Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 5 ตอนที่ 129 คำพูดของคนก็เหมือนสายลม ทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็เหมือนกับพายุ

            

            ขณะที่ซูฮ่าวกำลังไม่พอใจอยู่นั้นแต่ภายในใจของเขาก็ยังสงสัยอยู่ 

            ทังเมียวเมียวดูแล้วเป็นแค่คนธรรมดาถ้าเธอจะสะกดรอยตามเขาเพื่อนแอบถ่ายรูปเหล่านี้ถ้าอย่างนั้นเขาก็น่าจะรู้ตัวไม่ใช่เหรอ

            “สะกดรอยตามคุณ?” ทังเมียวเมียวแค่นหัวเราะเสียงเย็นแล้วพูดอย่างดูถูกว่า “คนแบบคุณไม่มีค่าให้ฉันสะกดรอยตามหรอก”

            ซูฮ่าวไม่สนใจว่าทังเมียวเมียวจะมองเขาอย่างไรเขาขมวดคิ้วขึ้น แล้วซักถามว่า “ถ้าอย่างนั้นคุณได้รูปพวกนี้มาจากไหน?”

            “คุณจะสนใจเรื่องเหล่านี้ไปทำไมที่ฉันมาในวันนี้ ก็เพราะอยากจะมาเตือนผู้ชายสารเลวอย่างคุณ” แววตาของทังเมียวเมียวเผยความกรุ่นโกรธแล้วพูดอย่างโมโหว่า 

            “ครั้งที่แล้วตอนที่อยู่ที่สะพานลอยฉันก็รู้อยู่แล้วว่าคุณกับผู้หญิงในรูปนี้มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกันแต่น่าเสียดายที่ไป๋เหวินหลิงโง่มากเกินไป คำพูดหวานๆ ของคุณไม่กี่คำทำให้หลงงมงายและคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง คิดว่าคุณกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกัน”

            “เพื่อพิสูจน์ให้ฉันเชื่อว่าคุณไม่ได้หลายใจอีกต่อไปแล้วเธอยังใช้วิธีแกล้งเมาเพื่อทดสอบคุณ ในคืนนั้นเธอบอกกับฉันว่า คุณผ่านการทดสอบแต่ฉันก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่แต่เมื่อมาดูในตอนนี้ฉันคิดว่าเทคนิคการแสดงแกล้งเมาของเหวินหลิงน่าจะย่ำแย่เกินไปจนคุณรู้สึกถึงพิรุธ ดังนั้นคุณจึงต้องพายเรือตามน้ำ แสดงร่วมไปกับเธอด้วย”

            “ช่างน่าหัวเราะจริงๆถึงตอนนี้ เหวินหลิงก็ยังเป็นผู้หญิงที่โง่เขลาที่คุณยังเก็บเอาไว้เธอคิดว่าจะสานสัมพันธ์กับคุณอย่างไรดี ดังนั้นจึงเอาเกม VR มาเป็นข้ออ้าง เพื่อทำให้ความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองใกล้ชิดกันมากขึ้น” 

            “แต่เธอนั้นไม่รู้เลยว่าผู้ชายสารเลวอย่างคุณได้เลี้ยงดูภรรยาและลูกสาวนอกสมรสเอาไว้ในบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น”

            “ซูฮ่าวคุณเป็นผู้ชายที่สารเลวที่สุดที่ฉันเคยเจอมาเลย!”

            คำพูดของเธอนั้นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆและคำพูดประโยคสุดท้ายเหมือนกับสายฟ้าที่ฟาดลงมา ความกรุ่นโกรธพลุ่งพล่าน 

            เมื่อเผชิญหน้ากับคำกล่าวหาและคำด่าของทังเมียวเมียว ซูฮ่าวก็ชะงักไปเล็กน้อยเขาคิดไม่ถึงเลยว่าที่ไป๋เหวินหลิงทำไปทั้งหมดนั้นก็เพื่อเขา 

            แต่คำพูดที่ว่าภรรยาและลูกนอกสมรสทำให้ต้องหรี่ตาลงแล้วพูดเสียงทุ้มต่ำว่า “คุณทังฉันคิดว่าคุณเข้าใจผิดแล้ว ผู้หญิงและเด็กในรูปพวกเขาเป็นพี่น้องกันและฉันไม่เคยเลี้ยงดูพวกเขามาก่อน พวกเขาเป็นแค่เพื่อนของฉันเท่านั้น”

            “เพื่อน?” ทังเมียวเมียวหัวเราะออกมาอย่างประชดประชันแล้วพ่นคำหยาบออกมา “ไปโกหกให้แม่คุณฟังสิ?”

            “ถ้าเป็นเพื่อนกันจริงๆทำไมต้องจับมือกันเข้าโรงเรียน อีกทั้งยังไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนด้วยกันอีก?”

            “คำพูดของผู้ชายสารเลวอย่างคุณฉันจะไม่เชื่อเลยสักคำ ฉันขอบอกอะไรไว้นะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปคุณไสหัวออกไปจากชีวิตของเหวินหลิงซะ เธอเป็นผู้หญิงที่ดีฉันไม่อยากให้ผู้ชายสารเลวอย่างคุณมาทำให้เธอแปดเปื้อนและยิ่งไม่อยากทำให้เธอจะต้องมานั่งเสียใจเพราะคุณ”

            ซูฮ่าวสามารถมองออกว่าทังเมียวเมียวกับไป๋เหวินหลิงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่โกรธเขาถึงขนาดนี้

            แต่หลังจากที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนี้เขาก็รู้สึกไม่พอใจมากเช่นกัน

            ก่อนอื่นเขากับเย่จื่ออี๋ไม่ได้มีสัมพันธ์ในเชิงนั้นเลย 

            ประการต่อมาชีวิตของเขาอยู่ในมือเขามาโดยตลอดแล้วทำไมถึงจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามคำพูดของทังเมียวเมียว?

            “ทำไม? พูดไม่ออกเลยหรือไง?” เมื่อเห็นว่าซูฮ่าวเงียบเสียงไปทังเมียวเมียวจึงหัวเราะออกมาอย่างประชดประชัน 

            “เดิมทีคุณก็ไม่ได้คู่ควรกับเหวินหลิงอยู่แล้วเธอมีความสามารถ มีรูปร่างหน้าตาที่ดีคนที่ตามจีบเธอนั้นต่อแถวยาวตั้งแต่ตงเฉิงถึงซีเฉิงส่วนคุณก็เป็นแค่เพียงขยะที่ถูกตระกูลขับไล่ออกมาเท่านั้นต่อให้ฉันให้เวลาคุณอีกสิบกว่าปี สถานะของคุณก็ไม่มีทางเทียบเคียงกับเหวินหลิงได้เลย”

            “หากคุณยังรู้ตัวเองบ้างตอนนี้ก็รีบย้ายออกจากบ้านของเหวินหลิงซะ อย่าทำร้ายเหวินหลิงไปมากกว่านี้เมื่อมีคุณอยู่ข้างกายเธอ รังแต่จะทำให้เธอต้องวุ่นวายคุณไม่ได้มอบประโยชน์ส่วนใดให้กับเธอเลย”

            เมื่อได้ยินคำพูดที่บิดเบือนไปของทังเมียวเมียวซูฮ่าวก็ส่ายหน้า แล้วหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน 

            “หัวเราะอะไร?” ทังเมียวเมียวกัดฟันกรอดรู้สึกเลือดขึ้นหน้า 

            “ฉันหัวเราะที่คุณเป้าหมายสูงแต่ความสามารถน้อยนิดเป็นกบในกะลา มองเห็นอะไรในสายตาที่คับแคบ” ซูฮ่าวจ้องหน้าทังเมียวเมียวด้วยสายตาที่เฉียบคมรัศมีของเขานั้นเปลี่ยนไป เหมือนกับว่าเขาอยู่เหนือทุกสิ่งบนโลกนี้เหมือนกับกำลังมองลงมาจากบนที่สูง

            “เพราะว่าคุณเป็นเพื่อนสนิทของเหวินหลิง ฉันจึงได้อดทนเอาไว้ฉันอนุญาตให้เธอทำฉันอับอายได้ แต่นอกจากเหวินหลิงแล้ว ในสายตาฉันเธอก็เป็นเพียงแค่เม็ดทรายในแม่น้ำเท่านั้นแหละ” 

            “เธอคิดว่าเธอได้มองทุกอย่างอย่างรอบคอบแล้วแต่ในสายตาของฉัน มันก็เป็นแค่เรื่องตลกเรื่องหนึ่งอีกทั้งยังเหมือนกับคนปัญญาอ่อนที่เอาแต่พูดกับตัวเอง”

            “ตลอดชีวิตของฉันคำพูดของคนก็เหมือนสายลมทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็เหมือนกับพายุ คุณเป็นเพียงแค่คนสัญจรไปมาในชีวิตเท่านั้นมีค่าให้ฉันโต้เถียงด้วยเหรอ?”

            ทันทีที่สิ้นเสียงเขาก็ไม่หันกลับมามองทังเมียวเมียวอีก ก่อนเดินขึ้นรถแล้วขับหายออกไปทิ้งให้ทังเมียวเมียวยืนอยู่ที่เดิมกับความโมโห

            เธอรู้สึกตกใจมาก 

            คำพูดของซูฮ่าวเมื่อครู่นี้เหมือนกับราชาในนิยายไม่มีผิดทันทีที่สิ้นเสียง เสียงนั้นก็ระเบิดที่ข้างหูและสะท้อนไปมาเป็นเวลานาน

            แต่ทันใดนั้นเธอก็ส่ายหน้าไปมาอีกครั้ง มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้มประชดประชัน 

            “ซูฮ่าวคุณมั่นใจในตัวเองเกินไปแล้ว ก็ใช่ แต่คนที่บ้าคลั่งอย่างคุณไม่มีทางรู้ว่าโลกใบนี้ใหญ่มากแค่ไหน และไม่มีทางรู้ว่ามีกี่คนที่ทะเยอทะยานแบบคุณแต่สุดท้ายเขากลับไม่เหลืออะไรเลย”

            “คุณบอกฉันว่าฉันเป้าหมายสูงแต่ความสามารถน้อยนิดกบในกะลา แต่ในสายตาของฉันนั้นคุณเป็นเพียงแค่คนที่ล้มเหลวก่อนตายก็ยังมองดูความล้มเหลวของคนอื่น”

            “ต่อให้มีแสงสว่างมากเพียงไหนแต่ก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกับแสงจันทร์ได้ นกธรรมดาก็ยังเป็นเพียงแค่นกธรรมดามันไม่มีทางบินขึ้นฟ้าแล้วแปลงกายเป็นหงส์ได้”

            “ไม่ว่าอย่างไรก็ตามฉันไม่มีทางอนุญาตให้เหวินหลิงคบกับขยะอย่างคุณต่อไปแน่นอน!”

            ขณะที่เธอพูดนั้นแววตาของทังเมียวเมียวก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะขับรถเบนซ์ออกไปจากที่นี่ 

            ………………

            ลัมโบร์กีนีเรเบนตันแล่นอยู่บนถนน 

            ซูฮ่าวขับรถไปในแววตาก็เต็มไปด้วยความครุ่นคิด 

            เขากำลังสงสัยเรื่องที่ทังเมียวเมียวมาดักรอเขาที่หน้าประตูทางเข้าภูเขาชิงอวิ๋น

            ก่อนอื่นทำไมทังเมียวเมียวถึงรู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ภูเขาชิงอวิ๋น?

            ที่เขามาภูเขาชิงอวิ๋นนั้นแม้กระทั่งไป๋เหวินหลิงยังไม่รู้เลย ทังเมียวเมียวยิ่งไม่ต้องพูดถึง 

            ประการต่อมาเธอไปได้รูปภาพเหล่านั้นมาจากที่ไหน?

            ถ้าทังเมียวเมียวสะกดรอยตามเขาจริงด้วยระดับเซียนเทียนขั้นกลางอย่างเขาจะต้องรู้อย่างแน่นอน 

            เมื่อนำสองประเด็นนี้มารวมกันก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าจะต้องมีคนอื่นลอบวางแผนการนี้เอาไว้

            “หลินอีหลุน? หรือว่าเฉินไห่คั่ว?” ซูฮ่าวขมวดคิ้วแน่นแล้วจอดรถอยู่หน้าสัญญาณไฟแดงพร้อมคาดเดาภายในใจ 

            ช่วงนี้มีเพียงแค่สองคนนี้เท่านั้นที่มีความขัดแย้งกับเขา ส่วนศิษย์พี่ของหนิงไท่เขายังไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ จากหวังเฉิงเทียนเลยคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่ได้อยู่ในเฉวียน อีกทั้งในฐานะจอมยุทธ์โบราณ ส่วนใหญ่ชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหาไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่นอน ในตอนที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น รถจากัวร์คันหนึ่งก็ขับตามมาอย่างเชื่องช้าแล้วจอดที่ด้านข้างของเขา 

            เมื่อมองไปทางเบาะหลังของรถจากัวร์คันนั้นรูม่านตาของซูฮ่าวก็หดเล็กลง 

            บนรถคันนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งถูกเทปพันปิดปากเหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังสลบอยู่ ด้านข้างของผู้หญิงคนนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ 

            เขายื่นมือออกมาแล้วลูบร่างกายของผู้หญิงคนนั้นอย่างต่อเนื่องใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มน่าขยะแขยง 

            คนที่ขับรถหันกลับมามองด้านหลังเป็นครั้งคราวเหมือนกับทำให้เขาสามารถสงบใจลงได้เล็กน้อย 

            “นั่นมันไป๋เจี๋ยไม่ใช่เหรอ?” ซูฮ่าวหรี่ตาลงเล็กน้อยในแววตามีความเย็นยะเยือกเข้าปกคลุม 

            ไป๋เจี๋ยเป็นลูกพี่ลูกน้องของไป๋เหวินหลิง เธอเป็นนักศึกษาเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเพิ่งเรียนจบในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและได้ติดตามครอบครัวไปท่องเที่ยวที่ต่างประเทศเพิ่งได้ยินจากไป๋เหวินหลิงมาว่าเธอกลับมาแล้วและกำลังจะเตรียมตัวมาทำงานที่บริษัทของไป๋เหวินหลิง

            แต่ในตอนนี้เธอกำลังนอนอยู่ในรถของคนแปลกหน้าหากใช้ตูดคิดก็รู้แล้วว่าเธอจะต้องถูกลักพาตัวมาแน่นอน 

            “บรื้น…”

            เมื่อไฟเขียวสว่างขึ้น รถจากัวร์คันนั้นก็ไม่ได้จอดที่เดิมอีกมันพุ่งทะยานไปด้านหน้าด้วยความเร็ว 

            ซูฮ่าวชะงักไปเล็กน้อยแล้วขับตามไปทันทีโดยไม่ลังเล 

            หากเป็นคนอื่นเขาคงไม่เข้าไปยุ่งแบบนี้แต่ไป๋เจี๋ยเป็นลูกพี่ลูกน้องของไป๋เหวินหลิงและเธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไป๋เหวินหลิง หากปล่อยไปโดยไม่สนใจเขาคงไม่มีหน้าไปพบไป๋เหวินหลิงแล้ว

            ซูฮ่าวขับติดตามไปตลอดทาง แต่รถจากัวร์คันนั้นไม่ได้สังเกตถึงการมีอยู่ของเขาเลย 

            สิบนาทีผ่านไป รถจากัวร์คันนั้นก็ขับเข้าไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง 

            ซูฮ่าวจำชื่อหมู่บ้านเอาไว้แล้วจอดรถที่ด้านข้าง หลังจากลงจากรถ เขาก็กระโดดข้ามรั้วเข้าไปด้วยความรวดเร็ว 

            ด้วยความเร็วของเซียนเทียนขั้นกลางเขาสามารถติดตามรถจากัวร์คันนั้นโดยไม่ได้รู้สึกเปลืองแรงเลย

            หลังจากผ่านไปสักพัก รถจากัวร์คันนั้นก็จอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง 

            ประตูรถเปิดออกคนขับรถและผู้ชายคนนั้นกวาดสายตามองไปโดยรอบ ก่อนอุ้มไป๋เจี๋ยลงจากรถ แล้วเดินเข้าไปในบ้าน 

            ซูฮ่าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกระทืบเท้าลงพื้นแล้วพุ่งตัวให้สูงกว่าสามเมตร เขาอาศัยความมืดหลบกล้องวงจรปิดและพุ่งตัวเข้าไปที่ระเบียงชั้นสามของอาคารหลังนั้น

            ทันทีที่เข้ามาในระเบียงได้แล้วเขาก็รีบเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้า จากนั้นห้องที่ชั้นสามก็ถูกเปิดออกจากนั้นเขาเห็นคนขับรถและใช่คนนั้นพยุงเข้ามาในห้อง ผ่านบานหน้าต่าง

            “พี่หลงได้คนมาแล้วครับ”

            “ทำได้ดีมาก” ชายหนุ่มสักลายไม่สวมเสื้อนั่งอยู่บนโซฟาในห้อง

            ตัวเขาไม่สูงแต่มีร่างกายกำยำแข็งแรง หน้าอกมีกล้ามเนื้อ บริเวณท้องสักลายมังกร ท่าทางเหมือนมาเฟีย

            คนขับรถถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “พี่หลง ไป๋เจี๋ยคนนี้ ไม่มีหน้าอก ไม่มีบั้นท้ายหน้าตาก็ไม่ได้ดีมาก พี่จับเธอมาทำไมเหรอ?”

            “แกจะไปเข้าใจอะไรแม้ว่าไป๋เจี๋ยคนนี้จะไม่ได้คู่ควรให้พวกเราจับตัวแต่ลูกพี่ลูกน้องของเธอคือ ไป๋เหวินหลิง ประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว เพียงแค่พวกเราอัดคลิปเสพสุขกับเธอจากนั้นก็สามารถใช้คลิปนี้เพื่อไปแบล็กเมลล์ไป๋เหวินหลิงแล้วพวกเราก็จะได้เงินมหาศาล” หลงตงเฉียงแค่นหัวเราะออกมา แล้วพูดอย่างเย็นชา 

            “ตอนนั้นฉันตามจีบไป๋เหวินหลิง ทั้งยังทุ่มเทให้เธอทั้งหัวใจแต่กลับถูกเธอปฏิเสธกลางถนน เธอทำให้คนหัวเราะเยาะฉันอยู่ครึ่งปี วันนี้แหละในที่สุดฉันก็สืบที่อยู่ของลูกพี่ลูกน้องเธอได้แล้ว พวกแกตั้งกล้องให้ฉันสิฉันอยากจะระบายอารมณ์แรงๆ ”

            “อย่างนี้นี่เองได้ครับพี่” คนขับรถกับผู้ชายคนนั้นได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าก่อนพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “พี่หลง หลังจากพี่เสร็จสมแล้ว ขอฉันต่อหน่อยนะ”

            “นั่นแน่นอนอยู่แล้ว” หลงตงเฉียงพยักหน้า แล้วโบกมือ “รีบลงมือหน่อยเดี๋ยวเธอตื่นขึ้นมาแล้วจะยุ่งยาก”

            “วางใจได้เลยพี่หลงพวกเราวางยาเธอไปแล้ว ดูสิตอนนี้ยังไม่ได้สติเลยในหัวของเธอคงคิดแต่เรื่องหาไม้กระทุ้งจะได้ปลดปล่อย” คนขับรถกับผู้ชายคนนั้นหัวเราะอย่างชั่วร้ายพร้อมติดตั้งกล้องและตั้งค่าเลนส์ 

            “พวกนายนี่จริงๆเลย” หลงตงเฉียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนเดินไปตรงหน้าไป๋เจี๋ย แล้วเลียริมฝีปากของเธอก่อนเอื้อมมือไปฉีกเสื้อผ้าของเธอออกอย่างรุนแรง 

            แต่ในตอนที่กำลังจะเผยเนื้อหนังของเธอออกมาความปรารถนาอันไม่มีที่สุดที่ถูกซ่อนไว้เพียงครึ่งหนึ่ง  คนขับรถกับผู้ชายคนนั้นเห็นดังนั้นก็กลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้ในตอนที่หลงตงเฉียงกำลังจะฉีกกางเกงในของไป๋เจี๋ยและกระทำสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้ออกมาซูฮ่าวก็รู้ว่าตนเองไม่สามารถรอต่อไปได้อีกแล้ว เขาใช้หมัดต่อยหน้าต่างแล้วพุ่งตัวเข้ามาในห้อง 

            “หยุดนะ!”