อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 39 มาชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียง (2)

            ฟี้!

            เสียงดังราวกับลูกบอลรั่วดังขึ้น เสียงที่ดังขึ้นทำให้สวนเมามายที่เงียบสงบไม่สามารถเงียบสงบได้อีกต่อไปได้เสียงนี้ทำเอาขวัญของใครหลายๆ คนถึงกับกระเจิงไปและทำเอาเย่ชิงขวงตกตะลึงไปอีกครั้งหลังจากที่ได้สติกลับมา

            รู้สึกได้ถึงตันเถียนที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานหลายปีรั่วไหลออกจนเหี่ยวแห้งราวกับลูกบอลแตกรู้สึกได้ถึงพลังปราณรบที่พลุ่งพล่านภายในกายไหลเวียนสับสนไปทั่วทุกทิศทางเนื่องจากตันเถียนที่แตกสลายมันวิ่งชนจุดชีพจรของเขาจนพังทลาย ทำลายวรยุทธ์ที่ฝึกฝนมาหลายปีสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดและหนาวเหน็บที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนสัมผัสได้ถึงสายตาที่เย็นชาปราศจากอารมณ์ใดๆ ของเย่ชิงหานสัมผัสได้ถึงกริชเล่มที่อยู่ตรงคอเล่มที่อาบไปด้วยเลือดของตนเอง...เย่ชิงขวงลนลานขึ้นมาในทันทีร้องตะโกนออกมาอย่างหวาดกลัว

            “ไม่!”

            “ไม่!”

            “ไม่!”

            “อย่าขยับตอนนี้ข้าเพียงแค่ทำลายวรยุทธ์ของเจ้า หากเจ้ายังขยับเขยื้อนดิ้นไปมาอีกข้ากลัวว่าเจ้าคงจะไม่ได้เห็นหน้าบิดาและน้องๆของเจ้าอีกเป็นแน่...วรยุทธ์ไม่มียังสามารถฝึกฝนใหม่ได้แต่ถ้าไม่มีชีวิตแล้วอะไรเจ้าก็จะไม่เหลือ!” เย่ชิงหานหลังจากที่แทงเย่ชิงขวงไปครั้งหนึ่งทำลายวรยุทธ์ที่ฝึกฝนมาตลอดหลายปีของเขาใบหน้ากลับไม่ได้มีอาการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยทำเพียงแค่พูดออกมาข้างหูของเย่ชิงขวงอย่างเฉยเมยจากนั้นกวาดสายตามองไปยังผู้คนที่อยู่โดยรอบพร้อมกับพูดขึ้น

            “พวกเจ้าอย่าขยับตอนนี้มือของข้ามันรู้สึกสั่นเล็กน้อย กลัวว่าไม่ระวังมันอาจจะเฉือนคอหอยของเย่ชิงขวงเอาได้พวกเจ้าไปบอกเย่เจี้ยนว่าหากคิดจะช่วยลูกชายของเขาให้ไปเรียกตาแก่ทั้งสามที่อยู่ภูเขาด้านหลังออกมาเดี๋ยวนี้”

            ครืน!

            “เย่ชิงหานเจ้าบ้าไปแล้วหรืออย่างไรกล้าทำลายวรยุทธ์ของนายน้อยใหญ่ วันนี้เจ้าได้ตายแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย...”

            “บ้าแล้ว! บ้าไปแล้ว!ไอ้บ้าเย่ชิงหานมันบ้าไปแล้วจริงๆ มัน...มัน...”

             “รีบไปรายงานเร็วรายงานหอผู้คุมกฎ รายงานท่านหัวหน้าตระกูล เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว!เกิดเรื่องใหญ่แล้ว...”

            “บ้าไปแล้วจริงๆเย่ชิงหานกล้าเรียกท่านหัวหน้าตระกูลกับผู้อาวุโสสูงสุดว่าตาแก่ ไอ้คนเนรคุณไอ้คนเนรคุณตระกูล!”

            สถานการณ์ในตอนนี้โกลาหลเกินจะควบคุมราวกับผิวน้ำที่ถูกโยนลงไปด้วยลูกระเบิดซึ่งไม่ใช่ก้อนหินอย่างที่เคยไม่ใช่แค่คลื่นระลอกน้ำแต่เป็นน้ำที่แตกกระเซ็นออกไปทั่วทุกทิศทาง

            ผู้คนที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้มีทั้งด่าทอมีทั้งวิ่งไปมาสับสนวุ่นวาย มีทั้งชักอาวุธออกมาตั้งท่ารอและยังมีทั้งที่ตกใจจนยืนเซ่อทำอะไรไม่ถูกก็มีคนจำนวนมากกำลังวิ่งตรงมากันยังที่แห่งนี้ และก็มีคนจำนวนมากที่วิ่งจากไปไม่สามารถจะบรรยายสีหน้าอาการและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนทั้งหลายได้ทั้งหมด

            ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!

            ในที่สุดข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ถูกถ่ายทอดไปทั่วทุกแห่งภายในตระกูลบนท้องฟ้าปรากฏเงาร่างหลายสายซึ่งจุดหมายของเงาร่างทั้งหมดล้วนลอยตรงมายังสวนเมามายแห่งนี้

            “เย่ชิงหานเจ้ากล้าทำร้ายลูกชายข้า?”

            คนที่มาถึงก่อนใครอื่นคือเย่เจี้ยนตัวคนยังมาไม่ถึงแต่พลังเสียงที่แผดร้องคำรามออกมานั้นแฝงไปด้วยความเดือดดาลและความเศร้าสลดเสียใจ

            “เย่ชิงหานอย่าเพิ่งวู่วาม!”

            เย่เชียงเองก็คอยจับตาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นณ ที่ตรงนี้อยู่ตลอดหลังจากที่เย่ชิงหานแทงเย่ชิงขวงไปครั้งหนึ่งเขาก็รีบเร่งมาในทันที

            “เย่ชิงหานวันนี้โทษตายของเจ้าไม่อาจละเว้น!”

            เย่หรงใบหน้าก็เต็มไปด้วยความเสียใจตอนที่เย่ชิงขวงส่งข่าวมาเขาไม่ได้คิดใส่ใจมากนักจึงเดินทางมาล่าช้า ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าเรื่องราวจะบานปลายมาถึงขั้นร้ายแรงถึงเพียงนี้หลังจากรีบเร่งมาด้วยความรีบร้อนเห็นเย่เจี้ยนที่สีหน้าเต็มไปด้วยความเดือดดาลเย่หรงพลันร้องตะโกนขึ้นด้วยความโกรธเช่นเดียวกัน

            เย่เทียนชิง เย่เทียนสิง เย่กงเย่เฉวียน...เงาร่างนับไม่ถ้วนลอยแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วจากนั้นก็พากันเคลื่อนตัวลดต่ำลงมาสู่พื้นเบื้องล่างชั่วพริบตาเดียวยอดฝีมือระดับสูงทั่วทั้งตระกูลต่างมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่อย่างพร้อมเพรียง“นอกจากเหล่าสมาชิกผู้อาวุโสที่เหลือจงรีบออกไปจากที่แห่งนี้โดยเร็วฝ่ายหอประจัญบานปิดล้อมตระกูลโดยเร็วที่สุดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ห้ามมิให้ผู้ใดแพร่งพรายสู่ภายนอกโดยเด็ดขาด”

            เย่เจี้ยนพูดออกมาอย่างเย็นชาพยายามอดกลั้นความเดือดดาลที่อยู่ภายในใจมองดูท้องน้อยของเย่ชิงขวงที่อาบไปด้วยเลือดใจของเขาราวกับถูกอาบไปด้วยเลือดไม่ต่างกันเมื่อสัมผัสได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของเย่เจี้ยนทั้งองครักษ์ทั้งบ่าวไพร่ทาสรับใช้ล้วนรีบเผ่นหนีแตกกระเจิงกันออกไปอย่างรวดเร็ว

            ผู้อาวุโสที่เหลือที่มาถึงต่างพากันจ้องมองดูเย่ชิงหานที่กำลังควบคุมตัวเย่ชิงขวงอยู่มองดูใบหน้าที่เฉยเมยของเขา มองดูกริชสีดำที่อาบไปด้วยเลือดต่างคนต่างใช้ความคิดแต่ไม่มีผู้ใดปริปากพูดสิ่งใดออกมา

            “ทำไมไม่มีใครพูดอะไร? อยากเห็นเขาตายใช่ไหม?”

            แต่คนที่พูดออกมาคนแรกกลับเป็นเย่ชิงหานที่เงียบมาโดยตลอดอาจเพราะความกดดันที่ต้องเผชิญหน้ากับบุคคลในระดับสูงมากมายขนาดนี้เป็นครั้งแรกทำให้ปรับตัวไม่ทันหรืออาจตื่นเต้นจนเกินไปจึงต้องพูดอะไรออกมาสักอย่าง

            เย่เจี้ยนคิ้วกระตุกด้วยความเคียดแค้นสองมือกำหมัดแน่นจนสั่นเทิ้ม “ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!”

            “ข้าไม่ได้โง่เขลาขนาดนั้น!”

            “ชิงหานห้ามเลือดให้เขาก่อน หากเขาตายเจ้าจะไม่มีอะไรมาต่อรองอีก” เย่เชียงเปิดปากพูดขึ้นน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนแต่เจตนาที่จะช่วยเหลือที่ออกมาในน้ำเสียงนั้นเด่นชัดอย่างยิ่ง

            เย่ชิงหานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงพยักหน้าเห็นด้วยมือขวาจี้ไปยังจุดชีพจรทางด้านหน้าของร่างกายเย่ชิงขวงอยู่หลายตำแหน่งจนเลือดหยุดไหลออกมาจากนั้นเขาก็นิ่งเงียบลงอีกครั้ง

            “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังทำอะไร? หากเจ้ายังไม่ยอมปล่อยมืออีกวันนี้เจ้าหนีไม่พ้นความตายอย่างแน่นอน...”เย่หรงเปิดปากพูดขึ้นน้ำเสียงดังก้องกระหึ่มและแหลมราวกับว่าอยากใช้น้ำเสียงเช่นนี้มาปกปิดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวภายในใจของตนเอง

            เย่หรงยังไม่ทันที่จะพูดจบเย่ชิงหานก็ตะคอกออกมาด้วยความโกรธแค้น“เจ้าหุบปากไปซะร่วมมือกับคนนอกอย่างเสว่อู๋เหินวางแผนชั่วคิดลักพาตัวน้องสาวข้าเจ้าเองก็มีส่วน ต้องมีสักวันข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!”

            “เจ้า...ไม่คิดเลยว่าขนาดข้าเจ้ายังกล้าใส่ร้าย? ฮ่าๆ ไอ้เดรัจฉานน้อยเอ๋ย ดูท่าวันนี้ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว” เย่หรงด่าทอออกมา

            “จริงรึ? เจ้าจะลองดูก็ได้ก่อนที่ข้าจะตายข้าจะลากนายน้อยใหญ่ของเจ้าลงนรกไปด้วยกันก็ไม่เลว” เย่ชิงหานหัวเราะออกมาอย่างเย็นชาออกแรงไปที่มือขวาเฉือนลึกลงไปจนเลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นทาง

            “อย่าเย่ชิงหานหยุดมือเจ้าเดี๋ยวนี้ ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!” เย่ชิงขวงที่กำลังเหม่อลอยราวกับคนขาดสติเนื่องจากวรยุทธ์สูญสลายเมื่อถูกคมกริชเฉือนลงไปอีกครั้งหนึ่งทำให้สติของเขาถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งจากนั้นจึงร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนก

            “หยุดมือ! เย่ชิงหานตกลงเจ้าจะเอาอย่างไรกันแน่?” เย่เจี้ยนอดกลั้นต่อไฟโทสะที่อยู่ภายในใจกดน้ำเสียงของตนเองจนต่ำก่อนที่จะพูดออกมาด้วยความยากลำบาก

            แน่นอนว่าเย่ชิงหานไม่คิดจะเอาอย่างไรหลังจากที่ฆ่าเย่ชิงเสรู้เรื่องราวทุกอย่างจนกระจ่างดีแล้วเขาต้องการเพียงแค่แก้แค้นและมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่อีกด้วย จะแก้แค้นอย่างไร? แล้วจะมีชีวิตรอดออกไปได้อย่างไร? ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้ยุทธวิธีที่เหนือชั้นสักหน่อย

            เริ่มแรกคือเผาลานที่พักของตนเองเพื่อดึงความสนใจของทุกคน ทำลายวรยุทธ์และจับตัวเย่ชิงขวงเพื่อที่จะชักนำพวกผู้มีตำแหน่งสูงและผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายให้ออกมาตอนนี้คนพวกนี้ก็มาแล้วและถูกวิธีการที่เหี้ยมเกรียมของเขาสยบจนไม่กล้าบุ่มบ่ามขั้นต่อไปก็คือชักนำตาแก่สามคนที่อยู่ภูเขาด้านหลังนั่นออกมาหัวหน้าตระกูลเย่เทียนหลงและสองผู้อาวุโสสูงสุด

            เขาฆ่าเย่เป้าฆ่าเย่ชิงเสศิษย์สายในของตระกูล ทำลายวรยุทธ์ของเย่ชิงขวงแน่นอนว่าจุดจบของเขาต้องไม่น่าดู เย่เจี้ยน หอผู้คุมกฎหอผู้อาวุโสล้วนไม่ปล่อยเขาไปอย่างแน่นอนที่ดูว่าจะเข้าข้างเขาสักหน่อยก็คงจะเป็นเย่เชียงแต่ก็ไม่มีศักยภาพพอที่จะปกป้องเขาได้ ตอนนี้ทั่วทั้งตระกูลล้วนต้องการให้เขาตาย

            ที่สามารถช่วยเขาได้มีเพียงตาแก่สามคนที่อยู่ภายในภูเขาด้านหลังเท่านั้นหัวหน้าตระกูลเย่เทียนหลงที่เร้นกายและผู้อาวุโสสูงสุดอีกสองท่านเพราะเขามีไพ่ตายที่เก็บซ่อนไว้ ตาแก่สามคนต้องไม่กล้าฆ่าเขาอย่างแน่นอนแถมยังต้องปกป้องเขาอีกด้วย ไพ่ตายใบนี้ก็คือ อสูรศักดิ์สิทธิ์ - อสูรกลืนวิญญาณ

            ดังนั้นเขาจึงพูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติว่า “อยากให้ข้าปล่อยเขาย่อมได้! ไปเรียกตาแก่ทั้งสามคนที่อยู่ภูเขาด้านหลังออกมา!”

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน