ในห้องบรรทมที่อบอวลด้วยกลิ่นร่ำหอมจางๆฮวาเสี่ยวซีนอนซบในอ้อมแขนแกร่งของอี้เฟยหลง แสงอรุณสาดส่องลอดม่านบางจับต้องใบหน้าหวานละมุนที่ยังคงปรากฏร่องรอยอ่อนล้าจิ้นอ๋องลูบไล้เส้นเกศาดำขลับของนางอย่างแผ่วเบาดวงตาคมกริบฉายฉานด้วยความรักและความอาวรณ์
"เสี่ยวซี..."เสียงทุ้มต่ำกระซิบข้างหู ราวสายลมพัดผ่านใบไม้"ในที่สุดเจ้าก็คืนสู่ข้างกายข้าอีกครา ความรู้สึกราวกับฝันยังคงเคลือบคลอตลอดกาลที่เจ้าห่างหาย ข้าคะนึงหาเจ้าสุดหัวใจทุกราตรีข้าเพียงหวังให้เจ้าปลอดภัยและกลับมา"
ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าเล็กน้อยสบสายตาเขาแผ่วเบา "ท่านอ๋อง..." เสียงนางหวานละไม
ในห้วงขณะที่ความหวานซึ้งเคลือบคลอหัวใจวูบหนึ่ง... ความรู้สึกแปลกประหลาดก็แวบเข้ามาในทรวงราวกับสัมผัส
ที่คุ้นเคยแต่เลือนราง นางรู้สึกเหมือนเคยนอนแนบชิดบอกรักหวานซึ้งกับใครอีกผู้หนึ่งเช่นเดียวกับที่อี้เฟยหลงกำลัง
กระซิบถ้อยคำรักข้างหู ความอบอุ่น ความเสน่หาที่ชายผู้นั้นเคยหยิบยื่นมิได้แตกต่างจากความรู้สึกที่อี้เฟยหลงมอบให้ในยามนี้เลยแม้แต่น้อยความสับสนวูบไหวในดวงตาคู่สวย ก่อนจะเลือนหายไปภายใต้รอยยิ้มอันละมุน
อี้เฟยหลงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น"ข้ารู้ว่าเจ้าก็คงจะคิดถึงบ้านมาก บัดนี้เจ้ากลับมาแล้ว ข้ายินดียิ่ง"
ครั้นเมื่อรุ่งสางมาเยือนอี้เฟยหลงก็พาฮวาเสี่ยวซีออกจากห้องบรรทม กลับสู่จวนตระกูลฮวาด้วยกัน
เมื่อรถม้าเทียบหน้าประตูจวนทุกคนในครอบครัวฮวาต่างมายืนรอต้อนรับการกลับมาของฮวาเสี่ยวซีด้วยใจห่วงใย
ท่านปู่ฮวาไท่กงยืนเด่นเป็นสง่า ตามด้วยบิดา มารดา พี่ชายทั้งสองและภรรยารวมถึงหลานสาวตัวน้อย เจ้าอ้วนน้อย
อยู่ในอ้อมแขนสาวใช้ของหลิวฮูหยินทันทีที่ทัศนานาง ฮวาเสี่ยวซี เจ้าอ้วนน้อยก็ส่งเสียงร้องไห้งอแงยื่นมือเรียกร้องอ้อมกอดจากนาง
ฮวาเสี่ยวซีมองทุกคนด้วยความตื้นตัน"ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ใหญ่ ท่านรอง"นางเอื้อนเอ่ยทักทายด้วยความเคารพ จากนั้นจึงหันไปแย้มยิ้มให้พี่สะใภ้ทั้งสอง"พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ยินดีที่ได้รู้จักนะเจ้าคะ"แล้วจึงทอดสายตาไปยังหลานสาว "หลินเออร์หรือ?เติบโตแล้วน่ารักจังเลยเชียว"
ขณะที่ทุกคนกำลังทักทายกันด้วยความอบอุ่นจิ้นอ๋องก็เหลือบไปเห็นเจ้าอ้วนน้อยดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องเด็กน้อยด้วยความรู้สึกประหลาด ราวกับเคยพานพบมาก่อนแต่ความทรงจำกลับเลือนราง สร้างความค้างคาใจในห้วงความคิด
ฮวาเสี่ยวซีเห็นเจ้าอ้วนน้อยร่ำไห้ก็อดเอ็นดูมิได้นางจึงรับเด็กน้อยมาโอบอุ้มไว้แนบอก ลูบหลังน้อยๆด้วยความรักและเสน่หาที่อธิบายมิถูก
จากนั้นทุกคนก็พากันเคลื่อนกายเข้าไปในห้องโถงใหญ่ของจวน
อี้เฟยหลงประสานสายตากับท่านแม่ทัพฮวาไท่กงก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยความเคารพและหนักแน่น "ท่านแม่ทัพ ท่านปู่และท่านพี่ทั้งสอง ข้ามาในวันนี้เพื่อแจ้งข่าวอันเป็นมงคลยิ่งด้วยพระเมตตาขององค์ฮ่องเต้ทรงประทานพระราชพิธีสมรสระหว่างข้ากับเสี่ยวซีในอีกสองทิวาที่จะถึงนี้"
ทั่วทั้งห้องโถงเงียบงันไปชั่วขณะก่อนที่ฮวาเจิ้นจะอุทานเสียงดังด้วยความตกใจ "เหตุใดจึงรวดเร็วนักเล่า!นางเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าจวนยังไม่ถึงวันก็ต้องเตรียมตัวออกเรือน เพ้ย!ใครจะยอม!" ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่เต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
ท่านปู่ฮวาไท่กงถอนหายใจเล็กน้อยมองบุตรชายด้วยสายตาตำหนิ "เจิ้นเออร์! เจ้าพูดจาเช่นไร"
อี้เฟยหลงรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น"ท่านแม่ทัพโปรดเข้าใจ ข้าทราบดีว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ท่านก็ทราบดี... หากผู้ใดรับรู้เรื่องราวระหว่างข้ากับเสี่ยวซี...เกียรติยศและชื่อเสียงของนางจะเสียหายเพียงใด ฝ่าบาททรงมีพระเมตตาประทานสมรสให้เร็วขึ้นก็เพื่อปกป้องนางหาใช่ด้วยความเร่งรีบโดยไร้เหตุผล"
ฮวาหยางมองน้องสาวด้วยความเป็นห่วงก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "แล้วการเตรียมงานเล่าท่านอ๋อง อีกเพียงสองวันพวกเราจะทันได้อย่างไร?"
ฮวาเหลียนเองก็พยักหน้าเห็นด้วย"ใช่ขอรับท่านอ๋อง ทุกอย่างกระชั้นชิดเกินไปจริงๆ"
อี้เฟยหลงคลี่ยิ้มเล็กน้อยด้วยความมั่นใจ"เรื่องการเตรียมงานนั้น ท่านทั้งหลายมิต้องกังวลกรมวังได้รับพระบัญชาให้จัดการทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดท่านเพียงแต่เตรียมใจรอต้อนรับวันมงคลก็พอ"
ฮวาเจิ้นยังคงขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจแต่เมื่อได้ยินคำอธิบายของจิ้นอ๋องและเห็นสายตาที่จริงจังของเขาก็เริ่มคลายความขุ่นเคืองลงบ้างเล็กน้อย ท่านปู่ฮวาไท่กงพยักหน้าเห็นด้วย"หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท และทางกรมวังจัดการให้ก็คงไม่มีสิ่งใดให้พวกเราต้องกังวลมากนักสิ่งสำคัญที่สุดคือความสุขของเสี่ยวซี"
ฮวาหยางและฮวาเหลียนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้ายอมรับในที่สุด "หากเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ยินดีด้วยขอรับท่านอ๋อง ขอให้ท่านและน้องสาวมีความสุข"
อี้เฟยหลงน้อมศีรษะขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง"ขอบคุณท่านปู่ ท่านพ่อตา และท่านพี่ใหญ่และพี่รองยิ่งนักข้าจะดูแลเสี่ยวซีให้ดีที่สุดสมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านมอบให้"
ทั้งสี่ต่างตกใจฮวาเจิ้นรีบเอ่ย "ท่านอ๋อง ไม่เร็วไปหน่อยหรือเรียกข้าเช่นเดิมเถิดพ่ะย่ะค่ะ"ฮวาหยางและฮวาเหลียนก็พากันตกใจกล่าวขึ้นพร้อมเพรียง
"ใช่ๆ ท่านอ๋องพวกเรามิบังอาจ ท่านอ่องเรียกพวกเราเช่นเดิมเถิดพะยะค่ะ"
อี้เฟยหลงคลี่ยิ้มละไม"อีกไม่กี่วันข้าก็จะเป็นลูกเขยน้อยเขยของพวกท่านแล้วเรียกขานกันเสียแต่วันนี้ก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือท่านปู่"
ฮวาไท่กงหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ท่านอ๋องตรัสถูกใจข้ายิ่งนักพวกเจ้าก็จงให้ท่านอ๋องเรียกขานตามสะดวกเถิด"
อี้เฟยหลงทอดสายตาไปยังฮวาเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ข้างมารดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความมั่นคงบรรยากาศในห้องโถงเริ่มคลายความตึงเครียดลงและแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีที่เจือด้วยความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับการเตรียมงานที่กระชั้นชิด
เหล่าสตรีในห้องโถงค่อยๆทยอยลุกขึ้น แยกตัวออกจากกลุ่มบุรุษอย่างเงียบเชียบ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบมาเพื่อเปิดโอกาสให้เหล่าชายชาตรีได้สนทนากันอย่างสะดวกใจในเรื่องราวที่อาจไม่เหมาะแก่มารดาภรรยา หรือน้องสาว
ได้ยิน หลิวฮูหยินจูงมือฮวาเสี่ยวซีเบาๆ พลางส่งยิ้มให้สามีและบุตรชายทั้งสองก่อนจะนำบุตรสาวและเจ้าอ้วนน้อยไป
ยังเรือนนอนของตนหวังซูอินและหลินซินต่างก็โค้งศีรษะให้ผู้ใหญ่ในบ้านก่อนจะเดินตามไปสมทบกับหลิวฮูหยินและ
ฮวาเสี่ยวซีอย่างสุภาพบรรยากาศในห้องโถงจึงเหลือเพียงบุรุษสามวัยที่ยังคงพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆต่อไป
หลิวฮูหยินจูงมือฮวาเสี่ยวซีไปยังเรือนนอนของตนโดยมีสาวใช้อุ้มเจ้าอ้วนน้อยติดตามไปเบื้องหลัง ส่วนสตรีอื่นๆแยกย้ายกลับไปยังเรือนพักของตนไป๋หลินพักอาศัยอยู่กับฮวาเจิ้นเพื่อสะดวกในการระงับพิษโดยมีหมอหลวงที่
ฮ่องเต้ประทานมาดูแลบุตรสาวของนางอย่างใกล้ชิด ไป๋หลินรู้สึกสุขใจขึ้นความกังวลในใจคลายลง นางจึงปรนนิบัติ ฮวาเจิ้นด้วยความเต็มใจ
ในห้องนอนหลิวฮูหยินโผเข้ากอดฮวาเสี่ยวซีด้วยความรักและคิดถึงที่สะสมมานานนับสิบปีหยาดน้ำตาไหลรินอาบแก้ม นางลูบใบหน้าลูกสาวด้วยมือที่สั่นเทา"แม่คิดถึงเจ้าเหลือเกินดวงใจของแม่ แม่ดีใจจนพูดไม่ออกที่เจ้ากลับมาสู่อ้อมอกแม่อีกครั้ง"
ฮวาเสี่ยวซีก็กอดมารดาแน่น"ข้าก็คิดถึงท่านแม่สุดหัวใจเจ้าค่ะ"
หลิวฮูหยินพิศมองใบหน้าบุตรสาวอย่างลึกซึ้งรอยอาวรณ์ยังคงฉายชัดในดวงตา "เจ้าหายไปนานแสนนานแม่มิอาจรู้ได้ว่าเจ้าเป็นตายร้ายดีประการใดทุกคืนวันหัวใจแม่แทบแตกสลายด้วยความกังวล" นางลูบมือฮวาเสี่ยวซีเบาๆก่อนจะเอ่ยถามถึงเรื่องที่ค้างคาใจ "แล้วเรื่องของเจ้ากับจิ้นอ๋องเล่าลูกเหตุใดถึง..."
ฮวาเสี่ยวซีหลบสายตาเล็กน้อยก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้เป็นปกติ "ท่านแม่...มันเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ลูกกับท่านอ๋อง... พวกเราได้รับพิษด้วยกันหากมิได้ร่วมมือกันถอนพิษในเวลานั้น... คงไม่มีใครรอดชีวิตมาได้"นางเว้นจังหวะเล็กน้อย พยายามไม่ลงรายละเอียดมากนัก
หลิวฮูหยินพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ในดวงตายังคงมีความกังวลอยู่เล็กน้อยจากนั้นนางก็หันมามองไปยังเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่บนเตียงเล็กข้างๆ"เสี่ยวซี... มีบางสิ่งบางอย่างที่แม่สังเกตมาตั้งแต่แรกเห็นเด็กคนนี้"นางทอดสายตาไปยังเจ้าอ้วนน้อยด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก"เจ้ารู้สึกหรือไม่ว่า... ใบหน้าเล็กๆ ของเขามีความคุ้นเคยอย่างประหลาด?"
ฮวาเสี่ยวซีขมวดคิ้วเล็กน้อยมองตามสายตาของมารดาไปยังเด็กน้อย "คุ้นเคยหรือเจ้าคะท่านแม่?" นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่งพยายามนึกทบทวนว่าเคยพบเด็กคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือไม่ แต่ความทรงจำกลับว่างเปล่า
หลิวฮูหยินจ้องมองใบหน้าเล็กๆนั้นอย่างพิจารณา "ใช่... มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ราวกับ...ราวกับว่าแม่เคยเห็นใบหน้าแบบนี้มาก่อน"นางหันกลับมามองฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่ฉงนสนเท่ห์
"เสี่ยวซี...แม่รู้สึกว่า... เจ้าอ้วนน้อยคนนี้... เหมือนเจ้าตอนเด็กๆ อย่างน่าประหลาด"
ฮวาเสี่ยวซีเบิกตากว้างเล็กน้อยมองมารดาด้วยความสงสัย
"จริงหรือเจ้าคะท่านแม่? ท่านว่าเจ้าอ้วนน้อยเหมือนข้าตอนเด็กๆหรือคะ?" นางนึกฉงนอยู่ในใจพยายามจินตนาการ
ถึงใบหน้าของตนเองในวัยเยาว์ แต่ภาพก็เลือนรางไม่ชัดเจนความรู้สึกประหลาดเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางมองไปยังเด็ก
น้อยที่หลับใหลอย่างสงบราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยกันอย่างเงียบงัน หากแต่ความ
เชื่อมโยงนั้นคือสิ่งใด...และเหตุใดใบหน้าเล็กๆ นั้นจึงสะท้อนเงาอดีตอันเลือนรางของนางได้อย่างน่าพิศวง...