขอ” องค์หญิงตรัส

    “ว่ามาได้เลยเพคะ” ตันหลินกล่าว

    องค์หญิงชานชิวทรงมองไปที่กองโจรแล้วเห็นชายอัปลักษณ์ที่มีรอยฟันที่หน้า จึงชี้ไปทางคนนั้น “เราอยากให้ชายคนนี้คอยอยู่คุ้มกันเรา ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่ จะได้มั้ย”

    “แต่เขาพูดไม่ได้นะเพคะ อาจทำให้สื่อสารยาก” ตันหลินกล่าว

    “ไม่เป็นไร เราพอรู้ภาษาใบ้ ขอให้เรารู้สึกอุ่นใจเวลาอยู่ที่นี่เถอะนะ” องค์หญิงตรัส

    ตันหลินมองไปทางซานชง พอเห็นหัวหน้าโจรพยักหน้าตอบรับ เลยว่า “ได้เพคะ”

    ตั้งแต่นั้นมานายใบ้ชื่อว่า ฉีอัน ต้องคอยคุ้มครององค์หญิงชานชิวตลอดเวลา

    ตลอดเวลาที่องค์หญิงชานชิวอยู่ที่นี่ องค์หญิงชานชิวทรงสอบถามชาวบ้านเกือบทุกคน และทุกคนให้การตรงกันว่า เจ้าเมืองฉายหยางมีกำลังทหารอยู่ประมาณพันนายทำให้เขาได้ใจว่ามีอำนาจ คอยกดขี่ข่มเหงประชาชน เก็บภาษีมากเกินควร หากบ้านไหนไม่มี ก็ให้เอาลูกสาวมาขัดดอกแทน ชาวบ้านทั่วทั้งเมืองฉายหยางไม่อาจทนต่อการกระทำของเจ้าเมืองได้อีกต่อไป จึงสามัคคีร่วมมือกันต่อต้านเจ้าเมืองคนนี้

    องค์หญิงชานชิวทรงนั่งเขียนฎีกาเพื่อรายงานความเดือดร้อนของชาวเมืองฉายหยางอยู่ในห้องบรรทมทั้งคืน โดยขอให้ฉีอันคอยคุ้มกันอยู่นอกห้อง พอทรงเขียนฎีกาเสร็จ ก็รีบเดินออกไปหาฉีอันทันที

    “เราเขียนฎีกาเสร็จแล้ว ฉีอัน เจ้ารีบนำฏีกานี้ไปส่งให้ฝ่าบาทโดยด่วน เจ้าทำได้ใช่หรือไม่” องค์หญิงตรัส

    ฉีอันพยักหน้าเพราะพูดไม่ได้

    “ดีมาก ขอให้เจ้าปลอดภัยกลับมา” แล้วองค์หญิงก็ทรงหันกลับไปยังห้องบรรทม แต่แล้วพระองค์ก็ทรงเป็นลมหน้ามืดเพราะไม่ได้นอนทั้งคืน ฉีอันจึงรีบประคองอุ้มองค์หญิงไปที่เตียง ห่มผ้าให้เรียบร้อย แล้วรีบไปหาตันหลินเพื่อให้มาดูพระอาการ

    พอตันหลินพบว่าองค์หญิงทรงบรรทมหลับเฉยๆ จึงบอกฉีอันเพื่อจะได้ไม่ต้องห่วง และให้ฉีอันไปปฏิบัติภารกิจตามที่องค์หญิงทรงสั่งได้เลย ฉีอันจึงรีบนำฎีกาไปส่งให้ฝ่าบาททันที

    *********************************

    เมื่อองค์หญิงทรงตื่นขึ้นมาซึ่งเป็นเวลาบ่ายแล้ว องค์หญิงรีบตามหาฉีอัน ทรงเป็นห่วงความปลอดภัยเพราะต้องเสี่ยงอันตรายเข้าไปในวัง พอเห็นฉีอันไม่เป็นอะไรก็รู้สึกโล่งใจ

    ชาวเมืองเห็นว่าการส่งฎีกาประสบความสำเร็จ จึงอยากจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อตอบแทนและขอบคุณองค์หญิง

    ดังนั้นองค์หญิงจึงได้ไปร่วมงานเลี้ยงซึ่งมีเหล้ายาปลาปิ้งแบบง่ายๆ ไม่เลิศหรูมาก แต่มันแสดงถึงความจริงใจที่ชาวบ้านมอบให้กับพระชายาขององค์ชายอันฉู่

    หลังงานเลี้ยงจบลง หัวหน้าโจรซานชงได้ขอให้องค์หญิงชานชิวเข้าพบเป็นการส่วนตัว

    องค์หญิงชานชิวทรงให้ฉีอันรออยู่ข้างนอก แล้วพระองค์ก็เข้าไปในห้องของซานชง

    “ท่านมีอะไรงั้นหรือ” องค์หญิงตรัส

    “กระหม่อมรู้สึกสงสารพระองค์ เห็นพระองค์บอกว่าถูกองค์ชายหลอกลวง กระหม่อมเลยอยากจะปกป้ององค์หญิงเองพะย่ะค่ะ” ซานชงกล่าว

    “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่ายังไง” องค์หญิงชานชิวกล่าวอย่างเสียงแข็ง

    “ไหนๆ ก็มีข่าวไม่ดี ลือว่าพระองค์เป็นภรรยาของกระหม่อมไปแล้ว และตอนนี้กระหม่อมก็รู้สึกชอบพระองค์ขึ้นมา ให้กระหม่อมเป็นผู้ดูแลพระองค์เถอะพะย่ะค่ะ” ซานชงกล่าว

    องค์หญิงชานชิวทรงเดินถอยหลัง “ถึงมีข่าวลืออย่างนั้น ก็ใช่ว่าเราต้องทำตามข่าวลือนี่ เราเป็นหญิงที่มีสามีแล้ว เราจะไม่นอกใจสามีเด็ดขาด ต่อไปอย่าพูดแบบนี้กับเราอีก” องค์หญิงทรงกริ้ว

    ซานชงกำลังจะเดินเข้ามาหาองค์หญิง

    องค์หญิงจึงรีบตะโกนเรียกฉีอันทันที “ฉีอัน ฉีอัน ช่วยเราด้วย รีบเข้ามาเดี๋ยวนี้”

    ฉีอันจึงบุกเข้าไปในห้องของซานชงทันที แล้วรีบเอาตัวมาบังองค์หญิงไว้ เพื่อไม่ให้ซานชงเข้ามาทำอันตรายองค์หญิงได้

    ทั้งคู่จึงรีบกลับออกมา ในตอนนี้องค์หญิงชานชิวทรงจับชายเสื้อของฉีอันไว้ ทำให้ฉีอันรับรู้ว่าตอนนี้องค์หญิงทรงสั่นกลัวอย่างมาก

    “ฉีอัน! พาเราไปที่ห้องของตันหลินที” องค์หญิงตรัส

    ฉีอันพยักหน้า แล้วพาองค์หญิงไปส่งที่ห้องของตันหลินทันที พอตันหลินออกมาเจอองค์หญิง องค์หญิงจึงรีบสวมกอดตันหลินและกรรแสงอย่างหนัก อีกทั้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องของซานชงให้ตันหลินฟังทั้งหมด

    “หม่อมฉันจะไปจัดการซานชงเพคะ มันบังอาจมาก ที่กล้ากระทำกับองค์หญิงถึงเพียงนี้” ตันหลินโกรธ

    ตันหลินกำลังจะเดินไป แต่ถูกองค์หญิงทรงรั้งไว้ “ช้าก่อน ตันหลิน ในเมื่อตอนนี้เราก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ก็ช่างมันเถอะ ขอเรานอนกับเจ้าที่นี่ด้วยนะ เรากลัว”

    ตันหลินเห็นว่าองค์หญิงทรงตัวสั่น เลยยอมให้องค์หญิงทรงบรรทมที่นี่ด้วย ส่วนฉีอันและเพื่อนของเขาก็คอยผลัดเปลี่ยนเฝ้าเวรยามให้ตลอดทั้งคืน

    *********************************

    เช้าวันรุ่งขึ้น มีสายของโจรรายงานว่าเจ้าเมืองฉายหยางจะเผด็จศึกปราบปรามกองโจรในวันพรุ่งนี้ ทำให้องค์หญิงและกลุ่มหัวหน้าโจรต้องประชุมกันอย่างเร่งด่วน

    “ทางเมืองหลวงยังไม่มีท่าทีอะไรเลยเพคะ จะทำอย่างไรดี” ตันหลินกล่าว

    “ไม่มีทางที่ฝ่าบาทจะไม่ทรงห่วงประชาชน เราเชื่อว่าพระองค์จะต้องส่งทหารมาช่วยพวกเราอย่างแน่นอน” องค์หญิงชานชิวทรงมุ่งมั่น”

    “ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงต้องรวบรวมกองกำลังและอาวุธเท่าที่มี ต่อต้านพวกมันไปก่อน ส่วนเจ้า ตันหลิน เจ้าจงพาพวกผู้หญิง เด็กเล็ก ผู้เฒ่าผู้แก่ไปหลบในที่ที่ปลอดภัยเสียก่อน ศึกนี้อาจจะเป็นการตัดสินชะตาของชาวเมืองฉายหยาง” ซานชงกล่าว

    “ข้ารู้แล้ว จะรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้” ตันหลินรับคำแต่ไม่มองหน้าซานชง

    ทำให้ซานชงรับรู้ได้ว่าตันหลินโกรธตน

    *********************************

    กองโจรเตรียมกำลังพลให้พร้อมเพื่อที่จะเข้าต่อสู้กับกองทหารของเจ้าเมืองฉายหยาง และในคืนก่อนที่จะเริ่มศึกในวันรุ่งขึ้น

    ตันหลินกับองค์หญิงชานชิวนั่งดื่มเหล้าปรับทุกข์กัน ซึ่งทำให้องค์หญิงทรงรับรู้แล้วว่าตันหลินแอบชอบซานชงมานานแล้ว

    ในพระทัยองค์หญิงทรงคิดว่า “เราไม่น่าเล่าเรื่องนั้นให้ตันหลินฟังเลย”

    และในขณะเดียวกันเมื่อองค์หญิงทรงเมา ก็ได้เปิดเผยความรู้สึกทั้งหมดให้ตันหลินฟังว่า ถูกองค์ชายอันฉู่หลอกลวง องค์ชายมีคนรักอยู่แล้ว คนนั้นเป็นลูกสาวท่านเสนาบดี และบอกแม้กระทั่งว่าองค์หญิงนั้นเป็นโรคที่เห็นองค์ชายอยู่กับผู้หญิงอื่นไม่ได้จริงๆ เลยมีแผนว่าถ้าองค์ชายมีผู้หญิงคนอื่น ตนจะหนีกลับแคว้นฉินทันที ไม่ทนอยู่แคว้นฉู่อีกต่อไป

    ฉีอันและเพื่อนโจรอีกคนต้องคอยอยู่คุ้มครองผู้หญิงทั้งสองคนซึ่งขณะนี้อยู่ในสภาพเมามายไม่ได้สติ

    *********************************

    เมื่อเห็นท่าไม่ดี ฉีอันจึงตัดสินใจอุ้มองค์หญิงไปนอนที่ห้องบรรทมและยืนเฝ้าอยู่หน้าห้อง ในขณะที่เพื่อนโจรอีกคนก็อุ้มตันหลินไปนอนที่ห้องของนาง แล้วตัวเองก็กลับไปนอนทันที ตันหลินยังคงเมาไม่ได้สติ แล้วลุกออกจากห้องไปยังห้องของซานชงทันที

    ซานชงได้ยินเสียงเคาะประตูก็ตกใจที่เห็นตันหลินบุกเข้าในในห้องของเขา และคืนนั้น…..


    เช้าวันรุ่งขึ้นตันหลินตื่นขึ้นมาพบว่าตนนอนห่มผ้า แต่ตัวเองไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ใดๆ แล้วได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของผู้ชาย เลยหันไปมองก็พบว่ามีผู้ชายนอนหันหลังให้ซึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างจากตัวเอง

    “นี่เจ้า! ...” ตันหลินตกใจกับภาพที่เห็น

    “ฟื้นแล้วหรอตันหลิน เจ้าข่มขืนข้ารู้มั้ย เจ้าเมาและทำให้ข้าเสียความบริสุทธิ์ เจ้าต้องรับผิดชอบแต่งงานกับข้าด้วย ตอนนี้ข้าเป็นของเจ้าแล้วรู้มั้ย” ซานชงกล่าว

    ในใจตันหลินคิดว่า “ข้าป่าเถื่อนขนาดนี้เชียวหรอ ถึงขั้นเมาแล้วข่มขืนผู้ชายขนาดนี้ ต่อไปข้าจะไม่แตะเหล้าอีกเลย”

    ตันหลินไม่พูดอะไรรีบจับผ้าห่มแล้วขยับตัวลุกจะไปเก็บเสื้อผ้า แต่แล้วซานชงหันมากอดตันหลินทันทีไม่ให้ลุกไปไหน

    “ปล่อยข้า ซานชง” ตันหลินกล่าว

    “เจ้ายังไม่บอกเลยว่าจะรับผิดชอบแต่งงานกับข้าหรือเปล่า” ซานชงกล่าว

    “ก็เจ้าบอกว่าข้าขืนใจเจ้า เจ้าก็ปล่อยให้มันแล้วไปเถอะ” ตันหลินกล่าว

    “ไม่ได้ ตันหลิน ถ้าเจ้าไม่ตอบรับแต่งงานกับข้า ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหนีออกไปไหน” ซานชงกล่าว

    “อื้อ ข้ายอมแต่งงานกับเจ้าแล้ว พอใจหรือยัง วันนี้พวกเราต้องไปออกรบรู้มั้ย รีบไปกันได้แล้ว” ตันหลินกล่าว

    *********************************

    กองทหารของเจ้าเมืองฉายหยางกับกองกำลังโจรเข้าประชันหน้ากัน สำหรับกองโจรนั้นมีซานชงและตันหลินเป็นผู้นำทัพ แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ซานชงยังคงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของตันหลินแบบออกหน้าออกตา ทำให้ลูกน้องกองโจรทั้งหมดรู้แล้วว่าหัวหน้าโจรกับรองหัวหน้าเป็นคู่รักกันอย่างเปิดเผย

    “เจ้าเลิกโอบไหล่ข้าได้แล้วนะ ซานชง ทุกคนรู้หมดแล้วล่ะ ว่าพวกเราเป็นคนรักกัน หรือเจ้าต้องการให้รู้ไปถึงฝ่ายศัตรูเลยหรืออย่างไร” ตันหลินบ่น

    “โถ่ ตันหลิน วันนี้พวกเราต้องออกรบนะ ผลจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เลย อย่างน้อยก่อนตัดสินความเป็นความตาย ก็ขอให้โลกได้รู้ว่าข้ามีเมียแล้วด้วยไง” ซานชงกล่าว

    “นี่เจ้า” ตันหลินหน้าแดงเพราะเขินมาก

    องค์หญิงชานชิวถึงกับส่ายหน้า แต่อีกใจก็รู้สึกยินดีที่ตันหลินสมหวังในความรักเสียที

    ตอนนี้องค์หญิงได้สังเกตแล้วว่ากองโจรชาวบ้านเสียเปรียบกองทหารอย่างเห็นๆ เพราะฝ่ายศัตรูมีทั้งหอก ดาบและธนูครบครัน ในขณะที่ชาวบ้านนั้นมีเพียงจอบ เสียม มีดพร้าและดาบเก่าๆ เท่านั้น จึงตัดสินพระทัยทรงม้าไปด้านหน้าและเข้าเจรจากับเจ้าเมืองฉายหยาง

    “เรา คือ ชานชิว เป็นพระชายาขององค์ชายอันฉู่ ท่านยอมรามือเสียเถอะ หากเราเป็นอะไรไป องค์ชายอันฉู่ไม่ยอมปล่อยท่านแน่” องค์หญิงชานชิวตรัส

    “555 องค์หญิงชานชิว พระองค์ทรงคิดผิดแล้วพะย่ะค่ะ พระองค์ไม่ได้มีความสำคัญขนาดนั้น พระองค์ก็เป็นแค่เครื่องบรรณาการที่ไว้สำหรับเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นเท่านั้น ใครๆ ก็รู้ว่าองค์ชายทรงรักลูกสาวของท่านเสนาบดี เหตุที่ยอมรับพระองค์มาที่แคว้นนี้ก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น” เจ้าเมืองกล่าว

    องค์หญิงชานชิวทรงเม้มปาก รู้สึกโกรธที่ท่านเจ้าเมืองพูดแทงในดำ แต่ก็ทรงพยายามกัดฟันตรัสต่อ “ถึงกระนั้นเราก็เป็นถึงองค์หญิงแห่งแคว้นฉิน หากเราเป็นอะไรไป แคว้นฉินต้องไม่ยอมเป็นแน่ ถึงคราวนั้นอาจเกิดศึกสงครามระหว่างแคว้นได้นะ”

    “ถึงเกิดสงคราม มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับกระหม่อมนี่ ฝ่ายพระองค์ต่างหากควรยอมจำนนได้แล้ว มีเพียงแค่จอบกับเสียมจะสู้อะไรได้” เจ้าเมืองกล่าว

    องค์หญิงชานชิวทรงรู้สึกเจ็บใจที่เจ้าเมืองคนนี้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่มีความรักชาติบ้านเมืองเลยสักนิด องค์หญิงจึงทรงม้ากลับไปเพื่อเตรียมพร้อมสู้รบทันที

    เจ้าเมืองกำลังจะสั่งเริ่มโจมตี แต่แล้วก็ได้ยินเสียงแตรดังสนั่น มีกองทหารจากเมืองหลวงจำนวนห้าพันนายเข้าล้อมรอบทหารของเจ้าเมืองฉายหยางซึ่งมีกองทหารน้อยกว่ามาก

    “ท่านยอมจำนนเสียเถอะ เจ้าเมืองฉายหยาง ฝ่าบาททรงทราบความจริงหมดแล้ว ถ้าไม่อยากตายก็วางอาวุธซะ” องค์ชายอันฉู่ตรัส

    “องค์ชายอันฉู่ นี่ท่าน…...” เจ้าเมืองตกใจที่เห็นองค์ชายอันฉู่นำทหารเข้าจับกุมตัว

    ทหารฝ่ายเจ้าเมืองมองเห็นว่าทหารฝ่ายองค์ชายมีอาวุธครบครันทั้งดินปืน ปืนใหญ่ ปืนยาว จึงพากันยอมแพ้ เลยยอมวางอาวุธ คุกเข่า และยกมือยอมแพ้ทันที

    องค์ชายเห็นดังนั้น จึงตรัสให้ทหารเข้าล้อมจับเจ้าเมืองและทหารฝ่ายเจ้าเมืองทั้งหมดทันที ชาวเมืองฉายหยางต่างพากันร้องเฮลั่น และตะโกนขอบคุณองค์ชายอันฉู่ที่มาช่วยชาวบ้าน

    หลังจากนั้นชาวเมืองกองโจรก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตนและใช้ชีวิตอย่างสงบอีกครั้ง

    ซานชงได้เลิกเป็นหัวหน้าโจรกลับมาทำนาทำไร่ดังเดิม แต่ไม่เพียงเท่านั้น ซานชงยังเฝ้าติดตามตันหลินตลอดเวลา และเพราะทั้งสองคนเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน ไม่ว่าตันหลินจะหนีไปไหน ซานชงก็ตามเจอทุกครั้งเพราะมีสายรายงานอยู่ทุกที่

    “ซานชง! เจ้าเลิกติดตามข้าทุกที่จะได้มั้ย ข้าไม่หนีเจ้าไปไหนหรอกน่า” ตันหลินกล่าว

    “เจ้าก็ยอมแต่งงานกับข้าเสียทีสิ ข้าไม่ใช่สามีลับๆ ของเจ้านะ เจ้าได้ข้าแล้วทิ้งแบบนี้ไม่ได้ด้วย” ซานชงกล่าว

    ตันหลินเขินมากในตอนนี้ อีกทั้งเรื่องราวของทั้งคู่ก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองฉายหยาง ตันหลินไปที่ไหน ทุกคนก็บอกให้ตนรีบแต่งงานได้แล้ว จึงตัดสินใจว่า “ก็ได้ ซานชง ข้ายอมแต่งงานกับเจ้า แต่เจ้าเลิกนำเรื่องของเราไปบอกทุกคนได้แล้ว เจ้าจะประกาศบอกให้เมืองอื่นรู้เรื่องของเราด้วยหรืออย่างไร”

    ซานชงเข้ามากอดตันหลิน “เจ้าก็รู้ ว่าข้าเป็นคนดังในเมืองนี้ ข้ามีเมียทั้งที ก็ต้องให้แฟนพันธ์แท้ของข้ารู้ด้วยสิ”

    ทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน และเป็นขวัญใจชาวบ้านเมืองฉายหยาง องค์หญิงชานชิวก็ทรงร่วมงานแต่งของทั้งคู่ด้วย พอพิธีงานแต่งงานเสร็จสิ้น องค์หญิงก็ทรงขอให้ฉีอันไปส่งตน ทุกคนในเมืองเข้าใจว่าองค์หญิงจะทรงกลับพระราชวังแคว้นฉู่ แต่พอรถม้าเดินทางไปได้ไกลพอสมควร องค์หญิงก็ทรงตรัสกับฉีอันว่าให้ไปส่งตนที่ชายแดนแคว้นฉิน เพราะพระองค์ทรงตัดสินพระทัยแล้วว่าจะหนีกลับแคว้นฉินทันที

    *********************************

    องค์หญิงทรงเพลียมากจึงเผลอหลับ พอรถม้าหยุดถึงตรงที่หมาย ฉีอันจึงเคาะที่รถม้าเพื่อปลุกพระองค์ทันที องค์หญิงชานชิวทรงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแล้วลงจากรถม้า ตอนนี้พระองค์ทรงตั้งสติ ก็ต้องตกพระทัยกับภาพที่เห็น

    “เหตุใดเจ้ามาส่งที่พระราชวังแคว้นฉู่ล่ะ ฉีอัน เจ้าก็รู้นี่ มีข่าวลือกล่าวหาว่าข้าเป็นชู้กับหัวหน้าโจร ยังไงคนในพระราชวังก็ไม่มีใครเชื่อข้าหรอก ข้าต้องถูกประหารที่นี่ เจ้ารู้มั้ย ข้าก็แค่ไม่อยากตายที่นี่ก็เท่านั้น ทำไมเจ้าไม่เข้าใจข้า ห๊า ฉีอัน” องค์หญิงชานชิวทรงโกรธ

    “เราเข้าใจเจ้า ชานชิว แต่เจ้าจะทิ้งเราได้ลงคอเลยหรอ” ฉีอันถอดหน้ากากอัปลักษณ์กลายเป็นองค์ชายอันฉู่

    องค์หญิงชานชิวทรงตกพระทัยไม่คิดว่าฉีอันจะเป็นองค์ชายอันฉู่ จึงหันหลังวิ่งหนี

    องค์ชายอันฉู่จึงรีบตามและกอดทางด้านหลังทันที “เราขอโทษ ชานชิว เรามีภารกิจลับ ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เรามาสืบที่เมืองฉายหยางว่ามีความจริงเป็นเช่นไร เราไม่ได้ลาเจ้าเพราะคิดว่าพวกเราเชื่อใจกัน แต่ไม่คิดว่าบรรดาองค์หญิงจะนำข่าวลือมาเล่าให้เจ้าฟังด้วย ทำให้เจ้าเข้าใจเราผิด และอีกอย่างเราไม่คิดว่าเจ้าจะเกิดภัยโดนพวกโจรจับไปด้วย ยังดีที่เราสืบอยู่ที่ฉายหยางพอดี เราจึงคอยอยู่คุ้มครองเจ้าตลอดเวลา ไม่ยอมให้ใครมาทำอันตรายเจ้าได้ เราไม่ได้มีผู้หญิงคนอื่นเลยนะ เรามีเพียงแต่เจ้าคนเดียว อย่าหนีจากเราไปไหนเลยนะ ชานชิว”

    องค์หญิงชานชิวทรงหันกลับมากอดองค์ชายอันฉู่ได้ และทรงกรรแสงอย่างเต็มที่ซบไปที่พระอุระขององค์ชายอันฉู่อย่างไม่อาย “ฮือ ฮือ ท่านรู้มั้ย ว่าเรากลัวมากเลย ฮือ ฮือ”

    “ไม่ต้องร้องนะ เราจะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกแล้ว พวกเรากลับตำหนักของพวกเรากันเถอะ”


    หลังจากนั้นฝ่าบาททรงสั่งประหารเจ้าเมืองฉายหยางฐานหลอกลวงเบื้องสูง และกดขี่ประชาชนอย่างไร้ความปราณี อีกทั้งยังมอบรางวัลให้องค์ชายอันฉู่และพระชายาที่ร่วมมือกันปกป้องประชาชนเมืองฉายหยาง ชื่อเสียงของทั้งสองพระองค์ ทำให้ประชาชนทั่วทั้งแคว้นฉู่ต่างพากันเคารพและเทิดทูน

    *********************************

    ห้าปีต่อมา

    พระชายาชานชิวทรงคลอดบุตรชายองค์ที่สอง องค์ชายอันฉู่จึงรีบเสด็จเข้าเยี่ยมพระองค์ด้วยความยินดี รีบมาอุ้มพระโอรสทันที ระหว่างที่เห็นองค์ชายทรงอุ้มบุตรอยู่ ก็เกิดข้อสงสัยเลยตรัสถามว่า

    “เราเห็นองค์ชายพระองค์อื่นต่างมีสนมกันทั้งนั้น เหตุใดท่านถึงไม่ยอมมีสนมล่ะคะ” พระชายาตรัส

    “หึ หึ ก็เจ้าไม่ใช่หรอ ที่เป็นโรคเห็นข้าอยู่กับผู้หญิงอื่นไม่ได้ ถ้าเรามี เจ้าจะหนีกลับแคว้นฉินทันที อย่างนี้ ใครจะกล้ามีล่ะ” องค์ชายตรัส

    “ห๊า เหตุใดท่านถึงรู้ล่ะคะ” พระชายาตรัส

    “ก็ตอนเราเป็นฉีอัน เราต้องมาคอยคุ้มกันตอนเจ้าเมาด้วยไง พอเจ้าเมาเจ้าก็เพ้อบอกทุกอย่างเลย” องค์ชายตรัส

    พระชายาทรงเขินเลยหันหน้าหนี

    “ข้าไม่ยอมมีใครอีกก็เพื่อเจ้าเลยนะ แต่บุตรคนต่อไปข้าขอเป็นพระธิดาก็แล้วกันนะ ชานชิว” องค์ชายตรัส

    “ห๊า ท่านยังจะอยากมีอีกหรอ ท่านจะไม่ถามเราหน่อยหรอว่าไหวมั้ย” พระชายาตรัส

    “เจ้าแข็งแรงจะตายไป น่านะ ถึงเรามีพระชายาเพียงคนเดียว แต่ก็มีบุตรหลายคนได้ไม่น้อยหน้าองค์ชายพระองค์อื่น” องค์ชายตรัส

    ดังนั้นองค์ชายอันฉู่จึงเป็นพระองค์เดียวที่มีแต่พระชายาเท่านั้น ไม่ยอมมีสนม แต่มีบุตรทั้งหมดห้าพระองค์ พระโอรสสามพระองค์ ส่วนคนน้องอีกสองพระองค์ทรงเป็นผู้หญิงทั้งคู่ องค์ชายอันฉู่และพระชายาร่วมมือกันทำประโยชน์เพื่อประชาชนในแคว้นฉู่เรื่อยมา แม้ว่าองค์ชายจะไม่ได้เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ แต่องค์ชายอันฉู่ก็คอยรับใช้บ้านเมืองในฐานะขุนนางที่ดีตลอดมา



    นิยายแนะนำ