รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    สนามรบที่แปลกประหลาด

             

            ในพื้นที่ชายแดนปรากฏบรรยากาศแห่งความตึงเครียดขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงย่ำเท้าของกองทัพที่มีจำนวนมากกว่าห้าหมื่นคนนั้นสามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกฮึกเหิมขณะเดียวกันมันก็เป็นการข่มขวัญฝ่ายศัตรูได้เป็นอย่างดี

             

            แค่เห็นความพร้อมในการเคลื่อนทัพเหล่านี้กลุ่มระดับสูงของกองทัพหูสุนัขก็ตัวสั่นจนเนื้อเต้น

             

            พวกเขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าเพียงหนึ่งเดือนกว่า“แม่ทัพ”คนใหม่ที่ดูลึกลับคนนั้นจะสามารถเปลี่ยนกองทัพธรรมดาให้ดูองอาจและแข็งแกร่งได้แบบนี้ ทำให้สายตาของพวกเขายามที่จับจ้องไปยังกระโจมที่แม่ทัพและคนสนิทพักอยู่นั้นเต็มไปด้วยความชื่นชม

             

            “...ไม่มีข่าวคราวของท่านปรมาจารย์ไป่บ้างเลยนะครับ”

             

            ในกระโจมนั้นชายชราในชุดพ่อบ้านเทน้ำชาลงให้กับคนอีกสองคนอย่างสุภาพ ขณะเดียวกันสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

             

            “ท่านไป่ฟานเซียนไม่เป็นไรหรอก ไม่มีทางที่จะมีอะไรในโลกมิตินี้ทำอันตรายนางได้”  ผู้ที่ตอบมาคือชายที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพเขาขอบคุณแล้วยกชาขึ้นมาจิบไปอึกหนึ่ง

             

            “ท่านผู้ยิ่งใหญ่จะต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆครับ”

             

            ชายชราอีกคนที่ทำหน้าที่“กุนซือ” ของกองทัพเองก็ยืนยันความคิดของเขาเช่นเดียวกัน ถึงเขาจะไม่ได้สนิทสนมกับนางนักแต่ทั้งพลังและความสามารถที่เขาเห็นทำให้เขากล้าตัดสินใจ

             

            ใช่แล้วพวกเขาทั้งสามคนก็คือจางเซียนหยวน หวงจื่อหานแล้วก็หัวหน้าพ่อบ้านชราผู้นั้นนั่นเอง!

             

            หลังจากที่ถูกดูดเข้ามาในโลกมิตินี้พวกเขาไม่ได้โชคดีแบบไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาที่บังเอิญปรากฏตัวใกล้กัน  กรณีของจางเซียนหยวนเขาโผล่ไปที่สุดแดนทางเหนือที่แทบจะไม่พบกับสิ่งมีชีวิตเลยด้วยซ้ำ  แต่เพราะความแข็งแกร่งระดับปรมาจารย์ขั้นเก้าทำให้ไม่มีสิ่งใดจะสามารถทำร้ายเขาได้ เขาร่อนเร่พเนจรลงมาเงียบๆเกือบหนึ่งสัปดาห์จึงมาบังเอิญพบเข้ากับหวงจื่อหานและหัวหน้าหมู่บ้านชราเข้าโดยบังเอิญ

             

            ด้วยความสามารถของหวงจื่อหานเมื่อมาถึงโลกมิตินี้เขาก็สำรวจความผิดปกติทุกอย่างก่อนเป็นอันดับแรก  สิ่งที่เขาพบก็คือโลกนี้ไม่มี “มนุษย์”อาศัยอยู่เลย เขาจึงเลือกที่จะซ่อนรูปลักษณ์ของตัวเองผ่านเสื้อคลุมเก่าๆ แล้วออกตามหาข้อมูลไปเรื่อยๆ

             

            จนพ่อบ้านชราพอจะสรุปถึงกฎเกณฑ์และวิถีชีวิตของผู้คนได้คร่าวๆเขาจึงเสนอให้ปิดบังตัวตนผ่านเสื้อคลุมและหน้ากากพวกนี้เสียก่อน

             

            และใช้การเข้าร่วมกับเผ่าหูสุนัขพยายามไต่เต้าขึ้นมาด้วยพลังของจางเซียนหยวน ตัวตนระดับจอมพลที่โลกก่อนจะอ่อนแอหรือไม่มีความรู้ติดตัวเลยได้อย่างไร  เขาแสดงความสามารถในการฝึกฝนกองทัพและการนำทัพได้อย่างน่าอัศจรรย์

             

            ส่วนหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาที่ติดร่างแหมาด้วยนั้น เขามีความรู้ในด้านการบริหารทรัพยากรและผู้คนอยู่ในตัวอย่างมหาศาลตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านของเขาไม่ใช่สิ่งที่สืบทอดมาตามสายเลือด  ดังนั้นความสามารถในด้านนี้ของเขาก็เป็นของจริง

             

            ทั้งสามคนก็คิดคล้ายคลึงกับไป่ฟานเซียนหากจะตามหาบุคคลในโลกที่ไม่รู้จักก็ต้องทำตัวให้เด่นไม่ก็มีอำนาจทางข่าวสารในระดับสูง

             

            “จะว่าไปมีข่าวน่าสนใจจากทางตะวันออกอยู่นะครับ”

             

            หวงจื่อหานพูดขึ้น

             

            “เร็วๆนี้มีนักดาบที่ฝีมือร้ายกาจอย่างยิ่งปรากฏตัวขึ้นทางตะวันออกเห็นว่าข้างกายของเขามักจะมีเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่ด้วยเสมอ”

             

            “...จอมดาบเจิ้งเหรินอี้สินะ?”จางเซียนหยวนพยักหน้ารับ ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงชายชราคนนั้นเท่าไรนัก

             

            “เอาจริงๆผมไม่อยากจะมาช่วยเหลือในการทำสงครามแบบนี้เลย...”

             

            หัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาถอนหายใจตัวเขานั้นแก่ชราแล้ว ทั้งยังค่อนข้างจะมีจิตใจที่อ่อนโยนการใช้ความรู้ของตนเพื่อทำเรื่องพวกนี้มันค่อนข้างจะขัดกับความรู้สึกของเขาอยู่

             

            “นั่นทำให้พวกเราเลือกกลยุทธ์แบบนี้ไม่ใช่หรือไง?”

             

            จางเซียนหยวนเองก็เช่นกันแม้เขาจะเป็นถึงจอมพลแต่ก็ไม่อยากให้มือเปื้อนเลือดเกินความจำเป็นดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนในการเดินทัพมาประชิดชายแดนกะทันหันเช่นนี้เพื่อกดดันให้เผ่าหูแมวที่ตั้งตัวไม่ทันยอมแพ้โดยที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ

             

            ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะเจรจากับผู้มีอำนาจของเมืองถ้ายอมให้กองทัพของพวกเขาผ่านดีๆ จางเซียนหยวนก็จะได้ไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร

             

            นั่นจึงขึ้นอยู่กับ“ฝ่ายนั้น” แล้วว่าจะส่งใครมาเจรจา

             

             

             

             

             

             

             

            ท่างฝั่งของเมืองชายแดนของเผ่าหูแมวสถานการณ์ในเมืองนั้นกำลังอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนักกว่ากองทัพของพวกเขาจะเดินทางมาถึงก็เกรงว่าเมืองนี้คงจะกลายเป็นเศษซากไปเสียแล้ว

             

            เหล่าระดับสูงของเมืองกำลังพยายามเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนต่อให้พวกเขาจะเกณฑ์คนทั้งเมืองออกไปต่อสู้ตั้งรับกองทัพนั้นก็เกรงว่าจะไม่เพียงพอ

             

            “เราจะทำยังไงดีท่านเจ้าเมือง” ชายหูแมวคนหนึ่งที่พอจะมีอายุหันไปถามท่านเจ้าเมืองของเมืองชายแดนแห่งนี้ด้วยท่าทีหมดหวัง

             

            ในห้องประชุมแห่งนี้มีคนอยู่ประมาณสิบคนพวกเขาล้วนเป็นผู้มีอำนาจในเมืองนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทั้งนั้นแต่พอมันเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอำนาจเหล่านั้นของพวกเขามันกลับไร้ประโยชน์ขึ้นมาทันที

             

            “...ท่านอีธานยังไม่มาอีกหรือ?”เจ้าเมืองของเมืองชายแดนเองก็กำลังกังวล

             

            เขาถามหาชายชราที่มีสถานะเป็นหัวหน้าสมาพันธ์นักเดินทางประจำเมืองนี้

             

            “ท่านอีธานกำลังพยายามไปรวบรวมนักเดินทางในเมือง...แต่ก็คงจะช่วยได้ไม่มากนัก”

             

            หนึ่งคนในห้องนั้นตอบกลับ  ในสภาวะวิกฤติขนาดที่ยังเอาตัวแทบไม่รอดนี้นักเดินทางส่วนใหญ่แน่นอนว่าย่อมต้องเลือกที่จะทิ้งเมืองแห่งนี้ไปอย่างไม่ใยดี

             

            พวกเขาไม่ได้ผูกพันกับเมืองขนาดนั้น ดังนั้นชีวิตและความปลอดภัยของพวกเขาจึงสำคัญกว่า

             

            ในตอนนั้นเองประตูห้องที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหันเป็นชายชราหรืออีธานที่พวกเขาพึ่งจะพูดถึงเมื่อครู่นี้เองที่วิ่งกระหืดกระกอบเข้าห้องมาด้วยความยินดีบนใบหน้า

             

            “ท่านอีธานท่านมัวไปไหนมา...”

             

            ก่อนที่ชายคนหนึ่งในห้องจะต่อว่าด้วยความไม่พอใจจบอีธานก็แทรกขึ้นมาก่อน

             

            “พวกนาง...พวกนางยอมช่วยแล้ว...”

             

            “อะไรนะ? ใคร?ท่านค่อยๆพูดให้ชัดเจนสิ” ท่านเจ้าเมืองเองก็คิ้วขมวด เขาพยายามพูดให้อีธานใจเย็นลงเสียก่อน

             

            “สองพี่น้อง...สองพี่น้องนั่นยอมช่วยพวกเราแล้ว!”

             

             

             

             

            บรรยากาศที่ชายแดนกำลังร้อนระอุ  กองทัพของเผ่าหูสุนัขนั้นยกทัพมาจนประชิด เหลือเพียงไม่กี่ก้าวก็จะข้ามชายแดนระหว่างสองเผ่าพันธุ์เข้ามาได้แล้ว

             

            ตรงกันข้ามกับฝั่งหูแมว  ซึ่งมีเพียงกองทหารลาดตระเวนกองเล็กๆเท่านั้นที่ถูกส่งมารับหน้า พวกเขามีจำนวนแค่ไม่กี่ร้อยคนเพราะต้องแบ่งทหารจำนวนหนึ่งไว้ปกป้องเมือง

             

            เมื่อเทียบปริมาณแล้วจึงเหมือนว่าพวกเขาถูกส่งมาสังเวยชัดๆ

             

             

            หัวหน้ากองลาดตระเวนนั้นกำลังตัวสั่น  เขานั้นกำลังแบกรับชีวิตของลูกน้องหลายร้อยคนไว้บนบ่าแต่ตอนนี้เพราะถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือก แม้ว่าเขาจะกล้าหาญกว่านี้เพียงใดก็คิดว่ากองลาดตระเวนของตนไม่มีทางรับมือกับกองทัพกว่าห้าหมื่นคนนั้นได้!

             

            เมื่อสถานการณ์กำลังจะสิ้นหวังนั้นเอง ทางฝั่งนู้นก็มีตัวแทนประมาณสามคนที่เดินออกมาข้างหน้า

             

            พวกเขาประกาศอย่างเสียงดัง

             

            “นี่เป็นคำสั่งและความเมตตาจากท่านแม่ทัพของเรา! เมืองชายแดนจงฟังให้ดี! ถ้าพวกเจ้ายอมแพ้และยอมให้พวกเราผ่านไปก็จะไม่ต้องมีใครเสียชีวิต พวกเราให้สัญญาว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับตัวเมืองของพวกเจ้าและจะปฏิบัติต่อพวกเจ้าตามสิทธิ์ที่ผู้พ่ายแพ้ควรมี!”

             

            ในตอนแรกพวกเขาก็ค่อนข้างจะไม่พอใจกับการตัดสินใจแนวทางนี้ของท่านแม่ทัพ  แต่ในเมื่อไม่มีใครที่จะไปขัดท่านแม่ทัพได้ทั้งท่านยังสร้างผลงานจนเป้นที่ประจักษ์ขนาดนี้พวกเขาจึงได้แต่จำยอม

             

            เพราะความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์มันไม่ได้สลายหายไปกันง่ายๆ!

             

            “เราทำยังไงดีครับหัวหน้า” ทหารลาดตระเวนคนหนึ่งหันไปขอความเห็นหัวหน้าเสียงสั่น พวกเขาดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากนี้

             

            “...คงต้องยอมแพ้ตามนั้น”หัวหน้าของพวกเขากัดฟันถึงจะเสียศักดิ์ศรีแต่ถ้ารักษาชีวิตเอาไว้ได้ก่อนมันย่อมดีที่สุด

             

            แต่ก่อนที่เขาจะออกไปตกลงนั้นเอง เบื้องหน้าของเขากลับปรากฏร่างของสรีสองนางขึ้นมากะทันหัน

             

            ไม่มีใครเห็นว่าพวกนางมาจากไหน แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าพวกนางเป็นผู้หญิงก็คือทรวดทรงภายใต้ผ้าคลุมผืนใหญ่นั้นที่ยังคงนูนเด่นขึ้นมา

             

            ถึงพวกนางจะสวมฮู้ดมิดชิดปิดบังหน้าตาแต่พวกเขาก็ยังจำทั้งสองคนได้!

             

            “อาเจ๊ใหญ่...อาเจ๊รอง?”

             

            ดูเหมือนว่าคำเรียกขานเช่นนี้จะลุกลามไปจนถึงพวกทหารแล้วเช่นกัน ไป่ฟานเซียนหันกลับมาหาหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนผู้นั้นแล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง

             

            “ตรงนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเอง...”

             

             

             

             

     

             

            สถานการณ์ในสนามรบแห่งนี้มันดูประหลาดพิกล

             

            เพราะหลังจากที่ทางฝั่งหูสุนัขประกาศข้อเรียกร้องออกไปแล้วหลังจากนั้นไม่นานกลับปรากฏเป็นสตรีสองนางที่เดินตรงมาหากองทัพกว่าห้าหมื่นคนของพวกเขาอย่างไม่เกรงกลัว

             

            “ข้าต้องการสนทนากับแม่ทัพของพวกเจ้า”

             

            ทหารผู้ที่เป็นคนถือคำประกาศเมื่อครู่มีสีหน้าลังเล แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรต่อเหล่าทหารระดับสูงที่ติดตามมาด้วยก็ออกมาขัดขวางเสียก่อน

             

            “เดี๋ยวก่อนสิ! พวกหูแมวอย่างพวกเธอถือดียังไงถึงกล้าขอพบท่านแม่ทัพ?”

             

            “ใช่แล้ว ท่านแม่ทัพของพวกเรานั้นเป็นตัวตนที่สูงส่งขนาดไหนรู้หรือเปล่า?”

             

            พวกเขาพูดออกมาหลายประโยคอย่างวางท่า ยิ่งเห็นว่าในกระโจมแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลออกไปนักยังคงเงียบสงบพวกเขาก็ยิ่งได้ใจขึ้นไปอีก

             

            ไป่ฟานเซียนเหลือบสายตามองไปทางกระโจมนั้นเช่นกันสัมผัสสวรรค์ของนางกวาดผ่านไปทีเดียวก็สามารถรับรู้ถึงตัวตนของทุกคนที่อยู่ในกระโจมนั้นได้แล้ว

             

            “กลับไปซะ! ไปนำคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้มา”

             

            หนึ่งในพวกเขาออกมาขวางเบื้องหน้าไป่ฟานเซียนส่วนหนึ่งก็เพราะว่าอยากจะเห็นใบหน้าของสตรีทั้งสองคนนี้ที่ถูกผ้าคลุมและฮู้ดปกปิดไว้อยู่

             

            และในตอนนั้นเอง

             

            “...หวงจื่อหานเจ้าได้เตรียมน้ำชาเผื่อข้าหรือไม่?”

             

            อยู่ๆหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าก็พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาลอยๆเหล่าทหารของกองทัพหูสุนัขล้วนไม่เข้าใจความหมายของประโยคนี้นางอยากได้ชาหรือเปล่า? หรือว่ามันจะเป็นรหัสลับอะไรทำนองนั้น?

             

            ฟุ่บ!

             

            แต่ก่อนที่พวกเขาจะหายประหลาดใจ  กระโจมของท่านแม่ทัพก็เปิดออกก่อนที่จะมีร่างสามร่างพุ่งออกมาจากกระโจมด้วยความเร็วที่น่ากลัว

             

            “ท่านแม่ทัพจะลงมือแล้ว!” พวกเขาพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นหนึ่งในเงานั้นคือท่านแม่ทัพที่แสนจะลึกลับและทรงพลังของพวกเขา

             

            หญิงสาวสองคนนั้นไม่รอดแน่!

             

            แต่ว่า

             

            “ท่านไป่! ดีจริงๆที่เจอท่านเร็วขนาดนี้!”

             

            “ท่านปรมาจารย์เซี่ยนายหญิง  ทั้งสองท่านปลอดภัยดีสินะครับ?”

             

            “ดีจริงๆดีจริงๆ!”

             

            ทั้งท่านแม่ทัพที่เก่งกาจ  ท่านกุนซือที่ฉาดหลักแหลม รวมถึงผู้ช่วยที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถของกองทัพพวกเขา ทั้งสามคนกลับกำลังล้อมหน้าล้อมหลังสตรีที่เป็นตัวแทนของเผ่าหูแมวนั้นอยู่!

             

            นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!  เป็นสถานการณ์ในสนามรบที่แปลกประหลาดไปหมดแล้ว!?

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน