เพนต์เฮาส์หรูหราระดับซูเปอร์ลักชัวรีบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางมหานคร ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเงียบสงบ ไร้เสียงรบกวน และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุขุมเยือกเย็น บัดนี้ได้กลายเป็สนามรบขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยความโกลาหล ชนิดที่ต่อให้เป็กองทัพศัตรูตัวฉกาจก็ยังไม่สามารถสร้างความปั่นป่วนได้เท่านี้
อคิรภัทร หรือ คราม ยืนหอบหายใจถี่กระชั้นอยู่กลางห้องนั่งเล่น ร่างกายกำยำล่ำสันสมส่วนที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามและซิกแพคชัดเจนตามแบบฉบับชายหนุ่มผู้มีวินัยในการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด ทว่าเวลานี้ ท่อนบนของเขากลับเปลือยเปล่าไร้ซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์ มีเพียงกางเกงสแล็คสีดำขายาวสนิทกับนาฬิกาแบรนด์หรูเรือนโปรดบนข้อมือซ้ายเท่านั้น
แต่ภาพลักษณ์ที่ดูทรงพลังและเย้ายวนใจนั้น กลับถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยคราบแป้งเด็กสีขาวโพลนที่เลอะเปรอะเปื้อนอยู่เต็มแผงอก และรอยเปื้อนสีเหลวปริศนาบริเวณชายกางเกง ซึ่งเป็หลักฐานอันเด่นชัดถึงาขนาดย่อมที่เขาเพิ่งพ่ายแพ้มาหมาดๆ
"ให้ตายสิ... นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะเนี่ย!"
ครามสบถออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและหัวเสียสุดขีด ั์ตาดุดันคมกริบมองไปยังเ้าตัวเล็กที่นั่งจ้ำม่ำอยู่บนโซฟาเบาะหนังสีเบจราคาแพง "น้องรัน" ทารกชายวัยสิบเดือน หลานชายแท้ๆ ที่ถูกทิ้งไว้ให้เขาดูแลตามพินัยกรรมเืและสายสัมพันธ์กะทันหัน หลังจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของพี่ชายฝาแฝด ดวงตากลมโตใสแป๋วของเด็กน้อยจ้องมองคุณอาหนุ่มกลับมาอย่างไร้เดียงสา ก่อนที่ริมฝีปากเล็กๆ จะเบะคว่ำลงและเตรียมตัวจะปล่อยโฮเสียงดังลั่นห้องอีกระลอก
อุแว้... อุแว้!
เสียงร้องไห้จ้าดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องนั่งเล่นกว้างขวาง ทำเอาเส้นเืที่ขมับของครามเต้นตุบๆ อย่างรุนแรง เขาไม่ใช่คนใจร้าย และไม่เคยกลัวอะไรง่ายๆ ในโลกธุรกิจ เขาคือนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่สามารถเจรจาพลิกเกมมูลค่าหลายพันล้านได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่กับสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วที่พูดไม่รู้เื่และควบคุมไม่ได้คนนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถือะเิเวลาที่พร้อมจะะเิใส่หน้าได้ทุกเมื่อ
ชายหนุ่มขยี้เรือนผมสีน้ำตาลเข้มที่ตอนนี้ยุ่งเหยิงไม่เป็ทรงด้วยความเครียดจัด สมองที่เคยฉียบคมและวางแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ กลับว่างเปล่าและมึนตึ้บเมื่อต้องเผชิญกับภารกิจสุดหินอย่าง "การเปลี่ยนผ้าอ้อม"
ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน... น้องรันส่งสัญญาณเตือนภัยด้วยการร้องงอแงไม่หยุด ครามพยายามค้นหาวิธีแก้ปัญหาด้วยการเปิดอินเทอร์เน็ตดูคลิปสอนเลี้ยงเด็กอย่างลนลาน แต่ทว่าสถานการณ์จริงมันช่างโหดร้ายกว่าในวิดีโอหลายเท่านัก ขณะที่เขากำลังพยายามแกะผ้าอ้อมสำเร็จรูปผืนเก่าออก เ้าเด็กตัวแสบก็ดันถีบขาและพลิกตัวหนีอย่างรู้ทัน จนทำให้ของเสียที่ควรจะอยู่ข้างในกระเด็นเปรอะเปื้อนโซฟาและร่างกายของเขาจนหมดสภาพ
"โอเคๆ รันครับ อย่าเพิ่งร้อง อาขอร้องล่ะ หยุดเถอะนะ!"
ครามก้าวเข้าไปหาเด็กน้อยด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ มือหนาที่เคยถือปืนและเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่ามหาศาล สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความไม่มั่นใจ เขาพยายามอุ้มร่างนุ่มนิ่มขึ้นมาแนบอกอย่างระมัดระวัง กลัวว่าออกแรงมากไปจะทำให้หลานเจ็บ แต่ถ้าน้อยไปเด็กก็จะดิ้นหลุดมือ พลางใช้มืออีกข้างหยิบผ้าอ้อมผืนใหม่ที่วางอยู่เกะกะขึ้นมาทุลักทุเล
ในขณะที่สถานการณ์กำลังโกลาหลถึงขีดสุด เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกก็แผדเสียงแหลมยาวขึ้นขัดจังหวะ หน้าจอแสดงชื่อของ "ท่านประธานกิตติ" พาร์ทเนอร์ธุรกิจคนสำคัญระดับร้อยล้านที่กำลังรอการอนุมัติโปรเจกต์ั์ใหญ่ ซึ่งหากพลาดการติดต่อครั้งนี้ไป บริษัทอัครทรัพย์ กรุ๊ป ของเขาอาจจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ก้อนโต
ครามเหลือบมองโทรศัพท์สลับกับเด็กน้อยในอ้อมแขน หน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความกลัดกลุ้ม เขาจะเลือกรับโทรศัพท์แล้วปล่อยให้หลานร้องไห้จนบ้านแตก หรือจะวางโทรศัพท์แล้วปล่อยให้ดีลธุรกิจพันล้านหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา?
"ให้ตายเถอะโว้ย! งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องเลี้ยง แบบนี้มันฆ่ากันชัดๆ!"
ครามคำรามออกมาอย่างคับแค้นใจ ชีวิตที่เคยถูกจัดระเบียบไว้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ บัดนี้พังทลายไม่เป็ท่าภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ร่างกายที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสวยงามจากการฟิตเนสอย่างหนักหน่วง กลับต้องมาเปียกชุ่มไปด้วยคราบเหงื่อและน้ำนม ท่ามกลางความกดดันรอบด้านที่ถาโถมเข้ามาจนเขาแทบจะสติแตกอยู่รอมร่อ
แต่ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงร้องไห้ที่ยังคงดังระงม น้องรันกลับหยุดร้องกะทันหัน ดวงตากลมใสแป๋วเงยขึ้นมองหน้าคุณอาหนุ่มที่กำลังทำหน้าเครียดขึง ก่อนที่เ้าตัวเล็กจะยื่นมือป้อมๆ ออกมาเอื้อมไปดึงเส้นผมที่ปรกลงมาหน้าผากของครามเบาๆ แล้วส่งรอยยิ้มไร้เดียงสาจนเห็นเหงือกสีชมพู
ครามชะงักงันไปชั่วขณะ ลมหายใจที่หอบกระชั้นค่อยๆ สงบลงเมื่อสบเข้ากับดวงตาใสซื่อคู่นั้น ความโกรธเกรี้ยวและอารมณ์หงุดหงิดที่พลุ่งพล่านเมื่อครู่ ราวกับถูกปัดเป่าให้จางหายไปด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ของเด็กน้อยคนนี้
"แกนี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ นะไอ้ตัวแสบ"
ครามพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มฝืนๆ ออกมาเล็กน้อย มือหนาที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักค่อยๆ ยกขึ้นมาััแก้มป่องๆ ของหลานชายเบาๆ อย่างทะนุถนอมโดยสัญชาตญาณ
เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจกดตัดสายโทรศัพท์ธุรกิจสำคัญอย่างไร้เยื่อใย แล้วโยนเครื่องมือสื่อสารทิ้งไปบนโซฟาอย่างไร้ความหมาย ในเมื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาก็ต้องจัดการมันให้ลุล่วงเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเขาคงต้องกลายเป็บ้าคาเพนต์เฮาส์หรูแห่งนี้แน่ๆ
"เอาวะ... เป็ไงเป็กัน วันนี้พ่อมาเฟียอย่างฉันจะยอมแพ้ให้แก่เด็กสิบเดือนสักตั้ง!"
ครามสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตั้งท่าอุ้มเด็กน้อยด้วยความระมัดระวังอีกครั้ง พร้อมทั้งลุยภารกิจเปลี่ยนผ้าอ้อมและทำความสะอาดสนามรบเฉพาะหน้าต่อด้วยความทุลักทุเล แต่ทว่าแววตาของเขาในตอนนี้ กลับเริ่มมีความมุ่งมั่นและอ่อนโยนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็สัญญาณเตือนว่าชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว... และต่อจากนี้ไป โลกทั้งใบของเขาคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปอย่างแน่นอน