วารีสองพิภพ

    28. การมาของสหายลู่กับวายุผกผัน

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงหาทางส่งข่าวให้เฉินเสวี่ยหยางได้สำเร็จแต่พวกเขากลับถูกงูพิษจู่โจมจนได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่เสี่ยวม่านจะเข้ามาช่วยชีวิตไว้ได้ทันเหตุการณ์นั้นยิ่งทำให้หวงจิ้งเอินสงสัยในตัวนางมากขึ้นไปอีก ด้านเฉินเสวี่ยหยางซึ่งกำลังเตรียมเดินทางไปยังค่ายสรรพาวุธเขาได้รับการแจ้งจากสายข่าวว่าพบขบวนขนย้ายสิ่งของผ่านเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังตลาดมืดแม้จะเป็นไปได้มากว่าบนรถนั่นอาจจะเป็นอาวุธเถื่อน แต่เฉินเสวี่ยหยางไม่คิดว่าการพบเบาะแสเรื่องดังกล่าวจะง่ายดายถึงเพียงนั้นเขาตั้งข้อสงสัยว่านี่อาจเป็นแผนการของใครบางคนที่จงใจปล่อยข่าวออกมา และเฉินเสวี่ยหยางยังมั่นใจด้วยว่ามีคนบางกลุ่มไม่ต้องการให้เขาและหลินเพ่ยหนิงเดินทางไปถึงค่ายเขาจึงได้สั่งเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

            ..กึกกักๆ ๆ.. เสียงรถม้าสองคันเคลื่อนตัวออกจากจวนเจ้าเมืองไปยังทิศตะวันออก คันหนึ่งเป็นรถม้าคันเล็กขนาดสองล้อส่วนอีกคันเป็นแบบสี่ล้อเคลื่อน เฉินเสวี่ยหยางนั่งอยู่ในรถม้าคันแรกที่แขวนป้ายสกุลหลินตามมาด้วยหลินเพ่ยหนิงที่นั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่ซึ่งแขวนป้ายสกุลเฉินโดยมีหูจิงทำหน้าที่คนรถและมีลั่วชีชีนั่งอยู่ด้านข้างตามมาด้วยสององครักษ์ขี่ม้าประกบซ้ายขวาไม่ห่างจากรถม้าทั้งสองคัน อีกทั้งมีรถขนสัมภาระตามมาเป็นลำดับที่สามรั้งท้ายด้วยคนรับใช้ที่ขี่ม้าตามมาอีกหลายสิบคนเพื่อคอยดูแลรับใช้หลินเพ่ยหนิงและเฉินเสวี่ยหยางตามคำสั่งของเจ้าเมืองหลิน

    เฟยฉี : “ เพราะได้ท่านหลี่รถม้าของเจ้าเมืองน้อยถึงได้เสร็จเร็วมิหนำซ้ำยังใหญ่โตหรูหราสมเกียรติและฐานะแขกคนสำคัญ แต่ว่าข้าไม่เข้าใจเหตุใดองค์หญิงถึงไม่นั่งไปกับเจ้าเมืองน้อยล่ะ เอารถม้ามาอีกคันทำไม?แถมยังสลับกันนั่งอีก ”

    เฟยหมิง : “ เพราะคิดเหมือนกันกระมัง ”

    เฟยฉี : “ หือ! ”

    เฟยหมิง : “ ต่างฝ่ายต่างอยากให้อีกฝ่ายนึงนั่งสบาย ๆ แต่เจ้าเมืองน้อยของเราฉลาดและเป็นสุภาพบุรุษท่านเลยชิงเข้าไปนั่งในรถม้าขององค์หญิง องค์หญิงไม่มีทางเลือก เลยต้องเข้าไปนั่งบนรถม้าอีกคัน”

    เฟยฉี : “ อ๋อ.. ”

    เฟยหมิง : “ ไว้เจ้ามีภรรยาเมื่อไหร่ เจ้าก็จะรู้เอง ดู ๆไปแล้ว นางก็สนใจเจ้าอยู่ไม่น้อยเลยนี่ ”

    เฟยฉี : “ ใครจะมีภรรยา ข้าไม่ได้บอกสักหน่อยว่าจะมียังไงลั่วลั่วคงไม่ชอบข้าหรอก มีแต่เจ้านั่นแหละ อย่าให้ข้ารู้นะว่าแอบมีโดยที่ข้าไม่รู้น่ะ”

    เฟยหมิง : “ เมื่อกี้นี้ ข้าพูดถึงแม่นางลั่วเมื่อใดกันอาฉี เจ้าเนี่ยมีอะไรในใจ คนเข้ารู้กันหมด ”

    เฟยฉี : “ อ้าวเหรอ! นี่ข้า.. พูดแบบนั้นออกไปเหรอ”

    ลั่วชีชี : “ พวกเจ้าสองคนซุบซิบอะไรกัน? ”

    เฟยฉี : “ เปล่า.. นกตัวนั้นสวยดีน่ะ ”

    เฟยหมิง : “ ฮึ แถไปเรื่อย ”

    เฟยหมิงขันในท่าทีกลบเกลื่อนของเฟยฉี

    ลั่วชีชี : “ น้าหู ท่านว่าองค์หญิงจะนั่งสบายไหมปกติแล้วองค์หญิงจะติดรถม้าคันเดิม ไม่เคยนั่งคันอื่นขนาดท่านเจ้าเมืองสั่งทำรถม้าคันใหม่ให้ องค์หญิงยังไม่เคยนำออกมาใช้เลย ”

    หูจิง : “ คงจะรู้สึกแปลกอยู่บ้าง เพราะคันใหญ่และนั่งคนเดียวแต่นั่นก็เพราะองค์หญิงชอบอะไรที่เรียบง่าย ช่างเป็นแบบอย่างให้กับชาวหนานจิ้ง”

    เฉินเสวี่ยหยางอ่านตำราอยู่ในรถม้าและได้ฟังสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันแต่ยังคงนั่งนิ่งอย่างสุขุม ส่วนหลินเพ่ยหนิงรู้สึกเกร็งอยู่นิด ๆ เพราะในรถม้าที่โออ่าซึ่งมีทั้งที่นั่งกว้างขวางราวกับเตียงและยังมีโต๊ะวางน้ำชาอยู่ด้านข้างหากแต่กลับมีเพียงนางที่นั่งอยู่ลำพัง เมื่อรถเคลื่อนตัวมาได้สักพัก ..ฮี่.. จู่ ๆ ม้าสองตัวที่ทำหน้าที่ลากจูงรถม้าของเฉินเสวี่ยหยางกลับมีท่าทางผิดปกติเหมือนกับว่าพวกมันถูกวางยาไม่มีผิด และเฉินเสวี่ยหยางที่เพลิดเพลินอยู่กับการอ่านตำราก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่อยู่ต่ำลงไปมันคือการเคลื่อนตัวของสลักล้อที่ค่อย ๆ ขยับออกทีละนิด ในขณะที่รถม้าวิ่งขึ้นเนิน

    คนรถ : “ เฮ้ย! นี่มันอะไรกันอ่ะ?”

    เฟยหมิง : “ อาฉีรู้สึกไหมว่ารถม้าของเจ้าเมืองน้อยมันวิ่งแปลก ๆ ”

    เฟยฉี : “ เจ้าหมายถึงคันไหน?  คันที่เจ้าเมืองน้อยนั่งเป็นรถม้าขององค์หญิงแต่คันที่องค์หญิงนั่งเป็นของเจ้าเมืองน้อยนะ ”

    เฟยหมิง : “ ก็นั่นยังไงเล่า ”

    เฟยฉี : “ หือ! จริงด้วย เจ้าเมืองน้อยขอรับ”

    เฟยฉีตะโกนเรียกเฉินเสวี่ยหยางทันที

    เฟยหมิง : “ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวองค์หญิงจะตกใจเจ้าเมืองน้อยคงรู้ตัวแล้วล่ะ ”

    ..กุบกับ ๆ ๆ.. รถม้าเริ่มวิ่งเร็วขึ้น เฟยหมิงและเฟยฉีรีบควบม้าตามประกบแต่แล้วกลับต้องถอยร่นเพราะไม่อาจเข้าไปตีคู่กับรถม้าได้ เนื่องจากรถม้ากำลังวิ่งลงเนินอีกทั้งข้างหน้ายังเป็นทางโค้งที่แคบและด้านข้างคือหน้าผาการจะหยุดรถม้านั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก

    เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ”

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ เจ้าเมืองน้อย อาหมิงทำไมข้างในถึงเงียบนักล่ะ? ”

    เฟยหมิง : “ อาฉี เจ้าไปอารักขาองค์หญิงส่วนข้าจะตามเจ้าเมืองน้อยไปเอง ”

    และเมื่อลั่วชีชีสังเกตเห็น

    ลั่วชีชี : “ เกิดอะไรขึ้นน่ะ ทำไมสองคนนั้นดูท่าทางแปลก ๆ”

    หูจิงมองดูรถม้าของเฉินเสวี่ยหยางที่วิ่งอยู่เบื้องหน้าก็พลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในขณะที่เฟิงอี้ยืนมองพวกเขาอยู่บนหน้าผาสูง ส่วนคนรถของเฉินเสวี่ยหยางนั้น

    คนรถ : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ รถม้ามีปัญหาตอนนี้หยุดรถไม่ได้ขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ บังคับรถต่อไป ”

    คนรถ : “ ขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยางถอดถุงมือผ้าออกแล้วใช้มือแตะที่ผนังรถม้าก่อนจะปล่อยกระแสพลังบังคับสลักล้อไม่ให้หลุดออกมาด้านหลินเพ่ยหนิงเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลก ๆ และรถม้าของนางก็เริ่มชะลอความเร็ว..“ เกิดอะไรขึ้น?”..นางนึกสงสัยในใจจึงได้แง้มผ้าม่านบังประตูก็พบว่ารถม้าของเฉินเสวี่ยหยางทิ้งระยะห่างออกไป

    ลั่วชีชี : “ องค์หญิง เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้เจ้าค่ะรถม้าของเจ้าเมืองน้อย.. ”

    ลั่วชีชีไม่ทันได้พูดจนจบ เฟยฉีได้ควบม้ามาตีคู่รถม้าของหลินเพ่ยหนิงก่อนที่รถม้าของนางจะค่อย ๆ หยุดลง

    เฟยฉี : “ องค์หญิง เชิญหยุดพักสักครู่เถิดขอรับ ”

    เฟยฉีพยายามเบนความสนใจของหลินเพ่ยหนิงเพราะไม่ต้องการให้นางรับรู้เหตุการณ์อันน่าตระหนกที่เกิดขึ้น แต่ทว่า

    หลินเพ่ยหนิง : “ ให้เฟยฉีและคนที่เหลือรออยู่ที่นี่น้าหู ” (ภาษามือ)

    หูจิง : “ ขอรับ ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ ตาม ” (ภาษามือ)

    หูจิง : “ ขอรับ ”

    หลินเพ่ยหนิงหันมาสื่อสารกับหูจิงด้วยท่าทางสุขุมนางดูไม่ตระหนกเลยแม้แต่น้อย แล้วหูจิงก็บอกต่อคำสั่งขององค์หญิงต่อเฟยฉี

    หูจิง : “ องค์หญิงบอกว่าจะตามเจ้าเมืองน้อยไป เจ้ารออยู่ที่นี่ชีชี เจ้าก็ด้วย ”

    เฟยฉี : “ ขอรับองค์หญิง ”

    ลั่วชีชี : “ เจ้าค่ะ ”

    เฟยฉีและลั่วชีชีหันไปรับคำสั่งหลินเพ่ยหนิง

    ลั่วชีชี : “ องค์หญิง ระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ”

    แน่นอนว่าเฟยฉีไม่อาจปิดบังหลินเพ่ยหนิง แต่ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของนางเพราะการที่รถม้าจะวิ่งตามกันบนทางลาด รังแต่จะก่อให้เกิดอันตราย เมื่อหลินเพ่ยหนิงและหูจิงก้าวขึ้นบนหลังม้า

    เฟยฉี : “ สมกับเป็นชายาน้อย ปิดบังไม่ได้เลยจริง ๆ แต่ว่าจะดีเหรอลั่วลั่วที่ปล่อยให้องค์หญิงไปน่ะ?”

    ลั่วชีชี : “ วางใจได้ องค์หญิงของข้าขี่ม้าเก่งมากตอนเด็ก ๆ อดีตเจ้าเมืองเคยพาองค์หญิงไปขี่ม้าเล่นบ่อย ๆ น่ะ ”

    ..ย้ะ!..

    ..กุบกับ ๆ ๆ..หลินเพ่ยหนิงและหูจิงที่ควบม้าตามรถม้าของเฉินเสวี่ยหยาง โดยเฟิงอี้ยืนกอดอกเพื่อรอดูสถานการณ์แต่สถานการณ์ในรถม้านั้น เฉินเสวี่ยหยางยังคงมีท่าทีเรียบเฉยผิดจากคนรถที่พยายามคุมบังเหียนเพื่อบังคับรถม้าขณะที่ม้าสองตัวยังคงพยศ ..ฮี่....กึกกัก ๆ ๆ..

    เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ”

    เสียงเฟยหมิงตะโกนเรียกผู้เป็นนายอย่างวิตกตามมาด้วยเสียงคนรถที่ตะโกนบอกเฉินเสวี่ยหยางถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

    คนรถ : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับ ข้างหน้าเป็นทางโค้ง รถม้าชะลอความเร็วไม่ได้ท่านกระโดดออกจากรถไปก่อนเถิดขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ต้อง บังคับม้าของเจ้าต่อไป”

    คนรถ : “ เอ่อ.. ขอรับ ”

    ส่วนหลินเพ่ยหนิงนั้น .. “ การวิ่งบนทางลาดที่ด้านหน้าเป็นทางโค้งด้วยความเร็วขนาดนี้หากยังชะลอความเร็วไม่ได้ รถจะเหวี่ยงตัวจนพลิกคว่ำและตกลงไปในเหว ”.. หลินเพ่ยหนิงประเมินสถานการณ์ในขณะที่ควบม้าตามอยู่ไม่ห่าง แต่ทว่าทางข้างหน้ากลับมีหลุมที่ดูคล้ายฝีมือคนหากรถม้าตกหลุมนั่น รถก็จะควบคุมไม่ได้และพลิกคว่ำตกเหวไปในที่สุด นางจึงรีบควบม้าแซงหน้าเฟยหมิงและในสถานการณ์ตึงเครียดกลับมีคนผู้หนึ่งใช้พลังเปลี่ยนผิวดินที่เคยเป็นหลุมให้กลายเป็นพื้นผิวเรียบรถม้าจึงวิ่งผ่านไปได้ แต่นั่นทำให้เฟิงอี้รู้สึกถึงบางอย่าง .. “ นั่นมัน! ”.. เมื่อรถม้าวิ่งมาใกล้ถึงทางโค้งจู่ ๆ ก็ปรากฏว่าม้าที่มีหลินเพ่ยหนิงนั่งคุมบังเหียนอยู่ได้มายืนดักหน้ารถม้าของเฉินเสวี่ยหยางทำให้ม้าลากจูงและคนรถตกใจ ..ฮี่..

    คนรถ : “ องค์หญิง ”

    ม้าทั้งสองตัวยกสองเท้าขึ้นด้วยอาการตื่นกลัวแล้วรถม้าก็หยุดอย่างกะทันหันจนเฉินเสวี่ยหยางต้องใช้มือยันผนังรถม้าไว้ ..กุบกับๆ ๆ.. เมื่อเฟยหมิงควบม้ามาถึง เขารีบหยุดและกระโดดลงมาจากหลังม้าอย่างเร็ว

    เฟยหมิง : “ เจ้าเมืองน้อย ปลอดภัยไหมขอรับ? ”

    ชายผ้าสีขาวที่สะบัดตามฝีเท้าที่ก้าวเดินออกจากประตูเป็นดั่งคำตอบให้กับเฟยหมิง เฉินเสวี่ยหยางยังคงท่าทีสุขุมและร่างกายไร้รอยขีดข่วน

    เฟยหมิง : “ โล่งอกไปที ”

    แต่เขาเดินลงจากรถม้าและตรงไปหาหลินเพ่ยหนิงด้วยแววตากังวลจากนั้น เขาก็สวมกอดนาง ..สวบ!..

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ห้ามเจ้าทำอะไรแบบนี้อีก ”

    หลินเพ่ยหนิงตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ เขาก็เข้ามากอดนางแต่ด้วยเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อและเข้าใจในความห่วงใยที่เขามีเมื่อเขาค่อย ๆ ผละออกจากนาง นางจึงยิ้มรับแววตาที่ห่วงใยของเขา

    เฟยหมิง : “ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น? ”

    ..เช้ง!..

    เฟยหมิง : “ นี่เจ้า! คุมรถม้ายังไงเกือบทำให้เจ้าเมืองน้อยมีอันตรายแล้ว รู้ตัวหรือไม่? ”

    เฟยหมิงหันไปชักกระบี่จี้คอคนรถพลางเค้นถามทำให้คนรถถึงกับทรุดลงไปนั่งด้วยอาการหวาดกลัว ทั้งยังยกมือขึ้นไหว้

    คนรถ : “ เอ่อ.. โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วยเถิดขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ใช่ความผิดเขา ”

    เมื่อได้ยินดังนั้นเฟยหมิงจึงได้ลดกระบี่ลงและเก็บเข้าฝักเช่นเดิม

    คนรถ : “ ท่านองครักษ์ข้าน้อยจะเอาความกล้าที่ไหนไปทำอะไรแบบนั้น จู่ ๆ ม้าก็ควบคุมไม่ได้น่ะขอรับ ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ช่างเถอะ รีบเดินทางกันต่อเดี๋ยวจะค่ำเสียก่อน ”

    เฟยหมิง : “ แล้วคนรถนี่ล่ะขอรับ? ”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ปล่อยไป ”

    เฟยหมิง : “ ขอรับ ”

    คนรถ : “ ขอบพระคุณขอรับเจ้าเมืองน้อย ขอบพระคุณขอรับ ”

    คนรถทั้งก้มศีรษะคำนับและกล่าวขอบคุณเฉินเสวี่ยหยางด้วยท่าทางดีใจปนโล่งใจเพราะพ้นผิดหาไม่แล้วคงไม่พ้นโทษตายเป็นแน่

    หูจิง : “ รถม้านี่คงใช้ไม่ได้แล้ว เจ้ากลับไปที่จวน นำคนมาลากกลับไป”

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ตรวจดูม้าสองตัวนี้ด้วยว่าก่อนหน้านี้พวกมันกินอะไรเข้าไป ”

    คนรถ : “ ขอรับ ”

    แล้วเฉินเสวี่ยหยางก็อุ้มหลินเพ่ยหนิงขึ้นไปนั่งบนหลังม้าโดยที่เขาขึ้นนั่งคุมบังเหียนอยู่ด้านหลังของนาง ท่ามกลางสายตาเฟยหมิงและหูจิงส่วนทางด้านของเฟิงอี้นั้นได้วิ่งตามหาคนผู้หนึ่งไปทั่ว ทั้งยังตะโกนเรียกอย่างไร้ทิศทาง

    เฟิงอี้ : “ สหายลู่.. เจ้าอยู่ที่ไหนข้ารู้นะว่าเป็นเจ้าน่ะ กล้าดียังไงมาหลอกข้า แถมยังทำให้พี่สาวกับภูเขาน้ำแข็งต้องลำบากออกตามหาเจ้าโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้นะ ”

    เงียบ

    เฟิงอี้ : “ ลู่หย่งเจิ้งเจ้าทึ่มซื่อบื้อ เจ้าได้ยินที่ข้าพูดไหมข้าบอกให้เจ้าออกมาไง อย่าให้ข้าต้องใช้ไม้แข็งกับเจ้านะ ”

    เสียงตะโกนเรียกพลางตำหนิติติงดังก้องกังวานไปทั่วทว่าไร้วี่แววของลู่หย่งเจิ้ง สหายลู่ที่เขาตามหา

    เฟิงอี้ : “ ไม่ยอมออกมาใช่ไหม ”

    เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นเพื่อเรียกพลัง แล้วก้อนเมฆบนท้องฟ้าก็เคลื่อนตัวเร็วผิดปกติสายลมพัดกระโชกแรงจนต้นไม้โอนเอน กิ่งไม้หักร่วงหล่นลงมา ฝูงนกแตกฮือด้วยความตื่นตระหนกท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีแล้วก็เกิดพายุหมุนดึงดูดเอาฝุ่นละออง กิ่งไม้ใบไม้กับต้นไม้ที่ถอนรากได้ลอยเข้าไปในศูนย์กลางพายุและหางพายุนั้นก็พัดพาเศษเสี้ยวพลังไปหากลุ่มคนที่กำลังเดินทางกันอยู่ ทำให้เฉินเสวี่ยหยางที่ขี่ม้าอยู่กับหลินเพ่ยหนิงต้องยกแขนขึ้นบังลมให้กับนางคนทั้งสองใกล้กันจนปลายจมูกของเขาแทบจะสัมผัสแก้มอันนวลเนียนของนาง

    เฟยหมิง : “ ลมอะไรกัน? ”

    เฟยหมิงบ่นพึมพำตามมาด้วยรอยยิ้มมุมปากของชายปริศนาที่ดูเหมือนต้องการหลบซ่อนตัวตนจากสหาย และที่ตำหนักเทพอาวุโสบนสวรรค์

    เว่ยหลิงเทียน : “เด็กคนนั้นหงุดหงิดอยู่เรอะ? ”

    ต้วนจิวเมิ่ง : “ ก็คงจะใช่ ไม่รู้ไปได้นิสัยเยี่ยงนี้มาจากที่ใด”

    ต้วนจิวเมิ่งแกล้งพูดแซะเว่ยหลิงเทียนหลังจากที่รับรู้พลังวายุผกผันของเฟิงอี้ และพากันมองดูกระจกส่องภพพลางตะโกนบอกวายุเทพ

    เว่ยหลิงเทียน : “ เฟิงอี้ พอได้แล้ว ”

    เฟิงอี้ : “ ท่านปู่ ”

    เว่ยหลิงเทียน : “ หากเขาพร้อมที่จะเจอถึงเวลาเจ้าก็จะได้พบเขาเองนั่นแหละ ”

    เพียงได้ยินเสียงห้ามปรามลอยมากับสายลม ลมพายุก็ค่อยๆ สงบลง

    เฟิงอี้ : “ หึ! ซ่อนได้ซ่อนไป ไว้ข้าเจอเจ้าเมื่อไหร่จะเอาคืนกับเจ้าเสียให้เข็ด ”

    ถ้อยคำบ่นพึมพำไม่ต่างจากเด็กที่กำลังหงุดหงิด จากนั้นเฟิงอี้ก็เดินหายลับไปเสียดื้อๆ ส่วนเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงนั้นขี่ม้ากลับมายังจุดเดิมที่เฟยฉี ลั่วชีชีและบรรดาคนรับใช้พากันยืนรออยู่โดยมีเฟยหมิงและหูจิงตามมาไม่ห่าง ..กุบกับ ๆ..

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อย องค์หญิง ปลอดภัยนะขอรับ? ”

    เฟยฉีเอ่ยถามขณะที่เฉินเสวี่ยหยางก้าวลงจากหลังม้าและยื่นสองมือไปอุ้มหลินเพ่ยหนิงลงมายืนเคียงคู่กันแล้วนางก็พยักหน้าตอบเฟยฉี

    ลั่วชีชี : “ องค์หญิง ท่านกลับมาแล้ว ดีจริงที่พวกท่านปลอดภัย”

    เฉินเสวี่ยหยาง : " เดินทางต่อเถิด "

    ลั่วชีชีเข้าไปสัมผัสเนื้อตัวของหลินเพ่ยหนิงเพื่อดูให้ชัดว่านางปลอดภัยดีจากนั้นพวกเขาก็เดินทางกันต่อโดยเฉินเสวี่ยหยางและหลินเพ่ยหนิงนั่งอยู่บนรถม้าคันเดียวกันแล้วรถม้าคันใหญ่ขนาดสี่ล้อก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไป หูจิงยังคงมีหน้าที่เป็นคนรถและลั่วชีชีนั่งอยู่ด้านข้างเช่นเดิม..กึกกัก ๆ ๆ..

    เฟยฉี : “ ต้องอย่างนี้สิมาด้วยกันเสียแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ”

    เฟยหมิง : “ มัวบ่นอะไรของเจ้า ไปได้แล้ว ”

    แล้วสององครักษ์ตามด้วยรถขนสัมภาระและบรรดาคนรับใช้ก็ขี่ม้าตามหลัง..กึกกัก ๆ ๆ.. ทั้งสองนั่งอยู่ข้างกันด้วยท่าทางเก้อเขิน เฉินเสวี่ยหยางไม่อยากให้นางรู้สึกอึดอัดจึงได้หยิบตำราขึ้นมาอ่าน เมื่อรถเคลื่อนตัวมาได้สักระยะ ในขณะที่กำลังอ่านตำราอยู่เพลินๆ ..ปึก!.. หลินเพ่ยหนิงหลับและฟุบลงที่ไหล่ของเขา.. “ ท่าทางคงจะเหนื่อย ไหนว่าติดรถม้า ”..เฉินเสวี่ยหยางมองดูหลินเพ่ยหนิงหลับด้วยความเอ็นดูพลางอมยิ้มด้วยสายตาที่อ่อนโยน..กึก ๆ.. แม้แต่ยามที่ล้อรถกระแทกกับก้อนหิน เขาก็รีบใช้แขนข้างหนึ่งโอบนางไว้เพื่อไม่ให้นางตื่นขึ้นมา

    หูจิง : “ ขออภัยขอรับ แถวนี้มีแต่ก้อนหิน ”

    เมื่อเห็นว่านางยังหลับอยู่เฉินเสวี่ยหยางจึงไม่ได้ตอบอะไรน่าแปลกนักที่รถม้าอันกว้างขวางพอให้นางนอนหลับได้สบายและเขาก็ไม่ต้องนั่งอยู่แบบนั้นจนเมื่อยแขนทว่าเขากลับไม่อยากปลุกนางและอยากที่จะนั่งอยู่แบบนั้นมากกว่า

     

    หมู่บ้านหัว

    “ นางฟื้นแล้ว ”

    เพียงแค่หวงจิ้งเอินได้ยินประโยคนั้นจากเสี่ยวม่านเขาก็ตรงไปยังห้องพักของอู๋ฉงฉง และเห็นนางนั่งพิงหลังกับหัวเตียง ..สวบ!..หวงจิ้งเอินปรี่เข้าไปกอดนางโดยไม่ทันคิดว่าเสี่ยวม่านก็ยืนอยู่ด้วย

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง เจ้าฟื้นแล้ว ”

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง ข้าหายใจไม่ออกเจ้ากอดข้าแน่นเกินไปแล้ว ”

    หวงจิ้งเอิน : “ อ๋อ! โทษที ”

    เสี่ยวม่าน : “ งั้นข้าจะไปดูยาที่ต้มไว้เสียหน่อย ”

    อู๋ฉงฉง : “ ขอบใจนะเสี่ยวม่าน ”

    เสี่ยวม่านรู้ความจึงปลีกตัวออกไปจากห้องและในห้องที่มีเพียงคนสองคน หวงจิ้งเอินซึ่งนั่งลงที่ขอบเตียง

    หวงจิ้งเอิน : “ เจ้ายังเจ็บแผลอยู่หรือไม่? ”

    อู๋ฉงฉง : “ เจ็บสิ เดิมทีแผลข้าเล็กนิดเดียว แต่เจ้ากลับทำให้มันกลายเป็นแผลมีดบาดเสียได้”

    หวงจิ้งเอิน : “ ข้าขอโทษข้าแค่คิดว่าจะทำยังไงให้พิษออกมาได้มากที่สุด ลืมนึกไปเลยว่าภายหลังเจ้าคงจะเจ็บ งั้นเดี๋ยวข้าทายาให้นะ”

    ว่าพลาง หวงจิ้งเอินก็หยิบยาจากโต๊ะด้านข้างขึ้นมาวางบนเตียงใครเลยจะรู้ว่าคุณชายหวงผู้สะอาดสะอ้านและมีท่าทางเป็นผู้ดีจะยกขาสตรีมาพาดที่ตักของตนแล้วบรรจงแกะผ้าพันแผลอย่างเบามือเพื่อทายาให้กับอู๋ฉงฉงนางมองดูชายผู้ที่คุ้นเคยกันมาสิบกว่าปีด้วยไม่อยากเชื่อสายตาว่าคุณชายหวงจะกล้าทำเช่นนี้หลังจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแววตาเป็นความสุขใจที่มีเขาดูแลอยู่ข้าง ๆ เมื่อทายาเสร็จหวงจิ้งเอินได้เปลี่ยนผ้าพันแผลให้นางแล้วก็เอ่ยถาม

    หวงจิ้งเอิน : “ เป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม? ”

    อู๋ฉงฉง : “ เพิ่งทาไปเอง ยายังไม่ทันออกฤทธิ์เลย ”

    หวงจิ้งเอิน : “ จริงด้วย แล้วนี่หิวรึเปล่า? ”

    อู๋ฉงฉง : “ นี่แหละที่อยากให้ถาม ข้าหิวมากหิวจนจะกินควายได้ทั้งตัวอยู่แล้ว ”

    หวงจิ้งเอิน : “ งั้นรอเดี๋ยว ”

    หวงจิ้งเอินหายไปได้สักพักก็กลับเข้ามาพร้อมถ้วยข้าวต้มที่ดูเหมือนจะเตรียมไว้เพื่อรอให้นางฟื้น

    อู๋ฉงฉง : “ ทำไมเร็วจังนี่ไม่ใช่ของที่เหลือจากเมื่อวานหรอกใช่ไหม? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ใช่ที่ไหนเสี่ยวม่านบอกว่าไม่กี่ชั่วยามเจ้าก็จะฟื้น ข้าเลยเตรียมไว้ให้รู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องหิวน่ะ ลองชิมดูว่าอร่อยไหม ”

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวงรู้ใจข้าที่สุด งั้นข้าจะกินละนะ ”

    ..ซวบ!.

    อู๋ฉงฉง : “ หืม.. อร่อย ”

    หวงจิ้งเอิน : “ งั้นก็กินให้หมด ”

    ไม่ทันไร ข้าวต้มก็เหลือแต่ถ้วยเปล่า แล้วเสี่ยวม่านก็เดินเข้ามาพร้อมกับถาดใส่ยาที่ถืออยู่ในมือ

    เสี่ยวม่าน : “ ยามาแล้ว ”

    อู๋ฉงฉง : “ ขอบใจนะเสี่ยวม่าน รบกวนเจ้าแล้ว ”

    เสี่ยวม่าน : “ ไม่เป็นไร ไหน ๆ ข้าก็ไม่มีอะไรทำ ระวังนะมันร้อน ”

    หวงจิ้งเอินรับถ้วยยาไปเป่า ก่อนจะส่งให้อู๋ฉงฉงดื่ม

    อู๋ฉงฉง : “ อื้อหืม! ยาอะไรเนี่ยทำไมมันขมอย่างนี้ ”

    เสี่ยวม่าน : “ ขมสิดี โบราณว่าไว้ หวานเป็นลมขมเป็นยายิ่งขมมากแปลว่าเป็นยาดี ”

    เมื่ออู๋ฉงฉงกระดกยาจนหมดหวงจิ้งเอินก็รินน้ำชาส่งให้นางพร้อมกับถือโอกาสซักไซ้เสี่ยวม่าน

    หวงจิ้งเอิน : “ จริงสิ เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่าไม่มีอะไรทำ ”

    เสี่ยวม่าน : “ ใช่ ถ้าอยู่ที่นี่ นอกจากรักษาชาวบ้านแล้วอย่างอื่นข้าก็ไม่มีอะไรทำเพราะพ่อบุญธรรมให้ชาวบ้านที่นี่ทำหมดแล้ว ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ก็แปลว่าตอนนี้เจ้าว่าง งั้นดีเลยข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้า เริ่มจาก.. เรื่องตัวตนของเจ้าเลยดีกว่า ”

    คำถามที่ทำเอาเสี่ยวม่านต้องเปลี่ยนอากัปกิริยาจากแววตาสดใสเป็นสีหน้าจริงจังคำถามที่หวงจิ้งเอินสงสัยมาโดยตลอด แต่เขาจะได้คำตอบหรือไม่อย่างไรนั้นใครเลยจะรู้

     

     

            ติดตามตอนต่อไป