อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 135 ความไม่พอใจ

    ตอนที่ 135


    มู่เจี้ยน เผยสีหน้าอึ้งงันขึ้นมา...

     

    ซุน กวาดสายตาของไปรอบ ๆ เห็นหลายคนในโรงเตี้ยมเผยความน่าสงสัยออกมาบางส่วนซึ่งอาจเป็นเพราะความระแวดระวังที่มากเกินไปก็เป็นได้ จึงรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ในการพูดคุยกันณ ที่สาธารณะแห่งนี้

     

    “ออกไปกันเถอะ...”

     

    มู่เจี้ยน สูดลมหายใจลึกพยักหน้าเบา ๆ วางเงิน 1 เหรียญทองบนโต๊ะก่อนจะที่พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับ บุรุษวัยกลางคน... ทุกอย่างในโรงเตี้ยมแม้ใช้เวลาอธิบายแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นรวดเร็วตั้งแต่ที่ซุน เข้ามาจนทะยานออกไปใช้เวลาไม่ถึง 20 ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น... ซึ่งการกระทบกระทั่งระหว่างชาวยุทธด้วยกันถือเป็นเรื่องสามัญขอเพียงไม่มีการทำลายข้าวของ หรือทำร้ายผู้อื่น จะไม่ถือว่าเป็นความผิด ดังเช่นที่มู่เจี้ยน ใช้ปราณกระบี่เพียงแค่ต้องการข่มขู่เป็นต้น

     

    ตลอดการพุ่งทะยาน มู่เจี้ยนไม่อาจนำบุรุษวัยกลางคนเบื้องหน้ามาทับซ้อนกับ ซุน เมื่อ 4 เดือนก่อนได้เลย...เพราะเด็กหนุ่มในตอนนั้นราวกับเพชรที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน ถึงจะสามารถระเบิดพลังมหาศาลจากลมปราณดิบเถื่อนในร่างออกมาจนพิชิตการประลองด้วยเพลงขวานที่น่าพรั่งพรึง แต่นั้นก็ยังเป็นความสามารถของมือใหม่ในการควบคุมลมปราณแทบจะไร้ซึ่งความละเอียดอ่อน ไม่มีแม้แต่วิชาตัวเบา มีเพียงพละพลังกล้ามเนื้อในการพุ่งทะยาน...

     

    ทว่าท่าร่างที่พลิ้วไหวของชายวัยกลางคน ณ ตอนนี้ นอกจากจะแสดงถึงวิชาตัวเบาชั้นสูงที่เหนือชั้นแล้วยังมีระเบียบการเคลื่อนไหวร่างกายที่ไหลลื่นเป็นธรรมชาติอย่างมาก ถ่ายโอนลมปราณบนร่างได้อย่างเหมาะสมมีสมดุลราวกับเป็นชนชั้นยอดฝีมือจริงๆ ด้วยเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือนยากที่จะก้าวกระโดดถึงขั้นนี้ หากมิใช่เพราะการแสดงป้ายรับรองสิทธิก็คงยากที่จะปักใจเชื่อว่าเป็นคนๆ เดียวกัน...

     

    “ข้ามีเรือนส่วนตัวอยู่ภายในเมืองหลวงฝั่งตะวันตก สถานที่แห่วนั้นปลอดภัยไม่มีแม้แต่ข้ารับใช้จงตามข้ามา...” มู่เจี้ยน กล่าวขึ้นพร้อมมุ่งนำตรงไปยังเรือนของตนเอง

     

    ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนแห่งหนึ่ง อยู่นอกเขตชุมชนพอสมควรจึงมีพื้นที่อยู่ไม่น้อยทว่ากลับเงียบสงบ ไร้กลิ่นอายคนอยู่อาศัย เหตุก็เพราะอุปนิสัยส่วนตัวของ มู่เจี้ยนที่มีแม้มีตำแหน่งไม่ธรรมดา แต่ชอบความเป็นส่วนตัวจึงไม่รับข้ารับใช้ประจำเรือน

     

    ทั้งตัวของ มู่เจี้ยน ก็ไม่ค่อยอยู่ในเมืองหลวงเท่าใดนักหรือต่อให้อยู่ก็มักจะเข้าไปอยู่วังหลวงเสมอ ที่นี่ก็มิต่างเรือนร้างแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่าม เนื่องจากเรือนในละแวกนี้ทั้งหมดต่างเป็นของข้าราชการชั้นสูงเพียงเอ่ยชื่อเขตละแวกนี้ ก็เพียงพอจะทำให้เหล่าหัวขโมยพากันสั่นเทิ้มได้แล้ว...

     

    ณ สวนเล็ก ๆ หลังเรือน...

     

    มู่เจี้ยน หยุดฝีเท้าลง ก่อนจะเหลียวหลังกลับไป ซึ่งบัดนี้ใบหน้าของชายวัยกลางคนในตอนแรกได้เลือนหายไปแล้ว แต่ปรากฏเป็นใบหน้าของ ซุนเด็กหนุ่มที่คุ้นเคยเมื่อหลายเดือนก่อน แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้มือปราบหนุ่มถึงกับอึ้งงั้นหากมิใช่เพราะการแต่งกาย และเอกลักษณ์ลมปราณไม่เปลี่ยนแปลง อาจทำให้ มู่เจี้ยนเข้าใจผิดว่ามีการสลับตัวกันก็เป็นได้...

     

    “เป็นเจ้าจริง ๆ หรือนี่...” รอยยิ้มประดับ พลางวางมือบนไหล่ของ ซุนเบา ๆ

     

    “ขอโทษด้วยที่ทำให้ท่านเป็นห่วงในช่วงหลายเดือนแต่ข้านั้นมีเหตุผลที่ต้องแฝงตัวให้เงียบงันที่สุด...” ซุน เผยสีหน้าสลดรู้สึกผิดทว่า มู่เจี้ยน กลับไม่มีแววตาโกรธเคืองใด ๆ พยักหน้ายิ้มรับอย่างอ่อนโยน

     

    “แบบนี้ดีแล้ว... ในวันที่เจ้าถูกชายชุดดำชิงตัว มันทำให้ข้ารู้สึกตัวว่าข้าอาจจะยังไม่พร้อมในการปกป้องคุ้มครองเจ้าข้าจะไม่ถามว่าเจ้าไปซ่อนตัวที่ใด รวมถึงใครเป็นคนช่วยเหลือเจ้า หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนรูปโฉมของเจ้าทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตนเอง ซึ่งในเมื่อผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเรื่องดีนั้นย่อมเป็นแปลว่ามันเป็นแผนที่ดี...” มู่เจี้ยน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ราวกับพี่ชายผู้หนึ่งที่ให้คำชี้แนะและเป็นห่วงน้องชาย

     

    ซุน เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ รู้ดีว่าที่ มู่เจี้ยน เอ่ยเช่นนั้น ก็เพราะไม่อยากให้ตนลำบากใจที่จะต้องกล่าวตอบในความลับต่างๆ ที่แอบซ่อน... “ขอบคุณมาก พี่มู่เจี้ยน...”

     

    “การที่เจ้ากลับมาหาข้าในครั้งนี้ เป็นเพราะเจ้าอยากเข้าร่วมการประลองตามที่องค์รัชทายาทเสนองั้นสินะ... อันที่จริงหากเป็นเรื่องที่นางจะลงโทษข้า เพราะข้าจำต้องรับผิดชอบต่อวาจานั้น(ตอนที่ 58) ตัวเจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจเลย องค์รัชทายาทไป๋หู่จิวหรง นางมีนิสัยเป็นเช่นนั้นเอง อย่างไรนางก็เปรียบเสมือนศิษย์น้องของข้าไหนเลยที่นางจะลงโทษข้ารุนแรง...

     

    เทียบกับที่เจ้าต้องเสี่ยงเผยตัวให้ศัตรูรอบข้างได้เห็น ช่างนับเป็นเรื่องเล็กน้อย...สิ่งที่เจ้าพยายามปิดบังมาตลอดหลายเดือน จะไร้ความหมายไปในทันทีเมื่อเจ้าขึ้นประลอง...”น้ำเสียงของ มู่เจี้ยน เอ่ยทัดทานด้วยสีหน้าเป็นกังวล แทบไม่ต่างจากที่ เตียมู่หยงเคยตักเตือนในสำนัก เด็กหนุ่มสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงที่จริงใจ

     

    ซุน เผยยิ้มน้อย ๆ ขึ้น...

    “ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย พี่มู่เจี้ยน... ข้าเพียงอยากเห็นผลลัพธ์ในการเติบโตของตนเองว่าแท้จริงแล้วข้านั้นมีความสามารถอยู่ในระดับใดกันแน่ ชัยชนะที่ผ่าน ๆ มา เกิดจากความโชคดีที่ศัตรูอ่อนด้อยกว่าหรือเป็นเพราะข้ามีความสามารถแท้จริง ข้าอยากพิสูจน์เรื่องนี้ในการประลองและข้าก็มั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้...”

     

    มู่เจี้ยน ได้ยินเช่นนั้นก็จนใจที่จะกล่าวต่อ แววตาของ ซุน บ่งบอกถึงความแน่วแน่ตัดสินใจ...

    “เข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะพาเจ้าเข้าวังหลวง องค์รัชทายาทน่าจะดีใจที่เจ้ากลับมานางคล้ายจะกังวลเรื่องตำแหน่งที่ว่างของเจ้าอยู่ไม่น้อย จนคิดที่จะแทรกผู้มีพรสวรรค์ล้ำลึกอีกคนหนึ่งเข้าไปแทนที่แล้ว...โชคยังดีที่ผู้สืบทอดของราชครูต้วนคนนั้น ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงประลองจากเหตุผลต่างๆ ทั้งเวลานี้ยังส่งตัวไปที่ทวีปมังกรฟ้าเพื่อฝึกฝนต่อ...”

     

    ซุน เผยความสนใจเล็กน้อย แต่ก็มิได้กล่าวอันใดเป็นโล่งใจด้วยซ้ำที่ตนไม่ถูกแทนที่จากคนผู้นั้น... “พี่มู่เจี้ยนสามารถชี้แจงกับองค์รัชทายาทได้เลย ว่าข้าพร้อมจะเข้าประลองแล้ว...”

     

    มู่เจี้ยน พยักหน้าตอบรับ เมื่อเห็นว่า ซุนบรรลุขึ้นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นสูงสุดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความเร็วการบ่มเพาะลมปราณถึงแม้ว่าจะเป็นระดับที่ต่ำกว่าผู้เข้าประลองคนอื่น ๆ แต่ก็รู้ดีว่าความสามารถของซุน เหนือล้ำกว่าพื้นฐานที่ปรากฏออกมาหลายขั้น...

     

    ทั้ง ซุน ยังปรึกษาตรง ๆ ในเรื่องที่สถานะชนชั้นทางตระกูลของ ซุนนั้นแท้จริงแล้วไม่มี ยังคงเป็นสถานะคนเถื่อนที่ไร้ป้ายสำมะโนครัว ป้ายตระกูลเหยาเป็นเพียงป้ายแอบอ้างของอาจารย์ตน เพื่อความสะดวกในการเดินทางเท่านั้น...

     

    ด้วยความที่การประลองในวังหลวงครั้งนี้มีความเข้มงวดประกอบด้วยหน่วยราชการแผ่นดินที่ร่วมตัวกันอย่างครบถ้วน ดังนั้นย่อมไม่อาจแอบอ้างชื่อหรือสถานะปลอมได้หากถูกจับได้ขึ้นมาคงมิใช่เพียงแค่โทษถูกจำคุก เรื่องนี้จึงต้องชี้แจงกับแผนกส่วนกลางในการประลองให้เป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม ก่อนเข้าร่วมการประลอง...

     

    มู่เจี้ยน ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจนักกับเรื่องนี้ พอจะทราบมาบ้างว่าซุน มีสถานะเช่นไร ถึงจะไม่ทราบความจริงทั้งหมด ในเรื่องที่ ซุน เป็นศิษย์ของอดีตเทพปรมาจารย์เหยาหมิง ก็ตามที...

     

    “เรื่องนั้นให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ถึงแม้เจ้าจะมีสถานะเป็นคนเถื่อนทว่าหากผู้มีตำแหน่งให้การรับรองก็ไม่น่ามีปัญหา ซึ่งข้าก็ใช้สถานะหัวหน้าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ให้การรับรองกับเจ้าเอง ผนวกกับป้ายรับรองสิทธิ์ที่องค์รัชทายาทเป็นผู้มอบให้เจ้ากับมือเชื่อว่าคงไม่มีใครกล้าทักท้วง

     

    การประลองคือการต่อสู้อย่างเสมอภาค ขอแค่เป็นผู้เยาว์อายุตามเกณฑ์กำหนดเรื่องฐานะชนชั้นล้วนเป็นเรื่องรอง เพียงเจ้าแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาต่อให้เป็นคนเถื่อนแล้วมันจะอย่างไร?! แม้ที่ผ่านมาในอดีตจะไร้แซ่ไร้ตระกูลแต่ก็สามารถก่อตั้งขึ้นใหม่ได้ในรุ่นของเจ้า...”

     

    ซุน รู้ดีว่าการรับรองครั้งนี้ เท่ากับ มู่เจี้ยน เอาตำแหน่งเป็นเดิมพันดังนั้นจึงยิ่งบังเกิดความซาบซึ้ง และฮึกเหิมเป็นอย่างมาก... มู่เจี้ยน ใช้หยกสื่อสารติดต่อไปยังแผนกส่วนกลางในการประลองครั้งนี้ทันทีแจ้งเรื่องตำแหน่งสุดท้ายใน 32 ตำแหน่งผู้เข้าประลองที่ยังว่างเว้นอยู่ ว่าเวลาได้ปรากฏผู้เข้าร่วมแล้วด้วยนามของ ซุน ไม่มีแซ่ ไม่มีสังกัด...

     

    ..............................................

     

    ณ วังหลวง...

     

    การรับเรื่องของแผนกส่วนกลางในการประลอง แท้จริงแล้วจะต้องเป็นความลับภายในไม่แพร่งพรายทว่าหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ มีหน้าที่ครอบคลุมปกป้องทุกแผนกในวังหลวงแม้แต่แผนกส่วนกลางที่ก่อตั้งขึ้นชั่วคราว หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ก็ยังเป็นผู้รักษาความปลอดภัยทั้งหมด

     

    ดังนั้นเรื่องการแสดงสิทธิ์ของ ซุน ผู้เข้าประลองคนสุดท้ายจึงรับรู้กันมาบ้างประปลายภายในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์...ทว่าแม้จะเป็นการรับรองของหนึ่งในหัวหน้าหน่วยเทพพยัคฆ์อย่าง มู่เจี้ยน หรือแม้แต่ป้ายรับรองสิทธิ์จากองค์รัชทายาทก็ยังปรากฏผู้ที่ไม่พอใจในการเข้าร่วมของ ซุน ครั้งนี้...

     

    หนึ่งในนั้นคือ โจวคุนหมิง สมาชิกรุ่นเยาว์ สังกัดหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์...ด้วยความที่หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ เป็นหน่วยหนึ่งของราชวงศ์ที่รวบรวมผู้เยาว์มากความสามารถจากทั่วสารทิศเอาไว้ขอเพียงผู้เยาว์เหล่านั้นมิได้มาจากพรรคตระกูลเลื่องชื่อ หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ก็ทาบทามไว้เกือบทั้งหมดจนเป็นแหล่งรวมผู้เยาว์ฝีมือดี เทียบเท่าสำนักใหญ่...

     

    การประลองภายในวังหลวงครั้งนี้ จากจำนวนผู้เยาว์ที่เข้าร่วมประลองทั้ง32 คน มีสมาชิกรุ่นเยาว์จากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ถึง 4 คน เข้าร่วม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 ไป๋หู่จิวหรง ส่วนอีก 3 คนที่เหลือ แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปแต่ความสามารถก็เทียบเคียงกัน ทั้งหมดล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลาง(ขั้น 4-6)

     

    โจวคุนหมิง แม้จะมีพรสวรรค์ล้ำลึกด้านเพลงกระบี่ แต่พื้นฐานก็เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้น3 จึงไม่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลอง... ทว่าเมื่อทราบว่า ซุนผู้มีสถานะเป็นคนเถื่อน พื้นฐานยังเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9เท่านั้น ย่อมเกิดความไม่สบอารมณ์ขึ้นมาอย่างยิ่งยวด

     

    “เหลวไหลสิ้นดี!! หากผู้ที่เข้าร่วมประลองเป็นกังเฉิง ที่แม้จะมีพื้นฐานลมปราณด้อยกว่าข้า แต่พรสวรรค์และความแข็งแกร่งก็ล้ำลึกจนข้าไม่มีความเคลือบแคลงใจใดๆ ทว่ากับเจ้าคนเถื่อน ซุน ผู้นี้ข้าไม่ขอยอมรับ!!ข้าจะต้องคุยกับหัวหน้า มู่เจี้ยน ให้จงได้!!” โจวคุนหมิงสบถออกมาอย่างรุนแรง

     

    ไป๋หู่จิวหรง และผู้เข้าร่วมประลองคนอื่น ๆ ในหน่วยเทพพยัคฆ์ที่อยู่ตรงนี้ด้วย ต่างเผยสีหน้าอ่อนใจ และก็เข้าใจความเจ็บปวดชอกช้ำของโจวคุนหมิง เป็นอย่างดี แน่นอนว่าการจะให้ ซุน เป็นที่ยอมรับจากที่มาและพื้นฐานเช่นนั้นย่อมเป็นไปได้ยาก...อีกทั้ง โจวคุนหมิง ก็เป็นหนึ่งในผู้เยาว์มีความสามารถสูง ที่ไม่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในตัวแทนการประลอง...

     

    ไป๋หู่จิวหรง จึงถอนหายใจหนักหน่วงออกมา...

    “เข้าใจแล้ว... เย็นวันนี้ ศิษย์พี่มู่ ได้ขออนุญาตข้า อยากให้ ซุนเข้ามาพักภายในหน่วยเทพพยัคฆ์ของเรา จนกว่าจะถึงวันงานประลอง ฉะนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ทดสอบความสามารถของซุน ก็แล้ว จะได้ไม่เป็นที่เคลือบแคลงใจอีกต่อไป... หาก ซุน ทำได้ไม่ดีพอ ข้าก็พร้อมจะยึดป้ายรับรองสิทธิ์กลับคืนถือว่าไม่ผ่านในคุณสมบัติพื้นฐาน ตกลงหรือไม่?!”

     

    โจวคุนหมิง ประสานมือขอบคุณด้วยความนอบน้อม จากนั้นก็พ่นลมหายใจแรงเชื่อมั่นในความสามารถของตนอยู่ไม่น้อย เผยแววตาดุดันล้ำลึกจดจ้องกระบี่ด้วยมือ...

     

    “ขอดูหน่อยเถอะว่า เด็กหนุ่มที่หัวหน้ามู่เจี้ยนในการยอมรับ จะเหนือล้ำไปกว่าสมาชิกหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ของเราได้อย่างไร!!”

     

    ……………………………………..