ตอนที่ 56 หยางหลิวเด็กเหลวไหล ?
“ อะไร !? เขาก็แจ้งชื่อผู้เข้าสอบทางจดหมายแล้วไง ลำดับชื่อของฉันกับนายต่างกัน 3ลำดับเอง หรือว่านายไม่ได้สังเกตจริง ๆ ? หึ ! ” ลู่เอินพูดด้วยท่าทีฉุนเฉียว
“ จดหมาย !? จดหมายอะไร ? ผมไม่ได้รับอะไรเลย ” หยางหลิวงุนงงหนักกว่าเดิม เมื่อลู่เอินเรื่องจดหมายขึ้นมา
“ นายไม่ได้รับจดหมาย ? ” น้ำเสียงของลู่เอินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนกับเธอฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ ใช่ ! ผมยังไม่ได้รับอะไรเลยนะ ” หยางหลิวตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทำให้ลู่เอินเชื่อสิ่งที่หยางหลิวพูด
จากนั้นลู่เอินจึงซักถามหยางหลิวต่อ
สุดท้ายคนทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน ลู่เอินจึงค่อย ๆ อธิบายว่าทางมหาวิทยาลัยทำการจัดส่งจดหมายสำหรับผู้เข้าสอบทุกคนตามที่อยู่ของนักเรียนที่เขียนไว้ในตอนที่ส่งเอกสารมาทางไปรษณีย์ แต่เนื่องจากหยางหลิวได้ย้ายที่อยู่ใหม่ และมาอยู่อาศัยที่ภัตตาคารโจวซือ นั่นทำให้จดหมายไม่ได้ส่งมาถึงเขา แต่จดหมายถูกส่งไปยังบ้านเขาแทน
หยางหลิวได้ฟังสิ่งที่ลู่เอินอธิบาย เขาจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด ดังนั้นเขาจึงลองตรวจสอบตามคำพูดของลู่เอิน โดยเขาโทรหาแม่ที่บ้านของเขา ซึ่งหยางหลิวก็พบว่าเป็นจริงดังที่ลู่เอินว่าไว้ จดหมายถูกส่งไปให้หยางหลิวที่บ้านจริง แต่ทว่าแม่ของหยางหลิวยังไม่ได้ตรวจสอบ เพิ่งจะมาเห็นตอนนี้ที่หยางหลิวบอกไปเมื่อกี้เอง
“ เฮ้อ ! นายนี่นะเรื่องเรียนก็เก่ง เรื่องงานก็เก่ง แต่เรื่องแค่นี้กลับเซ่อซ่าไปได้ ” ลู่เอินอดไม่ได้ที่จะบ่น พอฟังว่าหยางหลิวไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย ตอนเข้ามาถึงก็หลงทางไปยกใหญ่วิ่งไปมาเกือบครึ่งมหาวิทยาลัย ยังดีที่สุดท้ายไม่โดนตัดสิทธิ์ ตอนเธอฟังหยางหลิวพูด ลู่เอินก็อดหัวเราะคิกคักไม่ได้
“ ผมก็เป็นแบบนี้แหละ ฮ่า ๆ แต่ก็ยังดีนะเมื่อเช้าเธอโทรมาบอกไม่งั้นแย่แน่เลย ขอบใจนะลู่เอิน ” หยางหลิวหัวเราะแก้เขิน และขอบคุณลู่เอินที่ช่วยเหลือเมื่อเช้า ทำให้ลู่เอินหยุดหัวเราะแต่ใบหน้ากลับแดงขึ้นมาแทน
ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หารู้ไม่ว่ามีคน ๆ หนึ่งแอบมองดูคนทั้งคู่ด้วยสายตาอิจฉาริษยา เมื่อจ้องมองมายังหยางหลิว สายตานี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง ถ้าหยางหลิวได้พบเจอคน ๆ นี้ก็จะจดจำได้ทันทีว่าเป็น จิ่นลี่ !
ความจริงแล้ว คนทั้งสาม หยางหลิว ลู่เอิน จิ่นลี่ ได้สอบในห้องเดียวกัน ทว่าลำดับชื่อของจิ่นลี่อยู่ค่อนข้างห่าง และที่นั่งของจิ่นลี่อยู่ค่อนข้างไกลจากสายตาคนทั้งสอง จึงไม่ได้เป็นที่สังเกตนัก และเมื่อจิ่นลี่ไม่ได้กล่าวทักทายลู่เอินดังเช่นเมื่อก่อน ลู่เอินจึงไม่รู้ว่าจิ่นลี่อยู่ที่ห้องนี้เช่นเดียวกับหยางหลิว
กลับกันหยางหลิวคือคนที่ทุกคนในห้องสอบสามารถจดจำเขาได้ ! ไม่ใช่เฉพาะแค่ใบหน้าอันหล่อเหลา ที่ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกอิจฉา หรือหลงใหล หากแต่เป็นเพราะหยางหลิวมาสายที่สุดจึงเด่นสะดุดตา ! ไม่ว่าใครก็ต่างจำได้ รวมทั้งจิ่นลี่ก็ด้วย
ในตอนแรก หลังจากออกจากห้องสอบ จิ่นลี่คิดว่าจะเข้ามาถากถางหยางหลิวเพราะเขาเห็นหยางหลิวฟุบหลับตั้งแต่หยางหลิวทำข้อสอบไปเพียง 15นาที จากเวลาทั้งหมด 3ชั่วโมง นั่นทำให้จิ่นลี่รู้สึกพอใจที่ได้เห็นเช่นนั้น รวมทั้งท่าทางอวดดีต่าง ๆ ที่ผ่านมาของหยางหลิว โดยเฉพาะความคิดอันโง่เขลาที่บอกว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้จิ่นลี่เกิดความรู้สึกคุกรุ่นในใจและเตรียมพร้อมกอบกู้ศักดิ์ศรีของตนเองต่อหน้าลู่เอิน จิ่นลี่จึงเดินไปดักรออยู่หน้าประตูทางออกเพื่อรอจังหวะถากถางหยางหลิวด้วยคำพูดที่เขาคิดว่ามันจะทำให้หยางหลิวรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจที่สุด
คาดไม่ถึง จิ่นลี่กลับเห็นลู่เอินหัวเราะพูดคุยกะหนุงกะหนิงกับหยางหลิว ไม่ว่าการแสดงออกทางสีหน้า หรือท่าทาง ลู่เอินไม่เคยทำตัวแบบนี้กับจิ่นลี่เลยสักครั้ง นั่นยิ่งทำให้ภายในจิตใจรู้สึกปั่นป่วนเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกต่าง ๆ ถาโถมราวกับคลื่นสึนามิยักษ์ ตอนนี้เขาทั้งหึงหวง ทั้งโกรธแค้นเป็นที่สุด
...
หลังจากลู่เอินและหยางหลิวกลับมาจากการกินอาหารเที่ยง เขาและเธอก็เดินกลับมารอที่หน้าห้องสอบเดิม เมื่อเห็นว่ายังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมง ทั้งสองจึงพูดคุยกันด้วยท่าทีสบาย ๆ แต่นั่นกลับสร้างความอิจฉาให้ผู้คนโดยรอบเป็นจำนวนมาก
จนกระทั่งเวลาประมาณบ่ายโมง อาจารย์ผู้คุมสอบจึงเรียกนักเรียนทุกคนเข้าไปประจำที่นั่ง
ในช่วงบ่ายเป็นการสอบวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาถนัดของลู่เอิน และยิ่งถือว่าง่ายดายยิ่งสำหรับหยางหลิว
วิชานี้มี 100ข้อ ให้เวลา 3ชั่วโมงเหมือนเมื่อเช้า หยางหลิวเข้าห้องสอบไปทำยังไม่ถึง 10นาที เขาก็ฟุบนอนลงไปอีกครั้ง
การกระทำของหยางหลิวยิ่งแสดงให้คนอื่น ๆ เห็นว่าตัวหยางหลิวเป็นคนที่เหลวไหลขนาดไหน นอกจากนักเรียนที่มาร่วมสอบเข้าที่ดูถูกหยางหลิวภายในใจ แม้แต่อาจารย์บางคนก็รู้สึกดูถูกหยางหลิวอยู่บ้างเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือ อาจารย์ช่างลี่
ช่างลี่ อาจารย์คุมสอบคนเดิมถึงกับส่ายหัว ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แต่เป็นเพราะเขารู้สึกสังเวชต่ออนาคตของประเทศของเขาเอง โดยเฉพาะประเทศจีนถือว่าเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมีทั้งช่วงรุ่งเรือง ตกต่ำ แต่ก็ยังสามารถดำรงอยู่มาได้หลายปี จนกระทั่งถึงวันนี้จีนก็เป็นหนึ่งในมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ของโลก ทว่าเขารู้สึกห่วงต่ออนาคตในภายภาคหน้าถ้ายังมีเด็กอย่างเช่นหยางหลิวเพิ่มขึ้นมามากขึ้น ประเทศจีนจะยังคงเป็นมหาอำนาจของโลกอยู่หรือไม่ ? ดังนั้นในวันนี้ ช่างลี่จึงบังเกิดความคิด เขาตั้งปณิธานที่จะมอบความรู้และแนวคิดให้กับเด็กรุ่นใหม่ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตของประเทศจีนให้รุ่งเรืองยิ่งขึ้น
...
“ นายนี่ยังทำเร็วเหมือนตอนนั้นเลยนะ ฉันสังเกตตั้งแต่เมื่อเช้าละ นายเนี่ยเก่งจริง ๆ ” หลังจากทำข้อสอบเสร็จ ลู่เอินกล่าวชมเชยกับหยางหลิวด้วยความจริงใจ ที่จริงไม่ใช่เป็นเพราะว่าหยางหลิวทำเสร็จเร็วเธอจึงกล่าวชม แต่เป็นเพราะว่าแม้หยางหลิวจะทำข้อสอบเร็วมาก แต่ก็ยังมีความแม่นยำไม่ต่างกัน นั่นจึงทำให้ลู่เอินรู้สึกชื่นชมเป็นอย่างมาก และถือว่าหยางหลิวเป็นอัจฉริยะที่ยอดเยี่ยม
“ แหะ ๆ ขอบคุณที่ชมนะ ” หยางหลิวพูดด้วยอาการเคอะเขิน
“ ชมอะไรกัน ฉันก็แค่พูดเท่าที่เห็นนั่นแหละ ” ลู่เอินพูดแก้ตัวด้วยท่าทีลนลาน และหวังว่าหยางหลิวจะไม่สังเกตเห็นอาการชื่นชมที่เธอแสดงออกไปเมื่อกี้
“ ว่าแต่เธอล่ะ ทำได้บ้างไหม ? ” หยางหลิวไม่ทันสังเกต เขาจึงถามลู่เอินด้วยคำถามทั่วไป
ลู่เอินเห็นว่าหยางหลิวไม่ทันได้สังเกตเห็น เธอจึงหายใจโล่งขึ้นและก็ตอบหยางหลิวกลับไปว่า “ ถ้าอังกฤษล่ะก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ว่าคณิตศาสตร์เนี่ยสิ เฮ้อ ! ” ลู่เอินพูดพลางถอนหายใจ ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ในครั้งนี้สำหรับเธอแล้วถือว่าค่อนข้างยากเลยทีเดียว ถึงแม้ครั้งนี้เธอจะเตรียมตัวมาอย่างดี และอาจารย์ได้ให้แนวข้อสอบที่น่าจะออกสอบกับเธอ ถึงแม้มากกว่า 70% จะค่อนข้างตรงกัน ทว่าอีก 30% ที่เหลือล้วนเป็นปัญหา ข้อสอบนี้ยากกว่าที่อาจารย์เธอให้ทำเสียอีก นอกจากนี้ลู่เอิน เธอใช้เวลาไปค่อนข้างมากในการทำข้อสอบแต่ละข้อ นั่นจึงทำให้มีจำนวนข้อสอบที่เธอยังไม่ได้ทำเหลือค่อนข้างเยอะ เธอจึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนใจสุ่มคำตอบไป และเธอคาดคิดว่าคะแนนที่ออกมาคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
หยางหลิวเห็นสีหน้าท่าทางของลู่เอิน เขาจึงคิดว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้กับเธออีก หยางหลิวเกิดความคิดบางอย่างขึ้น เขาจึงชวนลู่เอินไปทานอาหารที่ภัตตาคารโจวซือ ลู่เอินก็ไม่ปฏิเสธ พวกเขาจึงตัดสินใจไปภัตตาคารโจวซือ
ทว่าพวกเขาลืมคิดไป ช่วงนี้เป็นช่วงที่นักเรียนทั้งหลายต่างเพิ่งสอบเสร็จเหมือนพวกเขาทั้งคู่ แต่ละคนก็ต่างอยากกลับบ้าน หรืออยากกลับไปทำธุระ ซึ่งทำให้เกิดรถติดเป็นอย่างมากที่หน้ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดังนั้นหยางหลิวและลู่เอินจึงปรึกษากัน และพวกเขาตกลงได้ว่าจะไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยปักกิ่งแทน
ทั้งสองคนหนุ่มสาวเดินไปเที่ยวในห้างตั้งแต่ช่วงห้าโมงเย็น แรก ๆ ลู่เอินเห็นว่าหยางหลิวจะเลี้ยงข้าวเธอ เธอจึงปฏิเสธไปเพราะเธอได้ยินมาว่าทางครอบครัวของหยางหลิวไม่ได้ร่ำรวยเท่าไหร่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหยางหลิวได้เงินในส่วนนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาเอง ทำให้ลู่เอินเกิดความรู้สึกเกรงใจหยางหลิวมาก แต่สุดท้ายเธอทนต่อการรบเร้าของหยางหลิวไม่ไหว เธอจึงเสนอว่าให้หยางหลิวเลี้ยงเครื่องดื่มเธอแทน
ลู่เอินเที่ยวกับหยางหลิวอยู่นาน เธอเห็นว่าเป็นเวลาเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว จึงชวนหยางหลิวกลับ ซึ่งหยางหลิวก็ตอบตกลง
พอลู่เอินได้พ่อบ้านมารับ หยางหลิวจึงคลายกังวล พร้อมกับเตรียมเรียกแท็กซี่กลับไปยังภัตตาคารโจวซือ โดยที่หยางหลิวหารู้ไม่ว่ามีคนผู้หนึ่งกำลังเฝ้าจับสังเกตทั้งเขาและลู่เอินอยู่
...
หยางหลิวใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมาถึงภัตตาคารโจวซือ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นเวลาสองทุ่มพอดี หยางหลิวเข้าไปทักทายลุงโจว ผู้จัดการหยานไห่ และได้พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านวันนี้ ผู้จัดการหยานไห่ก็รายงานว่าวันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แม้ว่าหยางหลิวจะไม่อยู่ก็ยังพอรับมือได้ โชคดีที่ว่าหยางหลิวได้สอนเทคนิคต่าง ๆ และสูตรอาหารที่จำเป็นไปหมดแล้ว แม้ว่าเชฟเจียงหนาน กับเชฟลิ่วอูยังมีฝีมือไม่ถึงระดับปรมาจารย์อาหารแห่งแดนปฐพี แต่ถ้าคิดเฉพาะอาหารที่ทำตามสูตรของหยางหลิวก็มีแต่เหนือกว่า ทำให้ลูกค้าทั่วไปยังติดใจในรสชาติ และไม่คิดว่ามันแปลกประหลาดกว่าปกติตรงไหน
ในด้านของเชฟหลักคนก่อน ลุงโจวก็ได้บอกหยางหลิวว่าเขาจะมาถึงในอีกสามวัน ซึ่งทำให้หยางหลิวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เขาคิดว่ายิ่งเชฟหลักมาเร็วเท่าไหร่ เขาจะได้สอนเชฟหลักได้เร็วยิ่งขึ้น
หลังจากคนทั้งสามพูดคุยกันเสร็จหยางหลิวจึงแวะเข้าไปทักทายพนักงานในห้องครัว หยางหลิวเห็นเชฟลิ่วอู กับเชฟเจียงหนานต่างทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ซึ่งในวันนี้พวกเขาทั้งคู่ต่างได้รับภาระหนักอึ้ง ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญ ยังดีที่พวกเขาต่างผ่านประสบการณ์มามาก รวมถึงได้ทำตามคำแนะนำที่หยางหลิวเตรียมพร้อมไว้อย่างเคร่งครัด จึงทำให้ผ่านวันนี้ไปได้อย่างลุล่วง
…
หลังจากหยางหลิวเดินออกมาจากห้องครัวก็บังเอิญพบกับชิงฉือที่เพิ่งกลับมาจากข้างนอกพอดี“ หยางหลิว ! มีคนฝากให้มาส่งจดหมายมาถึงนาย ” ชิงฉือยื่นซองจดหมายให้กับหยางหลิว
“ ขอบคุณมากครับ ” หยางหลิวกล่าวขอบคุณชิงฉือ หลังจากนั้นเขาก็สังเกตลักษณะซองจดหมาย ลักษณะของมันค่อนข้างแปลกจากปกติบ้างเล็กน้อย นอกจากนี้ยังมีตราที่ใช้ผนึกซองจดหมายเป็นรูปมังกรและพยัคฆ์กำลังห้ำหั่นกัน
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ตอนที่ 57 ลัทธิ ?
หยางหลิวค่อย ๆ แกะซองออกมาดูจดหมายที่อยู่ข้างใน หลังจากเขาลองอ่านข้อความในจดหมายก็พอเข้าใจได้คร่าว ๆ ว่า คนผู้นี้ที่ส่งจดหมายมา มีจุดประสงค์คือชักชวนหยางหลิวให้เข้าร่วมการแข่งขันการต่อสู้
เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันก่อน บังเอิญว่าบุคคลผู้นี้เดินผ่านมาที่ภัตตาคารโจวซือในวันที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทพอดี ซึ่งวันนั้นเขาได้เห็นหยางหลิวใช้ความสามารถด้านการต่อสู้จัดการอันธพาลไป 2คน อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที
เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขารู้สึกประทับใจหยางหลิวเป็นอย่างยิ่ง และคิดว่าอยากเชิญหยางหลิวให้ไปเข้าร่วมงานต่อสู้ที่จะจัดขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ถ้าหยางหลิวไม่รังเกียจสามารถที่จะเข้าร่วมได้ โดยต้องไปลงทะเบียนภายในสามวัน
นอกจากนี้ภายในซองจดหมายยังมีสิ่งของอีกสองชิ้น หนึ่งคือกระดาษที่มีลักษณะเป็นแผนที่คล้ายบอกใบ้ว่าสถานที่ลงทะเบียนอยู่ที่ไหน และอีกหนึ่งคือบัตรเชิญเข้าร่วม
หยางหลิวเห็นว่าการแข่งขันนี้ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับตัวเขาเช่นกัน เพราะว่าตั้งแต่เรื่องเมื่อเดือนก่อน จิ่นลี่ให้ลูกน้องของเขามาลอบทำร้ายหยางหลิว ทำให้หยางหลิวรู้สึกถึงความสำคัญของทักษะการต่อสู้ อีกทั้งตอนนี้เขายังไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านการต่อสู้เท่าไหร่
ถ้าจะให้สรุปในเรื่องความสามารถ ในตอนนี้หยางหลิวมีความสามารถด้านกีฬาอยู่ที่ระดับเริ่มต้น และเมื่อรวมกับทักษะย่อยด้านการต่อสู้ หยางหลิวพบว่าตอนนี้ทักษะย่อยด้านการต่อสู้มาถึงขีดจำกัดของระดับ 0 แล้ว หรือก็คือ ทักษะย่อยด้านการต่อสู้อยู่ในระดับ 0 และค่าประสบการณ์อยู่ที่ 100.00 %
ดังนั้นนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สิ่งที่ทำให้หยางหลิวสนใจในคำเชิญชวนก็คือ หยางหลิวจะได้ทดสอบว่า ทักษะย่อยด้านการต่อสู้ในระดับ 0 ที่มีค่าประสบการณ์อยู่ที่ 100.00 % จะเพียงพอที่จะชนะคนอื่น ๆ หรือไม่ และนั่นยังเป็นตัวชี้วัดว่า หยางหลิวจำเป็นต้องทำลายขีดความสามารถให้เลื่อนขั้นเป็นระดับ เริ่มต้นหรือไม่
และบังเอิญหยางหลิวได้รับบัตรเชิญนี้ ทำให้เขาตระหนักถึงเรื่องนี้ และจะได้พิจารณาว่าควรใช้เงินจำนวน 50,000หยวน ในการซื้อทักษะย่อยนี้ดีหรือไม่
...
ในวันที่ 9 มิถุนายน หยางหลิวตื่นขึ้นมาเช้ายิ่งกว่าเมื่อวาน เหตุผลก็เพราะว่าในวันนี้เขาต้องตื่นมาทำข้าวกล่องสำหรับคนสองคน หนึ่งคือของเขาเอง และอีกหนึ่งคือของลู่เอิน
ปกติแล้วหยางหลิวมักจะไม่ค่อยมีความสุขสำหรับการทำอาหารเพราะว่าต้องทำเป็นประจำ ทำให้เขาค่อนข้างรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งถ้าเขาไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเงินทอง หยางหลิวจะเลิกทำงานเป็นเชฟ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาชีพนี้อีก
ทว่าสำหรับเมื่อใดก็ตามที่หยางหลิวได้ลงมือทำอาหารให้กับลู่เอิน หยางหลิวมักจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ และใส่ใจในการทำอาหารมากขึ้น ซึ่งทำให้อาหารที่ทำออกมา มีรสชาติอร่อยกว่าที่เขาทำในเวลาปกติหลายเท่า
หลังจากหยางหลิวเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ออกเดินทางเช่นเดิม คือใช้รถแท็กซี่
ครั้งนี้หยางหลิวสามารถจดจำเส้นทางและตำแหน่งคร่าว ๆ บางส่วนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ และมีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน ทำให้เขาไม่หลงทางเหมือนเมื่อวาน
หยางหลิวและลู่เอินมาเจอกันในตอนเช้า พวกเขาทั้งคู่ต่างมีเวลาพูดคุยกันเล็กน้อย จากนั้นทั้งสองคนก็เดินเข้าห้องสอบ
ในช่วงเช้าของวันนี้เป็นการสอบวิชาภาษาจีน
แม้ว่าจะเป็นวิชาภาษาจีน ซึ่งทุกคนที่เข้าสอบเป็นคนจีน และใครหลาย ๆ คนคิดว่าจะเป็นวิชาสอบที่ง่ายที่สุดในบรรดา 4วิชา (คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน วิทยาศาสตร์) แต่ทุกคนคิดผิดถนัด !
การสอบวิชาภาษาจีน ไม่ใช่แค่การสอบเรื่องหลักภาษาจีน การใช้ภาษาจีนเท่านั้น แต่เป็นการผนวกรวมด้านประวัติศาสตร์ของจีนเข้าไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้นการสอบในครั้งนี้ถือว่าเป็นการสอบที่ยากที่สุดสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยก็ว่าได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันหาใช่เป็นปัญหาของหยางหลิวไม่
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งก่อน หยางหลิวได้นำตัวอย่างข้อสอบที่ลู่เอินให้มาทดลองทำดู ผลปรากฏว่าคะแนนที่ได้ก็ยังคงสูงมากถึง 95คะแนน
ดังนั้นการสอบในครั้งนี้หยางหลิวก็ยังคงไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย
หยางหลิวเริ่มทำข้อสอบเมื่อเวลา 9.00น. แต่เพียงแค่ผ่านไป 15นาทีเท่านั้น หยางหลิวก็ทำข้อสอบเสร็จเรียบร้อย และนอนฟุบหลับเช่นเดิม
สาเหตุหนึ่งหยางหลิวทำข้อสอบเร็วมากในทุกครั้ง เป็นเพราะว่าหยางหลิวเวลาทำข้อสอบ เขาไม่เคยคิดจะทวนข้อสอบซ้ำเหมือนกับอัจฉริยะคนอื่น ๆ ว่าพวกเขาเหล่านั้นทำถูกหรือผิด และต้องแก้ไขหรือไม่ หยางหลิวเพียงแค่ทำ และดูว่าข้อไหนคิดว่าถูกหยางหลิวก็ฝนคำตอบลงไป ไม่ได้สนใจว่าเขาต้องทำได้เต็มหรือไม่เต็ม แค่คะแนนที่ได้ ทำให้สามารถเข้าคณะที่เขาอยากเข้าก็เพียงพอแล้ว
แต่ถ้าคิดถึงความสามารถของระบบในตอนนี้ เพียงแค่หยางหลิวตั้งใจกว่านี้หน่อยก็คงได้คะแนนเต็มเป็นอย่างน้อย
ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะหยางหลิวได้รับความสามารถที่ทำให้เขาเหมือนเป็นอัจฉริยะแล้ว หยางหลิวจึงไม่คิดที่จะสนใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนั้นอีก
แม้ว่าทุกวิชาหยางหลิวจะทำได้แค่ 70 จาก 100 คะแนนก็ไม่เป็นไร ขอแค่เพียงเขาสามารถผ่านเข้าไปยังมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ก็พอ
แต่ว่าการกระทำของหยางหลิวทำให้หลายคนรู้สึกมีปัญหากับหยางหลิว เช่น ช่างลี่ อาจารย์คุมสอบของห้องที่หยางหลิวกำลังสอบอยู่ ซึ่งการแสดงออกของหยางหลิวสื่อให้เห็นว่าหยางหลิวดูเป็นเด็กขี้เกียจ และเหลวไหลคนหนึ่ง ในฐานะที่ช่างลี่เป็นอาจารย์ และเขาค่อนข้างมีจิตใจกระตือรือร้นต่อเรื่องนี้มากนัก เขาสังเกตหยางหลิวเป็นเวลาถึงสองวันแล้ว หยางหลิวไม่แสดงถึงความรู้สึกที่จะตั้งใจทำข้อสอบออกมาเลย สิ่งที่ช่างลี่สังเกตได้ มีเพียงหยางหลิวเปิดกระดาษคำถามแต่ละหน้า มองชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็ลงมือฝนคำตอบลงไป หยางหลิวทำเช่นนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งที่หยางหลิวแสดงออกมาไม่เหมือนกับว่าเป็นการทำข้อสอบ แต่เป็นการเดาข้อสอบเสียมากกว่า
ในใจของอาจารย์ช่างลี่ มีอคติต่อหยางหลิวเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดว่าหยางหลิวจะเป็นเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแห่งนี้ได้ แต่เขาก็ยังจดจำท่าทาง ลักษณะรูปร่างหน้าตาของหยางหลิวได้เป็นอย่างดี เพราะตั้งแต่เรื่องเมื่อวานที่มาสาย หรือลักษณะการทำข้อสอบล้วนเป็นเอกลักษณ์ แม้ว่าจะผ่านไปอีกสิบปีช่างลี่ก็คงไม่ลืมหยางหลิว
...
หลังจากสอบเสร็จหยางหลิวก็ถูกปลุกขึ้นมาโดยอาจารย์ช่างลี่
อาจารย์ช่างลี่เห็นท่าทางงัวเงียของหยางหลิวขณะตื่นขึ้นมา จิตใจของเขาก็เริ่มพลุ่งพล่านไปด้วยความรู้สึกโกรธ และไม่พอใจ
ใจหนึ่งช่างลี่รู้สึกอยากจะอบรมสั่งสอนหยางหลิว ทว่าอีกใจหนึ่งเขาก็รู้สึกไม่ถูกต้อง การจะอบรมสั่งสอนหยางหลิวในตอนนี้ค่อนข้างที่จะไม่เหมาะสมอยู่หลายประการ หนึ่งหยางหลิวเป็นเพียงนักเรียนที่เข้ามาสอบไม่ใช่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง สองเขาไม่มีสิทธิ์ในการสั่งสอนหยางหลิวเพราะมันไม่ใช่หน้าที่ของเขา และสามในเวลานี้เป็นช่วงของการสอบซึ่งขณะนี้สมควรเป็นเวลาพักและรอเตรียมตัวสอบในอีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้า ถ้าเขารั้งตัวหยางหลิวไว้นั่นจึงไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
พอช่างลี่คิดได้ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะจากไป โดยไม่ได้พูดอะไร
ส่วนทางด้านหยางหลิวเองนั้นก็ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติอะไร ทั้งสองคนจึงเสมือนคนที่เดินสวนทางกันและไม่ได้รู้จักกัน
“ นี่ ! ออกไปข้างนอกได้แล้ว ” เสียงสดใสของผู้หญิงเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้าของหยางหลิว ลู่เอินชวนเขาออกไปข้างนอกห้องสอบ
“ ตกลง ! จะว่าไปวันนี้ผมเตรียมข้าวกล่องมาให้เรียบร้อยแล้วนะ ” หยางหลิวเห็นลู่เอินเดินมา เขาจึงพูดเรื่องข้าวกล่องและทำท่าทางชวนเธอไปกินข้าวด้วยกัน
“ จริงเหรอ !? ” ท่าทีที่ลู่เอินแสดงออกมาไม่ผิดจากที่หยางหลิวคาดคิดไว้ ลู่เอินค่อนข้างตื่นเต้น และดีใจ เธอรู้สึกว่าหยางหลิวเอาใจใส่เธอไม่น้อย ทำให้เธอรู้สึกว่าหน้าตัวเองเกิดอาการแดงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
หนึ่งหนุ่ม หนึ่งสาวเดินไปยังสถานที่พักผ่อนซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก
หยางหลิวนำข้าวกล่องออกมา แม้ว่าจะสูญเสียความร้อนไปแล้ว แต่ทว่าเรื่องกลิ่น และรสชาติยังดีดังเดิม แม้แต่ลู่เอินที่ไม่ค่อยจะชอบพูดชมหยางหลิวตรง ๆ แต่พอได้ทานอาหารฝีมือหยางหลิว ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา ทำให้หยางหลิวรู้สึกเคอะเขินมีความสุขเป็นอย่างมาก
ตั้งแต่หยางหลิวได้พบกับลู่เอิน เธอได้ส่งอิทธิพลมายังหยางหลิวหลายเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อลองคิดถึงลักษณะนิสัยของหยางหลิว อันที่จริงเขาไม่ใช่คนประเภทที่มีความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงสักเท่าไหร่ หยางหลิวเพียงแค่หวังอยากจะมีชีวิตเรียบ ๆ ง่าย ๆ มีความสุขกับคนที่เขารัก มีความสุขกับครอบครัวของเขา
ดังนั้นถ้าสมมติว่าในชีวิตนี้ หยางหลิวไม่ได้เจอลู่เอิน เขาก็คงไม่ต้องดิ้นรนที่จะเป็นเชฟชั้นสูง ไม่ต้องดิ้นรนพยายามให้มีชื่อเสียงเงินทอง เพียงแค่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ มีความสุขอยู่กับครอบครัว นั่นก็นับว่าเขาประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว
แต่ทว่าชีวิตของคนเราไม่ได้มีอะไรง่ายดายขนาดนั้น โชคชะตาชอบเล่นตลกกับชีวิตคนเราเสมอ ในวันที่หยางหลิวสิ้นหวังในทุกอย่าง จู่ ๆ ก็มีความหวังใหม่ปรากฏขึ้นมา ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปเมื่อหยางหลิวมีโอกาสได้ย้อนเวลากลับมายังวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง และนั่นทำให้มุมมองชีวิตของเขาเปลี่ยนไป
มุมมองของหยางหลิวที่มีต่อโลกใบนี้ค่อนข้างแตกต่างกับช่วงที่เขายังเป็นเด็กหนุ่ม
แต่ก่อนสิ้นหวัง เดี๋ยวนี้มีหวัง
ทว่ายังมีต้องมีเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญต่อหยางหลิวอยู่
นั่นคือลู่เอิน !
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม หยางหลิวจะตั้งใจเต็มที่เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับลู่เอินเท่านั้น
นี่นับเป็นปัญหาอยู่บ้าง การยึดถือบุคคลหนึ่ง ๆ ให้เป็นศูนย์กลางของจิตใจมีทั้งผลดี และผลเสีย
ซึ่งคล้ายกับเรื่องราวของศาสนา หรือลัทธิต่าง ๆ
เมื่อมองไปยังหยางหลิว จะพบว่าเขาค่อนข้างงมงายยึดติดกับลู่เอิน ไม่ว่าอะไร ๆ ก็มีแต่ลู่เอิน มองลู่เอินเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เหมือนเป็นลัทธิลู่เอินก็มิปาน
แต่ทว่าการยึดติดเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี เพียงแต่ถ้าวันหนึ่ง ลู่เอินหายไป หยางหลิวจะทำเช่นไร ?
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
ตอนที่ 58 ร้านเทียนเหมิน
“ นี่หยางหลิว ! ตื่นได้แล้ว ” เสียงลู่เอินดังมาจากทางด้านหน้าของหยางหลิว และในเวลาเดียวกันเธอก็กำลังใช้สองมือเขย่าตัวหยางหลิวให้ตื่นขึ้นมาจากการนอน
“ อื้อ… ” หยางหลิวครางออกมาเบา ๆ เขารู้สึกปวดหัวเล็กน้อย เนื่องจากเขานอนมากเกินไป หยางหลิวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาและเห็นลู่เอินอยู่ที่บริเวณด้านหน้า
“ นี่ ! นายจะขี้เซาไปถึงไหนกัน !? ” ลู่เอินอดไม่ได้ที่จะตำหนิหยางหลิว ครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่หยางหลิวมานอนในห้องสอบแบบนี้ ถึงเธอจะรู้ว่าหยางหลิวทำข้อสอบด้วยระยะเวลาอันสั้นไม่เหมือนคนอื่น ๆ แต่การที่เขานอนฟุบที่โต๊ะแบบนี้ทุกครั้ง หลังจากทำข้อสอบไปไม่ถึง 15นาที ก็เป็นเรื่องที่แปลกอยู่บ้างในสายตาของคนอื่น ๆ
สุดท้ายหยางหลิวจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นมา เขามองซ้ายขวา ซึ่งพบว่าคนอื่น ๆ กำลังเดินออกจากห้อง
“ สงสัยผมตื่นเช้าไปหน่อย แต่จะมาโทษผมคนเดียวไม่ได้หรอก ถ้าไม่ตื่นเช้ามาทำข้าวกล่องให้ใครบางคนกิน ผมคงโดนคน ๆ นั้นโกรธทั้งวันแน่ ๆ ” พอหยางหลิวสลัดอาการงัวเงียทิ้งไป เขาน้ำเสียงล้อเลียนว่าไม่ใช่ความผิดเขาคนเดียว แต่เป็นความผิดของเขาและคนที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างหาก
“ หึ ! ครั้งหน้าฉันไม่กินอาหารของนายแล้ว ! ตาบ้า !! ” หยางหลิวคิดจะแกล้งลู่เอินเพียงนิดหน่อยเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าพอพูดออกไป กลับทำให้ลู่เอินงอนหยางหลิวไปซะได้
พอลู่เอินพูดออกไป เธอก็หมุนตัวและเดินออกจากห้องไปทันที โดยที่ไม่ได้หยุดรอหยางหลิวแม้แต่น้อย
“ เฮ้ ! รอก่อน ” หยางหลิวเพิ่งรู้สึกตัวว่าลู่เอินเดินออกจากห้องไปแล้ว เขาจึงตะโกนบอกให้เธอรอเขาก่อน ขณะเดียวกันหยางหลิวรีบเก็บของและวิ่งไปหาลู่เอิน
แต่ขณะที่หยางหลิวกำลังจะพ้นประตูออกไป เขาก็ถูกคน ๆ หนึ่งยืนขวางทางออกไว้ และผลักเขาให้ถอยหลังกลับเข้าห้อง
“ จิ่นลี่ !? ” หยางหลิวเห็นจิ่นลี่ยืนขวางเขาไว้ข้างหน้า เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่พบจิ่นลี่ แต่ก็ไม่ถึงกับมากมายนัก เพราะเขาจำได้ว่าในช่วงก่อนเขาจะย้อนเวลากลับมา มีลู่เอิน และจิ่นลี่ที่เรียนในมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่
“ โอ้ !? ยังจำฉันได้ ? ” จิ่นลี่แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงประหลาด แต่หลังจากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาด้วยอารมณ์รุนแรงว่า “ งั้นแกก็คงจำที่ฉันเตือนได้ไม่ใช่หรือไง ! ”
“ เหอะ ! คนอย่างแกมันก็ดีแค่ลอบกัด ” หยางหลิวไม่แยแสแม้แต่นิด เขาพูดด้วยความเกลียดชังอย่างที่สุด แต่เหมือนเขาฉุกคิดอะไรได้ หยางหลิวจึงพูดต่อไปอีกว่า “ ไม่สิ ! คงใช้คำว่าคนไม่ได้ ที่ถูกคือหมาลอบกัดต่างหาก ”
“ แก ! ไอ้หยางหลิว !! ” จิ่นลี่มีสีหน้าท่าทางโกรธจัด เขาจ้องมองมาทางหยางหลิวและพูดต่อไปอีกว่า “ แกจำวันนี้ไว้ให้ดี ๆ แล้วแกจะเสียใจ ! ” จิ่นลี่พูดจบ เขาก็หันหน้าและเดินออกไปทันทีด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวหัวฟัดหัวเหวี่ยง
คนที่มายืนมุงดูเนื่องจากได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน พากันขยับออกไปด้านข้าง เพื่อเป็นทางเดินให้จิ่นลี่เดินจากไป เพราะพอพวกเขาเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธของจิ่นลี่แล้ว ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการขวางทางเดินของเขา ไม่เช่นนั้นคงเกิดปัญหาขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
ในด้านของหยางหลิวก็เช่นกัน พอมาเจอจิ่นลี่ก็ทำให้เขารู้สึกเดือดดาลพลุ่งพล่านในใจ ถึงแม้จิ่นลี่ไม่ใช่ศัตรูหัวใจ แต่ก็ยังเป็นศัตรูคนสำคัญที่กลั่นแกล้งเขาเสมอ ๆ ยิ่งพอนึกถึงเรื่องเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่จิ่นลี่ใช้คนให้มาลอบทำร้ายเขากลางดึกแล้ว ยิ่งทำให้เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เขาเดินไปยังทางเดินฝั่งตรงข้ามที่จิ่นลี่เดินไป คนที่มุงดูอยู่ก็รู้สึกกลัวหยางหลิวจะทำร้ายพวกเขา พวกเขาจึงต้องขยับเบียดกันจนชิดสองฝั่งทางเดิน เพื่อสร้างเส้นทางให้กับหยางหลิวจากไป
หยางหลิวเดินออกมาจากห้องสอบไปจนถึงหน้าทางเข้ามหาลัยด้วยอารมณ์หงุดหงิด ฉับพลันเขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเขาเองต้องวิ่งไปตามลู่เอินเพื่อง้อเธอ แต่ต่อให้วิ่งไปตอนนี้คงไม่ทันแล้ว สุดท้ายหยางหลิวจึงตัดสินใจส่งข้อความไปบอกลาลู่เอิน และขอโทษเธอ
ต่อจากนั้น หยางหลิวจึงตัดสินใจใหม่ที่จะไปสถานที่ที่เชิญเขาไปต่อสู้ แทนที่จะชวนลู่เอินไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าด้วยกันเหมือนเมื่อวาน เพราะต่อให้ชวนไปเจ้าตัวก็คงงอนเขาอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
...
หยางหลิวนั่งรถแท็กซี่อยู่นานจนมาถึง ร้านเทียนเหมิน ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่ค่อนข้างลึกลับมาก แม้แต่คนขับแท็กซี่ยังแทบไม่รู้จัก ถ้าหยางหลิวไม่บอกเขาก็ไม่คิดว่ามีที่แห่งนี้อยู่ในกลางเมืองปักกิ่ง โชคดีที่ว่าคนที่เชิญหยางหลิวมา ได้เตรียมแผนที่สำหรับเดินทางไว้ให้ก่อน ไม่อย่างนั้นต่อให้หยางหลิวอยากมาแค่ไหนก็คงมาไม่ถึง ได้แต่หลงทางหาทางเข้าไม่เจอแน่นอน
หยางหลิวชำระค่าโดยสารและลงจากรถ มองไปยังร้านเทียนเหมินที่อยู่ข้างหน้าของหยางหลิว ร้านเทียนเหมินเป็นร้านที่มีลักษณะใหญ่โตมโหฬาร แต่ที่ค่อนข้างแปลกคือลักษณะภายนอกของร้านดูค่อนข้างเก่าแก่มาก และคาดว่าต้องอยู่มาไม่ต่ำกว่า 20ปีเป็นอย่างน้อย
ขณะที่หยางหลิวกำลังสำรวจร้านเทียนเหมินอยู่นั้น ก็มีชายหลายคนเดินออกมา พวกเขาเหล่านี้ดูท่าทางไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ แต่ละคนมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิดแผกแตกต่างจากชาวเอเชียทั่วไป ถ้าไม่มองดูใบหน้าก็คงต้องนึกว่าเป็นคนยุโรป หรืออเมริกาเป็นแน่
“ มาทำอะไร !? ที่นี่ไม่ต้อนรับคนนอก ! ออกไปซะ ” หนึ่งในสามคนที่เดินออกมาตวาดไล่หยางหลิวให้ออกไปจากบริเวณนี้ เห็นได้ชัดว่าถ้าใครไม่ได้รับเชิญต้องถูกไล่ออกไปในลักษณะนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่บริเวณรอบ ๆ นี้ไม่ค่อยมีคนเดินสัญจรไปมา
หยางหลิวเห็นท่าทางคนเหล่านี้ก็พูดออกไปว่า “ ฉันได้รับเชิญให้มาเข้าร่วมการต่อสู้ที่นี่ และนี่คือบัตรเชิญ ” หยางหลิวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าควานหาบัตรเชิญเตรียมที่จะนำมาแสดงต่อคนพวกนี้
ในตอนที่หยางหลิวพูดความจริงออกไปเขาก็นึกว่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ และคนเหล่านี้คงเข้าใจเหตุผลของเขา แต่ใครจะคาดคิดล่ะว่า หลังจากที่พูดจบชายคนนั้นก็หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกับกล่าวว่า “ ฮ่า ๆๆ ไอ้หนู ! แกคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่เล่นตลกหรือไง !? ” พอพูดจบ เขาก็พุ่งตัวเข้าใส่หยางหลิวพร้อมกับใช้แขนข้างซ้ายเหวี่ยงออกมายังใบหน้าของหยางหลิว
ทว่าปฏิกิริยาตอบสนองของหยางหลิวนับว่าไวมากหลายเท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไป แค่ความเร็วธรรมดาเชื่องช้าแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นอันตรายต่อหยางหลิว พอชายคนนั้นเหวี่ยงแขนออกมา หยางหลิวเพียงเหลือบมองนิดหน่อย ก็โยกตัวหลบไปอีกทางเพื่อป้องกันตัวเอง ท่อนแขนที่เหวี่ยงมาทำได้เพียงพุ่งผ่านอากาศไปเท่านั้น
แต่แค่การหลบนั่นยังไม่พอ หยางหลิวยังใช้มือข้างขวา ต่อยหมัดออกไปที่บริเวณข้อศอกของชายคนนั้นอย่างจัง ทำเอาชายคนนั้นร้องโอดโอยออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างที่สุด
ชายอีกสองคนเห็นท่าไม่ดีก็เตรียมเข้ามาปะทะกับหยางหลิวเช่นกัน แต่ทว่าก็มีเสียง ๆ หนึ่งดังออกมาจากข้างในร้าน
“ หยุด !!! ” เสียง ๆ เดียวทำให้คนทุกคนที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นหันไปมองทางชายคนนั้น แม้แต่ชายที่กำลังส่งเสียงร้องก็ได้แต่เงียบ ปิดปากอย่างสนิทไม่กล้าแม้แต่ส่งเสียงใด ๆ ออกมาอีก
พอเห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว ชายคนดังกล่าวก็เดินออกมาจากร้าน และตรงเข้ามาหาหยางหลิว “ เป็นคุณหยางหลิว ผมต้องขออภัยอย่างยิ่ง ” ชายคนนั้นเข้ามาทักทายหยางหลิว พร้อมกับแสดงท่าทีเคารพเกรงอกเกรงใจ
“ คุณคือ ? ” หยางหลิวส่งเสียงถามออกไปด้วยน้ำเสียงสงสัยเล็กน้อย
“ ต้องขออภัยด้วย ผมคือคนที่ส่งจดหมายเชิญคุณมาเอง ป่ายเฉียนครับยินดีที่รู้จัก ” ป่ายเฉียนแนะนำตนเองให้กับหยางหลิว
หยางหลิวก็แนะนำตัวเองกลับไปเช่นกัน “ ผมเว่ย หยางหลิวยินดีที่รู้จักครับ ”
หลังจากคนทั้งสองเดินเข้าไปร้าน ชายที่ยืนอยู่สองคนจึงเดินเข้าไปพยุงเพื่อนที่ล้มอยู่
“ ลูกพี่ป่ายเฉียนนี่โหดชะมัด ถึงจะเตือนพวกเราแล้วก่อนให้มาทดสอบความสามารถไอ้เด็กนั่น แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเก่งขนาดนี้ โชคดีนะที่ไม่ได้เข้าไปก่อน ” ชายคนที่กำลังพยุงพูดออกมา
“ พูดอีกก็ถูกอีก โชคดีจริง ๆ ที่ไม่ได้เข้าไปปะทะมันก่อน ” ชายอีกคนที่กำลังพยุงเช่นกัน พูดเสริมขึ้นมา
“ โอ๊ย ! พวกนายเลิกพูดได้แล้ว พาฉันไปหาหมอด่วนเลย ไม่รู้ว่ากระดูกฉันหักหรือเปล่า เจ็บฉิบหาย ! ” เขาพูดไปร้องครวญครางเจ็บปวดไป
...
“ ผมคิดไม่ผิดจริง ๆ ที่เชิญคุณหยางหลิวมา ” ป่ายเฉียนพูดขึ้น
“ บังเอิญช่วงนั้นผมน่าจะว่างพอดี ก็เลยสามารถเข้าร่วมได้ ไม่อย่างนั้นผมก็คงต้องปฏิเสธไปแล้ว ” หยางหลิวพูด
“ นั่นก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นผมคงปวดหัวแน่ ๆ ที่จะต้องไปหาคนมาเพิ่มอีก ” ป่ายเฉียนพูดอย่างโอดครวญ จากนั้นเขาพูดขึ้นมาว่า “ ยังไงคุณก็ตกลงเข้าร่วมแล้ว เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า ”
หยางหลิวเห็นด้วยจึงพูดออกไปว่า “ ตกลง ผมฟังอยู่ ”
“ กฎกติกาของเราไม่มีอะไรซับซ้อน ต่อสู้ครั้งละ 4คน ต่อสู้ยังไงก็ได้ ไม่ว่ามือหรือเท้า ขอแต่ห้ามใช้อาวุธ สู้จนกว่ามีคนยอมแพ้หรือหมดสติ 3คน คนสุดท้ายที่ยืนอยู่จะเป็นผู้ชนะ ” ป่ายเฉียนอธิบายกฎกติกาของการต่อสู้นี้ให้กับหยางหลิวฟัง พร้อมกับใช้นิ้วชี้ ชี้ไปยังบริเวณสนามประลองด้านล่างค่อนข้างคล้ายเวทีมวย มีเชือกล้อมไว้สี่ด้าน นอกจากนี้ยังมีกรงเหล็กที่อยู่ด้านบน คาดว่าเอาไว้ใช้ล้อมรอบสนามประลองแห่งนี้ นอกจากนี้สนามประลองยังถูกล้อมรอบไปด้วยอัฒจันทร์สี่ด้าน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้นี้เป็นการต่อสู้บนเวทีที่ใหญ่มากขนาดไหน โดยสถานที่แห่งนี้สามารถบรรจุผู้ชมได้อย่างมากมายนับหมื่นคน แต่กลับไม่ได้เปิดเผยต่อภายนอกให้คนทั่วไปรู้จัก ซึ่งหยางหลิวก็คือหนึ่งในนั้น และนั่นก็คงหมายความว่าที่นี่เป็นลานประลองใต้ดินอย่างไม่ต้องสงสัย
“ นอกจากนี้เงินรางวัลที่เราตกลงกันไว้ ผมก็ได้ชี้แจงไปยังรายละเอียดสัญญาแล้ว ส่วนเรื่องหน้ากากที่คุณขอก็ไม่ต้องห่วง ในวันนั้นเราจะจัดเตรียมพร้อมให้ไว้อย่างดี ” ป่ายเฉียนพูดถึงเรื่องหน้ากากที่หยางหลิวขอไว้เพื่อปกปิดใบหน้า ซึ่งเขาก็อนุญาต และเป็นเขาเองที่จะจัดทำให้อีกด้วย
“ โอเค ! ผมไม่มีปัญหา ” หยางหลิวไม่ได้คิดอะไรมาก เขาแค่ต้องการมาทดสอบความสามารถของเขาเท่านั้น อีกทั้งเรื่องหน้ากากที่เขาขอมาก็เพื่อปกปิดหน้าตาของเขาไว้ เพราะว่าเขาไม่ต้องการให้คนอื่น ๆ รู้จักเขามากนัก และหยางหลิวคิดว่าเขาเพียงเข้าร่วมครั้งนี้เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเองครั้งเดียวเท่านั้น รวมทั้งไม่ได้คิดจะเข้าร่วมอีกในครั้งอื่น ๆ อีก จึงไม่ได้คาดหวังอะไรต่อรางวัล และตอบตกลงเซ็นสัญญาในทันที
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =