ในตอนนั้นบรรยากาศภายในลานกว้างหินดำค่อนข้างจะแปลกประหลาด
เสียงพูดคุยของเหล่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ คล้ายคลื่นที่กระทบฝั่งไม่หยุดหย่อน
บางเสียงเอ่ยด้วยความสงสัย บางเสียงแฝงแววเย้ยหยัน บางเสียงกระซิบกระซาบด้วยความอยากรู้
ท่ามกลางหมู่ชนที่ยืนรายล้อมเป็นวงกว้าง ความคิดเห็นแตกแขนงออกไปหลายทิศทางราวกับสายลมที่พัดสวนกัน
ความเงียบไม่เคยดำรงอยู่ได้นาน เพราะทุกครั้งที่เสียงหนึ่งดับลง อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทนที่
จนในช่วงเวลานั้นเอง เทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งทิศอุดรอย่างหลี่เซียงเหลียนก็ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ชายผู้มีรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าคมคาย และแววตาแน่วแน่ เขากระแอมเบาๆ เสียงนั้นไม่ดังมากนัก หากกลับกังวานสะท้อนจนผู้คนรอบด้านสะดุ้งเล็กน้อย
“พวกเจ้าเงียบกันก่อน!”
เพียงประโยคเดียว คลื่นเสียงทั้งลานก็ค่อยๆซาลงอย่างรวดเร็ว ความวุ่นวายที่เคยคุกรุ่นเหมือนถูกตัดขาดในฉับพลัน
หลี่เซียงเหลียนทอดสายตามองรอบตัว ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม
“คำพูดของเด็กคนนี้อาจจะน่าเหลือเชื่อมากก็จริงอยู่ หรือเจตจำนงแห่งพลังที่ไม่อาจเพิ่มระดับได้น่ะ.. ทั้งหมดมันเป็นเรื่องจริงที่ถูกบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์กว่าสองร้อยปี ทว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นใช่ไม่ได้กับหวงเยี่ยผู้นี้!”
ประโยคหลังถูกเปล่งออกมาอย่างหนักแน่น จนผู้ฟังหลายคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
หลี่เซียงเหลียนยกมือขึ้นเล็กน้อย คล้ายขอให้ทุกคนตั้งใจฟัง
“ก่อนอื่นข้าจะอธิบายให้กับคนที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวนี้ก่อนละกัน”
“หวงเยี่ยซื่อจื่อ.. ”
“เมื่อเดือนก่อนเป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่กลับปลุกเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับราชาอันดับที่หนึ่งอย่างราชันย์พงไพรพิฆาตดาราได้!”
“ทว่าเมื่อผ่านไปจนถึงช่วงเวลานี้ เจตจำนงระดับราชาของเขาก็เลื่อนระดับไปเป็นเจตจำนงธาตุพฤกษาระดับจักรพรรดิ จักรพรรดิพงไพรพิฆาตบัญญติดาราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นเป็นระลอก ความตกตะลึงแผ่ขยายจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่ง
“และคิดว่าการจะเลื่อนเจตจำนงระดับจักรพรรดิไปเป็นระดับเทพ.. มันจะไม่อาจทำได้จริงๆหรือยังไง?”
คำถามดังกล่าวทำให้บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบลงอย่างฉับพลัน หลายคนไม่เคยได้ยินเรื่องราวนี้มาก่อน สีหน้าที่เคยเย้ยหยันกลับแปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึง สายตานับพันคู่หันไปจับจ้องชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีฟ้าสว่างโดยพร้อมเพรียง
หวงเยี่ยยืนสงบนิ่ง ท่าทางไม่โอ้อวด ไม่แสดงความหยิ่งยโส เหมือนเรื่องราวที่กำลังถูกกล่าวถึงมิใช่สิ่งน่าอัศจรรย์สำหรับเขา
ในตอนนั้นเอง เฉินอี้หานผู้เป็นอาจารย์ก็หัวเราะ ก่อนจะยิ้มกว้างขึ้นอย่างภาคภูมิ
“ถูกต้อง เป็นอย่างที่พูดนั่นแหละ พวกเราอาจคิดไปว่าเจตจำนงแห่งพลังไม่อาจยกระดับได้ แต่ทั้งหมดมันไม่ใช่แล้ว!”
ขณะที่กำลังพูด ชายชราก็ก้าวไปยืนข้างศิษย์หนุ่ม ราวกับประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน
“หลักฐานการมีอยู่ของเจตจำนงที่สามารถพัฒนาได้.. ทั้งหมดมันอยู่ที่ลูกศิษย์ของข้าคนนี้ยังไงละ”
“เพราะงั้นพวกแกอย่าได้หัวเราะเยาะกันอีกเด็ดขาด!”
“ไม่แน่ว่าสักวันนึง.. ศิษย์รักของข้าอาจทำให้เจตจำนงแห่งพลังของตนแปรเปลี่ยนเป็นระดับเทพได้ในอนาคต!”
เมื่อกล่าวจบ ชายชราร่างใหญ่ก็ยกมือตบหลังของหวงเยี่ยอย่างแรง สีหน้าฉายแววภูมิใจราวกับความสำเร็จนั้นเป็นของตนเอง
ในเวลาเดียวกัน ศิษย์ของหย่าอี้หานอย่างมายะก็ขยับตัวเล็กน้อย ดวงตาของนางส่องประกายด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะซ่อน
“ทะ.. ท่านอาจารย์เจ้าคะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ในกรณีนี้เราจะมีโอกาสเลื่อนเจตจำนงธาตุไฟระดับจักรพรรดิ ให้กลายไปเป็นเจตจำนงธาตุไฟระดับเทพได้หรือไม่?”
น้ำเสียงของนางต่อให้จะสั่นไหวไปเล็กน้อย แต่มันก็เต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงลิบ
คำถามนั้นไม่เพียงสะท้อนความใฝ่ฝันของนาง หากยังเป็นเสียงแทนใจของผู้คนจำนวนมาก
“นะ.. นั่นมัน...”
เหล่าเจ้าหน้าที่แห่งสมาพันธ์ที่มีเจตจำนงระดับสูงหรือราชาต่างสั่นสะท้าน
หัวใจของหลายคนเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับความอยากรู้อยากเห็นผสมกับความหวังลึกๆในใจ
เพราะหากสิ่งที่หวงเยี่ยพิสูจน์ได้เป็นความจริงขึ้นมา กฎเกณฑ์และองค์ความรู้ที่พวกเขาเคยยึดถือมานานก็อาจไม่ใช่ข้อจำกัด จึงทำให้สายตาทุกคู่แทบจะหันไปยังหย่าอี้หานและเฉินอี้หาน รอคอยคำตอบที่จะชี้ชะตาความเป็นไปได้ของอนาคต
ทว่าหย่าอี้หานกลับไม่ได้รีบให้คำตอบในทันที เขาหยิบซิการ์ขึ้นมาคาบไว้ที่ริมฝีปากอย่างไม่เร่งรีบ เปลวไฟเล็กๆจากปลายนิ้วลุกวาบขึ้น กลุ่มควันสีเทาอ่อนลอยวนเป็นสายเหนือศีรษะเขาอย่างเชื่องช้า
สายตาของเขากวาดมองผู้คนรอบลาน ก่อนจะส่ายศีรษะของตน
“ไม่รู้สินะ ข้าเองก็เพิ่งเคยได้เห็นหรือสัมผัสเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรกนี่ละ”
“แต่ยังไงพวกเราก็ต้องศึกษาเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ อย่าไปคาดหวังให้มากเกินไปนักละ”
คำพูดของเขาเป็นเพียงการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาก็เท่านั้น
“ไม่แน่ว่าในกรณีของหวงเยี่ย.. ตัวตนของเขาอาจเป็นเพียงคนเดียวที่สามารถยกระดับเจตจำนงแห่งพลังของตนเองได้ก็ได้นะ?”
เมื่อได้รับฟังความเป็นจริงเช่นนั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ซึ่งครอบครองเจตจำนงระดับสูงต่างถอนหายใจยาว บางคนหลุบตาลงราวกับแบกรับความหนักอึ้งที่มองไม่เห็น บางคนส่ายหน้าอย่างช้าๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความอาลัยต่อสิ่งที่ตนมิอาจเอื้อมถึง
มีผู้หนึ่งยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มแห้งผาก เหมือนกำลังเยาะตนเองเสียมากกว่า
อีกหลายคนมองไปยังหวงเยี่ย แววตาผสมปนเประหว่างความริษยา ความชื่นชม และความรู้สึกที่ไม่อาจนิยาม ทำให้ลานกว้างซึ่งเมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความคึกคัก บัดนี้กลับปกคลุมด้วยบรรยากาศหม่นหมอง ความคาดหวังที่เคยลุกโชนเมื่อครู่คล้ายถูกสาดด้วยน้ำเย็น
เฉินอี้หานที่ยืนมองภาพเหล่านั้นอยู่ไม่ไกล ย่อมเห็นความสิ้นหวังในดวงตาของหลายคนอย่างชัดเจน
“พวกเจ้าไม่ต้องผิดหวังไปหรอก”
“เจตจำนงระดับสูง.. เจตจำนงระดับราชา.. หรือเจตจำนงระดับจักรพรรดิ.. มันแล้วยังไงกันละ?”
“ตัวข้าผู้ชราเองก็มีเจตจำนงธาตุทองคำระดับจักรพรรดิอย่างกายจักรพรรดิทองคำคงกระพันเท่านั้น!”
“ทว่าก็ยังแข็งแกร่งเทียบได้กับไอ้เจ้าโง่นี่ที่มีเจตจำนงธาตุไฟระดับเทพ เทพอัคคีเพลิงสุริยัน!”
กล่าวจบ ชายชรายังใช้นิ้วชี้ไปยังชายหนุ่มข้างกายอย่างไม่เกรงใจ ทำให้ชายผู้นั้นซึ่งเดิมยืนฟังอยู่เงียบๆก็คิ้วกระตุกขึ้นทันที
“เห้ยๆ พูดอะไรให้มันดีๆหน่อยไอ้บ้า!”
“ต้องบอกว่าแข็งแกร่งน้อยกว่าข้าตังหากละ”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ ดวงตาวาวโรจน์ราวเปลวไฟ
แน่นอนว่าเรื่องนี้หย่าอี้หานไม่มีทางยินยอมให้เฉินอี้หานกล่าวอ้างเช่นนั้น
ทั้งสองต่างหันมาถลึงตาใส่กันอย่างไม่ลดละ สายตาปะทะกันกลางอากาศเหมือนประกายไฟสองสายกำลังขัดแย้ง ผู้คนรอบด้านมองภาพนั้นด้วยความงุนงง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้น บรรยากาศที่เคยหนักอึ้งค่อยๆคลี่คลายลง
ความตึงเครียดเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความผ่อนคลายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ท่ามกลางเสียงพูดคุยที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง หวงเยี่ยยืนอยู่เงียบๆ รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของชายหนุ่มโดยไม่มีใครทันสังเกต
สายตาของเขาเปล่งประกายลึกล้ำราวกับกำลังตัดสินใจบางสิ่ง
“คนสวย.. ใช้แต้มวิญญาณ 5,000,000 พัฒนาเจตจำนงระดับจักรพรรดิของข้าให้กลายเป็นเจตจำนงระดับเทพซะตอนนี้เลย!”
เพียงชั่วพริบตา เสียงใสกังวานก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว
【รับทราบค่ะโฮสต์!】
ไม่มีผู้ใดในลานหินดำล่วงรู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่มีใครตระหนักว่าความเชื่อที่เพิ่งถูกถกเถียงกันเมื่อครู่ กำลังจะปรากฏออกมา