[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมาล้วนมีแต่นามของกู้ฉางเกอ ถูกสวมเขาแล้วหรือไร

    ตอนที่ 59 ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมาล้วนมีแต่นามของกู้ฉางเกอ ถูกสวมเขาแล้วหรือไร

            ครืน!

            แสงสว่างแผ่กระจายออกมาราวกับหมอกหลากสี คลื่นพลังแห่งมิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

            มินานนัก ช่องทางหนึ่งก็ปรากฏขึ้น พร้อมเงาร่างหลายสายที่ก้าวออกมา

            กู้ฉางเกอและผู้ติดตามของเขาปรากฏตัวในทันที

            เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างเผยสีหน้าหวาดหวั่น

            แม้จะมีผู้บำเพ็ญเพียรบางคนที่มิรู้จักกู้ฉางเกอ แต่เพียงเห็นว่าเขามีผู้ติดตามระดับมหาปราชญ์จำนวนมากคอยติดตาม ก็ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่ามิควรล่วงเกินคนผู้นี้ ก่อนจะรีบรุดถอยหนีออกจากพื้นที่อย่างรวดเร็ว

            กู้ฉางเกอมองดูเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้มบาง ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้

            เวลานี้ มิมีผู้ใดโง่เขลากล้าท้าทายเขาอย่างไร้สติ

            การเผชิญหน้ากับการถูกท้าทายมิว่าจะไปเยือนที่ใด นั่นต่างหากจึงจะเป็นเส้นทางของผู้เป็นพระเอก!

            ภายในเขตแดนลี้ลับ

            ผืนภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน ทิวทัศน์ยิ่งใหญ่ตระการตา ทะเลสาบสีเขียวมรกตประดุจหยกน้ำงามเลิศล้ำ เผยให้เห็นความกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

            พลังวิญญาณแห่งสวรรค์และปฐพีเข้มข้นจนล่องลอยปกคลุมอยู่ในอากาศ กระแสพลังดูหนาแน่นคล้ายจะกลายเป็นหยดน้ำได้ทุกเมื่อ

            ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอผู้ซึ่งเคยชินกับการใช้ชีวิตในแดนสวรรค์เบื้องบนแล้ว พลังวิญญาณระดับนี้ ก็เทียบเคียงได้เพียงพลังวิญญาณบริเวณนอกเขตแดนประตูใหญ่ของตระกูลกู้เท่านั้น

            เขาจึงหาได้สนใจสิ่งใดไม่

            แต่สำหรับผู้ฝึกตนในโลกเบื้องล่างแล้ว สถานที่แห่งนี้เปรียบได้ดั่งถ้ำสวรรค์แดนสุขาวดี การบำเพ็ญเพียรเพียงวันเดียวในที่แห่งนี้ ก็กลับให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการบำเพ็ญเพียรภายนอกหลายวัน

            สิ่งนี้ทำให้พวกเขาอดมิได้ที่จะตื่นตะลึงและเต็มไปด้วยความชื่นชมในเวลาเดียวกัน

            “เขตแดนลี้ลับแห่งนี้นับว่าเป็นสถานที่แห่งโชควาสนาโดยแท้! มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดถึงมีผู้คนมากมายแย่งชิงกันเข้ามาเช่นนี้...”

            “หากเขตแดนลี้ลับนี้สามารถเข้าออกได้ตลอดเวลา ก็นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดแล้ว เขตแดนลี้ลับแห่งนี้จะต้องปิดตัวลง”

            เหล่าผู้ติดตามผู้มีพลังระดับมหาปราชญ์ของตระกูลหลินที่อยู่เบื้องหลังกู้ฉางเกออดมิได้ที่จะเอ่ยความในใจด้วยความรู้สึกชื่นชม

            แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงแค่ชื่นชมเท่านั้น

            การติดตามคุณชายกู้เข้ามาในเขตแดนลี้ลับครั้งนี้นั้นมีเป้าหมายสำคัญในการปฏิบัติภารกิจเพื่อคุณชาย จึงย่อมมิอาจเดินเตร็ดเตร่ไปตามอำเภอใจได้

            ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถสร้างความประทับใจให้คุณชายกู้ได้ โอกาศที่จะได้รับในอนาคตก็มิได้ด้อยไปกว่าการบำเพ็ญเพียรในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย

            พวกเขาต่างตระหนักในเรื่องดี

            “เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อคุณชาย หากพวกเจ้าทำผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย ก็อย่าได้คิดจะมีหน้ากลับไปอีก!” ผู้อาวุโสหมิงกล่าวกับเหล่าผู้ติดตามด้วยน้ำเสียงดุดันเคร่งขรึม

            เขาเองก็ได้กดพลังของตนไว้ ก่อนที่จะติดตามกู้ฉางเกอเข้ามาในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้

            มิฉะนั้นหากมัวเฝ้ารอคอยอยู่ภายนอก เขาย่อมมิอาจวางใจได้

            “ท่านบรรพชนวางใจเถิด พวกข้าพร้อมยอมสละชีวิตเพื่อช่วยให้คุณชายได้สิ่งที่มุ่งมาดปรารถนา!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสหมิง บรรดาผู้อาวุโสจากตระกูลหลินต่างพากันแสดงความมุ่งมั่น ราวกับพร้อมจะคุกเข่าถวายสัตย์ปฏิญาณอย่างไร้ข้อแม้

            ผู้อาวุโสหมิงเพียงพยักหน้าเบาๆ ดวงตาฉายแววพึงพอใจอย่างยิ่ง

            ‘เขตแดนลี้ลับเพิ่งจะเปิดออกได้มิกี่วัน แม้ว่าเย่เฉินเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเพียงใด เขาก็คงจะสำรวจไปได้ถึงเพียงแค่ขอบเขตของพื้นที่แกนกลางเท่านั้น…’

            ‘และเขาอาจมีแผนที่ของที่แห่งนี้ไว้ในมืออยู่แล้ว แต่นั่นนับว่ายิ่งดีเข้าไปใหญ่ เพราะชื่อเสียงของหนูค้นหาสมบัติมิได้มาเพราะโชคช่วย ข้าจะปล่อยให้เขาสำรวจเส้นทางแทนก่อนก็แล้วกัน’

            กู้ฉางเกอมิได้สนใจคำพูดของเหล่าผู้ติดตามเบื้องหลัง

            ในใจของเขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องของเย่เฉิน ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มบางที่แฝงความนัยลึกลับ

            จากนั้นเขาก็สัมผัสถึงตำแหน่งที่แน่นอนของเย่เฉินในใจ

            ระยะทางจากจุดที่เขาอยู่ไปยังที่หมายของเย่เฉินนั้นนับว่าห่างไกลกันเกือบหมื่นลี้

            แม้กู้ฉางเกอจะมิสามารถมองเห็นการกระทำของเย่เฉินได้โดยตรง แต่เขาก็สามารถคาดเดาได้มิยากว่าอีกฝ่ายกำลังทำสิ่งใดอยู่

            ‘แม้ท่าทางของเจ้ายามลำบากเหน็ดเหนื่อยจะดูน่าสมเพชอยู่บ้าง แต่เมื่อตอนที่เจ้าช่วยข้าแสวงหาโอกาสวาสนานั้นกลับแลดูมีคุณค่าขึ้นมาทันที’

            กู้ฉางเกออดมิได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาในใจ

            “ไปกันเถิด”

            หลังจากนั้น เขาก็เอ่ยขึ้นพร้อมกับแปรเปลี่ยนเป็นแสงสายรุ้งนำพาทุกคนมุ่งหน้าไปยังพื้นที่แกนกลางของเขตแดนลี้ลับ เพราะพื้นที่ที่พวกเขาอยู่ในขณะนี้ เป็นเพียงแค่บริเวณขอบนอกเท่านั้น

            …

            อีกด้านหนึ่ง ในพื้นที่ลึกลับที่ถูกหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ

            ทิวเขาสลับซับซ้อนทอดตัวไปมา ต้นไม้โบราณตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ปรากฏร่องรอยซากปรักหักพังของอารยธรรมเก่าแก่ มหาวิหารหลายแห่งพังทลาย เสาหลักหักโค่นกระจัดกระจาย ใบไม้ร่วงโรยปกคลุมทั่วพื้น

            ฉึบ!

            โลหิตสาดกระเซ็น!

            เย่เฉินสะบั้นอสูรร้ายประหลาดที่อยู่ตรงหน้าเป็นสองซีกด้วยการฟันดาบเดียว ก่อนจะทอดสายตามองพืชต้นหนึ่งที่อยู่ข้างปากถ้ำด้วยความพึงพอใจ

            พืชต้นนั้นเปล่งประกายสว่างไสวทั้งต้น คล้ายเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน ส่งกลิ่นอายร้อนแรงแผ่ซ่าน

            “ดอกเพลิงเทพศักดิ์สิทธิ์ มีอายุถึงสามหมื่นปีเชียวหรือ ดอกนี้ช่วยให้ข้าหลอมรวมเจตจำนงแห่งเพลิง เสริมพลังของเพลิงเทพศักดิ์สิทธิ์ให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นได้…”

            เย่เฉินพึมพำขณะเด็ดพืชต้นนั้นขึ้นมา

            ความพึงพอใจฉายชัดในสีหน้า

            เพิ่งเริ่มต้นการเดินทางในเขตแดนลี้ลับครั้งนี้ เย่เฉินก็ได้รับสมบัติล้ำค่ามามากมาย นั้นล้วนแต่เป็นสิ่งของที่สามารถช่วยเพิ่มพูนพลังฝีมือของเขาได้อย่างมหาศาล

            สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งก็ยิ่งมีความมั่นใจในแผนการที่จะใช้จัดการกับกู้ฉางเกอมากขึ้น

            อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ทำให้เขาสบายใจที่สุดก็คือ การที่เย่หลิวหลีสามารถตามหาเขาจนพบได้

            หลายวันก่อน หลังจากที่เย่หลิวหลีต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ในนครโบราณชงเยวี่ย เย่เฉินก็ได้หาวิธีส่งคนไปแจ้งข่าวถึงที่อยู่ของเขาเพื่อให้นางคลายกังวล

            แม้ว่าจะมีเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรมากมายที่รับรู้ว่าเย่เฉินได้ล่วงเกินกู้ฉางเกอ และต่างก็หลีกเลี่ยงเขาเหมือนหลบงูพิษ

            แต่ก็ยังมีบางคนที่ยินดีช่วยเขาส่งข่าวสาร

            ด้วยจิตใจอันเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม และได้รับแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณที่มั่นคงของเขา

            ดังเช่นเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเจียโหลวที่ได้ยืนหยัดในความถูกต้อง เขาผู้นั้นก็ช่วยเหลือเย่เฉินในการส่งข่าวสาร

            เพียงมิกี่วัน เย่หลิวหลีก็สามารถหาตัวเย่เฉินจนพบ

            เย่หลิวหลีได้เดินทางมาพร้อมกับผู้ติดตามมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเทพผู้รับใช้จากเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคบรรพกาล ซึ่งต่างมีพลังฝีมืออยู่ในระดับมหาปราชญ์

            สิ่งนี้ทำให้เย่เฉินรู้สึกมั่นใจและอุ่นใจยิ่งขึ้นกว่าเดิม

            เมื่อกู้ฉางเกอก้าวเข้าสู่เขตแดนลี้ลับแห่งนี้ ก็ย่อมต้องสิ้นชีพด้วยการเตรียมพร้อมอย่างรอบคอบของเขาอย่างมิต้องสงสัย

            วันนี้ในปีข้างหน้า ก็จะกลายเป็นวันครบรอบการสิ้นชีพของกู้ฉางเกอ!

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เย่เฉินรู้สึกฉงนอยู่บ้างก็คือ

            เย่หลิวหลีกลับดูมีท่าทีที่เปลี่ยนไปจากเดิม

            นางมิได้แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมดังเช่นแต่ก่อน มิได้วิ่งมาหาเขา และถามไถ่เรื่องราวอย่างกระตือรือร้น

            แม้กระทั่งรักษาระยะห่างจากเขาไว้ถึงสามก้าว

            อย่างไรก็ตาม เย่เฉินก็กลับมิได้ใส่ใจนัก เพราะเขาคิดว่าเย่หลิวหลีก็เติบใหญ่ขึ้นแล้ว นางมิใช่เด็กหญิงตัวน้อยคนเดิมอีกต่อไป

            นอกจากนี้ ฐานะของทั้งสองก็แตกต่างกันมาก การที่นางเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องปกติ

            หลังจากที่เก็บดอกเพลิงเทพศักดิ์สิทธิ์ไว้ในแหวนมิติเรียบร้อยแล้ว…

            เย่เฉินก็ทอดสายตามองไปยังดรุณีน้อยในอาภรณ์สีม่วงผู้มีรูปลักษณ์งามประหนึ่งหลุดมาจากสรวงสวรรค์ ใบหน้างดงามหมดจด ส่องประกายเรืองรองราวหยกขาวบริสุทธิ์ บนใบหน้าของเขาพลันปรากฏรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ

            นางเติบใหญ่ขึ้น และยิ่งงดงามขึ้นจนยากจะหาผู้ใดเปรียบ

            รอบกายโอบล้อมไปด้วยรัศมีแห่งความบริสุทธิ์ อาบไล้ด้วยแสงระยิบระยับบางเบา คล้ายดั่งเทพธิดาสูงส่ง

            “หยุดจ้องมองซะ! คุณหนูหาใช่ผู้ที่เจ้าควรจะมองด้วยความคิดต่ำต้อยเช่นนั้นไม่”

            “เป็นเพียงแค่ลูกหลานของบ่าวไพร่ในตระกูล แต่ยังคิดจะหวังสูงทะเยอทะยานเทียบชั้นกับฟากฟ้างั้นหรือ”

            ทันใดนั้น เสียงอันเย้ยหยันและแฝงความดูแคลนก็ดังขึ้น ทำให้คิ้วของเย่เฉินขมวดเข้าหากัน สีหน้าฉายแววเคร่งขรึมลง

            ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นฉายความขุ่นเคืองใจในทันที

            อีกแล้ว...หญิงชราผู้น่ารำคาญผู้นี้อีกแล้ว

            เปิดปากครั้งใด ก็ล้วนแต่เอ่ยว่าเขาว่าหวังสูง หรือไม่ก็เป็นผู้ไร้ค่า

            แม้ว่าเย่เฉินจะต้องเผชิญกับคำดูแคลนนับครั้งมิถ้วน แต่สุดท้ายเขาก็สามารถพลิกสถานการณ์และพิสูจน์ตนเองได้ทุกครา

            ทว่า...ผู้ที่กล่าวถ้อยคำเหล่านั้นในยามนี้กลับเป็นบ่าวผู้ติดตามข้างกายเย่หลิวหลี

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงมิอาจลงมือตอบโต้กลับได้ แม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่กลับต้องเก็บงำเอาไว้ มิสามารถระบายออกมาได้

            ผู้ที่กล่าววาจานั้นก็คือผู้อาวุโสเสวี่ย

            แม้ว่านางจะต้องถูกคุณหนูเย่หลิวหลีตำหนิในภายหลัง แต่ด้วยความที่นางเป็นผู้ที่คอยดูแลเย่หลิวหลีด้วยความเอาใจใส่มานานนับสิบปี

            เย่หลิวหลีจึงมิได้ตำหนินางอย่างรุนแรงนัก เพียงแต่เอ่ยตักเตือนนางเล็กน้อยเท่านั้น

            ในยามที่เย่หลิวหลีเลือกออกมาตามหาเย่เฉิน ผู้อาวุโสเสวี่ยจึงได้ลดพลังฝีมือลง พร้อมกับติดตามมาในเขตแดนลี้ลับแห่งนี้ด้วย

            นางมิมีความรู้สึกดีอันใดต่อเย่เฉินแม้แต่น้อย

            ในสายตาของผู้อาวุโสเสวี่ย เย่เฉินเป็นพวกจิตใจมิใสซื่อ

            ยามเมื่อยังเยาว์วัย หากมิได้ผู้อาวุโสเสวี่ยที่คอยอยู่ข้างกายคุณหนูตลอดเวลา ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มคนนี้พยายามจะล่วงเกินนาง ผู้อาวุโสเสวี่ยก็สามารถเข้าขัดขวางได้ทุกครั้ง ทำให้เขามิเคยประสบผลสำเร็จเลยสักครา

            หาไม่แล้ว คุณหนูคงต้องถูกเขาล่วงเกินไปมากกว่านี้มิรู้เท่าไร

            ผู้อาวุโสเสวี่ยเคยคิดจะลงมือกำจัดเด็กหนุ่มคนนี้เสียให้สิ้นซาก แต่คุณหนูกลับบอกว่าอย่าทำ เพราะหากมิมีเขาแล้วก็จะมิมีผู้ใดคอยอยู่ข้างกายให้พูดคุยด้วยอีก

            แต่ระยะหลังนี้ ผู้อาวุโสเสวี่ยเริ่มจะอดกลั้นไว้มิไหวแล้ว

            คุณหนูถึงกับไปขัดแย้งกับบุตรชายของตระกูลกู้ผู้สูงศักดิ์ เพียงเพราะเย่เฉินผู้นี้

            นี่ช่างนับว่าเป็นการกระทำที่โง่เขลาสิ้นดี!

            ทว่าต่อหน้าคุณหนู ผู้อาวุโสเสวี่ยจึงทำได้แต่บีบลดพลังฝีมือของตนให้เหลือเพียงระดับมหาปราชญ์เท่านั้น มิเช่นนั้นนางคงลงมือสังหารเย่เฉินได้โดยที่มิให้คุณหนูรู้ตัวไปแล้ว

            “อย่าได้ดูถูกกันนัก พวกที่เคยดูแคลนข้า สุดท้ายแล้วต่างก็ถูกข้าทำลายและบดขยี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าทั้งสิ้น”

            เย่เฉินขมวดคิ้ว ก่อนตอบกลับอย่างแข็งกร้าวโดยมิสนใจผู้ใดหน้าไหนทั้งสิ้น!

            ผู้อาวุโสเสวี่ยแค่นเสียงเย้ยหยันก่อนเอ่ยว่า

            “เจ้าเองก็เป็นแค่เศษธุลีที่มิเคยได้พบเห็นมังกรเก้าสวรรค์ แล้วยังกล้าหวังให้ผู้อื่นนับถือหรอกหรือ จงไปหากระจกส่องดูเงาตนเองเสียก่อนเถิด สภาพเจ้าเช่นนี้หรือจะเทียบกับคุณชายกู้ได้”

            “มีเพียงบุรุษเช่นคุณชายกู้เท่านั้น ที่จะเหมาะสมคู่ควรกับคุณหนูของเรา ส่วนเจ้าน่ะหรือ…แม้แต่จะให้คุณชายกู้ลงมือบดขยี้ ก็ยังมิอาจมีคุณสมบัติเพียงพอเสียด้วยซ้ำ!”

            สิ่งที่นางกล่าวนั้น ล้วนเป็นความจริงในใจนาง

            ทว่านางหาได้คาดคิดไม่ ว่าวาจาเหล่านี้กลับยิ่งกลายเป็นน้ำมันที่ราดลงในกองเพลิงแห่งความเคียดแค้นของเย่เฉินที่มีต่อกู้ฉางเกอ และยิ่งโหมกระพือความเกลียดชังนั้นอีกหลายเท่า

            “หุบปากเสีย…”

            เพียงได้ยินคำพูดนั้น ดวงหน้าเขากลับบิดเบี้ยว เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปนขึ้นอย่างเห็นเด่นชัด กำปั้นทั้งสองกำแน่นจนแทบสั่นสะท้านไปด้วยแรงโทสะ

            เย่เฉินคำรามออกมาด้วยอารมณ์ที่ปะทุเดือดราวกับอสูรร้าย

            แม้เขาจะอดกลั้นมามากเพียงใด แต่ในยามนี้กลับรู้สึกว่าความอดทนนั้นได้ถึงขีดจำกัดแล้ว

            นางถึงกลับกล่าวว่าหญิงสาวที่เขาหมายปองนั้นเหมาะสมคู่ควรกับศัตรูคู่แค้นของเขางั้นหรือ! นี่มันหมายความว่าอันใดกัน

            เขากลับถูกสวมเขาอีกคราแล้วหรือไร

            กู้ฉางเกอ

            เป็นกู้ฉางเกอผู้นั้นอีกแล้ว!

            ทุกถ้อยคำที่เอ่ยออกมา ล้วนมีแต่นามของกู้ฉางเกอ! เย่เฉินจ้องเขม็งด้วยดวงตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เขากัดฟันกรอด

            ข้าจักฆ่าเจ้าให้จงได้!

            "ท่านพี่เย่เฉิน ท่านอย่าได้ไปฟังคำพูดของนางเลย”

            "ท่านป้าเสวี่ย ท่านกล่าววาจาเหลวไหลอันใดอีกแล้ว"

            เสียงใสดังขึ้น พร้อมกับที่เย่หลิวหลีที่เดินเข้ามา คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ใบหน้าฉายชัดถึงความมิพอใจ

            ถึงแม้ท่านพี่เย่เฉินจะเปลี่ยนไปมาก แต่ในสายตาของนาง เขากลับยังคงเป็นพี่ชายที่นางคุ้นเคยดังเดิม การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยนี้ นางยังคงยอมรับได้

            แต่คำพูดของท่านป้าเสวี่ยก็ช่างเกินจะทานทน

            "คุณหนู ข้าเพียงแต่กล่าวความจริงเท่านั้น หากมิใช่เพราะเขา คุณชายกู้ก็คงมิแสดงท่าทีเช่นนั้นต่อท่าน…”

            ผู้อาวุโสเสวี่ยรีบอธิบาย แต่นางกล่าวยังมิทันจบ ก็ถูกเย่หลิวหลีตัดบท

            ใบหน้างามปรากฏแววมิพอใจ คิ้วเรียวขมวดแน่น "ท่านป้าเสวี่ย อย่าได้เอ่ยถึงกู้ฉางเกอให้ข้าได้ยินอีก ข้ามิอยากฟังนามอันน่ารังเกียจนี้ของเขา"

            "หลิวหลี…หรือว่าเจ้ากับกู้ฉางเกอ เคยมีพันธะสัญญาการหมั้นหมายกันมาก่อน"

            ทันใดนั้น เย่เฉินที่ที่เริ่มสงบลงพลันมีสีหน้าตึงเครียด ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้

            ความรู้สึกกดดันและความกังวลเริ่มครอบงำในใจเขา

            หากมิใช่เช่นนั้น เหตุใดผู้อาวุโสเสวี่ยจึงจงใจเอ่ยถึงกู้ฉางเกอต่อหน้าเขา

            ในเมื่อทั้งสองล้วนมาจากแดนสวรรค์ อีกทั้งชาติกำเนิดและภูมิหลังต่างก็ลึกล้ำเกรียงไกร เรื่องเช่นนี้มิใช่ว่าจะเป็นไปมิได้เลย

            เพียงคิดถึงเรื่องนี้ เย่เฉินก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นมา

            "ท่านกำลังคิดอันใดอยู่ ข้าจะไปมีพันธะกับผู้ที่ชวนขัดหูขัดตาเช่นนั้นได้อย่างไร! หากแม้จะมีจริง ข้าก็จะขอให้ท่านพ่อถอนพันธะนั้นให้จบสิ้น…"

            เย่หลิวหลีตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สีหน้าฉายแววเหนื่อยล้าอยู่ในที เหตุใดท่านพี่เย่เฉินจึงคิดเช่นนี้ไปได้

            นางเกลียดชังกู้ฉางเกอยิ่งนัก เขาคือบุรุษผู้ทำให้นางอับอายและต้องทนแบกรับความอัปยศหมิ่นเกียรติอย่างถึงที่สุด!

            "แล้วเหตุใดเจ้าจึงกล่าวว่าเขาชวนขัดหูขัดตากัน หรือที่ตระกูลหลินในวันนั้นเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น"

            เมื่อได้ยินดังนั้น เย่เฉินจึงถอนใจลึกพลันเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            บุคคลที่สามารถทำให้เย่หลิวหลีผู้มีจิตใจอ่อนโยนเช่นนี้เกลียดชังได้ย่อมมิใช่คนธรรมดา

            และเรื่องนี้เอง ยิ่งโหมเพลิงแค้นในใจเขาให้ลุกโชน มุ่งมั่นที่จะสังหารกู้ฉางเกอให้จงได้!

            "กู้ฉางเกอผู้นั้นเป็นบุตรของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยงในแดนสวรรค์ อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดตระกูล ทรงอิทธิพลและอำนาจเหนือกว่าข้าเสียอีก ท่านพี่เย่เฉิน หากท่านคิดจะต่อกรกับเขา ก็ขอจงระวังตัวให้มาก…"

            "ข้าเองก็ช่วยท่านได้มิมากนัก"

            เย่หลิวหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

            เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ เย่เฉินยิ่งกำหมัดแน่นขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น แต่ในใจกลับแอบคิดอย่างเย็นชา

            เขตแดนลี้ลับแห่งนี้จะเป็นสุสานของเจ้า!

            ในขณะเดียวกัน เยี่ยนจีที่อยู่ในแหวนมิติเมื่อได้ยินเสียงสนทนานั้นก็กลับเผยแววสนใจขึ้นมาทันที

            นางกลับสนใจข้อมูลของกู้ฉางเกอนัก

            "ที่แท้คุณชายกู้ผู้นี้ก็เป็นถึงทายาทของตระกูลแห่งชีวิตอันยืนยง มิน่าเล่า…"

            "เช่นนี้เขาก็คงมีวิธีเอาตัวรอดมากมาย เช่นนั้นข้าก็มิต้องเป็นกังวลอันใดแล้ว"

            เยี่ยนจีกล่าวอย่างเบาใจ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน

            "เมื่อถึงเวลานั้น หากเย่เฉินต้องประมือกับกู้ฉางเกอขึ้นมา แล้วข้าควรจะเลือกยืนอยู่ข้างผู้ใดดีเล่า"

            "หวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะมิเกิดขึ้น มิเช่นนั้นข้าคงมิอาจเข้าข้างฝ่ายใดได้…"

            เยี่ยนจีถอนหายใจ นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย

            เมื่อนึกย้อนกลับไปในเวลานั้น สภาพวิญญาณของนางนั้นอ่อนแอจนแทบแหลกสลาย 

            แต่โอสถผสานวิญญาณที่กู้ฉางเกอมอบให้นางนั้นกลับมีคุณค่าอย่างมหาศาล

            จนยากจะประมาณได้

            บุญคุณครั้งนี้ นางมิมีวันลืมเลือน

            แต่กระนั้น นางก็ยังมิอาจเข้าใจได้เลย ว่าเหตุใดคุณชายกู้ถึงเลือกปล่อยเย่เฉินไป ทั้งที่เขาได้ล่วงเกินเขาอย่างมิน่าให้อภัย

            หรืออาจเป็นเพราะโชคของเย่เฉินที่ดีอย่างเหลือล้น

            หรือคุณชายกู้อาจมีเจตนาอื่นแอบแฝง อยากได้ตัวนางเข้าร่วมฝั่งเขา ด้วยเหตุนี้จึงยอมละเว้นชีวิตของเย่เฉินในครั้งนั้น


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน