จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 43 จักรวรรดิล่องนภาในตำนาน (2)

            ตอนที่ 43 จักรวรรดิล่องนภาในตำนาน (2)


            "หะ...หายไปแล้ว" ปรมาจารย์ธูมัสที่กล่าวออกมาอย่างตกตะลึง มวลพลังสุดมากล้นได้หายวับไปจากการตรวจจับของพวกเขาแล้ว พลังอันใดกันที่สามารถทำการเคลื่อนย้ายมวลสารขนาดมหึมาเช่นนั้นได้


            "ขะ...ขออภัยที่เจ้าโททัสมันทำเสียเรื่องนะคะ" มาซูกล่าวพลางโค้งคำนับไปทางเจ้าเมือง


            บรรยากาศมันเงียบงันจนเกินไปแล้ว ทุกอย่างมันตรึงเครียดไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นกัน? เมื่อครู่ก็เกิดเหตุการณ์ที่ศิษย์ของยอดฝีมือเกือบฆ่านายน้อยจากตระกูลใหญ่ ครานี้ก็การมาเยือนของจักรวรรดิล่องนภา เจ้าเมืองที่รู้ความจริงอยู่เต็มอกพลันเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนก่อนสายตาของเหล่าปรมาจารย์จากสี่แดนเทพจะจับจ้องมายังเขาเป็นเป้าหมายเดียว เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน เหล่าปรมาจารย์อยากจะได้คำตอบเสียตอนนี้เลย!!


            เจ้าเมืองฉินหลัวที่กำลังแบกรับแรงกดดันที่สูงส่งอย่างยิ่งยวดก็เริ่มจะเอ่ยกล่าวอย่างตะกุกตะกัก "นะ...ในเมื่อก็อยู่กันครบแล้ว ข้าขอกล่าวเปิดงานรื่นเริงก่อนการประลอง" น้ำเสียงหนักแน่น ทว่า หากเป็นยอดฝีมือเพียงแค่ได้ฟังเขากล่าวก็บอกได้เลยว่ามันแฝงไปด้วยความหวั่นเกรง


            เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ


            เสียงเฮดังกึกก้องทั่วทั้งโรงราวกับเพื่ออยากจะกลบความรู้สึกแปลกประหลาดจากบรรยากาศเงียบงันเมื่อครู่ ตรึงเครียด? หวาดกลัว? หวาดผวา? เช่นนั้นจงฉลองกันเสีย ทุกอย่างจะถูกเก็บกลืนลงไปสู่จุดที่ลึกที่สุด งานรื่นเริงต้องเต็มไปด้วยความสนุกมิใช่ทุกข์!


            เจ้าเมืองฉินหลัวกล่าวจบก็พลันหายวับไปจากเวทีก่อนจะไปปรากฏอยู่บนเก้าอี้ทองคำ เหล่าปรมาจารย์อยากจะรู้ความจริงเต็มแก่แล้วก่อนพวกเขาจะกล่าวกับศิษย์เอกของตนว่า "พวกเจ้าก็ไปสนุกกับงานเสีย"


            เหล่าศิษย์เอกล้วนไม่คัดค้าน พวกเขาก็อยากจะเล่นสนุกกับงานอยู่แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งโตชินและการ์กันต์ ทำใจได้ยากหากพวกเขาจะไม่ได้ประลองกันเลย พวกเขาต่างเป็นคู่แข่งกันมาเนิ่นนานซึ่งมักจะแข่งกันอยู่ตลอดเวลา! สายตาจับจ้องไปยังศิลายักษ์ใหญ่ภายในงานพลางเผยรอยยิ้มร่าอย่างมิอาจหุบไว้ "ศิลาวัดระดับพลัง!!" สองบุรุษกล่าวอย่างพร้อมเพรียงก่อนจะทะยานร่างไปทางศิลาก้อนนั้น


            "ฮ่าฮ่าฮ่า เหมยหลิน...เจ้าพวกนั้นก็ไปกันแล้วนะ เจ้าสนใจจะไปกับข้าบ้างหรือไม่" บาโมท์กล่าวพลางเปรยมองหญิงสาวพลางกริยาท่าทางขี้เล่น


            เหมยหลินไม่กล่าวตอบเป็นการเมินเขาอย่างสิ้นเชิงก่อนหญิงสาวจะหันมาทางปรมาจารย์ยูไคก่อนเอ่ยกล่าว "ท่านอาจารย์โปรดดูแลตัวเองให้ดีนะคะ"


            ปรมาจารย์ยูไคที่ใบหน้าเคร่งเครียดพลันแปรเปลี่ยนเป็นแย้มยิ้ม เขาภูมิใจในตัวเธอมากจริงๆ แข็งแกร่งและยืดหยุ่นเปี่ยมพร้อมไปด้วยคุณสมบัติของการเอาชีวิตรอด "เจ้าก็ไปสนุกเสีย"


            "ถ้าเช่นนั้นศิษย์ก็ขอลา" เหมยหลินกล่าวพลางเดินลงมาจากแท่นไม้ ไม่แม้กระทั่งจะมองดูบาโมท์เลยสักนิดถึงกระนั้นชายหนุ่มก็ไม่เคยท้อแท้


            "เหมยหลิน! รอข้าด้วย"


            บรรยากาศในงานแปรเปลี่ยนมาเป็นคึกคัก งานรื่นเริงก็เริ่มแล้ว... สิ่งที่เหล่าบุรุษอยากกระทำมากที่สุดการได้วัดพลังกับศิลาวัดระดับพลัง!! ยิ่งสามารถสร้างความเสียหายให้แก่มันได้มากเพียงใด ยิ่งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของตนเอง ท่ามกลางโต๊ะนับพันพันโต๊ะ เหล่ารุ่นเยาว์ผู้เลือดร้อนต่างลุกขึ้นด้วยท่าทางเร่งรีบ ภายในแววตาต่างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผู้คนเกือบพันต่างวิ่งกรูกันเข้าไปทางศิลาวัดระดับพลังถึงกระนั้นพวกมันยังคงเป็นส่วนน้อย ตามธรรมเนียมแล้วผู้ที่แข็งแกร่งมักจะวัดพลังกับศิลาวัดระดับพลัง ณ ที่แห่งนี้ทุกทุกปี


            พวกเขาต่างคิดเป็นเสียงเดียวกัน ผู้ที่ยังคงนั่งอยู่บนโต๊ะคือผู้อ่อนแอทั้งหมด เป็นผู้ไม่อยากโอ้อวดความอ่อนแอของตนเองเพราะผู้แข็งแกร่งล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนาและความอยากรู้ มีหรือที่พวกเขาไม่อยากจะรู้ขีดจำกัดของตัวเอง พวกเขาย่อมอยากจะรู้และเมื่อได้รู้ขีดจำกัดแล้ว พวกเขาก็จะพังมันลงและเติบโตให้เหนือยิ่งกว่านั้น ก้ามข้ามมันไป ก้าวไปสู่ในจุดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า!!


            ยากจะเชื่อว่ามีคนแข็งแกร่งกำลังนั่งอยู่บนโต๊ะจริงๆ พวกเขาต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันแล้ว เจ้าพวกที่ยังนั่งอยู่บนโต๊ะคือผู้ที่อ่อนแอ!!


            กาติรัสที่ไม่แตะอาหารเลยสักนิดไม่แม้แต่จะกินเลยสักคำในขณะที่ลาซิเฟียนั้นกวาดเรียบหมด จานสะอาดจนราวกับเพิ่งล้างเสร็จ หญิงสาวกินเร็วแต่มิได้มูมมาม ทำเอาอดคิดไม่ได้เลยว่าเธอเพิ่งอดอาหารมาหรือไร บรรยากาศที่ตรึงเครียดแปรเปลี่ยนเป็นสนุกสนานเสียแล้วก่อนโพคริสจะกล่าวขึ้น "เอ่อ...ข้าขอตัวไปวัดพลังกับศิลาวัดระดับพลังก่อนนะขอรับ"


            ลูลิชและมาเรียที่เห็นโพคริสเปิดประเด็นก็พลันกล่าวตามอย่างพร้อมเพรียง "ข้าก็เช่นกันค่ะ!"


            หนึ่งบุรุษสองสตรีต่างมุ่งหน้าไปทางศิลาวัดระดับพลัง โพคริสดูตื่นเต้นมากที่สุดแล้ว เขารีบวิ่งไปทางศิลาวัดระดับพลังด้วยความเร็วสูงสุด เขาดูมีชีวิตชีวาสุดๆในขณะที่หญิงสาวอีกสองคนต่างเดินไปอย่างสบายๆ มิได้รีบร้อนอะไรก่อนมาเรียจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้พลางหันขวับก่อนเปิดปากกล่าว "คะ...คุณ"


            ลาซิเฟียที่กำลังกินอยู่อย่างสนุกสนานพลันเอ่ยตอบ "ลาซิเฟียค่ะ"


            "อะ...เอ่อ คุณลาซิเฟียไม่วัดพลังกับศิลาวัดระดับพลังหรือคะ?"


            ลาซิเฟียที่ได้ยินดังนั้นพลันหันหน้ามองกาติรัส ใบหน้าของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเบื่อหน่ายหากเธอไถ่ถามออกไปเขาก็คงตอบปฏิเสธเป็นแน่ ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้เกิดมาในยุคสมัยของผู้ปกครองสูงสุดพระองค์ใดแต่ทว่าสิ่งที่สามารถยืนยันได้ทันทีก็คือการกระทำเช่นนั้นเป็นการดูถูกฝีมือของเขา!! จะให้วัดพลังกับไอ้ก้อนขี้นั่นนะหรือ? จะไม่เป็นการดูถูกเขาหรือไร? กระทั่งข้าก็ยังไม่อยากจะทำเลย...  ลาซิเฟียที่คิดได้ดังนั้นพลันเอ่ยออกไป "ไม่ดีกว่าค่ะ"


            "ถ้าเช่นนั้น... อะ..เอ่อ...." มาเรียกล่าวตะกุกตะกักก่อนหันมองไปทางกาติรัส หญิงสาวอยากจะกล่าวกับกาติรัสสุดๆ ท้ายสุดแล้วเธอก็ได้แต่เก็บคำเหล่านั้นลงไป การเอ่ยกล่าวกับเขาก็ไม่ต่างอะไรไปกับการกระตุกหนวดเสือเลยสักนิดก่อนจะตัดสินใจพูดกับแค่ลาซิเฟีย "ถ้าเช่นนั้น...คุณลาซิเฟียก็ควรจะระวังนะคะ มันแทบจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วน่ะค่ะ ที่ว่าผู้แข็งแกร่งจะต้องวัดพลังกับศิลาวัดระดับพลังเสมอน่ะ"


            ลาซิเฟียที่กำลังกินเนื้ออย่างได้อารมณ์พลันโพล่งคำออกไปอย่างหงุดหงิด "ตรรกะบ้าบออะไรกัน!!"


            มาเรียที่ได้ยินดังนั้นถึงกับสะดุ้งตกใจ มันต่างอะไรกับการด่าเธอว่า "ตรรกะป่วย" หญิงสาวใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นข่มขื่นก่อนจะเอ่ยกล่าว "งั้นลาแล้วนะคะ" มาเรียโค้งคำนับพลางเดินไปทางศิลาวัดระดับพลัง


            ลาซิเฟียที่อยู่ในอาการงุนงงก็เพิ่งจะรู้สึกตัวได้ว่าตนเองกลายเป็นที่จับจ้องของหมู่ชนนับพันพันคน เสียงซุบซิบดังทั่วไปหมดยิ่งได้เห็นการกระทำผู้คนรอบโต๊ะยิ่งรู้สึกหงุดหงิดกว่าเดิม หญิงสาวพลันหันมองไปทางชายหนุ่มก่อนจะเอ่ยขึ้น "ท่านไม่คิดหน่อยหรอว่าเจ้าพวกนี้มันตรรกะป่วยน่ะ!!"


            กาติรัสที่อยู่เงียบเงียบมาตั้งนานก็ถูกลากเข้าวงอย่างช่วยไม่ได้ อดคิดไม่ได้เลยจริงๆ ลาซิเฟียเริ่มจะกล่าวกับเขาอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น น่าแปลกใจที่หญิงสาวสุดเยือกเย็นคนนี้กำลังแสดงท่าทีหงุดหงิด "สนใจอะไรกับเจ้าพวกมดปลวกนี่"


            ใบหน้าหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลายในทันที เขาเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรเลยจริงๆ "หากท่านคิดเช่นนั้น ข้าก็สบายใจ" แม้น้ำเสียงจะหงุดหงิดหากแต่กลับคงความไพเราะและน่าฟังอย่างบอกไม่ถูกก่อนจะหยิบเนื้อชิ้นใหญ่ละกินมัน!


            .

            .

            .

            .

            

            ท่ามกลางความสนุกสนานของงานรื่นเริง ทว่า สถานการณ์ของเจ้าเมืองกลับรู้สึกเคร่งเครียดอย่างที่สุด ท่ามกลางความกดดันจากสี่ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าเมืองฉินหลัวก็ได้แต่คอตกก่อนจะเอ่ยกล่าว "จักรวรรดิล่องนภาเพิ่งจะขอเข้าร่วมกับมหาแผ่นดินเมื่อไม่นานนี้ขอรับ ไม่สิ แทนที่จะเรียกว่าขอเข้าร่วมเรียกว่าเป็นการบังคับเลยจะดีกว่าขอรับ"


            ใบหน้าของเหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่ต่างจริงจังอย่างที่สุด พวกเขาล้วนสดับฟังจนเข้าสู่สมาธิ อยู่ในจุดที่ได้ยินแค่เสียงเจ้าเมืองเพียงคนเดียว!!


            เจ้าเมืองฉินหลัวที่ได้เห็นเหล่าปรมาจารย์ทั้งสี่ทำหน้าจริงจังเช่นนี้ เขาทราบในทันทีเลยว่าหากการกระทำของเขาผิดกฏต่อแดนเทพมนุษย์ เขาจะต้องถูกฆ่าตายตรงนี้และเวลานี้แน่นอน!! เจ้าเมืองฉินหลัวที่ราวกับอยู่ระหว่างความเป็นความตายที่กั้นไว้แค่เพียงปลายเส้นผม ทุกคำพูดของเขาต่อจากนี้จะตัดสินชะตาชีวิตของเขาเอง


            "ในตอนนั้น..."


            .

            .

            .

            .


            เมื่อสิบปีก่อน...


            ณ มหาแผ่นดิน ณ เมืองศักดิ์สิทธิ์ 

            

            ความมืดเข้ากลืนกินแดนดินราวกับเข้าสู่ยามราตรีในค่ำคืนก่อนน่านฟ้าจะปรากฏดินแดนขนาดมหึมา มันใหญ่กว่าเมืองศักดิ์สิทธิ์กว่าพันเท่าตัวได้ ท่ามกลางบรรยากาศสุดเคร่งเครียดและสภาพลมฟ้าอากาศสุดแปรปวน พายุโหมกระหน่ำเข้าทุกสารทิศพลางสายฟ้าผ่าเป็นจังหวะชั่วเวลา กระแสลมอันรุนแรงยิ่งทำให้รู้สึกหนาวสั่นและจิตใจที่ไม่มั่นคง อยากจะหนีออกไปจาก ณ ที่แห่งนี้เสียจริงๆ ท่ามกลางบรยากาศสุดเคร่งเครียดก็ได้ปรากฏบุคคลขึ้นแปดคนบนยอดหอคอยสังเกตการณ์


            "ฉินหลัว... มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?" ผู้อาวุโสใหญ่ซานหลัวกล่าวขึ้น


            เจ้าเมืองฉินหลัวถึงกับกุมขมับพลางกล่าวออกมาอย่างสิ้นหวัง "หรือนี้จะเป็นจุดจบของเมืองศักดิ์สิทธิ์"


            เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง


            เสียงสายฟ้าผ่าราวกับการลงทัณฑ์ของสวรรค์ชั้นฟ้า ดินแดนลอยฟ้ากำลังลอยเหนืออยู่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่สามารถบ่งบรรยายได้เลย เหล่าผู้คนและทุกชีวิตต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันถึงพลังที่คุมมันอยู่ พลังสวรรค์วิมานอันใดที่ทำให้มันลอยตัวขึ้นมาได้วะ!!! หากผู้ครอบครองพลังระดับนั้นต้องการจะเป็นศัตรูกับพวกเขา เมืองศักดิ์สิทธิ์คงถูกลบหายออกไปจากประวัติศาสตร์...


            บรรยากาศสุดเคร่งเครียดปานประสาทกินก่อนจะปรากฏเรือนร่างหนึ่งกำลังลอยลงมาจากอาณาเขตสุดกว้างใหญ่ ปรากฏเป็นชายชรา... ใบหนังเต่งตึงอันไม่สมควรกับอายุของเขา แค่มองยังบอกได้เลยว่าเขาเป็นตาเฒ่าอายุมาก ทว่า สังขารเขากลับไม่ชราลงตาม!! เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออย่างที่สุดและนี้อาจบ่งบอกได้ถึงทักษะที่เขามี


            ทันทีที่เหล่าผู้มีฐานะสูงส่งของตระกูลหลัวได้พบกับเขา แววตาต่างเบิกโพลงกว้างปานถลน ปากอ้าค้างจนสุดกรามและใบหน้าที่ตื่นตะลึงงัน!!


            รูปร่างสูงเพียวและใบหน้าคมเข้มสุดหล่อเหลา สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดคงจะเป็นแววตาคู่นั้น มันคมกริบราวกับใบมีด


            เหล่าผู้อาวุโสต่างกู่ตะโกนก้องไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าเมือง "อะ...อสูรเฒ่าครองนภา!!!" น้ำเสียงตื่นตะลึงเสียยิ่งกว่าเห็นภูติผีในตำนาน


            อสูรเฒ่าครองนภา การได้พบเห็นเขา ยากจะกล่าวได้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายนามเรียกขานนี้เป็นของจริง!! ทรงพลังและแข็งแกร่งประดุจ "อสูรกาย" จอมเจ้าเล่ห์อายุมากเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์สุดมากมาย "เฒ่า" ผู้ครอบครองน่านนภาเพียงหนึ่งเดียว "ครองนภา"


            ตัวตนในตำนานที่แท้จริงเป็นตำนานของทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าพันธุ์นอกดินแดน!! ก่อนอสูรเฒ่าครองนภาจะเอ่ยขึ้นมา "ข้าต้องการเข้าร่วมกับมหาแผ่นดินนับแต่นี้ถือเสียว่าจักรวรรดิของข้า จักรวรรดิล่องนภา ได้กลายเป็นหนึ่งในจักรวรรดิของมหาแผ่นดิน" ตาเฒ่ากล่าวจบพลันหายวับไปในทันที ไม่แม้แต่จะรับฟังความเห็นของพวกเขา


            เจ้าเมืองก็ได้แต่อึกอึ้งเพียงแค่สามลมหายใจ ท้องนภากลับกลายเป็นสว่างสดใสและเมฆพายุเมืื่อครู่ก็ต่างสลายหายไปหมดแล้ว มันเกิดอะไรขึ้นกัน? เขาต้องการอะไรจากพวกเรา? เจ้าเมืองที่อยู่ในอากาศช็อคค้างก็ได้แต่หาเหตุผลเหล่านั้น ทว่า คิดยังไงก็คิดไม่ออก ไม่มีเหตุผลหรือผลประโยชน์ที่อสูรเฒ่าจะได้รับจากเมืองศักดิ์สิทธิ์เลยสักนิด เขาเป็นผู้ท่องยุทธภพที่แท้จริง!! เป็นบุคคลที่เทพมนุษย์ยังไม่อยากจะยุ่งด้วยมีหรือที่เจ้าเมืองจะกล่าวปฏิเสธเขาได้


            .

            .

            .

            .

            

            "เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ"


            เจ้าเมืองได้แต่รอคอยคำตัดสินที่ราวกับคำพิพากษาจากสวรรค์ก่อนปรมาจารย์โหวู๋จะกล่าวขึ้น "เช่นนั้นหรอกรึ" น้ำเสียงเรียบเฉยอย่างที่สุดไม่มีอารมณ์ใดใดแฝงอยู่เลย


            "จะปล่อยผ่านไปหรือ? เป็นผู้ที่มีความแค้นกับเจ้าไม่ใช่หรือไร" ปรมาจารย์โชลิชเอ่ยขึ้น เจ้าเมืองฉินหลัวถึงกับสะดุ้งตกใจ


            "มันมิได้รู้เรื่องด้วย ต่อให้ปีศาจเฒ่านั้นจะมาปรากฏอยู่ตรงหน้าข้าจริงๆ ต่อให้รวมผู้คนทั้งแดนมนุษย์ก็เอาชนะมันไม่ได้หรอก ทว่า... ค่ายกลก็อาจจะไม่แน่" ปรมาจารย์โหวู๋กล่าวพลางนั่งลงเก้าอี้ทองคำอย่างเคร่งเครียดก่อนเหล่าปรมาจารย์อีกสามคนจะนั่งลงตาม


            ก่อนเจ้าเมืองจะเอ่ยขึ้นอย่างมีความหวัง "ถะ...ถ้าเช่นนั้น ข้าอยากจะแนะนำให้พวกท่านรู้จักกับอัจฉริยะในรอบพันปี"


            ปรมาจารย์ยูไคพลันกล่าวถามในทันที "อัจฉริยะในรอบพันปี? ใครหรือ?"


            "เป็นอิสตรีขอรับ นางมีนามว่าลาซิเฟียขอรับ"


            .

            .

            .

            .

            

            ลาซิเฟียที่กำลังกินอย่างสนุกสนาน เธอแทบจะกินตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ อดคิดไม่ได้เลยว่ากระเพาะของเธอมีขีดจำกัดหรือไม่ หญิงสาวที่เริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายพลันหันมองชายหนุ่มอย่างมีเลิศนัยก่อนเอ่ยขึ้น "กาติรัส...เล่นปีศาจของลาปลาซกันไหม"


    ...สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:5,389 พลังกาย:169,335 พลังเวทย์:771,335 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ