ตอนพิเศษ ปิ่น lV
“แกกับพี่นะตอนนี้เป็นยังบ้าง”
ปิ่นเงยหน้าจากหนังสือเรียนที่กำลังคร่ำเคร่งอ่านช่วงใกล้สอบปลายภาคขึ้นมาสบตาคนถามซึ่งเป็นเพื่อนสนิท
กับพี่นะเหรอ….ปิ่นนึกย้อนกลับไปนับตั้งแต่เมื่อคราวหลังวันวาเลนไทน์
ความสัมพันธ์ของเธอกับรุ่นพี่ก็ไม่ต่างจากเดิม ในอาทิตย์หนึ่งจะมีอย่างน้อยสองครั้งที่เธอกับพี่นะจะไปตระเวนให้อาหารเหล่าหมาแมวในโรงเรียนหลังเลิกเรียนด้วยกัน
พี่นะยังคงใจดีและมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจอยู่เสมอเมื่อเธอถามเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
ปิ่นรู้จักและคุ้นเคยรุ่นพี่ของเธอมากขึ้นไปอีก เธอค้นพบนิสัยอย่างอื่นของรุ่นพี่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายอย่าง นอกจากพี่นะจะเป็นคนใจดีและรักสัตว์แล้ว รุ่นพี่คนนี้ยังเป็นคนธรรมะธัมโมอย่างไม่น่าเชื่ออีกด้วย ครั้งหนึ่งเธอเคยพูดถึงวิชาเรียนที่น่าเบื่ออย่างพระพุทธศาสนา พี่นะกลับเล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธประวัติได้อย่างยืดยาวมากกว่าในหนังสือเรียนเสียอีก
แม้จะดูเหมือนเป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมากแต่กลับจริงจังไม่ต่างจากผู้ใหญ่ และยังมีนิสัยตลกๆ อย่างเวลามีเรื่องที่ต้องคิดก็มักจะเหม่อลอยจนไม่ค่อยได้ยินสิ่งรอบข้างหรือที่คนอื่นกำลังพูดคุยด้วย
เรื่องนี้ทำปิ่นแอบขำทุกครั้งเมื่อคุยกันอยู่แล้วรุ่นพี่ก็หลุดเหม่อเงียบไปเฉยๆ
ถ้าไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองปิ่นคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่พี่นะสนิทสนมที่สุดแล้ว... เช้าวันหนึ่งในช่วงอาหารเช้าพ่อของปิ่นก็เอ่ยเรื่องสำคัญที่เธอไม่ได้ยินมาหลายปีขึ้นมาอีกครั้ง
“เดือนหน้าพ่อจะได้ย้ายอีกแล้วล่ะ”
“คราวนี้ย้ายไปที่ไหนคะ”ปิ่นชะงัก รู้สึกใจหายแต่ปากก็ยังสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
“กรุงเทพฯน่ะ พ่อขอโทษนะที่พาลูกตะลอนย้ายโรงเรียนไปทั่วแบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันจำเป็นนี่คะ”
ปิ่นนึกถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมห้องที่สนิทกันมาก แม้จะรู้สึกใจหายและเสียดายชีวิตในโรงเรียนที่กำลังสนุกสนาน แต่เธอก็เข้าใจถึงความจำเป็นในอาชีพและหน้าที่การงานของบิดา ถึงอย่างไรครอบครัวของเธอก็มีกันเพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น หลังเลิกเรียนในตอนเย็นวันนั้นปิ่นก็แวะไปให้อาหารแมวและหมาในโรงเรียนกับรุ่นพี่ตามกิจวัตรที่ทำเป็นประจำในช่วงหลัง
“น้องปิ่นมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”
“หนูต้องย้ายโรงเรียนค่ะ”
“หือ ใกล้สอบปลายภาคแล้วนี่ จะย้ายช่วงนี้เหรอ”
“พ่อรอให้สอบเสร็จก่อนค่ะ พ่อจะย้ายที่ทำงานไปก่อนแล้วหนูค่อยย้ายโรงเรียนตามหลังสอบเสร็จ”ปิ่นตอบด้วยน้ำเสียงหงอยๆแม้จะทำใจได้บ้างแล้วแต่ก็รู้สึกใจหายอยู่ดีเมื่อนึกถึงเวลาที่จะต้องลาจากเพื่อนสนิท….และรุ่นพี่ที่เธอชอบ
“ย้ายไปจังหวัดไหน”พี่นะถามต่อ
“กรุงเทพฯค่ะ ที่กองปราบฯ ”
“กรุงเทพฯเหรอ งั้นก็อาจได้เจอพี่ที่กรุงเทพฯสิ ถ้าพี่ไปเรียนที่นั่น”
ปิ่นตาโตด้วยความแปลกใจกึ่งยินดี
“พี่นะไม่ได้จะไปเรียนวิศวะที่... เหรอคะ”เธอจำได้ว่ารุ่นพี่เอนทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดไปแล้วและยังไปสอบสัมภาษณ์มาแล้วนี่นา
“อ๋อพี่เปลี่ยนใจแล้วน่ะ ว่าจะหาที่เรียนในกรุงเทพฯนั่นละ มีเรื่องที่จะต้องทำที่นั่นเยอะเลย”
หรือว่าการต้องย้ายตามพ่อเข้ากรุงเทพฯคราวนี้จะเป็นเรื่องดีกันนะ
“ป่ะ กลับกันเถอะ”
“ค่ะ” ปิ่นยิ้มรับคำรุ่นพี่ก่อนจะเดินตามอีกฝ่ายไป
ถ้าเธอได้เจอกับพี่นะที่กรุงเทพฯคงจะดี... ปิ่นบอกซีและนิดถึงเรื่องที่จะต้องย้ายโรงเรียนหลังจบชั้นมอสี่ เพื่อนสนิททั้งคู่ต่างก็บ่นเสียดายที่พวกเธอจะไม่ได้เรียนด้วยกันอีกในชั้นมอห้ามอหกหลังจากสัญญากันไว้ว่าจะเขียนจดหมายหากันไม่ขาดแล้วเพื่อนทั้งคู่ก็วกเข้ามาสอบถามถึงเรื่องของเธอกับรุ่นพี่
อาจเพราะทั้งกลุ่มมีแต่ปิ่นที่เปิดเผยว่ามีคนที่ชอบอย่างจริงจังอยู่คนเดียว ดังนั้นเรื่องความรักของเธอจึงกลายเป็นภารกิจหลักที่เพื่อนในกลุ่มพากันช่วยกันผลักดันและให้กำลังใจเต็มที่
ปิ่นเล่าถึงความสนิทสนมที่เพิ่มขึ้นมากกับรุ่นพี่
“ทำไม เหมือนพี่นะจะเห็นแกเป็นน้องสาวยังไงไม่รู้อ่ะ”ซีให้ความเห็น
“ละครหลายเรื่องนางเอกก็มาแนวน้องสาวตั้งเยอะ ก็ยังเห็นเป็นนางเอกได้เลย”นิดแย้งอย่างคนดูละครและการ์ตูนมามากที่สุดในกลุ่ม
จากที่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ ปิ่นก็รู้ดีว่าพี่นะยังมองเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่ง
แต่เธอก็หวังว่าในอนาคตเขาจะหันมามองเธออย่างผู้หญิงคนหนึ่งบ้าง..
“เอางี้สิ วันเกิดที่จะถึงก็ชวนพี่นะมาด้วยสิ”ซีออกความคิดเห็นถึงเรื่องงานวันเกิดของปิ่นที่กำลังจะมาถึง
“ดีเลย น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนเนอะ พี่นะอยู่กะแกมากๆ ต้องหวั่นไหวบ้างล่ะ”นิดรับลูก
เมื่อถึงคราวไปให้อาหารหมาแมวด้วยกันในคราวถัดมาปิ่นจึงชวนรุ่นพี่ไปงานวันเกิดของเธอที่จะจัดที่บ้านในต้นเดือนหน้า
อาทิตย์ถัดมาจู่ๆ ทางโรงเรียนก็ออกประกาศว่าจะจัดระเบียบเหล่าหมาแมวในโรงเรียน
เรื่องนี้ทำปิ่นร้อนใจในตอนแรก เพราะสำหรับเธอนอกจากจะเอ็นดูเจ้าพวกสี่ขาในโรงเรียนแล้ว การได้ใช้เวลากับเจ้าตูบเจ้าเหมียวในโรงเรียนพร้อมกับพี่นะก็เป็นช่วงเวลาที่เธอหวงแหน
แต่เธอก็ไม่ต้องกังวลเมื่อเห็นพี่นะเริ่มตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านฯขึ้นภายในโรงเรียนทันทีหลังจากวันที่ทางโรงเรียนออกประกาศเห็นรุ่นพี่เริ่มตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านทางโรงเรียน ปิ่นก็ขออาสามาช่วยพี่นะด้วยพร้อมกับนิดและซีที่ตามมาอย่างพร้อมหน้า
“ต้องมาช่วยเพื่อนทำคะแนนหน่อย ดูโน่นสิคู่แข่งปิ่นตรึมเลย”นิดกล่าวพร้อมกับบุ้ยปากไปทางโต๊ะลงรายชื่ออีกสามโต๊ะที่อยู่ไม่ห่าง
เป็นเพราะเรื่องนี้จึงทำให้ปิ่นรู้ว่าพี่นะของเธอนั้นเป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิงขนาดไหน
นอกจากบีน่าห้องสามแล้ว ยังมีสาวสวยอีกหลายคนของโรงเรียนเป็นคนรับหน้าที่ประจำโต๊ะลงรายชื่อ และยังมีอีกหลายคนอยู่แถวทางเดินหน้าโต๊ะที่คอยเชิญชวนคนเข้ามาลงชื่อคัดค้านด้วย
เรื่องนี้ทำให้ปิ่นหวั่นไหวไม่น้อย
เช้าวันเกิดอายุครบสิบหกปี
ปิ่นตื่นตั้งแต่เช้าออกมาเดินเล่นรอบๆ บ้านพักที่เธอกับพ่อย้ายมาอาศัยอยู่กว่าสี่ปี เดินเล่นสำรวจรอบเขตบ้านพักตำรวจไปเรื่อยเปื่อยเพราะคงไม่ได้เดินเล่นแถวนี้อีกหลังจากย้ายไป ไหว้ทักทายลูกน้องของพ่อที่รู้จักสองสามคน ก่อนเดินกลับบ้านเพราะเริ่มจะสายแล้ว วันนี้ปิ่นนัดกับเพื่อนไว้ตอนสาย แต่คิดว่ากว่าจะมาครบทุกคนคงราวๆ เที่ยง
แต่กลายเป็นว่าพี่นะเป็นคนที่มาถึงคนแรก แถมยังมาเจอตอนที่เธอนั่งใจลอยนับกลีบดอกไม้เล่นอีกด้วย ดีที่เขาไม่รู้ว่าตอนนั้นเธอกำลังคิดอะไร
“สวัสดีจ้ะ อ่ะนี้ สุขสันต์วันเกิด”
วันเกิดปีนี้เธอได้ตุ๊กตาหมีตัวโตเป็นของขวัญวันเกิดจากพี่นะ
ปกติแล้วทุกปีในวันเกิด ปิ่นจะมีเพียงพ่อที่ซื้อเค้กวันเกิดมากินกันสองคนเท่านั้น แต่ปีนี้งานวันเกิดที่บ้านมีเพื่อนจากโรงเรียนเก่าและเพื่อนที่ห้องมากันถึงหกคน เมื่อรวมกับพี่นะและพ่อวันเกิดปีนี้ของเธอก็มีคนมากที่สุดนับตั้งแต่จำได้
หลังจากงานเลี้ยงวันเกิดเริ่มขึ้น ร้องเพลง เป่าเทียน ตัดเค้กแบ่งกันเสร็จเรียบร้อย ต่างก็พากันจัดอาหารฟาสต์ฟู้ดที่พ่อของเธอซื้อมาใส่จาน เปิดเครื่องดื่มน้ำอัดลมใส่แก้วแจกจ่ายกันไป
ก่อนจะกินไปพูดคุยหยอกล้อกันไปอย่างรื่นเริง และช่วยกันแกะของขวัญที่เธอได้รับในวันนี้
หัวข้อที่ยกมาล้อเจ้าของวันเกิดก็หนีไม่พ้นเรื่องรุ่นพี่แขกคนสำคัญที่มาในงานวันเกิดวันนี้
ของขวัญวันเกิดที่พ่อซื้อให้เธอวันนี้คือโทรศัพท์มือถือราคาแพง ปิ่นรู้ว่าพ่อคงกังวลเรื่องที่เธอต้องย้ายจากเพื่อนใหม่ที่สนิทสนมกันมากอย่างซีและนิด จึงได้ซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยอย่างโทรศัพท์มือถือให้เธอไว้ใช้ติดต่อกับเพื่อนหากต้องย้ายโรงเรียนจากกันไป สิ่งที่เป็นที่สนใจที่สุดในงานวันเกิดเธอวันนี้คงเป็นพี่นะ รองลงมาจึงเป็นตุ๊กตาหมีตัวโตของเขา
กระทั่งพ่อก็ให้ความสนใจรุ่นพี่ของเธอขณะนั่งฟังเพื่อนคุยกันปิ่นก็มองผ่านหน้าต่างออกไปที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้านที่ตอนนี้พ่อของเธอกำลังนั่งคุยกับพี่นะอยู่
พ่อของเธอดูคนเก่งตามความเชี่ยวชาญของอาชีพ
ปิ่นรู้ว่าพ่อต้องชอบพี่นะ ไม่อย่างนั้นคงจะไม่คุยกับรุ่นพี่ของเธอได้นานสองนานหรอก
ขนาดเธอยังชอบเลย...
ของขวัญวันเกิดที่รุ่นพี่มอบให้ในวันนี้นอกจากตุ๊กตาหมีแล้ว ยังมีเรื่องความหวังที่เธออาจจะได้เรียนคณะเดียวกับเขาในอนาคตด้วย
อาทิตย์ต่อมาเป็นช่วงสอบปลายภาค
สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือสอบจึงไม่ได้แวะไปหาพี่นะเลยนับตั้งแต่วันเกิด ดังนั้นพอสอบเสร็จเรียบร้อยปิ่นจึงปรึกษากับกลุ่มเพื่อนว่าจะทำอะไรกันดีในช่วงเวลาสุดท้ายในโรงเรียนนี้ดีโดยเฉพาะวันปัจฉิมนิเทศของรุ่นพี่มอหก!!
กลุ่มเพื่อนของปิ่นตกลงว่าจะพากันเลี้ยงส่ง หลังจากพูดคุยถึงเรื่องการนัดแนะเพื่อนเธอที่อยู่โรงเรียนสตรีให้มางานด้วยกันเสร็จ เพื่อนสนิทของปิ่นก็พากันวกมาถึงเรื่องความรักของเธออีกเช่นเคย
“ปิ่นวันปัจฉิมแกอย่าลืมขอกระดุมเสื้อเม็ดที่สองของพี่นะด้วยล่ะ”นิดที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่งของเธอยังคงมีคำแนะนำใหม่ๆมาเสมอ“ทำไมล่ะ”ปิ่นกับซีถามขึ้นพร้อมกัน
นิดบอกเล่าความเป็นมาที่โรแมนติกของการขอกระดุมเม็ดที่สองในวันจบการศึกษาจากรุ่นพี่ พร้อมกับนำหลักฐานอ้างอิงเป็นการ์ตูนเล่มเดียวจบที่อยู่กระเป๋าสองเล่มออกมาให้ดู ซึ่งทั้งสองเล่มต่างก็ล้วนมีฉากที่นางเอกไปขอกระดุมรุ่นพี่ที่เป็นพระเอกในวันเรียนจบกันทั้งนั้น
เพราะว่ากระดุมเม็ดที่สองเป็นเม็ดที่อยู่ใกล้หัวใจที่สุดเหรอ...
ถึงวันปัจฉิมนิเทศในคาบโฮมรูม
หลังจากบอกลาเพื่อนร่วมชั้นเสร็จปิ่นก็ชวนเพื่อนสนิทไปเป็นเพื่อนเพื่อไปขอกระดุมเสื้อของพี่นะด้วยกันทันที
แต่พอไปถึงห้องพี่นะ เพื่อนของรุ่นพี่ที่ยังเหลืออยู่บนห้องก็บอกว่าวันนี้ห้องของพวกเขามีแข่งฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศอยู่ที่สนามกีฬาหน้าโรงเรียน ทำให้ปิ่นกับเพื่อนลงจากอาคารเรียนตรงไปสนามฟุตบอล
เดินไปถึงข้างสนามปิ่นมองไปเห็นรุ่นพี่ที่เป็นเป้าหมายนั่งอยู่กลางสแตนเชียร์ท่ามกลางเพื่อนร่วมชั้นจึงไม่ได้เข้าไปหาอีกอย่างรุ่นพี่ของเธอยังใส่ชุดนักฟุตบอลอยู่ซึ่งมันไม่มีกระดุมอย่างที่เธออยากได้มาเก็บไว้
แต่ไหนๆก็มาถึงข้างสนามแล้วปิ่นจึงชวนเพื่อนสนิททั้งสองนั่งเชียร์ทีมฟุตบอลห้องของรุ่นพี่ด้วยกัน
ก่อนหมดเวลาครึ่งแรกเมื่อเห็นรุ่นพี่ขวัญใจกำลังจะลงสนาม ปิ่นกับเพื่อนสนิทจึงส่งเสียงเชียร์เสียงดังพร้อมกับโบกมือให้กำลังใจ เพราะทีมของห้องพี่นะโดนฝ่ายตรงข้ามนำอยู่ สองประตูต่อหนึ่ง ลงสนามไปไม่ถึงสิบนาทีรุ่นพี่ของเธอก็ส่งบอลให้เพื่อนสนิทอย่างพี่เต้หลุดเดี่ยวเข้าไปทำประตู ทำให้ปิ่นกับเพื่อนสนิทก็ต้องส่งเสียงเฮอย่างดีใจไปด้วย
หลังจากนั้นก็หมดเวลาในครึ่งแรก
“ปิ่น ๆ ๆ แย่แล้วดูบีน่าห้องสามคู่แข่งแกสิ”นิดกระตุกแขนเสื้อปิ่นให้ดูรุ่นพี่ที่กำลังเดินออกนอกสนามขณะพักครึ่งเวลา
ปิ่นเองก็มองเห็นภาพสาวลูกครึ่งดาวโรงเรียนยื่นผ้าเช็ดหน้าให้พี่นะเหมือนกันกับเพื่อนสนิท
“โห คู่แข่งปิ่นออกตัวแรงอ่ะ”เสียงจากซีเพื่อนสนิทอีกคนวิจารณ์
ปิ่นใจแป้วลงไปไม่น้อยกับภาพที่เห็น
แต่เธอก็ใจชื้นอยู่บ้างที่รุ่นพี่ของเธอไม่ได้มีท่าทางอะไรพิเศษกับผ้าเช็ดหน้าที่ได้รับจากสาวสวยดาวโรงเรียนคนนั้น
เกมฟุตบอลในครึ่งหลังเริ่มขึ้นปิ่นกับเพื่อนก็ยังนั่งเชียร์กันต่ออยู่ข้างสนาม
ปิ่นสะดุดตากับคนภายนอกคู่หนึ่งที่เดินผ่านหน้าที่นั่งของพวกเธอไปทางมุมสแตนเชียร์อีกด้านหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่มาดูฟุตบอลที่กำลังแข่งขันกันอยู่ในสนามขณะนี้
“เอ๊ะ! นั่นพี่สาวพี่นะนี่นา”ปิ่นอุทาน
“คนสวยๆ คนนั้นน่ะเหรอ”
“ใช่”
“งั้นก็เข้าไปทำคะแนนสิแก”
นิดกับซีพร้อมใจกันผลักดันเพื่อนสนิทให้ลุกออกจากที่นั่งเพื่อไปทำคะแนนกับพี่สาวของรุ่นพี่ที่เพื่อนสาวชื่นชอบ
ได้แรงหนุนจากกลุ่มเพื่อนปิ่นจึงฮึดขึ้นมา ลุกขึ้นเดินตรงไปหาแขกของโรงเรียนที่คงมางานปัจฉิมนิเทศเพื่อดูฟุตบอลคู่สำคัญที่น้องชายลงแข่งในวันนี้
“สวัสดีค่ะ จำหนูได้ไหมคะ ที่เจอกันที่โรงหนังตอนพวกหนูไปดูหนังกับพี่นะน่ะค่ะ”ปิ่นยกมือไหว้ กล่าวทักทายพร้อมแนะนำตัวกับคนทั้งคู่
“อ้อ! น้องกระปุกดาวน่ะเอง สวัสดีจ้ะ”
ปิ่นยิ้มกว้างเมื่อรู้ว่าพี่สาวของพี่นะรู้จักกระปุกดาวในขวดโหลที่เธอพับให้รุ่นพี่ แสดงว่าอีกฝ่ายต้องเคยเห็นหรือเคยได้ยินจากน้องชายมาก่อน
“พี่มาดูพี่นะแข่งฟุตบอลหรือคะ”ปิ่นสอบถามชวนคุย
“ว่าจะมาดูงานปัจฉิมน่ะ เพิ่งรู้ว่าเจ้านั่นลงแข่งฟุตบอลด้วย”พี่สาวพี่นะตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปทางน้องชายที่กำลังยืนปักหลักชี้นิ้วสั่งเพื่อนร่วมทีมที่กลางสนาม
ปิ่นทักทายพี่สาวของรุ่นพี่กับแฟนหนุ่มได้เพียงไม่นานก็มีรุ่นพี่สาวสวยเพื่อนร่วมห้องของพี่นะเข้ามาร่วมวงสนทนาเพิ่มอีก
“สวัสดีค่ะพี่นันมาดูนะเตะบอลหรือคะ”
“อ้าว สวัสดีจ้ะน้องส้ม”พี่สาวพี่นะทักทายคนมาใหม่
หลังจากนั้นพี่สาวของรุ่นพี่ที่เธอชอบยังกวักมือเรียกคนมาเพิ่มอีก
“น้องบีน่า ๆ ทางนี้จ้า”
จากนั้นพี่สาวของพี่นะก็ชวนทุกคนนั่งลงเชียร์น้องชายที่ข้างสนามด้วยกัน จนที่นั่งสแตนเชียร์มุมสนามตรงนี้มีคนนั่งอยู่ห้าคน ประกอบไปด้วย พี่สาวพี่นะกับแฟน เพื่อนร่วมห้องพี่นะ และบีน่าห้องสาม
“ทำไมกรรมการเป่าฟาวล์ตลอดเลยล่ะตอนน้องชายพี่เตะบอลโด่งไปข้างหน้า”
พี่สาวพี่นะเห็นน้องชายเตะบอลโด่งไปข้างหน้า 5-6 ครั้ง แต่ก็ถูกกรรมการเป่านกหวีดฟาวล์ไปกว่าครึ่งจึงบ่นอย่างไม่พอใจก่อนหันมาถามเธอ
ปิ่นจึงกระตือรือร้นที่จะอธิบายให้พี่สาวของรุ่นพี่ที่ชอบฟังเกี่ยวกับเรื่องกฎการล้ำหน้าให้คนที่ไม่เข้าใจกติกาฟุตบอลได้เข้าใจ
ในสนามฟุตบอลตอนนี้การเล่นของพี่นะทำให้เธอแปลกใจแกมชื่นชมเป็นอย่างมากตอนรุ่นพี่เป็นสตาฟนักกีฬาให้ทีมตะกร้อพวกเธอ ส่วนใหญ่พี่นะจะนั่งให้กำลังใจอยู่ข้างสนามซ้อมหรือไม่ก็ซื้อขนมและน้ำมาให้เท่านั้น ไม่เคยได้ลงมาช่วยพวกเธอซ้อมอย่างสตาฟคนอื่นจนเธอนึกว่ารุ่นพี่ที่เธอชอบจะไม่เก่งกีฬาเสียอีก
การเล่นในสนามของรุ่นพี่ให้นึกเทียบการยืนตำแหน่งกับทีมอาร์เซนอลที่เธอกับรุ่นพี่เชียร์แต่ก็นึกไม่ออกเพราะไม่มีคนเล่นในสไตล์ใกล้เคียง เล่นเป็นผู้บัญชาการเกมแต่ยืนในตำแหน่งกองกลางตัวรับ เคลื่อนที่น้อยแต่สามารถควบคุมเกมได้อยู่หมัดด้วยลูกส่งทั้งระยะใกล้และระยะไกล
ทั้งการสั่งการเพื่อนร่วมทีมในสนามกับตอนโยนบอลยาวไปให้กองหน้าได้อย่างแม่นยำก็ทำได้เท่สุดๆ
ปิ่นอธิบายถึงความยอดเยี่ยมในสนามของรุ่นพี่ให้กองเชียร์เฉพาะกิจที่อยู่รอบๆ ฟังอย่างปลื้มใจ ตัวเธอเคยดูทีมฟุตบอลของโรงเรียนจึงรู้ว่าฝ่ายทีมคู่แข่งของรุ่นพี่ล้วนแต่มีสมาชิกของทีมเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนกว่าครึ่ง โดยเฉพาะนักเตะเบอร์ 5 ทีมโรงเรียนคนนั้น นักเรียนหญิงในโรงเรียนกว่าครึ่งต่างเคยตามกรี๊ดตามเชียร์ทั้งนั้น
แต่พี่นะกลับเล่นได้โดดเด่นกว่าและยังเป็นฝ่ายครองเกมอย่างเบ็ดเสร็จจัดการทีมคู่แข่งได้อย่างอยู่หมัด
เชียร์กันอย่างลุ้นระทึกและสนุกสนานจนจบเกม ห้องของพี่นะก็พลิกกลับมาชนะได้ในที่สุด
หลังจบเกมพี่สาวพี่นะทักทายน้องชาย และอยู่คุยอีกครู่หนึ่งก็บอกลาจากไปโดยไม่ได้สนใจจะอยู่รอดูงานปัจฉิมนิเทศที่จะจัดขึ้นในหอประชุมโรงเรียน
ปิ่นกลับไปสมทบกับเพื่อนสนิทก่อนจะชวนกันเข้าไปดูการแสดงของรุ่นพี่ในหอประชุมต่อ
หลังจากพักเที่ยงก็ออกจากหอประชุมมาถ่ายรูปโรงเรียนในมุมต่างๆ กับเพื่อนสนิทไว้เป็นที่ระลึกครั้งสุดท้าย ก่อนจะรีบกลับไปดักรอขอกระดุมเสื้อกับรุ่นพี่อีกรอบ เพราะงานในหอประชุมช่วงเช้าเธอเห็นพี่นะกลับมาใส่ชุดนักเรียนแล้ว
“พี่นะคะ พี่นะคะ”ปิ่นเรียกรุ่นพี่อย่างดีใจที่เจอว่าเขายังถ่ายรูปเล่นกับพี่เต้เพื่อนสนิทอยู่ที่โต๊ะประจำไม่ได้เตร่ไปที่อื่นให้ต้องเดินหา“ยังไม่กลับกันเหรอ” เสียงพี่เต้กล่าวทัก
“เดี๋ยวจะกลับแล้วค่ะ พวกเราว่าจะไปเลี้ยงส่งปิ่นด้วย”ซีตอบคำถาม
พี่นะหันมาหันมาทางเธอพร้อมกับกล่าวอวยพร
“ขอให้โชคดีนะน้องปิ่น”
ยิ้มรับคำอวยพรจากรุ่นพี่ที่เธอปลื้มพร้อมกับบอกถึงจุดประสงค์ที่มาหาเขา
“เอ่อ...พี่นะคะ หนูขอกระดุมเสื้อเม็ดที่สองได้ไหมคะ” เธอจะเอามาเก็บไว้เป็นที่ระลึกในกระเป๋าสตางค์รวมกับรูปสติ๊กเกอร์ที่เคยถ่ายด้วยกัน
“ได้สิ ”
ปิ่นมองรุ่นพี่แกะกระดุมเสื้อนักเรียนเม็ดที่สองจากด้านบนออกมาส่งให้อย่างดีใจ
“อ่ะ”พี่นะส่งกระดุมให้เธอพร้อมรอยยิ้ม
หลังจากนั้นปิ่นกับเพื่อนสนิทก็ขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกกับรุ่นพี่ทั้งสองคน
มองเห็นเสื้อนักเรียนของพี่นะมีคนขีดเขียนไว้ไม่น้อย ปิ่นนึกขึ้นได้จึงขอเขียนเสื้อรุ่นพี่บ้าง รุ่นพี่ก็อนุญาตทันที
เธอเปิดกระเป๋าหยิบปากกาออกมาเตรียมเขียนทันทีเมื่อพี่นะหันด้านหลังที่ยังไม่ค่อยมีคนเขียนเยอะเท่าด้านหน้ามาให้
ด้านหลังเสื้อของพี่นะมีคนเขียนประโยคต่างๆ พร้อมลงชื่อกำกับอยู่ตรงมุมนั้นมุมหลายประโยค
แต่ที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นรูปวาดรูปหัวใจขนาดประมาณฝ่ามือที่เขียนจากปากกาเมจิกสีส้มโดดเด่นอยู่ตรงกึ่งกลางหลัง
เมื่อเห็นหัวใจดวงสีส้ม สัญชาตญาณของผู้หญิงก็ทำให้ปิ่นนึกไปถึงรุ่นพี่ชื่อส้มที่เธอได้คุยด้วยตอนเชียร์กับพี่สาวของพี่นะทันที
มือไวกว่าความคิด ปิ่นวาดรูปหัวใจอีกดวงที่ใหญ่กว่าครอบทับหัวใจสีส้มอยู่ตรงกลางทันทีส่งผลให้มีรูปหัวใจดวงใหญ่จากปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินและหัวใจดวงเล็กจากปากกาเมจิกสีส้มซ้อนกันสองหัวใจที่หลังเสื้อของณรัชต์
ปิ่นยังเห็นที่มุมไหล่ด้านขวาของพี่นะมีคนหนึ่งเขียนคำหนึ่งไว้อย่างสะดุดตาว่า
“คนนี้เพื่อนฉันจองแล้ว” บี
เห็นอย่างนั้นปิ่นจึงอดไม่ได้เขียนอีกประโยคหนึ่งไว้ด้านล่างใกล้ๆ เป็นคำว่า
“หนูจองก่อน” เขียนไปหน้าแดงไปจนไม่กล้าลงชื่อไว้แบบอีกฝ่าย แต่เมื่อนึกถึงโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งได้มาจากพ่อที่ให้เป็นของขวัญวันเกิดปิ่นจึงกลั้นใจเขียนเบอร์โทรศัพท์มือถือไว้แทนชื่อ
ก็เธอเป็นคนแรกที่เคยสารรักพี่นะก่อนใครเลยนี่นา พี่นะเคยบอกเธอในครั้งหนึ่งตอนให้อาหารแมวด้วยกันเธอจำได้
งั้นเธอก็ต้องจองก่อนสิ.. หลังจากบอกลารุ่นพี่ที่เป็นรักแรกไปแล้ว ปิ่นก็หันหน้ากลับมาหาเพื่อนคนสำคัญทั้งสองที่ทำให้ชีวิตวัยเรียนของเธอเรียกได้ว่ามีเพื่อนสนิทที่แท้จริงเป็นครั้งแรกได้คุยเรื่องการ์ตูน คุยเรื่องละคร คุยเรื่องแต่งตัว คุยเรื่องรุ่นพี่ที่ชอบ และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยกันกับเพื่อนสนิทนับเป็นช่วงเวลาที่เธอมีความสุขวันนี้เป็นวันสุดท้ายในโรงเรียนนี้แล้ว เธอจะให้เวลากับเพื่อนสนิททั้งสองให้คุ้มค่า
ปิ่นยื่นมือทั้งสองไปจับมือซ้ายของนิดและมือขวาของซีก่อนเดินไปด้วยกัน
พี่นะเคยบอกว่าจะเข้าไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ ปิ่นหวังว่าเธอจะได้เจอกับเขาอีกครั้ง
และเธอยังไม่ลืมสัญญาที่เขาเคยบอกไว้ในอีกสี่ปีข้างหน้า… ส่วนณรัชต์เจ้าของเสื้อก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าหลังเสื้อของตัวเองได้มีการขีดเขียนเกทับกันราวกับเห็นหลังเสื้อของตัวเขาเป็นฝาผนังห้องน้ำไปแล้ว…. --------------------------------------------------------------------------------------------