บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 16 คุณหนูรองตัวปลอม
ราชโองการกลางดึกไม่ได้มีไว้เพื่อเชิญ
มันมีไว้เพื่อบีบคอ
เสิ่นเยว่หลันยืนอยู่กลางสวนเหมย ด้านหลังเป็ต้นเหมยเก่าแก่ที่กลีบดอกแดงร่วงลงราวฝนเื ด้านหน้าคือองครักษ์ของจวนเสิ่นที่วิ่งวุ่นรับคำสั่ง เสิ่นอวี้หรงถูกอุ้มออกไปทั้งที่ยังหมดสติ ใบหน้านางซีดขาว ริมฝีปากสั่นเป็บางครั้งเหมือนยังฝันร้ายอยู่ ส่วนบนข้อมือที่ตราหงส์ครึ่งปีกเคยสว่าง ตอนนี้เหลือเพียงรอยแดงจาง ๆ คล้ายแผลไหม้ใต้ิั
นางยังไม่ปลอดภัย
และเพราะนางยังไม่ปลอดภัย ฮองเฮาจึงเรียกตัวทันที
นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ
นี่คือการตะปบหมากก่อนอีกฝ่ายจะซ่อนทัน
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่หน้าบุตรี ดาบในมือยังไม่เข้าฝัก ดวงตาของแม่ทัพใหญ่เย็นจัดจนบ่าวไพร่ไม่มีผู้ใดกล้าเงยหน้ามอง
“พ่อจะไม่ส่งเ้าเข้าวังอีกครั้งในคืนเดียวกัน”
น้ำเสียงของเขาไม่ใช่คำปรึกษา
มันคือคำตัดสิน
แต่เสิ่นเยว่หลันรู้ดีว่า ศัตรูวางหมากไว้ให้พวกนางไม่มีทางเลือกง่าย ๆ หากปฏิเสธ ทหารวังจะมีข้ออ้างตรวจค้นจวนเสิ่น หากปล่อยให้พวกเขาเข้ามาถึงสวนเหมย ประตูใต้ดินอาจถูกแตะต้อง หากส่งอวี้หรงตัวจริงไป นางอาจถูกทำลายก่อนฟื้นมาพูดความจริง
ทางไหนก็เป็เหว
เพียงแต่นางต้องเลือกว่าจะตกเหวอย่างไรให้ยังมีโอกาสปีนขึ้นมา
หลี่เฟิงเหยียนยืนอยู่ข้างต้นเหมย ชุดดำของเขาแทบกลืนไปกับราตรี ดวงตาเย็นลึกกวาดมองไปทางประตูจวนราวมองเห็นคนจากวังที่รออยู่ด้านนอก
“เวลาของเรามีไม่มาก” เขากล่าว “ราชโองการปลอมตัวเป็คำสั่งจากฮองเฮา แต่คนที่เร่งจริง ๆ คือสำนักผนึกิญญา พวกมันรู้ว่าภาชนะเริ่มเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นแล้ว”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปมองเขา “ท่านบอกว่าจะส่งคุณหนูรองตัวปลอมไป ทำอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนหยิบกระดาษสีดำแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ
กระดาษนั้นบางมาก แต่เมื่อสะท้อนแสงจันทร์กลับเห็นลายอักขระสีเงินซ่อนอยู่ทั่วแผ่น ราวกับเส้นเืของิญญา
“เงากระดาษ” เขากล่าว “หลอกสายตาคนเป็ได้หนึ่งชั่วยาม หากมีเส้นผมหรือของใช้ประจำตัวของผู้ถูกจำลอง”
ชิงหลัวที่ตามมาทันพอดี รีบพูดขึ้น “เส้นผมของคุณหนูรองน่าจะอยู่ที่หวีในเรือนเล็กเ้าค่ะ บ่าวจะไปเอาเดี๋ยวนี้”
“ไปกับคนของพ่อบ้านเฉิน” เสิ่นจื้อหยวนสั่ง “อย่าไปคนเดียว”
ชิงหลัวรับคำแล้วรีบวิ่งออกไป
เสิ่นเยว่หลันมองกระดาษสีดำในมือหลี่เฟิงเหยียน
“เงากระดาษนี้จะพูดได้หรือไม่”
“ได้เพียงคำสั้น ๆ หากใส่เสียงของิญญาเข้าไป”
“ิญญาของใคร”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง
“ไม่ใช่ิญญาของคนตาย เพียงเศษเสียงที่หลงอยู่ในอากาศรอบตัวเสิ่นอวี้หรง ข้าดึงมาใช้ได้ชั่วคราว”
“หากฮองเฮาให้เปิดผ้าคลุมหน้าเล่า”
“เห็นหน้าได้ แต่ห้ามแตะตัว ห้ามให้เื และห้ามอยู่ใกล้ธูปขาวเกินหนึ่งก้านธูป”
เสิ่นเยว่หลันยิ้มจางอย่างเ็า
“ดูเหมือนกับดักของเราก็เปราะบางไม่น้อย”
“กับดักที่ไม่เปราะบางไม่มีจริง” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “มีเพียงคนวางกับดักที่ต้องรู้ว่าตรงใดจะหักก่อน”
เสิ่นจื้อหยวนมองทั้งสองคนโต้ตอบกันด้วยสีหน้าไม่ชอบใจนัก แต่เขาไม่มีเวลาขัด
เขาหันไปสั่งพ่อบ้านเฉินที่วิ่งกลับมาจากทางเรือนใหญ่
“ให้คนเฝ้าอวี้หรงตัวจริงไว้ในห้องหินด้านใน อย่าใช้เชือกธรรมดา ให้ใช้ผ้าหนา มัดมือไว้ด้านหน้า อย่าให้บาดผิว นางห้ามมีเืออกแม้แต่หยดเดียว”
“ขอรับ”
“ส่วนฮูหยินรอง” เสิ่นจื้อหยวนหยุดไปเล็กน้อย ดวงตาเย็นลง “ปิดปากนางไว้ ห้ามให้นางได้ยินว่าพวกเราจะทำอะไร”
พ่อบ้านเฉินรับคำหนักแน่น “ขอรับ”
เสิ่นเยว่หลันรู้ว่าบิดากำลังเจ็บ
ฮูหยินรองหลอกเขามาหลายปี ทำให้เขาเลี้ยงดูเด็กที่ไม่ใช่เืเสิ่นในฐานะบุตรี ทำให้ภรรยาที่แท้จริงของเขาตาย และยังขโมยแผ่นโลหิตบรรพชนไปเปิดทางให้ศัตรู
แม่ทัพเสิ่นยังไม่ะเิความโกรธออกมา เพราะตอนนี้ต้องปกป้องจวน
แต่ดาบที่เงียบเกินไป มักเป็ดาบที่ฟันแรงที่สุดเมื่อถึงเวลา
ไม่นาน ชิงหลัวก็กลับมาพร้อมหวีหยกเล็ก ๆ และผ้าคลุมไหล่ของเสิ่นอวี้หรง
บนหวีมีเส้นผมยาวติดอยู่หลายเส้น
หลี่เฟิงเหยียนรับมันมา วางเส้นผมลงบนกระดาษดำ แล้วใช้ปลายนิ้วแตะอักขระสีเงินเบา ๆ กระดาษนั้นลอยขึ้นกลางอากาศ เงาสีดำเริ่มแผ่ขยายเหมือนหมึกหยดลงในน้ำ จากแผ่นบาง ๆ มันค่อย ๆ กลายเป็รูปร่างของหญิงสาวคนหนึ่ง
ชิงหลัวถอยหลังอย่างใ
แม้รู้ล่วงหน้า แต่เมื่อเห็นเงากระดาษค่อย ๆ มีใบหน้า มีผม มีร่าง และมีชุดขาวของเสิ่นอวี้หรง นางก็ยังอดขนลุกไม่ได้
เพียงครู่เดียว “เสิ่นอวี้หรง” อีกคนก็ยืนอยู่กลางสวนเหมย
ใบหน้าเหมือนจริงจนแทบแยกไม่ออก เพียงแต่ดวงตาดูว่างเปล่ากว่าปกติเล็กน้อย และิัขาวเกินไป เหมือนคนป่วยที่เพิ่งฟื้นจากฝันร้าย
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้น แตะปลายนิ้วกับหน้าผากของเงากระดาษ
“พูด”
เงาอวี้หรงขยับริมฝีปาก
“พี่หญิง…”
เสียงนั้นแ่เบา เหมือนเสียงของอวี้หรงก่อนหมดสติจริง ๆ
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเย็นวาบ
หากเงานี้หลอกนางได้แม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง แล้วคนในวังที่ไม่รู้เื่จะจับผิดได้อย่างไร
หลี่เฟิงเหยียนหันมาหานาง
“จำไว้ เงานี้ตอบได้เพียงสามคำที่ข้าฝังไว้ คือ พี่หญิง, ข้ากลัว, และเ้าค่ะ หากฮองเฮาถามมากกว่านั้น เ้าเป็คนตอบแทน”
“ถ้านางสั่งให้แยกข้ากับอวี้หรงออกจากกัน?”
“อย่ายอม”
“ถ้าจำเป็?”
หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
“ทำลายเงาทิ้งก่อนมันถูกแตะเื”
เสิ่นเยว่หลันพยักหน้า
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงเข้ม “แล้วเ้าจะเข้าวังอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ราชโองการเรียกคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองเข้าวัง ไม่ได้ห้ามฉีหลิงอ๋องตามไปตรวจคดีไสยเวท”
“ฮองเฮาจะไม่ให้ท่านเข้า”
“นางไม่มีสิทธิ์ห้าม หากเื่ถูกอ้างว่าเป็ไสยเวทในวัง” เขากล่าวเสียงเรียบ “คดีที่เกี่ยวกับิญญาและผนึก อยู่ใต้ตราจวนฉีหลิงโดยตรง นั่นเป็กฎที่ฮองเฮาไม่อยากให้ใครจำได้ แต่ข้ายังจำได้”
เสิ่นเยว่หลันมองเขา
นางเพิ่งรู้เื่นี้
บางทีฉีหลิงอ๋องไม่ได้เป็เพียงอ๋องลึกลับที่ผู้คนหวาดกลัว แต่เป็คนที่ถืออำนาจบางอย่างซึ่งวังหลวงไม่อาจแตะต้องได้ง่าย ๆ อำนาจที่ถูกฝังไว้ในกฎเก่า เหมือนประตูใต้เมืองหลวงที่คนรุ่นหลังพยายามลืม
“แล้วถ้าฮองเฮาทำเป็ไม่รู้กฎนั้น?” นางถาม
มุมปากของหลี่เฟิงเหยียนขยับจาง ๆ
“ข้าจะเตือนด้วยวิธีที่นางไม่ชอบ”
เสิ่นจื้อหยวนมองเขาด้วยสายตาเ็า
“หากบุตรีข้าได้รับอันตรายในวังคืนนี้…”
“นางจะไม่ตายต่อหน้าข้า” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
“นั่นยังไม่พอ”
ครั้งนี้ฉีหลิงอ๋องไม่ได้ตอบในทันที
เขามองเสิ่นเยว่หลันแวบหนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงต่ำลง
“ตราบใดที่ข้ายังหายใจ นางจะไม่ถูกพวกมันพากลับไปหลังประตู”
คำสาบานนั้นไม่หวาน
ไม่อ่อนโยน
แต่หนักแน่นจนแม้แต่เสิ่นจื้อหยวนก็เงียบไปชั่วขณะ
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกหัวใจไหวเล็กน้อย
ก่อนนางจะทันพูด เสียงขันทีจากหน้าจวนก็ดังเข้ามาอีกครั้ง
“ราชโองการด่วน! ขอเชิญคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองเสิ่นออกเดินทางโดยเร็ว! หากล่าช้า จะถือว่าขัดพระเสาวนีย์!”
เสิ่นจื้อหยวนกำดาบแน่น
เยว่หลันก้าวไปข้างหน้า
“ไปกันเถิดเ้าค่ะ”
นางหันไปมองบิดา
“ท่านพ่อ คุมจวนไว้ให้ดี อย่าให้ใครจากวังเข้ามาใกล้สวนเหมย ไม่ว่าเขาจะอ้างเหตุใดก็ตาม”
เสิ่นจื้อหยวนมองบุตรีอยู่นาน ก่อนกล่าวเสียงต่ำ
“เ้าต้องกลับมา”
“ลูกจะกลับมา”
“ไม่ใช่คำปลอบใจ”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ” นางตอบ “นี่คือคำสัญญา”
เสิ่นจื้อหยวนพยักหน้าช้า ๆ
เขาไม่ได้กอดนาง ไม่ได้พูดคำอ่อนโยนต่อหน้าคนมากมาย แต่สายตาที่มองนางหนักแน่นกว่าสิ่งใด
ถ้าใครในวังแตะต้องบุตรีเขา คืนนี้กำแพงวังอาจได้รู้ว่าดาบแม่ทัพเสิ่นหนักเพียงใด
รถม้าวังยังจอดรออยู่หน้าจวนเสิ่น
ขันทีจากตำหนักคุนหนิงยืนกอดพู่ราชโองการด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง แต่เมื่อเห็นเสิ่นเยว่หลันเดินออกมาพร้อมสตรีคลุมหน้าที่ดูเหมือนเสิ่นอวี้หรง เขาก็รีบยิ้มขึ้นทันที
“คุณหนูใหญ่ คุณหนูรอง เชิญขึ้นรถม้าเถิด ฮองเฮาทรงรออยู่”
เยว่หลันย่อกายอย่างถูกต้อง
“ทำให้ฮองเฮาต้องรอนานแล้ว”
ขันทีมองไปทางเงาอวี้หรง “คุณหนูรองดูไม่ค่อยดีนัก”
เงาอวี้หรงก้มหน้าเล็กน้อย
“ข้ากลัว…”
เสียงแ่เบานั้นทำให้ขันทีคลายความสงสัยเล็กน้อย
เสิ่นเยว่หลันก้าวเข้ามาบังด้านหน้าอย่างแเี
“น้องหญิงเพิ่งใจากเหตุการณ์ในจวน นางยังอ่อนแรง หากฮองเฮาทรงเมตตาจริง คงไม่ถือสาที่นางพูดน้อย”
ขันทีหัวเราะแห้ง ๆ “แน่นอน แน่นอน”
เขาทำท่าจะเชิญทั้งสองขึ้นรถ แต่จู่ ๆ ลมเย็นก็พัดวูบ
ม้าหน้ารถสะบัดหัวอย่างตื่นกลัว
ขันทีหันไปมอง แล้วสีหน้าพลันเปลี่ยน
รถม้าสีดำคันหนึ่งจอดอยู่ถัดออกไปไม่ไกล ไม่มีเสียงล้อ ไม่มีเสียงม้า ราวกับมันปรากฏขึ้นจากเงามืด ม่านรถสีดำปักตราเมฆดำล้อมจันทร์เสี้ยวด้วยด้ายเงิน และข้างรถม้านั้น ฉีหลิงอ๋อง หลี่เฟิงเหยียน ยืนอยู่ในชุดดำสนิท
ขันทีหน้าซีดทันที
“ฉี…ฉีหลิงอ๋อง?”
หลี่เฟิงเหยียนมองเขา
“คดีไสยเวทในวังเกี่ยวข้องกับประตูผนึก ข้าจะเข้าวังด้วย”
ขันทีรีบกล่าว “แต่ฮองเฮามีรับสั่งให้เชิญเพียงคุณหนูทั้งสอง…”
“ฮองเฮาเป็ผู้ดูแลวังหลัง” หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเสียงเรียบ “ไม่ใช่ผู้ดูแลประตูิญญา”
ขันทีพูดไม่ออก
หลี่เฟิงเหยียนก้าวขึ้นรถม้าสีดำ ก่อนหันมาทางเสิ่นเยว่หลัน
“ขึ้นรถ”
ขันทีรีบห้าม “คุณหนูใหญ่ต้องขึ้นรถวังตามราชโองการ!”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเขา “ราชโองการระบุให้ข้าเข้าวัง มิได้ระบุว่าต้องนั่งรถคันใด”
“แต่นี่…”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเย็น ๆ “หรือเ้า้าอธิบายต่อหน้าฮ่องเต้ว่า เหตุใดตำหนักคุนหนิงจึงรีบเรียกผู้ถือผนึกกับภาชนะเข้าวังกลางดึก”
เพียงคำว่า “ผู้ถือผนึก” กับ “ภาชนะ” ขันทีคนนั้นก็หน้าซีดเผือด
เขารู้มากพอจะกลัว
เสิ่นเยว่หลันเห็น และจำไว้
สุดท้าย เงาอวี้หรงถูกพาขึ้นรถม้าวังพร้อมชิงหลัวที่ปลอมเป็สาวใช้ประจำตัวของคุณหนูรอง ส่วนเสิ่นเยว่หลันขึ้นรถม้าดำของฉีหลิงอ๋อง นี่คือการแบ่งหมากสองทางอย่างอันตรายที่สุด
รถม้าสองคันเคลื่อนออกจากจวนเสิ่นพร้อมกัน
ด้านหลัง ประตูจวนเสิ่นปิดลงอย่างหนักหน่วง
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่บนขั้นบันไดหน้าจวน มองรถม้าทั้งสองคันหายไปในความมืด
มือของเขากำดาบแน่น
“พ่อบ้านเฉิน”
“ขอรับ”
“หากภายในหนึ่งชั่วยาม หลันเอ๋อร์ยังไม่ส่งข่าวกลับมา…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
ดวงตาของแม่ทัพใหญ่เย็นราวเหล็กกล้า
“เตรียมม้า”
พ่อบ้านเฉินรู้สึกขนลุกทั้งตัว
“นายท่านจะ…”
“ข้าจะไปรับลูกสาวข้ากลับเอง”
ภายในรถม้าสีดำ เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
เสิ่นเยว่หลันนั่งตรงข้ามหลี่เฟิงเหยียน มือหนึ่งจับถุงผ้าที่ซ่อนหยกขาวของมารดาไว้แน่น อีกมือวางอยู่บนเข่าอย่างสงบเกินกว่าสตรีที่กำลังมุ่งหน้าสู่วังกลางดึกควรจะเป็
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง
“เ้ากลัวหรือไม่”
นางตอบทันที “กลัว”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย
นางกล่าวต่อ “แต่ข้าพบว่าความกลัวไม่มีประโยชน์นัก หากไม่พามันเดินไปด้วย”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง
“คนส่วนใหญ่มักแสร้งว่าไม่กลัว”
“ข้าเคยแสร้งมามากพอแล้ว” เยว่หลันมองม่านรถสีดำที่สะท้อนเงาตนเองจาง ๆ “ชาติก่อน ข้าแสร้งว่าไม่เห็นพิรุธ แสร้งว่าไม่เจ็บเมื่อถูกละเลย แสร้งว่าไม่สงสัยเมื่อคนที่รักทำร้ายข้า ชาตินี้ข้าไม่อยากเสียแรงแสร้งในเื่ที่ไม่จำเป็”
หลี่เฟิงเหยียนมองนางนิ่ง
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าอวี้หรงเห็นชาติที่แล้ว”
“ใช่”
“นางเห็นมากแค่ไหนยังไม่รู้ แต่ถ้านางจำได้จริง ฮองเฮาจะฆ่านางทันทีที่มีโอกาส”
“เพราะอะไร” เยว่หลันถาม “ฮองเฮาเองก็หลุดคำว่า ‘ชาติที่แล้ว’ เหมือนรู้บางอย่าง นางควรรู้ว่าสิ่งนี้เป็ไปได้”
“รู้ว่าเป็ไปได้ ไม่ได้แปลว่าอยากให้หมากตัวอื่นรู้ด้วย” เขากล่าว “ความทรงจำจากชาติที่แล้วเป็มีดสองคม มันทำให้คนควบคุมยากขึ้น”
เยว่หลันหลุบตาลง
“ข้าเองก็ควบคุมยากขึ้นจริง ๆ”
ครั้งนี้มุมปากของฉีหลิงอ๋องขยับจางมาก
“เ้ายังเรียกว่ายากขึ้นน้อยไป”
นางเกือบยิ้ม แต่รถม้าพลันสั่นเบา ๆ
เสียงกลองวังดังขึ้นอีกครั้งจากระยะไกล
ตึง…
ตึง…
ตึง…
แต่ครั้งนี้เสียงนั้นไม่ได้ดังเพียงในอากาศ
มันดังในอกของเยว่หลันด้วย
ตราเหมยโลหิตใต้หัวใจของนางตอบรับจังหวะกลองอย่างแ่เบา
หลี่เฟิงเหยียนจับสังเกตได้ทันที
“กลองหงส์ทอง”
“มันทำอะไร”
“ใช้เรียกภาชนะและกดผู้ถือผนึก หากเ้าปล่อยใจฟังนานเกินไป เ้าจะเริ่มเห็นภาพที่พวกเขา้าให้เห็น”
“ภาพอะไร”
“ภาพที่เ้าอยากเชื่อที่สุด”
เยว่หลันเงียบลง
ภาพที่นางอยากเชื่อที่สุดหรือ
มารดายังมีชีวิต
บิดาไม่เคยถูกปะา
องค์ชายสามเคยรักนางจริง
อวี้หรงไม่เคยทรยศ
ชาติก่อนเป็เพียงฝันร้าย
นางหลับตาลงทันที
“อย่าหลับ” หลี่เฟิงเหยียนเตือน
“ข้าไม่ได้หลับ ข้าเพียงไม่อยากเห็นสิ่งที่พวกเขายื่นให้”
“ดี”
จังหวะกลองดังอีกครั้ง
ครั้งนี้เสียงมารดาดังขึ้นจากหยกขาวในอกนางอย่างแ่เบา
“หลันเอ๋อร์…”
เยว่หลันลืมตาทันที
“ท่านแม่?”
หลี่เฟิงเหยียนมองถุงผ้าในอกนาง
“เสียงจริงหรือเสียงกลอง”
หยกขาวสั่นเล็กน้อย
เสียงของหลินหว่านชิงอ่อนแรง แต่ชัดกว่าก่อนหน้า
“แท่นหงส์ทอง…มีตะปูหยก…อย่าให้…เือวี้หรง…ตกลงที่นั่น…”
เยว่หลันรีบจับใจความ
“ตะปูหยกคืออะไร”
หลี่เฟิงเหยียนสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
“ของผนึกภาชนะ หากตอกเข้ากับแท่นพิธีและใช้เืภาชนะหยดลงไป ิญญาของภาชนะจะถูกตอกไว้กับสำนักอย่างถาวร”
“แปลว่าถ้าฮองเฮาได้เือวี้หรงคืนนี้…”
“อวี้หรงตัวจริงจะไม่มีวันฟื้นเป็ตนเองอีก”
เยว่หลันกำมือแน่น
แต่เสียงมารดายังไม่จบ
“และถ้า…เืเ้า…แตะตะปูหยก…”
เสียงขาดห้วง
เยว่หลันเอ่ยเร็ว “จะเกิดอะไรขึ้นเ้าคะ”
หยกขาวเย็นจัดขึ้น
“ประตู…จะจำทาง…เข้าหัวใจเ้า…”
เสียงนั้นหายไปทันที
รถม้าเงียบลง
หลี่เฟิงเหยียนมองนางด้วยแววตาที่หนักกว่าเดิม
“คืนนี้ห้ามเืเ้าตก”
เยว่หลันหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีความขบขัน
“ดูเหมือนศัตรูชอบเืของข้ามากเหลือเกิน”
“เพราะเืของเ้าคือกุญแจ”
“แล้วคนที่เป็กุญแจควรทำอย่างไร”
“อย่าให้ใครถือเ้า”
คำตอบนั้นทำให้เยว่หลันนิ่งไป
อย่าให้ใครถือเ้า
ชาติก่อน นางเคยยอมให้คนอื่นถือชีวิตนางไว้ทั้งหมด บิดา องค์ชายสาม ครอบครัว ความรัก ชื่อเสียง ทุกสิ่งกลายเป็มือที่ลากนางไปสู่ลานปะา
ชาตินี้ นางจะไม่เป็กุญแจในมือผู้ใด
ประตูวังปรากฏขึ้นในความมืด
กำแพงสูงสีแดงเข้มทอดยาวราวเืแห้งใต้แสงจันทร์ ทหารวังยืนเรียงแถวถือหอกยาว ไฟคบเพลิงส่องใบหน้าพวกเขาจนดูเหมือนหุ่นไม้ไร้อารมณ์
รถม้าวังที่มีเงาอวี้หรงมาถึงก่อนเล็กน้อย
เมื่อรถม้าดำของฉีหลิงอ๋องจอดตามหลัง ทหารหน้าประตูต่างหน้าเปลี่ยนสี แต่ไม่มีใครกล้าขวางนานนัก เพียงทำท่าจะสอบถาม หลี่เฟิงเหยียนก็โยนป้ายหยกสีดำออกไป
ป้ายหยกหมุนกลางอากาศ แล้วปักลงบนโต๊ะตรวจตราหน้าประตูอย่างเงียบกริบ
ไม้ทั้งโต๊ะแตกร้าวเป็เส้นบาง ๆ
หัวหน้าทหารวังหน้าซีด
“เปิดประตู” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว
ไม่มีคำอธิบายมากกว่านั้น
แต่พอแล้ว
ประตูวังเปิดออก
รถม้าทั้งสองคันเคลื่อนเข้าไปในวังอีกครั้ง
เสิ่นเยว่หลันมองเงากำแพงวังผ่านม่านสีดำ
ครั้งแรกที่เข้าวังวันนี้ นางมาในฐานะคุณหนูใหญ่ที่ถูกเรียกไปตรวจอาการ
ครั้งนี้ นางกลับมาในฐานะคนที่รู้ว่าตำหนักคุนหนิงมีกรงซ่อนอยู่หลังธูปขาว
และครั้งนี้ นางมีอ๋องปีศาจนั่งอยู่ตรงข้าม
น่าขันนัก
คนที่ถูกเรียกว่าปีศาจ กลับดูไว้ใจได้กว่าคนที่เรียกตนเองว่าผู้เมตตาทั้งวัง
รถม้าหยุดหน้าลานพิธีหงส์ทอง
ที่นี่ไม่ใช่ตำหนักรับรอง
ไม่ใช่ห้องสวดมนต์
แต่เป็ลานพิธีกลางวังหลังที่ปกติไม่เปิดใช้ยามกลางคืน รอบลานมีเสาหินสิบสองต้น แต่ละต้นสลักรูปหงส์ทองกางปีก บนพื้นมีวงแหวนอักขระสีทองวาดไว้ด้วยผงบางอย่างที่สะท้อนแสงไฟคล้ายเกล็ดโลหะ กลางลานมีแท่นหยกสูงครึ่งตัวคน บนแท่นวางกระถางธูปขาว ตะเกียงทอง และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เสิ่นเยว่หลันหยุดหายใจ
ตะปูหยกสีขาวสามเล่ม
แต่ละเล่มยาวเท่านิ้วมือ สลักลายหงส์ครึ่งปีกและดอกเหมยซ้อนกัน
ด้านหลังแท่น ฮองเฮายืนอยู่ในชุดพิธีสีทองเข้ม ใบหน้าของนางยังงดงามอ่อนโยน แต่ดวงตาเย็นกว่าตอนกลางวันหลายเท่า องค์ชายสาม หลี่จวินเฉิง ยืนอยู่ข้างนาง สวมชุดสีฟ้าเงิน ใบหน้าสงบนิ่ง ทว่าเมื่อเห็นฉีหลิงอ๋องก้าวลงจากรถม้าพร้อมเสิ่นเยว่หลัน แววตาของเขาก็เปลี่ยนไป
ไม่พอใจ
ระแวง
และบางอย่างคล้ายความหึงหวงที่เขาเองอาจไม่อยากยอมรับ
ฮองเฮาเป็ผู้เอ่ยก่อน
“ฉีหลิงอ๋องมาได้อย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนยืนเคียงข้างเยว่หลันในระยะที่ไม่ใกล้เกินพิธี แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนเห็นว่าเขาไม่ได้มาเพียงส่งคน
“ข้าได้ยินว่าวังหลังมีพิธีไสยเวทกลางดึก จึงมาตรวจดู”
คำตอบนั้นทำให้ขันทีและนางกำนัลรอบลานหน้าเปลี่ยนสี
ฮองเฮายิ้มบาง
“นี่เป็เพียงพิธีสวดแก้เคราะห์ให้คุณหนูทั้งสอง ไม่ใช่ไสยเวท”
หลี่เฟิงเหยียนมองตะปูหยกบนแท่น
“พิธีสวดแก้เคราะห์ไม่ใช้ตะปูผูกิญญา”
บรรยากาศทั้งลานเย็นลงทันที
หลี่จวินเฉิงก้าวออกมา
“ท่านอา อาจเข้าใจผิดแล้ว ตะปูหยกเหล่านี้เป็เพียงของพิธีโบราณของตำหนักคุนหนิง ใช้ตอกเคราะห์ร้ายออกจากดวงชะตา”
ท่านอา
คำเรียกนั้นทำให้เสิ่นเยว่หลันรู้สึกแปลกเล็กน้อย
ฉีหลิงอ๋องมีฐานะสูงกว่าองค์ชายสามในสายราชวงศ์จริง แต่หลี่จวินเฉิงไม่เคยเรียกเขาเช่นนี้ในชาติก่อนต่อหน้านาง
เพราะชาติก่อน นางไม่เคยยืนอยู่ใกล้ฉีหลิงอ๋องพอจะได้ยิน
หลี่เฟิงเหยียนมององค์ชายสามด้วยสายตาเ็า
“ถ้าจะโกหก อย่างน้อยเลือกคำที่เ้าเข้าใจ”
ใบหน้าของหลี่จวินเฉิงแข็งไปชั่ววูบ
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ เพื่อกลบความตึง
“เฟิงเหยียน เ้ายังคงพูดจาไม่ไว้หน้าคนเหมือนเดิม”
“ข้าไว้หน้าเฉพาะคนเป็” เขากล่าว “ไม่ใช่คนที่ยืมมือคนตายทำพิธี”
คราวนี้รอยยิ้มของฮองเฮาเกือบหลุดจริง ๆ
เสิ่นเยว่หลันยืนฟังอย่างสงบ แต่ในใจจดจำทุกปฏิกิริยาไว้
ฉีหลิงอ๋องกำลังบีบให้ฮองเฮาเปิดช่อง
ยิ่งเขาพูดตรง ฮองเฮายิ่งต้องรักษาหน้า ยิ่งรักษาหน้า นางยิ่งไม่อาจลงมือหยาบกลางลานต่อหน้าพยานมากมาย
นั่นคือโอกาสของเยว่หลัน
เงาอวี้หรงถูกพาลงจากรถม้าวังโดยชิงหลัว นางก้มหน้าคลุมผ้าบาง สีหน้าซีดและหวาดกลัวสมจริงอย่างยิ่ง แม้เยว่หลันจะรู้ว่านั่นเป็เพียงเงากระดาษ แต่เมื่อเห็นรูปลักษณ์อ่อนแอของอวี้หรง นางก็อดรู้สึกประหลาดไม่ได้
คนทั้งชีวิตอาจเป็เพียงภาพลวงของคนอื่น
แล้วตัวจริงของอวี้หรงอยู่ที่ใดกันแน่
ฮองเฮามองคุณหนูรองอยู่ครู่หนึ่ง
“อวี้หรง มานี่สิ”
เงาอวี้หรงตัวสั่นเล็กน้อย
“ข้ากลัว…”
เสียงนั้นดังพอดี
ฮองเฮายิ้มอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัว ข้าเพียงช่วยเ้าล้างเคราะห์”
นางกำนัลสองคนเดินเข้าไปใกล้เงาอวี้หรง
เสิ่นเยว่หลันก้าวขวางทันที
“น้องหญิงเพิ่งหมดสติจากเหตุในจวน ร่างกายยังอ่อนแรง หากพิธีต้องใช้เวลานาน หม่อมฉันขอให้เริ่มจากข้าก่อนเพคะ”
หลี่จวินเฉิงหันมามองนางทันที
ฮองเฮาเองก็หยุดนิ่งไปเล็กน้อย
พวกเขาไม่คิดว่านางจะเสนอตัวก่อน
เพราะพิธีนี้ตั้งใจใช้กับอวี้หรง
เยว่หลันรู้ดี
เพราะรู้ นางจึงพูด
เมื่อศัตรูอยากเดินหมากหนึ่ง นางก็จะทำให้หมากนั้นต้องเปิดเงื่อนไข
ฮองเฮายิ้ม “เ้าเพิ่งเจอเื่ในวังตอนกลางวัน ข้ายังไม่อยากให้เ้าฝืน”
“พระนางทรงเมตตาหม่อมฉันถึงเพียงนี้ หม่อมฉันย่อมซาบซึ้งเพคะ” เยว่หลันกล่าว “แต่ในฐานะพี่สาว ข้าควรรับเคราะห์ก่อนน้อง ไม่เช่นนั้นจะดูแลนางได้อย่างไร”
คำพูดนั้นสุภาพ อ่อนโยน และแทงตรง
หากฮองเฮายืนยันจะเริ่มจากอวี้หรง จะดูเหมือนนางจงใจเลือกคุณหนูรอง
หลี่จวินเฉิงมองเยว่หลัน ดวงตาลึกขึ้น
“เยว่หลัน เ้าไม่จำเป็ต้องแสดงความเข้มแข็งตลอดเวลา”
นางหันไปยิ้มให้เขา
“องค์ชายเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่ได้แสดงความเข้มแข็ง”
นางหยุดไปเล็กน้อย
“หม่อมฉันเพียงไม่อยากให้คนอื่นเลือกแทนข้าอีก”
คำว่า “อีก” ทำให้หลี่จวินเฉิงสะดุดอย่างชัดเจน
ฮองเฮามองคนทั้งสอง ก่อนยิ้มจาง ๆ
“ในเมื่อเ้าตั้งใจเช่นนั้น ก็ดี เริ่มจากคุณหนูใหญ่เสิ่นก่อน”
ชิงหลัวหน้าเปลี่ยนสี
หลี่เฟิงเหยียนมองเยว่หลันทันที
นางไม่หันไปมองเขา แต่รู้ว่าเขากำลังเตือนผ่านความเงียบ
อย่าให้เืตก
เยว่หลันก้าวไปยังแท่นพิธี
ทุกสายตามองนาง
ทุกย่างก้าวเหมือนเดินบนคมมีด
เมื่อถึงหน้าแท่นหยก กลิ่นธูปขาวลอยขึ้นมาจาง ๆ เสิ่นเยว่หลันกลั้นลมหายใจไว้ครึ่งหนึ่ง นางเห็นตะปูหยกทั้งสามวางเรียงกัน ตรงกลางมีถ้วยทองใบเล็กที่สะอาดเกินไป
สะอาดเหมือนรอเืหยดแรก
นักพรตหลวงผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาหลังเสาหิน เขาสวมชุดสีเทาขาว ใบหน้าผอมยาว ดวงตาลึกโหล ที่คอมีสร้อยลูกปัดกระดูกสีขาวเล็ก ๆ
ทันทีที่เขาปรากฏ หลี่เฟิงเหยียนก็ยกกระบี่ขึ้นเล็กน้อย
“อวิ๋นซาน” เขาเรียกชื่อคนผู้นั้นเสียงเย็น
นักพรตหลวงยิ้ม
“ไม่ได้พบกันนาน ฉีหลิงอ๋อง”
เสียงนั้นทำให้เยว่หลันรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
นี่ไม่ใช่นักพรตหลวงธรรมดา
นี่คือคนของสำนักผนึกิญญา
อวิ๋นซานมองเยว่หลันด้วยดวงตาเย็นและหิวโหย
“คุณหนูใหญ่เสิ่น เพียงวางมือบนแท่น แล้วกล่าวนามของท่าน พิธีจะล้างเคราะห์ให้เอง”
วางมือบนแท่น
หากแท่นซ่อนคมบางอย่างไว้ เืนางอาจตกทันที
เยว่หลันยิ้มบาง
“ข้าไม่คุ้นพิธีวังหลวง ขอถามก่อน วางมือแล้วต้องหลับตาหรือไม่”
“ต้องหลับตา”
“เหตุใด”
“เพื่อเปิดใจให้เทพหงส์ทองรับเคราะห์”
“หากเทพศักดิ์สิทธิ์จริง เหตุใดต้องรอให้ข้าหลับตา”
นักพรตหลวงชะงัก
รอบลานเงียบลง
หลี่เฟิงเหยียนเกือบยิ้ม แต่ไม่ยิ้ม
หลี่จวินเฉิงขมวดคิ้ว “เยว่หลัน นี่เป็พิธีของฮองเฮา เ้าไม่ควรถามมาก”
นางหันไปมองเขา
“ครั้งก่อนข้าไม่ถามมาก จึงเกือบดื่มชาพิษ ครั้งนี้หม่อมฉันขอถามสักหน่อยน่าจะไม่ผิดเพคะ”
ฮองเฮากล่าวเสียงนุ่ม “นางระวังตัวเพราะเพิ่งผ่านเื่ร้าย ปล่อยให้นางถามเถิด”
อวิ๋นซานก้มศีรษะ “หากคุณหนูใหญ่ไม่้าหลับตา ก็ลืมตาได้”
“ดี”
เยว่หลันวางมือเหนือแท่น แต่ไม่แตะ
“ต้องแตะหรือไม่”
อวิ๋นซานตอบ “ต้องแตะ”
“เหตุใด”
มุมปากของนักพรตหลวงกระตุกเล็กน้อย
เยว่หลันยิ้มสุภาพ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่คุ้นพิธี”
อวิ๋นซานเอ่ยเสียงต่ำ “เพื่อให้แท่นรับเคราะห์จากชีพจรของท่าน”
“ชีพจรอยู่ใต้ผิว หากไม่แตะย่อมรับไม่ได้?”
“ถูกต้อง”
“แล้วถ้าใช้ผ้าไหมรองเล่า”
คราวนี้สีหน้าของอวิ๋นซานเปลี่ยนไปจริง ๆ
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันที
แท่น้าผิวัั
หรือเื
“ไม่ได้” อวิ๋นซานกล่าว “พิธีจะไม่สมบูรณ์”
เยว่หลันถอนหายใจเบา ๆ
“เช่นนั้นพิธีนี้คงไม่เหมาะกับข้า”
ฮองเฮาเอ่ยขึ้น “เยว่หลัน เ้ากำลังทำให้เื่ง่ายกลายเป็ยาก”
เสิ่นเยว่หลันหันไปคำนับ
“หม่อมฉันเพียงรักษาชีวิตตนเองเพคะ หากเื่ง่ายต้องเริ่มจากให้ข้าแตะของที่ไม่รู้จักกลางดึกในลานพิธีที่มีตะปูผูกิญญา หม่อมฉันคงขอเลือกเื่ยาก”
ประโยคนั้นตกลงกลางลานเหมือนหินหนัก
หลี่เฟิงเหยียนก้าวออกมา
“พิธีนี้ผิดกฎ”
อวิ๋นซานหันไปมองเขา “ผิดกฎข้อใด”
“ข้อที่หนึ่ง ใช้ตะปูผูกิญญาโดยไม่มีตราจวนฉีหลิงรับรอง” เขากล่าว “ข้อที่สอง เรียกผู้ถือผนึกเข้าวังกลางดึกโดยไม่แจ้งหอประตูิญญา ข้อที่สาม ใช้ธูปขาวลวงิญญาในเขตวังหลังหลังยามไฮ่”
ทุกข้อที่เขาพูด ทำให้ใบหน้าฮองเฮาเย็นลงทีละน้อย
อวิ๋นซานหัวเราะเบา ๆ
“ฉีหลิงอ๋องพูดราวกับยังมีใครจำกฎเก่าเ่าั้ได้”
หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ข้าจำได้ก็พอ”
บรรยากาศตึงจนเหมือนคมดาบสองเล่มจ่อกันกลางอากาศ
ในจังหวะนั้น เงาอวี้หรงที่อยู่ด้านหลังเยว่หลันพลันสั่นไหวเล็กน้อย
เสิ่นเยว่หลันเห็นจากหางตา
ไม่ดีแล้ว
กลองหงส์ทองยังดังอยู่ไกล ๆ และธูปขาวบนแท่นเริ่มทำให้เงากระดาษไม่มั่นคง
ฮองเฮาเองก็เห็น
นางยิ้มบาง
“อวี้หรง เ้าหนาวหรือ”
เงาอวี้หรงตอบตามคำที่ฝังไว้
“ข้ากลัว…”
ฮองเฮาค่อย ๆ เดินลงจากที่ประทับ
“มาหาข้า”
เสิ่นเยว่หลันก้าวไปขวาง
“น้องหญิงยังอ่อนแรง”
ฮองเฮามองนาง
“เยว่หลัน เ้าเป็พี่สาวที่หวงน้องมากขึ้นกว่าที่ข้าคิด”
“หลังจากรู้ว่ามีคน้าใช้เืของนาง หม่อมฉันก็จำเป็ต้องหวงมากขึ้นเพคะ”
คราวนี้ฮองเฮาหยุดเดิน
รอยยิ้มของนางหายไปเล็กน้อย
หลี่จวินเฉิงก้าวเข้ามา “เยว่หลัน เ้าเข้าใจผิดแล้ว ไม่มีใคร้าเือวี้หรง”
“เช่นนั้นก็อย่าให้นางแตะแท่น” เยว่หลันตอบทันที
เขาพูดไม่ออกไปหนึ่งลมหายใจ
แค่นั้นก็เพียงพอ
หลี่เฟิงเหยียนวางมือบนด้ามกระบี่
อวิ๋นซานยกมือขึ้นช้า ๆ
ทันใดนั้น เสาหินหงส์ทั้งสิบสองต้นรอบลานพลันสว่างขึ้นพร้อมกัน
แสงสีทองไหลลงมาตามลายสลักบนพื้น กลายเป็วงแหวนขังทุกคนไว้กลางลาน
ชิงหลัวร้องขึ้น “คุณหนู!”
เงาอวี้หรงกระตุกอย่างแรง ผิวหน้าของนางเริ่มมีรอยแตกเหมือนกระดาษเปียกน้ำ
ฮองเฮามองภาพนั้น แล้วหัวเราะเบามาก
“เงากระดาษหรือ”
เสียงหัวเราะนั้นเย็นจนคนฟังขนลุก
เสิ่นเยว่หลันหัวใจเย็นวาบ
นางรู้แล้ว
ฮองเฮาไม่ได้เพิ่งจับได้
นางรู้ั้แ่แรก หรืออย่างน้อยก็เตรียมวงแหวนนี้ไว้เพื่อตรวจสอบ
“เ้าคิดว่าข้าจะจำภาชนะของตนเองไม่ได้หรือ” ฮองเฮากล่าวเสียงอ่อนโยน “เสิ่นเยว่หลัน เ้ายังเด็กเกินไป”
เงาอวี้หรงเริ่มสลาย
ชิงหลัวพยายามประคองไว้ แต่มือของนางทะลุผ่านร่างนั้นไปครึ่งหนึ่ง
อวิ๋นซานยิ้ม “ดีมาก เมื่อภาชนะปลอมแตก วงแหวนจะตามกลิ่นไปหาภาชนะจริง”
เสิ่นเยว่หลันหน้าเปลี่ยนสี
นี่คือกับดักซ้อนกับดัก
ฮองเฮาจงใจบีบให้พวกนางไม่กล้าพาอวี้หรงตัวจริงมา และเมื่อพวกนางใช้ตัวปลอม วงแหวนพิธีจะใช้เงากระดาษตามกลิ่นกลับไปหาตัวจริงในจวนเสิ่น
อวี้หรงตัวจริงยังอยู่ในห้องหิน
หากวงแหวนตามไปถึงนาง…
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกทันที
เสียงกระบี่สีดำกรีดอากาศดังราวฟ้าฉีก เขาฟันลงกลางวงแหวนสีทอง เส้นแสงแตกกระจายไปส่วนหนึ่ง แต่ไม่ดับทั้งหมด
“เฟิงเหยียน” ฮองเฮากล่าวเย็น ๆ “เ้าแน่ใจหรือว่าจะขัดพิธีของตำหนักคุนหนิงต่อหน้าพยานทั้งวัง”
หลี่เฟิงเหยียนตอบโดยไม่มองนาง
“ข้าขัดั้แ่ก้าวเข้ามาแล้ว”
เขาฟันอีกครั้ง
อวิ๋นซานยกมือขึ้น เส้นแสงสีทองกลายเป็โซ่พุ่งเข้าหาเขา ฉีหลิงอ๋องหมุนตัวหลบ กระบี่ดำตัดโซ่ขาดทีละเส้น แต่ทุกเส้นที่ขาดกลับงอกใหม่จากพื้นเร็วอย่างน่ากลัว
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันทีว่า หากปล่อยให้หลี่เฟิงเหยียนสู้กับพิธีเพียงคนเดียว เขาอาจถูกถ่วงไว้จนวงแหวนตามกลิ่นกลับจวนเสิ่นสำเร็จ
นางต้องทำบางอย่าง
หยกขาวของมารดาในอกสั่นขึ้น
เสียงของหลินหว่านชิงดังแ่เบา
“ตะปู…เล่มกลาง…”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองแท่นพิธีทันที
ตะปูหยกสามเล่มวางอยู่บนแท่น
เล่มกลางมีเส้นแสงสีทองเชื่อมกับวงแหวนรอบลานมากที่สุด
ถ้าทำลายมันได้ วงแหวนอาจสะดุด
แต่มันอยู่กลางแท่น
และแท่น้าเืของนาง
หากนางแตะผิด เือาจตก
หลี่จวินเฉิงเห็นสายตานาง เขาก้าวมาขวางทันที
“เยว่หลัน อย่าขยับ”
นางมองเขา
“องค์ชายกลัวข้าทำอะไรหรือเพคะ”
“ข้ากลัวเ้าทำร้ายตนเอง”
“ผิดแล้วเพคะ” นางกล่าวเสียงเย็น “ท่านกลัวข้าทำลายของของท่านต่างหาก”
ดวงตาของเขามืดลง
“เ้าคิดว่าข้าเป็ศัตรูของเ้าจริง ๆ หรือ”
คำถามนั้นน่าขันจนเยว่หลันเกือบหัวเราะ
“องค์ชายเพิ่งรู้หรือเพคะ”
สีหน้าของหลี่จวินเฉิงแข็งไป
เสิ่นเยว่หลันก้าวเลี่ยงเขา แต่เขาคว้าข้อมือนางไว้
คราวนี้นางไม่รอ
มีดสั้นในแขนเสื้อพลิกออกมาอย่างรวดเร็ว ปลายมีดจ่อที่หลังมือเขาโดยไม่ให้เืตนเองแตะอะไร
“ปล่อย”
หลี่จวินเฉิงมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เ้าเคยรักข้า”
คำนี้เหมือนลมหนาวพัดผ่านกระดูก
ทั้งลานที่เต็มไปด้วยเสียงต่อสู้เหมือนเงียบลงชั่ววูบ
เสิ่นเยว่หลันสบตาเขา
“ใช่” นางตอบ
แววตาของหลี่จวินเฉิงไหว
แต่ประโยคต่อมาของนางกลับเย็นยิ่งกว่าคมมีด
“และนั่นคือความผิดพลาดที่ทำให้ข้าตาย”
มือของเขาคลายออกทันที
เยว่หลันไม่เสียเวลา นางพุ่งไปที่แท่นพิธี ยกมีดสั้นขึ้น แต่ไม่ได้ฟันตะปูหยกโดยตรง นางฟันเทียนทองด้านข้างให้ล้มลง
เปลวไฟตกใส่ผงอักขระบนแท่น
พรึบ!
ไฟสีแดงลุกขึ้นชั่ววูบ
ตะปูหยกเล่มกลางสั่น
อวิ๋นซานร้องเสียงหลง “หยุดนาง!”
นางกำนัลสองคนพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ชิงหลัวที่อยู่ไม่ไกลคว้าถาดทองฟาดใส่คนหนึ่งเต็มแรง
“อย่าแตะคุณหนูของข้า!”
อีกคนหนึ่งเกือบถึงตัวเยว่หลัน แต่เงากระบี่สีดำผ่านอากาศมาตัดแขนเสื้อนางขาดพอดี นางกำนัลคนนั้นกรีดร้องถอยหลัง แม้ไม่ได้าเ็สาหัส แต่หน้าซีดจนล้มลงกับพื้น
หลี่เฟิงเหยียนยังต่อสู้กับโซ่แสง แต่สายตาของเขายังคงจับอยู่ที่เยว่หลัน
“อย่าแตะด้วยมือเปล่า!”
“ข้ารู้!”
เสิ่นเยว่หลันใช้ผ้าคลุมแขนเสื้อพันรอบปลายมีด แล้วงัดตะปูหยกเล่มกลางออกจากร่องแท่น
ตะปูเล่มนั้นไม่ยอมหลุดง่าย ๆ
มันสั่นแรง เหมือนมีบางสิ่งด้านในพยายามดูดมือของนางเข้าไปใกล้
เสียงของมารดาดังขึ้นอีกครั้ง
“ชื่อของเ้า…อย่าตอบ…”
ในหัวของเยว่หลัน เสียงประตูใต้สวนเหมยดังขึ้นจากระยะไกล
“เหมยโลหิต…”
มันเรียกนาง
ไม่ใช่ด้วยเสียง
แต่ด้วยความรู้สึกที่แทรกเข้ากระดูก
“เหมยโลหิต…”
นางกัดฟัน
ไม่ตอบ
ไม่ตอบ
ไม่ตอบ
นางงัดตะปูสุดแรง
ในจังหวะเดียวกัน หลี่เฟิงเหยียนตัดโซ่สีทองเส้นใหญ่ที่เชื่อมจากเสาหินต้นที่เจ็ด
แสงบนแท่นสะดุด
ตะปูหยกเล่มกลางหลุดออกมา
แกร๊ก!
วงแหวนสีทองรอบลานกระตุกอย่างรุนแรง
เงาอวี้หรงที่กำลังสลายอยู่ด้านหลังร้องออกมาด้วยเสียงจริงครั้งสุดท้าย
“พี่หญิง!”
จากนั้นเงากระดาษก็แตกเป็เศษสีดำจำนวนมาก ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนถูกไฟสีฟ้าของหลี่เฟิงเหยียนเผาจนสลาย
วงแหวนตามกลิ่นขาดลง
อวิ๋นซานกระอักเืสีดำออกมาทันที
ฮองเฮาหน้าเปลี่ยนสีเป็ครั้งแรก
เสิ่นเยว่หลันถือมีดที่เกี่ยวตะปูหยกไว้ผ่านผ้าหนา หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก แต่เืของนางยังไม่ตก
นางชนะ่หนึ่ง
เพียง่หนึ่งเท่านั้น
เพราะทันใดนั้น หลี่จวินเฉิงก็หัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะของเขาไม่ได้อ่อนโยนอีกต่อไป
มันเ็า
เหนื่อยล้า
และแปลกประหลาดราวคนที่ถอดหน้ากากออกเพียงครึ่งหนึ่ง
“เ้าเก่งขึ้นจริง ๆ เยว่หลัน”
เสิ่นเยว่หลันหันไปมองเขา
องค์ชายสามยืนอยู่ไม่ไกล มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ เมื่อเขาหยิบสิ่งหนึ่งออกมา แสงไฟทั้งลานสะท้อนประกายทองเย็นเยียบ
ปิ่นเหมยทองอีกครึ่งหนึ่ง
ลมหายใจของเสิ่นเยว่หลันหยุดชะงัก
บนปลายปิ่น มีเืสดหยดหนึ่งกำลังซึมอยู่
ไม่ใช่เืของนาง
ไม่ใช่เืของอวี้หรง
แต่เมื่อหยดเืนั้นตกลงบนพื้นลานพิธี เสียงประตูใต้สวนเหมยก็ดังขึ้นในหัวนางทันที
ครืน…
ไกลออกไปที่จวนเสิ่น ดินใต้ต้นเหมยสั่นอย่างรุนแรง
หลี่เฟิงเหยียนหันขวับไปทางองค์ชายสาม ดวงตาเย็นลงจนแทบไร้ความเป็มนุษย์
“หลี่จวินเฉิง วางมันลง”
หลี่จวินเฉิงมองเขา แล้วยิ้มบาง
“ท่านอา ท่านปกป้องนางมานานพอแล้ว”
ฮองเฮาไม่ได้ห้าม
นางเพียงยืนมองด้วยรอยยิ้มเย็น
เสิ่นเยว่หลันกำมีดในมือแน่น
ปิ่นครึ่งนั้นอยู่ตรงหน้าแล้ว
ของของมารดา
กุญแจของผนึก
หลักฐานของความตาย
และหมากสำคัญที่สุดขององค์ชายสาม
หลี่จวินเฉิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ขณะปิ่นในมือเริ่มสว่างสีแดง
“อยากได้หรือไม่ เยว่หลัน”
ดวงตาของเขาจ้องนาง
“ถ้าอยากได้ ก็ตามข้ามา”
พื้นใต้เท้าของเขาพลันเปิดเป็วงแหวนแสงสีทอง เขาถูกแสงนั้นกลืนลงไปครึ่งร่างเหมือนประตูเล็ก ๆ กำลังเปิดใต้ฝ่าเท้า
เสิ่นเยว่หลันก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฟิงเหยียนคว้าข้อมือนางไว้ทันที
“อย่าตาม!”
แต่องค์ชายสามยิ้ม
ครั้งนี้รอยยิ้มของเขาไม่เหลือความอ่อนโยนเดิมเลย
“ชาติก่อนเ้าตามข้ามาจนถึงลานปะา”
เขากล่าวเสียงเบา
“ชาตินี้ เ้ากล้าตามมาเอาความจริงหรือไม่”
เสิ่นเยว่หลันนิ่งค้าง
ทั้งลานเงียบลงเหมือนถูกความตายปิดปาก
หลี่จวินเฉิงรู้
เขารู้เื่ชาติก่อน
ก่อนที่ใครจะทันหยุด แสงสีทองก็กลืนร่างองค์ชายสามหายไปพร้อมปิ่นเหมยทองอีกครึ่งหนึ่ง
เหลือเพียงเืหยดเดียวบนพื้นลานพิธี
เืนั้นค่อย ๆ แผ่เป็รูปดอกเหมยสีแดง
และจากดอกเหมยเืนั้น มีเสียงของเสิ่นอวี้หรงตัวจริงดังขึ้นแ่เบาจากที่ไกลแสนไกล
“พี่หญิง…”
เสียงของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เขา…อยู่ในความทรงจำของข้า…”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนหัวใจตกลงไปในเหว
องค์ชายสามไม่ได้เพียงหนีไปพร้อมปิ่น
เขาเปิดทางเข้าสู่ความทรงจำชาติที่แล้วของอวี้หรง
และหากเขาชิงความทรงจำนั้นไปได้ เขาจะรู้ทุกอย่างที่อวี้หรงเห็น
รวมถึงความตายของนาง
รวมถึงความลับของการย้อนกลับมา
หลี่เฟิงเหยียนจับข้อมือนางแน่น
“เยว่หลัน มองข้า”
นางหันไปมองเขา ดวงตาสั่นไหวเป็ครั้งแรกในคืนนี้
“เขารู้”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเสียงต่ำ
“ใช่”
“เขารู้เื่ชาติก่อน”
“ตอนนี้รู้มากพอจะอันตรายแล้ว”
ฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ จากอีกฟากของลาน
“ฉีหลิงอ๋อง คุณหนูใหญ่เสิ่น คืนนี้พิธีคงจบเพียงเท่านี้ ข้าขอส่งแขก”
น้ำเสียงของนางกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง
ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ราวกับนางไม่ได้เกือบตอกิญญาคนลงแท่น
ราวกับองค์ชายสามไม่ได้หายไปพร้อมปิ่นเหมยทองต่อหน้าทุกคน
เสิ่นเยว่หลันมองนาง
ความโกรธในอกเย็นลงจนเกือบไร้ความรู้สึก
“ฮองเฮาเพคะ”
นางเอ่ยเสียงเรียบ
ฮองเฮามองตอบด้วยรอยยิ้ม
“ว่าอย่างไร”
เสิ่นเยว่หลันย่อกายคำนับอย่างงดงาม
“คืนนี้หม่อมฉันได้เรียนรู้อย่างหนึ่ง”
“อะไรหรือ”
เยว่หลันเงยหน้าขึ้น
ดวงตาของนางสงบ นิ่ง และคมราวคมมีดใต้หิมะ
“คนที่นั่งสูงที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะซ่อนความกลัวได้ดีที่สุดเพคะ”
รอยยิ้มของฮองเฮาแข็งไปเสี้ยวเดียว
แต่เสี้ยวนั้นก็พอแล้ว
เสิ่นเยว่หลันเห็นความกลัวในดวงตานางจริง ๆ
ฮองเฮากลัว
กลัวสิ่งที่กำลังตื่น
กลัวมารดาของนาง
กลัวเหมยโลหิต
และอาจกลัวชาติก่อนมากกว่าทุกคน
หลี่เฟิงเหยียนดึงเยว่หลันให้ถอยออกจากวงแหวนที่เริ่มจางลง
“กลับจวน”
“แต่อวี้หรง…”
“ถ้าเสียงนางส่งมาถึงเ้า แปลว่านางยังไม่ตาย” เขากล่าว “แต่ถ้าเ้าอยู่ที่นี่ต่อ เ้าจะไม่มีโอกาสช่วยนาง”
เสิ่นเยว่หลันกำตะปูหยกที่ห่อผ้าไว้แน่น
นางได้ของหนึ่งอย่างมา
เสียของหนึ่งอย่างไป
รู้ความลับเพิ่มหนึ่งชั้น
และศัตรูก็เปิดหน้ากากเพิ่มอีกครึ่งหนึ่ง
รถม้าสีดำของฉีหลิงอ๋องเคลื่อนออกจากวังหลวงก่อนฟ้าสาง
เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่ในรถ มือยังสั่นเล็กน้อยจากแรงกดของพิธี แต่ดวงตาไม่หลบหนีความจริงอีกต่อไป
องค์ชายสามรู้เื่ชาติก่อน
ฮองเฮากลัวเหมยโลหิต
อวี้หรงเห็นความตายของนาง
และปิ่นเหมยทองอีกครึ่งอยู่ในมือบุรุษที่เคยพานางไปสู่ลานปะา
นอกหน้าต่างวังหลวงค่อย ๆ ห่างออกไป
แต่ในหัวของนาง เสียงของหลี่จวินเฉิงยังคงก้องอยู่
“ชาติก่อนเ้าตามข้ามาจนถึงลานปะา”
เสิ่นเยว่หลันหลับตาลง
ครั้งก่อน นางตามเขาไปเพราะรัก
ครั้งนี้ หากต้องตามไปอีก…
นางจะตามไปเพื่อเอาทุกอย่างคืน
ทั้งปิ่น
ทั้งความจริง
ทั้งเืของตระกูลเสิ่น
และหนี้ชีวิตที่เขายังไม่ได้ชดใช้