ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 111 คำสั่งจากเจ้าสำนัก

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 111 คำสั่งจากเจ้าสำนัก





            “ไม่รู้ว่าท่านพี่ได้ฟังอยู่หรือไม่ แต่ข้าจะบอกผ่านพวกเจ้าสองคนไปก็แล้วกัน”



            “ราวหนึ่งร้อยปีที่แล้ว ตระกูลพิไรของพวกเจ้าเริ่มเติบโตอย่างมั่นคง ลูกหลานทุกคนล้วนแข็งแกร่งจนดูแลตนเองได้อย่างดี ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้มีอำนาจของเขตนี้” หญิงวัยกลางคนเกริ่นย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว



            ทุกคนในห้องนั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ โดยเฉพาะคาลอสและเคฟลิน



            “ตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมาของตระกูลพิไรก็มีพี่สาวฟางหรูอยู่เบื้องหลัง และนางก็ทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างดีที่สุดแล้ว ลูกหลานต่างเติบโตไปมีเส้นทางของตนเอง ในที่สุดก็ถึงเวลาปลดเปลื้องภาระต่างๆ ที่คอยแบกรับอยู่ หลังจากตัดสินใจอยู่เนิ่นนานพี่สาวฟางหรูก็เลือกออกเดินทางไปต่างมิติพร้อมกับกลุ่มอีโวล”



            “มนุษย์ในยุคโลกาวินาศที่เลื่อนระดับไปเป็นอีโวลได้มักจะเลือกเดินทางไปยังต่างมิติ นั่นเพราะต่างมิติมีทรัพยากรที่ดีกว่า พลังที่หนาแน่นมากกว่า พวกเขาต้องการค้นหาความลับของมิติ เหตุใดมิติถึงเชื่อมโยงถึงกัน มีใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านี้หรือเปล่า บ้างก็ต้องการจะเข้าไปตัดการเชื่อมต่อ ไม่ก็ไปเพื่อต่อต้านเหล่าสัตว์อสูรไม่ให้รุกรานเข้ามายังโลกมนุษย์ของเรา จะเห็นได้ชัดเจนว่ายุคสมัยนี้มีรอยแยกมิติและดันเจี้ยนโผล่ขึ้นมาน้อยกว่ายุคสมัยก่อนมาก นั่นก็เป็นเพราะการกระทำของบุคคลเหล่านี้นี่เอง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม”



            หญิงวัยกลางคนเริ่มเกริ่นให้ทุกคนเข้าใจถึงสภาพความเป็นไปในยุคก่อน



            “พี่สาวฟางหรูนับเป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่งบนโลกมนุษย์ แต่ด้วยภาระในมือที่มากมาย กว่าจะวางรากฐานตระกูลทั้งหมดได้ก็แทบจะกลายเป็นมนุษย์ยุคโลกาวินาศกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางออกไปต่างมิติ”



            “แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มาจากยุคนั้นจะคิดอยากไปต่างมิติกันเสียหมดนะ หลายคนไม่มีความสามารถพอ บางคนก็มีภาระที่ต้องแบกรับ บางคนก็หวังจะสร้างฐานอำนาจอยู่บนโลกมนุษย์นี้” ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนดูสงบนิ่งยามที่เล่า



            นางเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ด้วยเพราะมีหลานให้ต้องดูแล มีสำนักให้คอยปกป้อง รวมถึงอายุอานามของนางก็มากเกินไปแล้ว หากฝืนไปอยู่ในสถานที่อันตรายอย่างต่างมิติ นอกจากศักยภาพจะไม่มากพอให้พัฒนาแล้ว ยังเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย



            คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าหากอยู่บนโลกแล้วแก่ตายไปตามอายุขัย มันก็สงบดีมิใช่หรือ?



            “สำหรับหญิงสาวที่สูญเสียสามี ต้องคอยรับภาระในการดูแลครอบครัวอยู่คนเดียว เมื่อเห็นลูกหลานเติบโตและไปได้ดีมันก็หมดห่วง สุดท้ายกลายเป็นคนไร้เป้าหมายไปเสีย นั่นจึงทำให้นางต้องออกไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ และด้วยศักยภาพของพี่สาวฟางหรู มั่นใจได้เลยว่ามันจะต้องไปได้ดี แม้จะเริ่มต้นช้ากว่ามนุษย์ที่ข้ามมิติไปในยุคแรกๆ แต่ข้าเชื่อว่านางจะต้องตามทันอย่างแน่นอน” หญิงวัยกลางคนแอบยิ้มมุมปากยามที่นึกถึงรุ่นพี่ที่ตนเคารพ



            ฟางหรูเป็นหญิงที่แข็งแกร่งทั้งภายนอกและภายใน มีศักยภาพที่ดี เอาตัวรอดเก่ง สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรอบตัวและคนรุ่นหลังได้



            ตอนนั้นเยว่ซินเองก็กังวลไม่น้อยที่ฟางหรูมาบอกลาตนเอง ด้วยผูกพันกันมานานมันก็อดโหวงใจไม่ได้ แต่เมื่อคิดถึงความแกร่งของอีกฝ่าย เยว่ซินก็ต้องยอมรับว่ารุ่นพี่ของเธอนั้นดูแลตัวเองได้ดีเหนือกว่าผู้ใดที่เธอเคยเจอมา จะมีก็แต่ความรู้สึกไม่อยากพลัดพรากเท่านั้นที่ก่อตัวขึ้น



            ช่วงนั้นเยว่ซินทัดทานอยู่เป็นเวลานาน แต่ความหนักแน่นของฟางหรูเอาชนะเธอได้อย่างขาดลอย อย่างไรก็รั้งอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ได้



            เมื่ออีกฝ่ายจากไป ความโดดเดี่ยวก็เข้ามาทักทายเยว่ซินทันที แทบไม่หลงเหลือผู้คนจากยุคอดีตที่เธอรู้จักให้พบปะพูดคุยอีกแล้ว ตั้งแต่นั้นมา เธอจึงเอาแต่ฝึกฝนและดูแลสำนักของเธอเองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ลึกๆ แล้ว...มันก็ช่างเหงาเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน



            “เรื่องราวมันก็มีเท่านี้ ข้าไม่รู้เหตุการณ์หลังจากนั้นจริงๆ เพราะไม่มีใครกลับมาเล่าให้ฟัง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่างมิติแต่ละแห่งเป็นเช่นไร......แต่ว่ากันว่ามันอันตรายน่าดู แม้จะก้าวข้ามไปถึงขอบเขตอีโวล แต่หากไม่ระวังก็อาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นตลอดไป” หญิงวัยกลางคนถอนหายใจพร้อมกับพูดต่อ



            “ข้าน่ะกลัวความเสี่ยงจนเกินไป ไม่กล้าทิ้งทุกอย่างบนโลกแล้วออกไปไขว่คว้าหาอะไรบางอย่างที่ด้านนอกนั่นหรอก ข้ายังมีห่วงอยู่อีกมาก ฉะนั้นข้าคงไม่ไปที่นั่นด้วยตนเอง แต่พอจะเจาะจงพิกัดให้แก่พวกเจ้าได้” เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ส่งยิ้มออกมา กวาดสายตาไปรอบห้องก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หานฮวา



            ใช่ เธอไม่ใช่คนที่กล้าเสี่ยง ซ้ำยังมีห่วงมากจนเกินไป ทั้งสำนัก ทั้งหลานสาว ทั้งหมู่ศิษย์ อย่างไรก็ไปไม่ได้ และหากคิดจะไปตอนนี้ก็สายไปแล้ว อายุขัยของอีโวลแม้จะยืนยาว แต่ก็ไม่ได้อยู่ได้ตลอดไป เธออยากจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าในแบบที่ตนอยากใช้มากกว่า



            “รอยแยกมิติที่พี่สาวฟางหรูไป อยู่ในหุบเขาสายลมหวนกลับ อยู่ปลายสุดของเขต B ทางทิศตะวันออก ถือว่าเป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง ขนาดเหล่าอีโวลที่เข้าไปยังต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว ไม่ต้องพูดถึงอเวกที่ต่ำกว่าระดับเก้าเลย เข้าไปภายในนั้นก็มีแต่จะตายสถานเดียว ฉะนั้นข้าแนะนำว่าหากท่านพี่จิณณ์ต้องการจะเข้าไปจริงๆ ก็ต้องเตรียมการให้มากหน่อย”



            “และไม่ใช่เท่านั้น เนื่องด้วยยุคสมัยนี้ รอยแยกมิติที่เคยมีต่างก็ถูกปิดไปมาก บางแห่งก็เปิดอยู่แค่เพียงช่องแคบๆ ข้าไม่แน่ใจเช่นกันว่ารอยแยกมิติภายในหุบเขาสายลมหวนกลับยังคงเปิดอยู่หรือไม่ เพราะข้าก็ไม่เคยเข้าไปเช่นกัน หากเปิดอยู่ก็ไม่มีปัญหา แต่หากปิดตัวลงแล้วก็คงยุ่งยากไม่น้อย บางทีการจะข้ามผ่านมิติอีกครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีทักษะพิเศษในด้านพลังมิติ...ซึ่งมีอยู่น้อยแสนน้อย” ใบหน้าของเจ้าสำนักหญิงดูหนักใจอย่างยิ่ง



            จริงๆ ในใจของนางรู้อยู่แล้วว่าเรื่องนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย รอยแยกมิติมากมายต่างปิดตัวลงในช่วงที่ผ่านมา แม้รอยแยกมิติที่ฟางหรูเข้าไปจะมีพลังที่รุนแรงมาก แต่ผ่านมาแล้วร้อยปี ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่ามันจะยังคงเปิดอยู่ และลึกๆ แล้วเยว่ซินก็คิดว่ามันคงปิดตัวลงไปแล้วด้วยซ้ำ



            “หุบเขาสายลมหวนกลับ?” หญิงสาวและชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านข้างพยายามจดจำรายละเอียดจากคำพูดของเจ้าสำนักหญิงตรงหน้าไว้ให้ได้มากที่สุด สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องสำคัญกับบรรพบุรุษของพวกเขา หากตกหล่นไปเพียงนิดเดียวคงจะแย่ไม่น้อย



            “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวข้าจะให้คนนำแผนที่ติดไปให้พวกเจ้าด้วยขากลับ เช่นนั้นไม่ต้องกังวลว่าจะหาสถานที่นั้นไม่เจอ” หญิงวัยกลางคนยิ้มอย่างเอ็นดูมองไปที่แขกชายหญิงทั้งสอง



            หลังจากนั้นทั้งหมดก็พูดคุยถามไถ่กันอีกครู่ใหญ่ๆ



            “เอาล่ะ หากตระกูลพีไรซ์ของเจ้ามีปัญหาอะไรโปรดอย่าได้ลืมว่ามีสำนักจันทรานิรันดร์อยู่ พวกเจ้าก็ไม่ได้ต่างไปจากลูกหลานแท้ๆ ของข้า ฉะนั้นไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับตระกูลพีไรซ์ สำนักจันทรานิรันดร์พร้อมช่วยเหลือเสมอ ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าต้องพบเจอเรื่องร้ายๆ อีกต่อไป” หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุม สายตาจับจ้องแขกทั้งคู่ไม่วางตา ราวกับกำลังจะยืนยันในสิ่งที่ตนเองพูด



            ทั้งเคฟลินและคาลอสต่างประสานมือตอบรับหญิงวัยกลางคนด้วยความนอบน้อม อีกฝ่ายให้ความสำคัญกับตระกูลเขามากถึงเพียงนี้ เป็นใครใครก็เกรงใจ



            “เอาล่ะ นี่ก็ผ่านมาพักใหญ่แล้ว เดี๋ยวตะวันจะสิ้นแสงเอา ต้องขอโทษด้วยที่ต้องให้พวกเจ้ากลับไปก่อน สำนักของเราเป็นสำนักปิด ไม่ค่อยมีสถานที่สำหรับรับรองแขกสักเท่าไหร่ นี่ก็เพิ่งจะรับศิษย์ใหม่เข้ามาหลายสิบคน จึงไม่มีห้องหับเพียงพอจะรับรองพวกเจ้า แต่ก่อนกลับข้าขอเลี้ยงอาหารเจ้าสักมื้อก็แล้วกัน” เจ้าสำนักค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อกระตุ้นทุกคน



            อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะคาลอสที่เป็นผู้ชาย จะให้นอนค้างคืนในสำนักที่มีแต่ผู้หญิงเช่นนี้ก็กระไรอยู่ เยว่ซินจึงจัดเตรียมขบวนรถพร้อมคนคุ้มกันให้ไปส่งพร้อมสรรพซึ่งเป็นเหล่าศิษย์จากสำนักจันทรานิรันดร์นี่เอง



            “หม่านเอ๋อ เจ้าไปเตรียมขบวนรถให้หน่อย มอบภารกิจให้ศิษย์สายในด้วยสิบคน เป็นภารกิจคุ้มกันคนจากตระกูลพีไรซ์ไปส่งให้ถึงเมืองปากัส!” หญิงวัยกลางคนออกคำสั่งหม่านเอ๋อ



            “เจ้าค่ะ” หม่านเอ๋อที่รับคำสั่งก็พุ่งตัวออกไปทันที



            เจ้าสำนักจันทรานิรันดร์ก้าวเดินก่อนจะกวักมือเรียกทั้งสามคนด้านหลังให้ตามมา



            ชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสามคนมองหน้ากัน หานฮวาเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นก่อนจะพยักเพยิดหัวให้ตามมา ทุกคนมาถึงห้องอาหารส่วนตัวของเจ้าสำนัก เหล่าสาวรับใช้ได้จัดเตรียมสำรับเอาไว้พร้อมรับแขกของท่านเจ้าสำนัก



            ทั้งหมดกินอาหารร่วมกันก่อนที่จะร่ำลา หานฮวาเป็นผู้ที่พาแขกทั้งสองออกไปยังขบวนรถที่เตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว ศิษย์ภายในสำนักจันทรานิรันดร์ช่างทำงานกันได้รวดเร็วยิ่งนัก



            ขณะที่แขกทั้งสองเดินทางออกไป เจ้าสำนักหญิงก็เรียกผู้อาวุโสสี่เข้าพบทันที



            “ขอเข้าพบเจ้าสำนัก” หญิงวัยกลางคนในชุดสีฟ้าเข้มเดินเข้ามาที่ห้องพักส่วนตัวของเจ้าสำนักตามที่ได้รับคำสั่งไป



            “อืม ข้ามีภารกิจให้เจ้า จงติดตามไปดูแลตระกูลพีไรซ์ให้ดี ตามไปกับขบวนเดินทางที่กำลังจะออกนี่แหละ ทำอย่างไรก็ได้ให้ตระกูลพีไรซ์อยู่ในสายตาของเจ้าตลอด ตระกูลพีไรซ์สำคัญกับข้ามาก จงปกป้องพวกเขาไม่ให้เผชิญกับอันตรายใดๆ” สายตาของเยว่ซินดูจริงจังมาก อารมณ์ของเธอพลุ่งพล่าน เมื่อนึกถึงความสูญเสียก่อนหน้านี้ มันก็อดเจ็บปวดไม่ได้



            “ความปรารถนาของท่านเจ้าสำนักก็คือความปรารถนาของศิษย์อย่างข้า ข้ารับประกันว่าจะดูแลปกป้องตระกูลพีไรซ์อย่างดี!” ผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักจันทรานิรันดร์โค้งตัวคำนับหญิงตรงหน้า อารมณ์ของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เหมือนต้องการจะทำอย่างที่พูดจริงๆ



            ผู้อาวุโสทุกคนล้วนเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก และผู้อาวุโสสี่ก็เป็นศิษย์คนที่สี่ที่เยว่ซินรับเข้ามา ทว่าในบรรดาศิษย์สายตรงทุกคน มีเพียงผู้อาวุโสสี่เท่านั้นที่ยังค้างอยู่ที่อีโวลระดับหนึ่ง ถูกผู้อาวุโสหกที่เป็นศิษย์คนล่าสุดได้แซงหน้าขึ้นไปเมื่อสามเดือนก่อน



            เยว่ซินไม่แน่ใจว่าทำไมผู้อาวุโสสี่ถึงตัดผ่านขึ้นไปไม่ได้สักที เธอลองช่วยเหลืออีกฝ่ายมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ครั้งนี้เจ้าสำนักหญิงจึงคิดจะให้อีกฝ่ายเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง บางทีมันอาจทำให้ผู้อาวุโสสี่ค้นพบเงื่อนไขที่จะก้าวเดินต่อไปก็เป็นได้



            เป็นสาเหตุให้เยว่ซินมอบภารกิจปกป้องตระกูลพีไรซ์ครั้งนี้ให้แก่นาง หากมันได้ผล จะได้ประโยชน์ถึงสองอย่าง ทั้งช่วยปกป้องตระกูลพีไรซ์ ทั้งยังช่วยให้ผู้อาวุโสสี่ก้าวขึ้นสู่อีโวลระดับที่สองเสียที



            “ไปเถิด รีบติดตามขบวนรถไปเสีย เดี๋ยวจะไม่ทันรถออก” เจ้าสำนักหญิงโบกมือให้อีกฝ่ายรีบไป



            “ขอตัวลาเจ้าค่ะ” หญิงในชุดสีน้ำเงินประสานมือ ก้มตัวลงต่ำ ก่อนจะรีบเดินออกไปทันที



            การเดินทางครั้งนี้เหมือนเป็นการพักผ่อนของผู้อาวุโสสี่ หลังจากฝึกฝนอย่างหนักมาหลายปีแต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า



            เอาล่ะ ถือว่าเป็นการไปเที่ยวพักผ่อนหลังจากตึงเครียดมานาน มันก็คง......ไม่เลวร้ายนัก เธอคิด