ก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วน

            เล่มที่2 บทที่47 เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วน

            เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายยำเกรงตน จั่วเฉินก็คลี่ยิ้มออกมา เขาซัดพลังเคล็ดวิชาบงการอัสนีออกไปในทันทีฉับพลัน สายฟ้าเส้นหนึ่งก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้า

            แม้ศิษย์ผู้นี้จะมีความสามารถอยู่บ้าง ทว่าหากเทียบกับจั่วเฉินก็ยังถือว่าต่างกันมากอีกอย่าง เขาเพิ่งผ่านการต่อสู้มาหลายสิบครั้ง ทำให้สูญเสียพลังไปพอสมควร ดังนั้นจึงยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจั่วเฉิน

            เพียงครู่เดียว เรื่องที่ทำให้ศิษย์ไม่น้อยต้องตกตะลึงก็เกิดขึ้นศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นแปดผู้นั้นถูกจั่วเฉินเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย เขาก้าวลงจากแท่นประลองพร้อมรอยยิ้มขมขื่นหากไม่เจอเข้ากับจั่วเฉิน เขาก็น่าจะยังต้านทานได้อีกสักพัก

            หลังจากเอาชนะมาได้ครั้งหนึ่ง บนแผ่นป้ายของจั่วเฉินก็มีตราเพิ่มขึ้นหนึ่งตราเขายืนเอามือไพล่หลังอย่างสงบอยู่บนแท่นประลอง รอคู่ต่อสู้คนถัดไปด้วยสีหน้าผ่อนคลายตรงข้ามกับศิษย์คนอื่นๆ ที่กำลังเคร่งเครียดกับเรื่องช่วงชิงอันดับในครั้งนี้  

            ศิษย์เก่าส่วนมากแทบจะเลื่อนเป็นศิษย์สายในกันหมดแล้วจึงไม่ได้เข้าร่วมการประลองตารางอันดับเขียวนี้ด้วย ส่วนศิษย์ใหม่ที่เป็นอัจฉริยะอย่างหลงซินเย่หรือเย่เชียนตี้ก็สามารถถีบตัวขึ้นเป็นศิษย์สายตรงหรือสายในได้ทันที จึงไม่ได้เข้าร่วมการประลองนี้เช่นกันส่วนคนที่เหลือ จั่วเฉินไม่เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด ต่อให้เป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์อย่างเซียวพั่วรื่อก็ตาม

            หนึ่งยก สองยก... สิบยก!

            เพียงพริบตา จั่วเฉินก็ประมือไปแล้วสิบคนแถมทุกครั้งยังเอาชนะไปได้อย่างขาดลอยและรวดเร็ว

            จั่วเฉินเข้าใจหลักข้อหนึ่งเป็นอย่างดี หากต้องการยืนหยัดต่อสู้ให้ได้นานจะต้องออมแรงเอาไว้ พยายามไม่ให้ตนเองสูญเสียพลังโดยไม่จำเป็น เขาจึงเลือกที่จะลงมืออย่างดุดันบางครั้งเพียงแค่หนึ่งหรือสองกระบวนท่าก็ซัดคู่ต่อสู้ออกจากแท่นประลองไปแล้ว ส่วนคนที่พ่ายแพ้ไปนั้นคงจะรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้างทว่าสำหรับจั่วเฉินมันเป็นวิธีการต่อสู้ที่ดีที่สุด

            เมื่อเห็นร่างที่ยืนตระหง่านดุจขุนเขาบนแท่นประลอง ศิษย์ที่เหลือก็ได้แต่เผยสีหน้าขมขื่นออกมา

            ก่อนหน้านี้จั่วเฉินยังเป็นแค่คนไร้ค่าที่เป็นได้เพียงผู้ติดตามเท่านั้นทว่าสถานการณ์ตอนนี้กลับพลิกผัน ทุกคนเข้ามาที่สำนักแห่งนี้ได้ไม่ถึงครึ่งปีทว่าตอนนี้จั่วเฉินกลับพัฒนาจนถึงระดับที่พวกเขาได้แต่แหงนหน้ามองแล้ว

            สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน หลังจากจั่วเฉินเอาไปชนะได้สิบครั้งรวดก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาท้าประลองด้วยอีก

            บรรยากาศกลายเป็นแข็งค้างไปชั่วขณะ คนไม่น้อยมองจั่วเฉินอย่างเหม่อลอยต่างก็ไม่มีใครกล้าลงมือ ทว่าจั่วเฉินกลับพึงพอใจที่ได้เห็นภาพเช่นนี้ เขาถือโอกาสนี้โคจรเคล็ดวิชาปราณอัสนีเพื่อฟื้นฟูพลังปราณในร่างไปด้วย

            ศิษย์สายในและสายตรงจำนวนไม่น้อยต่างก็มองมาที่จั่วเฉินด้วยสายตาประหลาดหลายคนเคยได้ยินเรื่องของจั่วเฉินมาบ้าง ทว่าในสายตาของพวกเขาที่มีสถานะสูงกว่าแล้วผู้ติดตามคนนี้แม้จะมีฝีมือไม่ธรรมดา ก็ไม่ควรจะร้ายกาจจนน่าตกตะลึงได้ถึงเพียงนี้ไม่เช่นนั้นคงจะได้เป็นศิษย์ตัวจริงของสำนักไปแล้ว

            ทว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกคงจะผิด

            จู่ๆ เบื้องหน้าของจั่วเฉินก็ปรากฏร่างในชุดคลุมสีดำ ชายหนุ่มผู้นี้ไว้ผมยาวเลยบ่าทุกย่างก้าวที่เดินทั้งหนักแน่นและมั่นคง สายตาจับจ้องมาทางจั่วเฉินขณะเดินขึ้นแท่นประลอง

            จั่วเฉินมองคนผู้นั้นอย่างสนใจ ทว่าเมื่อเห็นหน้าผู้มาใหม่แล้วเขาก็ต้องเผยสีหน้าประหลาดออกมา

            “เซียวพั่วรื่อ?”

            เซียวพั่วรื่อผู้นี้ไม่ธรรมดา หากในการทดสอบศิษย์ใหม่เขาไม่พ่ายแพ้และถูกปล้นชิงทรัพยากรไปความสามารถของเขาจะต้องติดสิบอันดับแรกของการทดสอบศิษย์ใหม่ จนสามารถเลื่อนขึ้นเป็นศิษย์สายในได้แน่

            ครั้งที่แล้วเพราะถูกเขาทำลายแขนไปข้างหนึ่ง จั่วเฉินจึงไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่หลายเดือนวันนี้คงจะหายดีแล้วถึงได้มาปรากฏตัว

            หลังจากเซียวพั่วรื่อปรากฏตัว คนมากมายก็เริ่มเปลี่ยนความคิด

            คนผู้นี้มีร่างมารทลายฟ้า แม้จะไม่โดดเด่นเช่นเย่เชียนตี้แต่ก็ถือว่าไม่ธรรมดา นับว่าแข็งแกร่งกว่าศิษย์ทั่วไปไม่รู้เท่าไรตอนนั้นควรจะโดดเด่นในการทดสอบศิษย์ใหม่แท้ๆ กลับถูกใครบางคนหักแขนจนมีสภาพอนาถ

            ก่อนหน้านี้หลายคนคาดเดาว่าเซียวพั่วรื่อคงจะไปมีเรื่องกับคนเก่งกาจอย่างเย่เชียนตี้เข้าจึงได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา

            พอเห็นเซียวพั่วรื่อเดินเข้ามา จั่วเฉินก็จ้องตาอีกฝ่ายก่อนจะเอ่ยทักเสียงเบา “ไม่เจอกันนานเลย” 

            เซียวพั่วรื่อนิ่งเงียบ เขาจ้องเขม็งมาทางจั่วเฉินด้วยสีหน้ามืดครึ้มขณะเดียวกัน ร่างกายก็แผ่จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ออกมา

            เพราะพ่ายแพ้ให้กับจั่วเฉินไปก่อนหน้านี้ เขาจึงต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งเกรงว่าหากไม่ใช่การทดสอบที่มีคนจับตาดูอยู่ ตัวเองคงจะถูกจั่วเฉินสังหารไปแล้ว นี่ถือเป็นเรื่องอัปยศใหญ่หลวงสำหรับเซียวพั่วรื่อ

            ก่อนจะมาที่ตำหนักนภาปราณยุทธเซียวพั่วรื่อถือเป็นยอดอัจฉริยะในสกุลเซียว คิดไม่ถึงว่าหลังจากมาที่สำนักแห่งนี้ได้ไม่นานเขาจะต้องพ่ายแพ้ให้กับจั่วเฉิน ใครกันจะรับเรื่องนี้ได้ 

            ในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้มีคนที่แข็งแกร่งและมีพรสวรรค์ล้ำเลิศกว่าจั่วเฉินอยู่มากทว่าสำหรับเซียวพั่วรื่อในตอนนี้ จั่วเฉินคือคนที่เขาอยากเอาชนะและเหยียบย่ำให้อยู่แทบเท้ามากที่สุด

            “หากเป็นยามปกติ จั่วเฉินผู้นี้คงจะสามารถเอาชนะได้อีกหลายสิบยกแน่แต่หากเป็นเซียวพั่วรื่อล่ะก็ หึ...”

            “ใช่ ข้าได้ยินกว่าหลังจากที่เซียวพั่วรื่อได้รับบาดเจ็บกลับมาเขาก็เอาแต่กักตัวฝึกฝนเพื่อการประลองตารางอันดับครั้งนี้ เจ้าจั่วเฉินนั้นโชคไม่ดีที่ต้องเจอกับเซียวพั่วรื่อถือว่าสวรรค์กำหนดแล้วว่าเจ้านั่นก็เป็นได้แค่หินรองเท้าผู้อื่นเท่านั้น”

            ศิษย์ที่ดูอยู่พากันกระซิบกระซาบถึงสถานการณ์ในตอนนี้ ใจจริงของพวกเขาไม่มีใครอยากให้จั่วเฉินโดดเด่นขึ้นมาเพราะหากปล่อยให้ผู้ติดตามติดอันดับต้นๆ ของตารางได้ ศิษย์ตัวจริงอย่างพวกเขาไม่กลายเป็นคนไร้ค่าหรืออย่างไร

            “หืม? ระดับหลอมรวมขั้นเก้าหรือ” เมื่อรับรู้ได้ถึงระดับพลังของเซียวพั่วรื่อจั่วเฉินก็อดที่จะเหลือบตามองไม่ได้

            ในการทดสอบศิษย์ใหม่ เซียวพั่วรื่อมีพลังอยู่ที่ระดับหลอมรวมขั้นห้าเท่านั้นคิดไม่ถึงว่าบัดนี้จะพัฒนาเป็นระดับหลอมรวมขั้นเก้าแล้วความเร็วในการพัฒนาระดับพลังเช่นนี้สมกับเป็นร่างมารทลายฟ้า ในบรรดาศิษย์ใหม่ทั้งหมดนอกจากคนที่จั่วเฉินรู้จักอย่างเย่เชียนตี้กับหลงซินเย่แล้ว เซียวพั่วรื่อก็เป็นอีกคนที่ถือว่ามีพลังแข็งแกร่งที่สุด

            ทันใดนั้น เซียวพั่วรื่อก็ระเบิดไอสังหารออกมา ทั้งร่างของเขาถูกลำแสงสีดำห่อหุ้มเอาไว้ก่อนที่มือทั้งสองข้างจะหลอมรวมจนเกิดเป็นโซ่วิญญาณเส้นหนึ่ง

            โซ่เส้นนั้นพุ่งแหวกอากาศออกมา ก่อนจะสลายกลายเป็นมังกรสีดำตัวใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งซึ่งขณะนี้มันกำลังพันธนาการจั่วเฉินเอาไว้ ดูออกได้ไม่ยากว่าโซ่วิญญาณเส้นนี้ร้ายกาจกว่าครั้งก่อนมากแค่พลังจิตในการควบคุมก็ถือว่าพัฒนาจนถึงระดับสูงแล้ว

            ต่อให้เป็นศิษย์ที่มีพลังระดับหลอมรวมขั้นเก้าเหมือนกันหากเจอเข้ากับเซียวพั่วรื่อในวันนี้ก็ยากจะเอาชนะได้

            การปรากฏตัวของเซียวพั่วรื่อทำให้คนไม่น้อยตาเป็นประกาย กระทั่งผู้อาวุโสบางคนก็ยังจ้องเขม็งมาที่การต่อสู้นี้พวกเขาดูจะเริ่มสนใจในตัวเซียวพั่วรื่อขึ้นมา

            จริงอยู่ที่พรสวรรค์ไม่ใช่ทุกสิ่ง ทว่าหากมีพรสวรรค์เส้นทางการฝึกฝนก็จะราบรื่นกว่าคนทั่วไปอีกมาก และยิ่งมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาจนถึงจุดสูงสุดดังนั้นแต่ไหนแต่ไรมา ตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้จึงยกเอาพรสวรรค์ของศิษย์เป็นที่หนึ่งเสมอ

            สิ่งที่เซียวพั่วรื่อแสดงให้เห็นในวันนี้ทำเอาผู้อาวุโสไม่น้อยอยากจะรับเขาเป็นศิษย์เทียบกันแล้ว จั่วเฉินนั้นดูธรรมดากว่ามาก แม้การต่อสู้ก่อนหน้านี้จะลงมือได้เด็ดขาดทว่าก็ไม่ได้น่าตกตะลึงเท่าไรนัก พรสวรรค์ของเขายังไม่โดดเด่นเท่าเซียวพั่วรื่อจึงไม่เป็นที่น่าสนใจ

            “ไม่เลว”

            จั่วเฉินพ่นออกมาสองคำ พอเห็นโซ่วิญญาณพุ่งแหวกอากาศออกมา เขาก็โคจรพลังปราณมาที่มือทั้งสองข้างก่อนจะคว้าหมับเข้าทันที

            “สลายไปเสีย!”

            ระหว่างที่พูด มือทั้งสองข้างก็ฉีกกระชากโซ่เส้นนั้นอย่างรุนแรงพลังอันน่าสะพรึงกลัวไหลผ่านนิ้วมือทั้งสิบไปยังโซ่วิญญาณ

            แกร๊ก!

            โซ่วิญญาณที่แข็งแกร่งทนทานพลันสลายเป็นผุยผงในพริบตา

            “เป็นไปได้อย่างไร!?”

            ศิษย์ที่เห็นภาพที่เกิดขึ้นต่างก็ตกตะลึงจนตาค้าง ที่พวกเขาอยากเห็นคือจั่วเฉินถูกซัดจนหมอบทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กลับเป็นเซียวพั่วรื่อที่ตกเป็นรอง

            “ก็แค่ร่างกายแข็งแกร่งทนทานเท่านั้นแหละ” ไม่นานก็มีคนเข้าใจเขาพูดพร้อมแค่นหัวเราะออกมา

            ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าจั่วเฉินมีความสามารถโดดเด่น ทว่านั่นก็เพียงเพราะมีพลังกายที่แข็งแกร่งทัดเทียมร่างพิเศษเท่านั้นพวกเขาจึงพอจะหาเหตุผลได้ว่าทำไมจั่วเฉินถึงทำลายโซ่วิญญาณเส้นนี้ลงได้

            ทว่าเซียวพั่วรื่อกลับไม่อาจรักษาท่าทีสงบนิ่ง การโจมตีของเขาเมื่อครู่รุนแรงกว่าครั้งก่อนไม่รู้กี่เท่าโซ่วิญญาณนี้ไม่เพียงสามารถทำลายร่างกายของจั่วเฉิน แต่มันยังแฝงไปด้วยพลังโจมตีวิญญาณจึงสามารถระเบิดพลังที่คล้ายกับแรงปณิธานออกมาทำให้พลังจิตของจั่วเฉินได้รับบาดเจ็บได้ร้ายกว่านั้น อาจถึงขั้นทำให้จั่วเฉินสู้ต่อไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

            ทว่านี่กลับดูไม่ส่งผลอะไรกับจั่วเฉินเลยสักนิด เขาต้านได้ทันทีโดยไม่มีลังเล

             “ระดับหลอมรวมขั้นเจ็ดต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนก็ควรมีขอบเขต เป็นไปไม่ได้...”

            เซียวพั่วรื่อพึมพำ กลิ่นอายพลังในร่างพลันแปรเปลี่ยนไป พริบตานั้นพลังห้วงมิติรอบข้างก็พากันหลั่งไหลมารวมกันที่เซียวพั่วรื่อ ในขณะที่เหนือศีรษะก็ปรากฏเงาโปร่งใสของบางสิ่ง...

            พยัคฆ์ขาว!

            ชั่วขณะที่เงาของพยัคฆ์ขาวชัดเจนขึ้นมา ขุมพลังอันแข็งแกร่งพลันปรากฏขึ้นรอบตัวเซียวพั่วรื่อ กลิ่นอายแห่งความตายและการเข่นฆ่าปกคลุมไปทุกทิศทุกทางเส้นผมของเขาโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่ง

            บัดนี้ สายลมที่ไม่รู้ที่มาพลันโหมซัดขึ้นรอบแท่นประลองโดยมีเซียวพั่วรื่อเป็นศูนย์กลาง

            ทว่าไม่ใช่แค่นั้น หลังจากที่ร่างของพยัคฆ์ขาวปรากฏขึ้น อีกร่างที่น่าสะพรึงกว่าก็ตามมาพวกมันกำลังหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างช้าๆ หากมองดูให้ดี สิ่งนั้นคล้ายจะเป็นหัวมังกรที่ดุร้าย!

            “เคล็ดวิชาสังหารสี่ส่วนหรือ?” สีหน้าของจั่วเฉินเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพสงครามพลิกปฐพี ที่คุณอ่าน