โคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน

    ตอนที่ 139 สุดที่รักของข้า

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าแค่เตือนเจ้าเท่านั้น เจ้าอยากลองก็เดินเข้าไปเองซิ”

    เจ้ากระต่ายยักษ์ ไม่สนใจขจร แล้วเอนลงนอนบนเตียงของมันตามเดิม

    “ ก็ได้ ข้าอยากรู้นัก ว่าทำไมข้าจะเข้าไปไม่ได้”

    ทั้งสองเดินเข้าไป คราวนี้ มีแสงส่องลงมาจากผนังรอบข้าง ธิดาเทพจะเดินเข้าไป แต่ขจรกลับดึงมือเอาไว้ก่อน

    “ ใจเย็น ๆ ก่อน”

    ขจรถามหินเจ้าปัญญาทันที

    “ แสงนี่มีอันตรายไหม?”

    “ นี่คือแสงแห่งจันทรา เป็นที่ปราถนาของ สตรีทั้งหลาย แต่ว่าสตรีผู้นั้นต้องมีกายาบริสุทธิ์เท่านั้น”

    “ แล้วหากเป็นผู้ชายเล่า”

    “ เช่นเดียวกัน หากชายต้องมีความบริสุทธิ์เช่นกัน แต่ว่า แสงจันทราจะทำให้ร่างกายของเจ้ามีพลังหยินมากขึ้น ถึง  80 % หน้าอกเจ้าจะใหญ่ขึ้น ใบหน้าเจ้าจะนุ่มนวลคล้ายกับสตรีเพศ สุ้มเสียงก็จะอ่อนหวานขึ้น”

    “ โอ้ เจ้ากระต่ายบ้านี่ มันพูดไม่หมด หากขืนข้าเข้าไปได้กลายเป็นสตรีข้ามเพศแน่ๆ”

    “ ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เจ้าอาบน้ำในสระสุริยันจันทรามา สามารถ ปรับหยินหยางได้ ดีซะอีก เจ้ารับพลังหยินของแสงจันทรามา เจ้าก็ใช้พลังหยินหยางของเจ้า ปรับร่างกายให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จะทำให้เจ้ามีพลังเพิ่มขึ้นอีกระดับหนึ่งเลยทีเดียว”

    ขจรพอรู้แล้ว ก็จูงมือธิดาเทพ แล้วพาเข้าไปในแสงแห่งจันทราทันที

    พอแสงตกกระทบร่างของทั้งสอง พลังกายาจันทราในร่างของธิดาเทพ ก็เปิดรับ ทำให้ร่างของนางลอยขึ้นบนอากาศ ส่วนขจรนั้น รับพลังจันทรามา ต้องรีบนั่งสมาธิ เดินพลังหยางออกมาหลอมพลังหยิน เพราะตอนนี้หน้าอกของเขาเริ่มใหญ่ขึ้นทีละนิดๆ แล้ว

    เหตุการณ์ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ร่างของธิดาเทพ ก็เปี่ยมไปด้วยพลังกายาจันทรา พลังยุทธ์ที่มีอยู่ในขั้น ปราณเซียน ก็ทะลุผ่านไปขั้น วิญญาณเซียนแล้ว ส่วนขจรตอนนี้ใบหน้ามีสองสีขาวและดำ สลับกันไปมา พลังหยินหยางเริ่มหลอมรวมให้อยู่สภาวะปกติไม่มากหรือน้อยไปกว่ากัน ขจรตอนนี้ มีพลังทะลุขั้น ปราณเซียนแล้ว

    กระต่ายยักษ์ กระโดดผึงเข้ามาเห็น ก็กระทืบเท้าไม่พอใจ

    “ เจ้ามนุษย์ เจ้าทำได้อย่างไร ทำไมตอนนี้เจ้าไม่กลายเป็นสตรีเพศอีก”

    “ ข้าไม่บอกเจ้า มีอะไรไหม พวกเราไปกันต่อเถอะ”

    “ บอกมานะ เจ้าทำได้อย่างไร” เจ้ากระต่ายพยายามจะเข้าไปในแสงแห่งจันทรา แต่ก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นกระต่ายตัวเมียไป

    พอทั้งสองเดินเข้าไปจนสุดปลายของห้องในสุสาน ก็พบว่า มีภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งสลักอยู่บนผนัง กำลังยิงธนูถึง สิบดอก เล็งไปที่บนฟ้า มีดวงอาฑิตย์ถึง 10 ดวง  มีธนูไม้เก่าๆ วางอยู่ด้านหน้า และมีกล่องไม้สีดำ วางเอาไว้บนแท่น ธิดาเทพเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นว่า

    “ ตลับจันทรา”

    แต่พอก้าวเข้าไปที่แท่น กลับมีพลังโน้มถ่วงมหาศาล ดูดร่างของธิดาเทพให้คุกเข่าไปกับพื้น ขจรจะเข้าไปช่วยก็ถูกกดดันให้คุกเข่าไปกับพื้นเช่นกัน

    “ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ขจรรีบถามหินเจ้าปัญญา

    “ พลังกดดันของเทพีจันทรานั้น สามารถทำให้น้ำขึ้น น้ำลงไปทั่วทั้งสามโลก เจ้าแค่เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่อาจต้านทานได้หรอก”

    “ แล้วจะต้องทำยังไง”

    “ ไม่ต้องทำยังไง รอเท่านั้น”

    “ รอ  รออะไรเล่า”

    ไม่ทันที่หินเจ้าปัญญาพูดจบ ก็มีเสียงดังขึ้นมาเบาๆ มาตามอากาศว่า

    “ นี่มันนานเท่าไรแล้ว นะท่านพี่ ในที่สุดก็มีคนเข้ามาในสุสานแห่งนี้ได้”

    “ มันคงถึงเวลาของพวกเราแล้วใช่ไหม?”

    “ อืม ถึงเวลาของพวกเราแล้ว สวรรค์คราวนี้ท่านไม่อาจห้ามไม่ให้พวกเราอยู่ด้วยกันได้อีกแล้ว”

    ขจรได้ยินเสียงของชายหญิงพูดกันลอยไปลอยมา แต่ขจรกลับถูกพลังกดดันจนหัวเข่าแทบจะแตกอยู่แล้ว เลยรีบเอ่ยออกไปว่า

    “ พวกท่านพูดกันจบหรือยัง ปล่อยพวกเราได้แล้ว จะให้พวกเราทำอะไรก็บอกมา”

    “ เซี่ยจง อย่าเสียมารยาท ข้าอี้หยาน ศิษย์สำนักวังเหมันต์ ขออภัยต่อท่านเทพีจันทราด้วย ที่มารบกวนที่สุสานของพวกท่าน”

    “ เห็นไหมท่านพี่ พวกเขาเหมือนกับพวกเราตอนพบกันใหม่ๆ เลย”

    “ อืม เหมือนจริงๆ นั่นแหละ”

    ขจรตอนนี้กลับเงียบไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา แต่ธิดาเทพอยู่ๆ ก็หน้าแดง แม้จะมีผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้ก็ตาม

    “ ผู้ที่เข้ามาในนี้ จะสามารถรับพลังเซียนของข้ากลับไปได้แค่คนเดียว  อีกคนต้องกลายเป็นกระต่ายเฝ้าถ้ำของข้า พวกเจ้าเลือกเอาว่าใครจะยอมกลายเป็นกระต่าย”

    ขจรได้ฟังก็ตกใจ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน  ! 

    “ ท่านเป็นเทพผู้สูงศักดิ์ อย่าพูดล้อเล่นกับพวกเราเช่นนี้เลย”

    “ ใครล้อเล่นกับเจ้ากัน”

    เสียงสตรีที่พูดออกมาเหมือนไม่พอใจ มีลมกรรโชกพัดร่างของขจร ลอยไปติดผนังถ้ำ ค้างอยู่อย่างนั้น

    “ ข้าไม่สนพลังเทพอะไรของพวกท่าน แต่ธิดาเทพ นางเคารพสักการะท่านมาตลอดชีวิต ได้โปรดมอบพลังให้กับนาง แล้วท่านจะสาปข้าให้เป็นกระต่ายก็ได้ทั้งนั้น”

    “ ไม่ได้นะ  เขาช่วยชีวิตข้าหลายครั้ง รบกวนท่านเทพี เมตตาเขาด้วยเถิด”

    “ ข้าพูดไปแล้ว ว่าต้องมีคนหนึ่งเป็นกระต่าย ฟังกันไม่รู้เรื่องหรือไง?”

    ธิดาเทพกัดฟันเม้มฝีปาก แล้วกล่าวคำพูดบางอย่างที่คิดผ่านสมองและหัวใจออกมาแล้วว่า

    “ เซี่ยจง เจ้าฟังข้า หลังจากข้ากลับสำนัก   แล้วเปิดค่ายกลจันทราเหมันต์ได้สำเร็จ  ข้าจะกลับมาอยู่ที่นี่กับเจ้าชั่วชีวิต”

    “ ธิดาเทพ ท่านทำเช่นนี้ทำไม ไม่ต้องกลับมา ข้ามีเจ้ากระต่ายเป็นเพื่อนแล้ว”

    “ ไม่ ข้าจะปล่อยให้เจ้าเป็นกระต่ายเพื่อข้าไม่ได้” ธิดาเทพน้ำตารินไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “ ไยถึงเป็นห่วงข้าเช่นนี้”

    “ ข้าเองก็ไม่รู้”

    ธิดาเทพเปิดผ้าคลุมหน้าออกมา ขจรพอได้เห็นก็ตกใจแทบสิ้นสติ เพราะใบหน้าของธิดาเทพดันไปเหมือนกันกับ นางฟ้าเจี๋ยหนี่ ในฝันไม่มีผิดเพี้ยน

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอได้แล้วกระมังน้องพี่  ปล่อยให้ทั้งสองค่อยๆ รู้จักความรักกันเอาเอง ไม่ต้องสอนบทเรียนรักให้กับพวกเขาหรอก"

    “ ฮิ ฮิ เตรียมตัวรับพลังจากข้าสาวน้อย”

    แล้วหลังจากนั้น ตลับจันทราก็เปิดออกมา มีไข่มุกสีขาว พุ่งออกมาเข้าไปในร่างของธิดาเทพ

    “ เจ้าหนุ่ม เจ้าออกไปข้างนอกถ้ำ ห้ามใครเข้ามารบกวน สามวันนี้คนรักของเจ้าจะทำการดูดซับพลังเซียนของข้า” เสียงเทพีจันทราเอ่ยออกมา

    แล้วร่างของขจรก็ค่อยๆ หล่นมาจากผนังห้อง จากนั้นธนูไม้ที่ตั้งอยู่บนแท่นบูชาก็ลอยมาอยู่ในมือของ ขจร

    “ นี่คือของขวัญที่ข้ามอบให้ มันคือธนูพิฆาตสุริยัน ตอนนี้มันไม่มีความหมายกับข้าแล้ว ต่อไปข้ากับฉางเอ๋อจะไปกำเนิดใหม่กันแล้ว”

    แล้วภาพของโฮ่วอี้ กับ เทพีจันทราฉางเอ๋อก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าของขจรแล้วยิ้มให้

    ขจรได้แต่ประสานมือคารวะ แล้วเดินออกไปจากถ้ำ ปล่อยให้ธิดาเทพนั่งซึมซับ พลังเซียนจันทราต่อไป

    ขจรออกมาด้านนอกเห็นกระต่ายยักษ์ มองมาอย่างไม่สนใจ เพราะมันกำลังเคี้ยวผลไม้สีทองลูกหนี่งอยู่อย่างเอร็ดอร่อย บนไหล่ของมันมีอีกาสีทอง ยืนอยู่มองแล้วน่าประหลาดใจนัก ขจรไม่สนใจพวกมันแล้วเดินออกมานอกสุสานทันที

    แล้วก็พบว่า คนทั้งหมดที่เข้ามาในสุสานไร้ดาว มายืนอยู่ที่หน้าสุสานกันหมด

    แล้วไกรสรราชสีห์ในตอนนี้ ก็ถูกจับด้วยโซ่สีเงินลงอักขระยันต์เอาไว้ มันพยายายามดิ้นรนแต่ก็ไม่อาจดิ้นหนีได้ กลับถูกรัดแน่นขึ้นไปอีก จนมันต้องล้มไปกับพื้นดินร้องครวญครางอย่างเจ็บปวด

    “ พวกเจ้าต้องการอะไร ปล่อยสัตว์ของข้าซะ”

    องค์ชายปิงฉู่ ก้าวมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า

    “ ธิดาเทพอยู่ข้างในใช่ไหม บอกข้ามานะ”

    “ เรื่องอะไรที่ข้าต้องบอกเจ้าด้วย”

    “ บัดซบ นี่เจ้า...”

    “ ใจเย็นก่อน องค์ชายปิงฉู่ ข้าคุยเอง เจ้าคือเซี่ยจง ศิษย์หอสมุนไพร แห่งสำนักวังเหมันต์ใช่ไหม”

    “ รู้ละเอียดขนาดนี้ จะถามข้าทำไมอีก”

    “ ปากดีนักหรือเรา มอบท้อเซียนสีทองออกมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า ส่วนธิดาเทพข้ารู้ว่านางอยู่ข้างใน พวกเราไม่มีวันยอมให้นาง รับพลังเซียนจันทราไปเช่นนี้แน่”

    อะไรกัน พวกมันมาถามหาลูกท้อเซียนกับเขาได้ยังไง แล้วพวกมันรู้ได้อย่างไร ว่าธิดาเทพรับพลังเซียนจันทราอยู่

    “ เจ้ามองไปบนท้องฟ้าข้างหลังเจ้าก่อน” หินเจ้าปัญญาเอ่ย ขจรเลยหันไปมอง พบว่า ดวงจันทร์ที่มีอยู่ดวงเดียว กลับลอยมาแทบจะติดสุสาน แล้วปล่อยแสงจันทราลงมา 

    โอ้ แจ่มแจ้งขนาดนี้  เทพีจันทราท่านมอบพลังให้นางแบบนี้ พวกมันก็รู้หมดน่ะซิ

    “แล้วลูกท้อเซียนสีทองนี่มันอะไรกัน”

    “ ก็ที่เจ้ากระต่ายยักษ์กินเข้าไปนั่นไง ลูกท้อเซียนสีทอง”

    “ อ้าว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าเล่าเนี่ย?”

    ขจรไม่รู้จะปฏิเสธเรื่องนี้อย่างไร แต่เวลาสามวันจะต้านทานผู้คนนับร้อยนี้ได้อย่างไร แค่ลำพัง พวกจอมเวทย์ต่างๆ ก็จะแย่อยู่แล้ว

    “ ทุกคนใจเย็นๆ ก่อน ข้ามีคำอธิบาย ตอนนี้ ลูกท้อเซียนนั่น ถูกเจ้ากระต่ายักษ์กินไปแล้ว ข้าเองก็ไม่รู้ เหมือนกัน ส่วนธิดาเทพนั้น ตอนนี้กำลังอาบแสงจันทร์ เพื่อชำระล้างร่างกายให้สวยนวลใย หาได้รับพลังเซียนจันทราไม่”

    “ เฮ้ย นี่แกเห็นองค์ชายหยางหย่งเป็นเพื่อนเล่นของแก หรือยังไงวะ”

    องครักษ์เสื้อทองของ องค์ชายหยางหย่งก้าวออกมาต่อว่าขจร

    “ ในเมื่อแกไม่มอบผลท้อเซียนออกมา อย่าหาว่า ข้าโหดเหี้ยมไม่ได้นะ พาศิษย์สำนักวังเหมันต์ออกมา”  องค์ชายหยางหย่ง เอ่ยจบ องครักษ์ทั้งสี่ ก็พาคนของสามตระกูลใหญ่ที่ถูกมัดด้วยเชือกมนต์ ทั้งเก้าคน มาคุกเข่าที่ด้านหน้า

    แต่ละคนล้วนมององค์ชายหยางหย่งด้วยความคั่งแค้น

    คุณชายใหญ่หยาง รีบคลานเข่าเข้ามาใกล้องค์ชายหยางหย่ง

    “ ได้โปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าก็เป็นคนตระกูลหยาง เหมือนกับท่านนะขอรับ”

    องค์ชายมองหน้ามันแล้ว ใช้เท้ายันหน้าของคุณชายใหญ่หยางกระเด็นกลิ้งไป

    “ ตระกูลหยางของข้าบริสุทธิ์ ไม่ใช่ตระกูลหยางที่ถูกเนรเทศออกมาอย่างพวกเจ้า

    ข้าไม่นับเป็นญาติ เห็นแล้วอยากจะกำจัดทิ้งเสียมากกว่า”

    ขจรมองหยุนซี กับ คุณชายใหญ่หยุน และคนของตระกูลฟาง ที่ใบหน้าถูกตบตีจนยับเยินไปหมด แล้วทอดถอนหายใจออกมา

    “ หากไม่มอบ ผลท้อเซียนสีทองออกมา ข้าจะเชือดคอพวกมันให้ตายทีละคน”

    “ พวกเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย ปล่อยพวกเขาไปเถอะ เจ้าเข้ามาค้นตัวข้า หรือจะเข้าไปในถ้ำเพื่อตรวจสอบก็ได้ ข้ายอมทุกอย่าง อย่าทำอะไรพวกเขาเลย”

    “ องค์ชาย ธิดาเทพเป็นคู่หมั้นของข้า ขอให้ท่านละเว้นนางด้วย”

    “ ข้าไม่สนใจนางอยู่แล้ว แต่ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้นางรับพลังเซียนได้ แต่ตอนนี้ข้าอยากได้ลูกท้อเซียนเท่านั้น”

    ขจรเห็นว่าปล่อยแบบนี้ไม่ได้การแน่ แม้นคนเหล่านี้จะเป็นคนที่หลงตัวเองก็จริงแต่ว่า พวกเขาก็ล้วนแล้วแต่เป็นศิษย์ของสำนักวังเหมันต์เช่นกัน

    ขจรเลยขว้างมีดเสือบินออกไป พร้อมกับปล่อยแหวนนาคบาศ ไปรัดตัวคนสามตระกูลใหญ่แล้วดึงออกมาไว้ที่หน้าถ้ำ มีดเสือบินพุ่งเป้าไปที่องค์ชายทั้งห้า ทำให้พวกมันทั้งหมด เข้ามาป้องกันเอาไว้ ทำให้ตัวประกันถูกบ่วงนาคบาศรับตัวมาไว้ที่หน้าถ้ำได้เป็นผลสำเร็จ

    แล้วจากนั้น สี่องครักษ์เสื้อทองขององค์ชายหยางหย่ง ก็พุ่งตัวเข้ามาหมายจัดการกับขจร โดยสองคนมุ่งไปจับแขน อีกคนหมายรัดคอ อีกคนตั้งใจชกหน้าขจร

    ทั้งสี่คนพอจะจับตัวขจรได้ แต่ก็หาจับตัวขจรได้ไม่ ถูกขจรใช้มนต์พรางตัว แล้วสับศอกใส่พวกมัน ทำให้องครักษ์ทั้งสี่คน ถึงกับลงไปนอนฟุบกับพื้น สลบเหมือด

    แต่แล้วทันใดนั้นเองราชครูทั้งห้าอาณาจักรต่างก็ปล่อยเชือกมนต์ สองเส้น ตาข่ายมนต์ ยันต์สีเหลือง กรงเวทย์ ขจรใช้เวทย์ล่องหน หลบออกมได้ แต่ว่า ผิวกายของเขามีผงสีเหลืองจากผ้ายันต์ติดตามตัว ทำให้เผยโฉมออกมา แล้ว ราชครูเหลียงของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ฟาดด้วยไม้เท้ากระโหลกดำ เข้าที่กลางหลัง ถึงกับกระอักเลือดลงไปกองกับพื้น พอเงยหน้าขึ้น องค์ชายหยางหย่งก็เข้ามาเตะซ้ำเข้าที่ปลายคาง ร่างของขจรลอยไปกลางอากาศ ถูกราชครูอีกสี่อาณาจักรฟาดเข้ากลางลำตัว ลงไปนอนกับพื้น เลือดไหลออกมาท่วมตัว

    ไกรสรราชสีห์ คำรามก้องพยายามดิ้นรนหมายจะช่วย แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากเชือกอาคมได้ สามตระกูลใหญ่เห็นดังนั้นก็ได้แต่โศกเศร้าไม่อาจช่วยเหลือได้

    องค์ชายปิงฉู่เดินเข้ามาใช้เท้าเหยียบย่ำไปที่หัวของขจร แล้วขยี้เท้าแรงๆ ให้หายสะใจ

    “ ไงเก่งนักใช่ไหม มึงเจอผงยันต์ติดตามตัวของ นักพรตเหยา หมดปัญญาหนีเลยล่ะซิ เอาซิ เก่งนักก็ลุกขึ้นมาซิเว้ย” องค์ชายปิงฉู่เตะเข้าที่ลำตัวของ ขจรจนหงายกลิ้งไปหลายตลบ

    “ รีบจัดการมันซะ จะได้เข้าไปในสุสานด้านใน”  องค์ชายหยางหย่งสั่งการ คนของสามตระกูลต่างรีบหลบเข้าไปใน สุสานข้างใน น่าเสียดายกลไกธนูที่ถูกขจรปิดเอาไว้ เพื่อให้ คนของสามตระกูลเข้าไป ไม่ทำงานไม่เช่นนั้น คงได้ป้องกันคนพวกนี้ได้อีกระดับ

    ทั้งหมดเดินเข้าไปในถ้ำ ทิ้งให้องครักษ์เสื้อทองสี่คนจัดการกับ ขจรเพื่อให้หายแค้น ที่ถูกอัดหมอบไปตั้งแต่แรก

    องครักษ์คนหนึ่งชักดาบออกมา แล้วกำลังจะปักเข้าไปในกลางหลังของขจร แต่ว่า ทันใดนั้นเอง ก็มีสายลมที่เย็นระเยือกพัดผ่านมามันไม่ใช่สายลมธรรมดาแน่ แต่มันคือสายลมแห่งความตาย พอมัน กระทบเข้ากับร่างขององครักษ์ทั้งสี่ ทันใดนั้น ร่างของทั้งสี่ก็ค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปในทันที

    แต่ร่างของขจรที่สลบกลับลอยขึ้นเหนือพื้นดิน กลับไม่เป็นอะไร แล้วก็มีเสียงลอยมาเบาๆ

    “ สุดที่รักของข้า ในที่สุดท่านก็มาแล้ว” แผ่นดินทั่วสุสานถึงกับสะเทือนเลื่อนลั่น ท้องฟ้าที่มีแต่ความมืดมิด กลับมีเสียงท้องฟ้าคำราม มีประกายวิชชุ ผ่าลงมา รอบๆ แล้วก็มีกล่องไม่สีดำลอยมา พร้อมกับปรากฏร่างหญิงสาวชุดขาวที่มีใบหน้าเหมือนธิดาเทพไม่มีผิดเพี้ยน โอบกอดร่างของขจรมาไว้ที่แนบอก แล้วรูปใบหน้าของขจรอย่างแผ่วเบา บาดแผลและเลือดที่ไหลเต็มใบหน้า ก็ค่อยๆเลือนหายไปนางมองหน้าขจรด้วยสายตาที่เปี่ยมความรักอันลึกล้ำดั่งห้วงมหาสมุทร 

    แล้วกล่องสีดำด้านข้างก็เปิดขึ้น มีแสงส่องประกายออกมาจากกล่องสีดำ เป็นผลไม้สีทองเหลืองอร่าม ร่องรอยเหมือนถูกตัดไปแล้ว 1 ชิ้น นางหยิบขึ้นมาเคี้ยว แล้วป้อนใส่ปากของขจรด้วยปากของนาง  รสชาติของผลไม้สีทองในกล่องนั้นหวานฉ่ำเต็มไปด้วยพลังเซียนมหาศาล แต่ยังไม่หวานล้ำเท่ากับริมฝีปากของนาง ที่บรรจงจูบลงไป ร่างกายของขจรเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นมา พลังงานในร่างเกิดปะทุขึ้นมาจนร่างแทบจะเบิดออกมา พลังเซียนที่เขาก้าวขึ้นมาที่ระดับปราณเซียนพุ่งขึ้นมาอีกถึงสองระดับ กลายมาเป็นขั้น ราชันเซียนแล้ว ขจรลืมตาขึ้น พร้อมกับมองใบหน้าของนางที่ช่วยเขาไว้

    “ อี้หยาน”

    นางฟ้าชุดขาวถึงกับตบหน้าขจรจนหน้าหัน

    “ อี้หยานเป็นใครกัน”

    ขจรถึงกับอ้าปากค้าง มึนงงไปชั่วขณะ !!!......

    คล้ายกับเรื่องโคตรมวยไทยถล่มโลกเซียน ที่คุณอ่าน