บทที่ 6 สามีเธอยังไม่ตาย! (รีไรต์)
จิ่นซูได้ยินแล้วแต่เธอก็ไม่ได้หยุด เธอไม่รู้ว่าคำว่าพี่สะใภ้ในปากของชายคนนั้นหมายถึงเธอ เธอรีบกลับบ้านไปทำอาหารจึงปั่นจักรยานอย่างเร็ว
หลี่เต๋อิเห็นจิ่นซูปั่นจักรยานจากไปต่อหน้าต่อตา เขาก็ร้อนใจมาก ครั้งนี้เขามาที่นี่ก็เพื่อตามหาเธอ!
จิ่นซูปั่นจักรยานกลับบ้านอย่างรวดเร็ว พอเข้าไปในลานบ้านก็ได้ยินเสียงด่าทอโวยวาย
เพื่อนบ้านต่างพากันมุงดูอยู่หน้าบ้านของเธอ ผู้หญิงวัยกลางคนไว้ผมหยิกฟู กำลังะโโลดเต้นะโโหกเหวกโวยวาย
เมื่อเห็นจิ่นซูกลับมา เธอพุ่งเข้ามาแล้วชี้หน้าด่าจิ่นซูทันที
“อวี้เยาเม่ยแกมันบ้า แกช่างกล้า! กล้าเอาของพวกนี้มาทำร้ายฉันอีก แกคิดอะไรอยู่ห้ะ” ป้าหลินพยายามปีนหน้าต่าง มือเพิ่งจะแตะลวดหนามที่หน้าต่างก็โดนไฟดูดจนมึนหัว ผมก็ชี้ตั้งตรงเหมือนโดนไฟช็อต
“มุ้งลวดบ้านฉันมันไม่มีขามันวิ่งไปช็อตป้าไม่ได้หรอก ป้าปีนหน้าต่างบ้านฉันทำไม?” พวกเขาพากันมุงดูอยู่หน้าบ้าน แล้วเพื่อนบ้านก็พูดขึ้นมาว่า
เพื่อนบ้านที่ยืนดูอยู่พูดแทรกขึ้นมาว่า“คงเพราะหวังสมบัติของแม่ผัวเธอน่ะสิ แม่ผัวเธอป่วยมานานวันแล้ว ผู้หญิงคนนี้ยังไม่เคยมาเยี่ยมเลย ต้องเลือกเวลาที่เธอไม่อยู่บ้านถึงจะกล้ามา เหมือนหมาป่ามาไหว้ปีใหม่ไก่*[1]...”
“หลิวเหล่าอู๋หล่อนหุบปากไปเลย ฉันคุยกับหลานสะใภ้อยู่ ยุ่งอะไรด้วย! อวี๋เยาเม่ยอย่าไปสนใจพวกนี้เลย เข้าบ้านไปซะ ฉันมีเื่จะคุยด้วย” จิ่นซูจำเสียงได้ทันที เป็เสียงป้าของหลินอี้เซวียน เมื่อเห็นท่าทางก้าวร้าวแบบนี้ เธอเดาว่าป้าของหลินอี้เซวียนต้องมาหาเื่เธอแน่ๆ
พอเข้ามาในบ้าน ป้าหลินก็เริ่มหาเื่จับผิดไปทุกอย่าง บอกว่าในบ้านมีกลิ่นอับ บอกว่าจิ่นซูไม่ดูแลซุนอิงให้ดี จิ่นซูทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุมไม่มีกลิ่นเหม็นอะไรทั้งนั้น ป้าหลินแค่อยากหาเื่เท่านั้นเอง
ไม่ว่าป้าหลินจะแสดงละครตบตาแค่ไหน จิ่นซูก็ทำเป็มองไม่เห็น ได้แต่เดินเข้าไปดูอาการซุนอิงก่อน เมื่อเห็นว่าไม่จำเป็ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ก็ไปรินน้ำมาป้อน
“ฉันมาตั้งนานแล้ว แกไม่คิดจะรินน้ำให้ฉันดื่มหน่อยรึไง”
จิ่นซูปล่อยให้ป้าหลินบ่นไป แล้วเดินเข้าไปในครัว ป้าหลินนึกว่าการข่มขู่ของตัวเองได้ผลเลยรอให้จิ่นซูมาบริการ
แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นวี่แววของจิ่นซู ป้าหลินเลยเดินเข้าไปในครัวด้วยความโมโห ปรากฏว่าจิ่นซูกำลังทำอาหารอยู่โดยไม่สนใจใยดีป้าหลินเลยแม้แต่น้อย
“มีอะไรก็พูดมา”
“ฉันจะมาบอกกับแกว่า... เดี๋ยวก่อน นี่พูดว่าไงนะ มีอะไรก็พูดมา” เธอเคยได้ยินแต่มีตดก็รีบปล่อย นี่มันไม่ต่างอะไรกับการด่าว่าคำพูดของเธอเหมือนตดเลย
“ไม่พูดก็ออกไป ฉันไม่อยากเสียเวลากับป้า” จิ่นซูพูดขณะตักข้าวสารใส่หม้อ เธอกำลังจะทำโจ๊กหมูสับ ป้าหลินพยายามกดเสียงต่ำขณะพูดถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่
“พวกเราทุกคน เห็นว่าเธอเป็ม่ายั้แ่ยังสาว ช่างน่าสงสาร พวกเราเลยตัดสินใจให้เธอแต่งงานกับลูกชายของฉัน แบบนี้เงินของตระกูลหลินก็จะไม่ตกไปเป็ของคนอื่น แล้วแม่สามีของเธอก็จะได้ไม่อดตาย”
มือของจิ่นซูที่กำลังสับเนื้อชะงัก เธอเงยหน้ามองป้าหลินด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ถึงลูกชายของฉันจะมีปัญหาทางสมองไปบ้าง แต่เขาก็ไม่เคยตบตีผู้หญิงนะ สำหรับผู้หญิงอย่างเธอที่ทำให้สามีตาย แต่ยังมีโอกาสได้แต่งงานครั้งที่สองก็ถือว่าดีมากแล้ว” ป้าหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนตัวเองเป็ผู้มีพระคุณ
แม้จิ่นซูที่ผ่านโลกมาเยอะและพบเจอผู้คนมามากมาย ก็ยังอดตกตะลึงกับคำพูดของป้าหลินไม่ได้ ไม่เคยเจอใครที่หน้าด้านหน้าทนขนาดนี้มาก่อน
“หลังจากที่ได้รับเงินชดเชยจากทางการแล้ว เธอก็ไปจดทะเบียนสมรสกับลูกชายฉันซะ ตั้งใจทำงานบ้านงานเรือนอย่างขยันขันแข็ง หูตาไว เข้าหาคนเป็ บ้านฉันก็จะมีข้าวให้เธอกิน”
“แล้วแม่สามีของฉันล่ะ?” ตอนนี้จิ่นซูแทบจะทนไม่ไหวอยากจะถีบป้าหลินออกไปแล้ว แต่การได้เจอคนแบบนี้ก็ไม่ใช่เื่ง่าย เธอเลยอยากฟังต่อว่าป้าหลินจะหน้าไม่อายได้ถึงขนาดไหน
“ฉันจะเก็บกวาดโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่บ้านให้ แล้วจะพาเธอไปอยู่ด้วยไม่ให้อดตายหรอก พูดแบบนี้ไปเธอก็ดูเป็คนกตัญญู แล้วตระกูลเราก็ยังดูดีหน่อย ส่วนซุนอิงก็สมน้ำหน้าแล้ว ทำน้องฉันตายแล้วยังมาทำหลานฉันตายอีก ตอนนี้ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ถือว่าชดใช้เวรกรรมแล้ว” จิ่นซูขยับข้อเท้าให้คลายเมื่อย คนมีมารยาทเวลาเจอปัญหาจะไม่ลงมือ เว้นแต่... จะอดใจไม่ไหว
“แกจะทำอะไร…โอ๊ย!” ป้าหลินร้องลั่นเพราะโดนจิ่นซูถีบ ป้าหลินเซถอยหลังไปหลายก้าวก่อนที่ป้าหลินจะทันตั้งตัว เธอก็เปิดประตูก่อนจะถีบส่งซ้ำอีกที
“ไสหัวไป!” ป้าหลินถูกถีบจนล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่หน้าประตู มองจิ่นชูด้วยความใปนโมโหพลางชี้หน้าด่าว่า
“แกกล้าทำร้ายผู้ใหญ่งั้นเหรอ!”
“ใครเป็ผู้ใหญ่! ป้ามันคนหน้าไหว้หลังหลอก พูดจาเหมือนไม่ใช่คน!”จิ่นซูตวาดลั่น ชาวบ้านแถวนั้นได้ยินเสียงก็พากันมามุงดูเต็มไปหมด เื่หลานสะใภ้ตบตีป้าแบบนี้ เป็ใครก็ต้องอยากรู้อยากเห็น
“ตอนแรกก็อยากจะฮุบเงินช่วยเหลือจากทางการของฉัน พอไม่ได้ก็บังคับให้ฉันไปแต่งงานกับลูกชายปัญญาอ่อนของป้า แถมยังคิดจะรังแกแม่สามีของฉัน จับเธอไปอยู่โรงเรือนเลี้ยงไก่ ป้าใจั์ใจมารขนาดนี้ ฉันไม่กระทืบให้ก็บุญแล้ว!” จิ่นซูสรุปความคิดสกปรกของป้าหลิน ออกมาได้อย่างรวบรัด แถมยังทำให้ตัวเองเป็ฝ่ายถูกในทันที
เพื่อนบ้านได้ยินต่างพากันอุทานพร้อมกันว่า “หา! มีคนหน้าด้านแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”
ทุกคนต่างพุ่งเป้าไปที่ป้าหลินพร้อมกับชี้หน้าด่าทอ
ป้าหลินลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปพร้อมกับสบถด่าไม่หยุด แต่พอเดินไปถึงประตู เมื่อคิดว่าตัวเองถูกทำให้เสียหน้าก็ทำให้ทนไม่ไหว เธอจึงหันกลับมาะโด่าว่า “นังเด็กบ้า! ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่ หึ!”
ไม้กวาดที่จิ่นซูขว้างไปโดนหัวป้าหลินเข้าอย่างจัง เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานบ้าน บางคนถึงกับะโออกมาว่า “ดีมาก!”
แบบนี้มันน่าดูยิ่งกว่าละครที่ปราบคนชั่วแล้วเชิดชูคนดีซะอีก
ปกติแล้ว จิ่นซูไม่ค่อยลงไม้ลงมือกับใคร เธอมีวิธีจัดการกับปัญหาอย่างสันติ
แต่สำหรับคนที่หน้าด้าน ไร้ยางอาย เกินกว่าจะใช้เหตุผลพูดคุยกันรู้เื่ได้ เธอก็ทำได้แค่ใช้กำลัง ซึ่งเป็วิธีการดั้งเดิมในการแก้ปัญหา
เงินชดเชยยังไม่ทันจะมาถึง ก็ดึงดูดคนหน้าด้านให้มารุมทึ้งแย่งชิงกันแล้ว
ถ้าเงินก้อนนั้นมาถึงจริงๆ คงจะมีคนมาแนะนำตัวเป็คู่ครองให้เธออีกเพียบแน่ๆ
คนพวกนี้มองว่าผู้หญิงที่ไม่มีสามีเหมือนทรัพย์สินไร้เ้าของ ที่ใครจะมา่ชิงไปก็ได้ และมองว่าการแต่งงานคือการสงเคราะห์ผู้หญิง
ตลกสิ้นดี
ในสายตาของจิ่นซู ถ้าผู้หญิงเข้มแข็งในระดับหนึ่งแล้ว เธอก็ไม่้าผู้ชาย การแต่งงานไม่ใช่สิ่งจำเป็
ตั้งใจทำงานหาเงิน มันไม่ดีกว่าเหรอ?
ชาติที่แล้วเธอไม่อยากเสียเวลาไปกับเื่ความรัก จึงไม่เคยแต่งงาน ผู้ชายมีแต่จะทำให้เธอหาเงินช้าลง
เพื่อที่จะมีทายาทสืบสกุล เธอจึงยอมจ่ายเงินก้อนโตให้กับโรงพยาบาล คัดเลือกสเปิร์มที่ดีที่สุดจากธนาคารสเปิร์ม และทำเด็กหลอดแก้วจนได้ลูกสาว
เธอไม่เคยเจอหน้าพ่อของลูก แต่พนักงานแอบกระซิบมาว่า เขาเป็ผู้บัญชาการที่ภรรยาเสียและไม่มีลูก
ไม่รู้ว่าเขาบริจาคสเปิร์มเพราะสนองนโยบาย หรืออยากจะเหลือทายาทสืบสกุล แต่ถือเป็โอกาสดีสำหรับจิ่นซู
เมื่อนึกถึงลูกสาวที่น่ารัก จิ่นซูก็รู้สึกเศร้าใจ นั่นคือจุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของเธอ
เธอเสียใจที่ตอนนั้นไม่ได้ถามข้อมูลของฝ่ายชายจากโรงพยาบาลให้มากกว่านี้
ถ้าเธอรู้ชื่อพ่อของลูก ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน เธอก็ต้องหลอกให้เขามามีลูกกับเธอ แล้วก็เขี่ยพ่อทิ้ง เอาลูกมาอย่างเดียว
ชีวิตคนเรามักเต็มไปด้วยความผิดหวังเสมอ จิ่นซูถอนหายใจ คนเป็ล้านๆ คน เธอจะไปตามหาคนคนนั้นได้ที่ไหน ในเมื่อเธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเขา
ดูท่าทางชาตินี้เธอคงไม่ได้เจอลูกสาวอีกแล้ว
สิ่งเดียวที่พอจะเป็เครื่องปลอบใจได้ก็คือ ตอนนี้สถานะแม่ม่ายของเธอก็ค่อนข้างสะดวก
ไม่มีผู้ชายมาเป็ภาระ เธอสามารถทุ่มเทให้กับงานได้อย่างเต็มที่
“พี่สะใภ้! ในที่สุดผมก็หาคุณเจอแล้ว!” หลี่เต๋อิวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว “พบผู้บัญชาการหลินแล้วครับ!”
“ฉันต้องไปรับเขากลับมาไหม?” ที่จริงแล้วจิ่นซูอยากจะพูดว่า ไปรับศพกลับมา แต่นั้นช่างโหดร้ายเหลือเกินจึงเลือกที่จะพูดอ้อม ๆ
“ไม่ต้องไปรับหรอกครับ ท่านผู้บัญชาการาเ็ยังอยู่ใน่พักฟื้น แต่อาการพ้นขีดอันตรายแล้วอีกสองวันก็กลับมาได้แล้ว ท่านผู้บัญชาการกลัวว่าพี่ กับคุณแม่จะร้อนใจเลยให้ผมมาแจ้งข่าว”
“...” อวี๋จิ่นซูถึงกับอึ้งไป
นี่เขา… ยังไม่ตายหรอ?
*[1] หมาป่ามาไหว้ปีใหม่ไก่ หมายถึง การที่คนไม่หวังดีมาทำดี แสร้งทำเป็มีเจตนาดี แต่แท้จริงแล้วซ่อนความคิดร้ายกาจไว้