บทที่ 32 เปิดฉากไต้ซือไล่ผีผู้โด่งดัง
ชายวัยกลางคนใและไม่กล้ามองหน้า
แต่นั่นเป็เพียงเด็กอายุหนึ่งขวบเท่านั้น มีอะไรให้กลัวกัน?
เมื่อมองไปที่หน่วนเป่าอีกครั้งเขาก็ไม่ได้ขลาดกลัวอีก
ราวกับรู้สึกว่าเขากำลังเสียเวลาไปกับเด็กน้อยไม่รู้ประสา ชายวัยกลางคนโบกมือ “คนพวกนี้ชุบเลี้ยงิญญาชั่วร้าย จับพวกมันให้หมด พากลับไปลงโทษ”
ตอนแรกหลินซื่อไม่เชื่อ แต่ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่าท่าทีของแม่เฒ่าเหยานั้นลำพองใจมากจนเกินไป …และวัตถุประสงค์แอบแฝงของหญิงเฒ่าผู้นี้คือการจับพวกเขาทั้งหมดเพื่อที่จะได้ยึดครองสกุลเซียว!
ลูกน้องของชายวัยกลางคนกระจายตัวออกไปล้อมพวกเขาไว้ แต่ละคนมีอาวุธคมกริบชี้มาทางพวกเขา
ทางด้านสกุลเซียวมีผู้ใหญ่เพียงแค่สี่คน ที่เหลือเป็เด็กทั้งหมดและมีสองคนที่ยังเดินไม่แข็งด้วยซ้ำ
แม่เฒ่าเหยาพอใจมาก “พวกเ้าได้ยินไต้ซือบอกหรือไม่ ที่แท้ก็เพราะแบบนี้เอง …ถ้าเหวินเอ๋อร์ของข้าไม่ได้เป็จวี่เหริน*[1] มันย่อมเป็เพราะพวกเ้า!”
เ้าก้อนแป้งโกรธมากที่เห็นหญิงชราคนนี้ ติดก็แต่ว่าความโชคร้ายของพี่ฉีไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่เช่นนั้นนางก็อยากจะโยนพี่ฉีไปทำให้ยายเฒ่านั้นซวยบ้าง
“หน่วนเป่าไม่เคยเห็นวิธีขับไล่สิ่งจั่วร้ายมาก่อนเลย” เ้าก้อนแป้งกะพริบตาเพื่อรอคำตอบจากฝ่ายตรงข้าม
หลังจากที่นางพูดจบ เซียวหย่งฝูก็พับแขนเสื้อขึ้นและเท้าสะโพก “ถ้าอยากกำจัดสิ่งชั่วร้าย เ้าก็กำจัดมันที่นี่ให้พวกเราได้ดูหน่อย”
หานเหนียงยังพูดด้วยน้ำเสียงเ็า เมื่อครู่นายน้อยเพิ่งบอกว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม ควรไหลไปตามน้ำ “นั่นสิ พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน”
ผู้เฒ่าเซียวดูไม่เหมือนคนที่กำลังถูกตัดสินต่อหน้าสาธารณชน เขาพูดอย่างใจเย็น “อย่ามาหลอกกันเลย”
ฉีสือเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างหลังผู้ใหญ่มองดูเ้าก้อนแป้งที่อยู่ในอ้อมแขนของหลินซื่อแล้วอดยิ้มไม่ได้ เ้าตัวเล็กนี่รู้จังหวะดีจริง ๆ
ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะทันได้ตอบโต้ แม่เฒ่าเหยาก็ทุบอกกระทืบเท้า ราวกับว่านางโกรธที่ถูกเรียกว่าคนหลอกลวง “พวกเ้ามันจิตใจคับแคบ เช่นนั้นก็ขอพวกเ้าเชิญแหกตาดูเถอะว่ามันจริงดั่งที่ไต้ซือว่าหรือไม่!”
“ไต้ซือ เชิญท่านลงมือได้แล้ว”
สีหน้าของชายวัยกลางคนมืดครึ้ม ไม่อยากเชื่อว่าจะมีหญิงโง่เช่นนี้อยู่บนโลกด้วย!
ขณะเดียวกัน ชายวัยกลางคนมีความคิดมากมายอยู่ในหัว ไม่เพียงแต่สมาชิกทุกคนในครอบครัวนี้จะมีสีหน้าเปล่งปลั่ง แต่ยังมีบุญบารมีสูงส่ง เขาเลยชักอยากจะพาพวกเขากลับไป...
“นี่พวกท่าน คิดจะทำอันใดกัน?”
“พวกเ้า …คิดจะกินเด็กกันหรือ?” หน่วนเป่าถามด้วยความแปลกใจ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น
คำถามพวกนี้มันชัดเจนที่จะปลุกสติชายวัยกลางคน หากเขาเอาคนในครอบครัวนี้กลับไป ผู้าุโเ่าั้เล่า? พวกเขาล้วนเป็เสือสิงห์มากเล่ห์ แล้วเขาจะได้รับผลประโยชน์ใดจากเื่นี้กัน?
“วางแท่นบูชา ขับไล่สิ่งชั่วร้าย”
แต่เขาไม่ได้คิดมาก่อน ว่าตอนที่ตนมาที่นี่ จะได้เผชิญกับโชคก้อนใหญ่ มีโอกาสได้ดูดซับดวงชะตาอันเลิศล้ำมา แล้วตัวเขาจะยอมพลาดไปได้อย่างไร?
“อาจารย์”
เหล่าลูกศิษย์สับสน แต่เห็นผู้เป็อาจารย์ไม่พูดอะไร พวกเขาจึงเริ่มตั้งแท่นบูชาในลาน
เ้าก้อนแป้งรู้สึกเอือมระอากับพิธีตั้งแท่นบูชา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าในละแวกนี้จะมีสิ่งชั่วร้ายแน่หรือ? และถึงฝ่ายตรงข้ามจะแอบทำอย่างลับ ๆ ก็ตาม แต่เ้าก้อนแป้งก็สามารถใช้พลังของเทพัข่มให้อีกฝ่ายหวาดกลัวได้!
ในระหว่างนั้น ไต้ซือผู้นี้ไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่เซียวเฉินหลาง เพิ่งแอบย่องออกไปตามหลี่เจิ้ง
วันนี้แหละ จะมีไต้ซือถูกตัดสินโทษต่อหน้าสาธารณชน!
โต๊ะกินข้าวของสกุลเซียวถูกย้ายออกไปเพื่อตั้งแท่นบูชาและวางกระถางธูปไว้ตรงกลาง หน้ากระถางธูปมีชามใส่น้ำอยู่และวางตะเกียบคู่หนึ่งไว้ข้าง ๆ
ชายวัยกลางคนเปลี่ยนเป็ชุดคลุมสีขาวที่มีลวดลายลึกลับ อันดับแรกเขาหยิบธูปสามดอกออกมาจุดไฟ
สิ่งที่น่าแปลกคือเขาพยายามจุดธูปอยู่หลายครั้ง แต่ธูปดันจุดไม่ติด
เซียวหย่งฝูที่ประคองผู้เฒ่าเซียวเผยสีหน้ามึนงง หรือการกำจัดสิ่งชั่วร้ายอะไรนี่คือปาหี่จุดไฟนี่นะหรือ?
ระหว่างนั้น หน่วนเป่าได้พาพี่ชายสองคน เซียวจ้งหลางและฉีสือเยี่ยนไปหลบอยู่ด้านข้าง โดยสองพี่น้องไม่รู้เลยว่าเ้าก้อนแป้งกำลังคิดทำอะไรกันแน่
นางจ้องไปยังแม่เฒ่าเหยาอย่างโกรธเคือง ค่อนข้างแน่ใจว่าตอนนี้ในหัวของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความคิดชั่วร้าย …ที่ตั้งใจจะแย่งชิงบ้านของพวกเขาไป!
ชายวัยกลางคนรีบมากจนไม่ได้สังเกตเห็นหัวที่โผล่ขึ้นมาจากกำแพงบ้านสกุลเซียว กำลังรอดูเขาขจัดสิ่งชั่วร้าย
“เกิดอะไรขึ้น วันนี้เ้าไปเอาธูปนี้มาจากไหน” ชายคนนั้นเหงื่อตกและเอ่ยตำหนิลูกศิษย์ตัวเอง
ลูกศิษย์มีสีหน้าสับสนเช่นกัน “เอามาจากแท่นบูชาของอาจารย์ขอรับ”
มือเล็กกระตุกเสื้อคลุมของเขา “ต้าซือ เป็เพราะว่าท่านไม่ได้เอารูปปั้นเทวรูปมาด้วยหรือเปล่า มันถึงจุดไม่ติด”
ชายวัยกลางคนใ การตั้งแท่นพิธีอะไรนี่เดิมทีเป็เพียงฉากบังหน้าเท่านั้น สิ่งที่เขาอยากจะทำจริง ๆ ไม่ใช่พิธี แต่คือการร่ายคาถา
แต่วันนี้ทุกอย่างดูผิดพลาดไปหมด และคำพูดของเด็กน้อยที่พูดเกี่ยวกับรูปปั้นเทวรูปก็ดังเข้ามาในหัวเขา
เขาจะไปมีรูปปั้นเทพพวกนั้นติดตัวได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้นับถืออะไรแบบนั้น
เ้าก้อนแป้งทำสีหน้าจริงจัง พลางเดินไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาจากข้างหลัง ลงมือวาดัตัวหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว เพียงแต่ัตัวนี้ตัวเล็กมาก มองดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูนัก
“ต้าซือ ใช้เทพัสิ น่าทึ่งใช่หรือไม่”
เ้าก้อนแป้งคุยโวชมตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง คะยั้นคะยอให้ชายวัยกลางคนใช้ภาพเทพัให้ได้ อวดอ้างสรรพคุณสารพัด
ขอเพียงแค่ใช้รูปเทพั เ้าก้อนแป้งก็รับรองได้เลยว่าทุกสิ่งที่เขาขอจะได้รับการตอบรับ
แต่ชายวัยกลางคนกลับสะบัดแขนเสื้อ หันไปพูดเสียงแข็ง “ไร้สาระ”
แม่เฒ่าเหยากระทืบเท้า “เ้าเด็กนี่มันกำลังพูดถึงอะไร ระวังข้าจะไปฉีกปากเ้าเป็ชิ้น ๆ เทพัจะไปมีประโยชน์อะไร เช่นนั้นต่อไป… อ่า อ่า”
ทันใดนั้นแม่เฒ่าเหยาก็พบว่าตนเองพูดไม่ได้ นางตื่นตระหนก ทว่าแม้แต่เสียงกรีดร้องก็ไม่สามารถหลุดออกจากลำคอได้
เ้าก้อนแป้งแอบขยับมือเพื่อร่ายคาถา แต่ไม่รู้ตัวเลยว่าการกระทำของนางตกอยู่ในสายตาของเซียวจ้งหลางและฉีสือเยี่ยนหมดแล้ว
ทั้งสองคนมองหน้ากันเงียบ ๆ
ชายวัยกลางคนขอให้สกุลเซียวพาเ้าก้อนแป้งไป โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่ามือป้อมแปะรูปภาพเล็ก ๆ เอาไว้ที่ชุดคลุม
“หยุดพูดได้แล้ว” ดวงตาของชายวัยกลางคนกวาดไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดที่แม่เฒ่าเหยาและหน่วนเป่า
แม่เฒ่าเหยาไม่สามารถพูดอะไรได้ ทำได้เพียงแค่พยักหน้า ส่วนเ้าก้อนแป้งไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพียงส่งยิ้มหวานให้ชายคนนั้น
เมื่อจุดธูปติดแล้ว เขาก็ประคองตะเกียบให้ตั้งตรง เพื่อเป็การเริ่มพิธี
ชายวัยกลางคนหลับตาพึมพำบางอย่าง พลางวางตะเกียบคู่นั้นลงในชาม
บนกำแพงมีผู้หญิงคนหนึ่งปีนขึ้นไปนั่งเคี้ยวเมล็ดแตงโม แล้วถ่มน้ำลายออกมา “วิธีการเช่นนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แปลกมากจริง ๆ ตะเกียบจะตั้งตรงในชามได้อย่างไร”
เมื่อคนข้าง ๆ ได้ยินก็รีบหันไปจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าเขม็ง เพราะเกรงว่าจะพลาดฉากตะเกียบที่ตั้งตรงอันน่าพิศวง
แต่ไม่คาดคิดว่าทันทีที่ชายวัยกลางคนเอามือออกจากตะเกียบ ตะเกียบคู่นั้นก็ล้มออกมาจากชาม
มีเสียงถอนหายใจดังมาจากกำแพง “ไอ้หยา ตบหน้ากันชัด ๆ ตบหน้ากันชัด ๆ”
เวลานี้เองเ้าก้อนแป้งก็พูดอย่างหนักแน่นกับผู้คนรอบตัว “ดูสิ คงเป็เพราะไม่ได้ใช้รูปเทพั มันถึงไม่ได้ผล”
ชายวัยกลางคนหน้าถอดสี ครอบครัวนี้แท้จริงแล้วเป็ตัวอะไรกันแน่ ที่ผ่านมาเขาไม่เคยมีปัญหากับการทำพิธี แต่วันนี้กลับเกิดเื่เหลือเชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กคนนั้นถึงกับพูดจาเหน็บแนม ทำให้เขารู้สึกโกรธจนแทบกระอักเื!
“ต้าซือ เ้าคือต้าซือจริง ๆ หรือ สิ่งจั่วร้ายหายไปไหนแย้ว ข้าอยากเห็นสิ่งจั่วร้าย”
เ้าก้อนแป้งผละออกจากมือของพี่รองและวิ่งไปหาชายคนนั้น พูดจาเหมือนกำลังตำหนิเขาอยู่
ชายวัยกลางคนแทบอยากจะออกจากหมู่บ้านหลิวกังเสียเดี๋ยวนี้เลย
เขาหยิบตะเกียบที่ตกลงบนพื้นขึ้นมาแล้วะโ “ตะเกียบบ้านใครมันหัวแหลมแบบนี้ แหลมแบบนี้จะไปตั้งตรงได้อย่างไร”
เ้าก้อนแป้งวิ่งไปที่โต๊ะ แต่เด็กหนึ่งขวบจะสูงสักเท่าไหร่กันเชียว นางสูงไม่ถึงโต๊ะด้วยซ้ำ จึงหันไปส่งสายตาให้พี่รอง
เซียวจ้งหลางยิ้มขำแล้วเดินไปอุ้มนาง
เด็กหญิงไม่ได้บอกชายวัยกลางคนหัวโล้นว่านางแอบเปลี่ยนรูป
เ้าก้อนแป้งหยิบไม้เสียบเนื้อและเลียนแบบการวางเมื่อครู่
“ต้าซือ ตั้งแบบนี้ถูกหรือไม่”
[1] จวี่เหริน (举人) ชื่อเรียกคนที่ผ่านการสอบระดับมณฑล