ตอนที่ 40 เสียชื่อเสียง
สามวันต่อมา ณ อำเภอ
หน้าประตูร้านภาพวาดแน่นขนัดไปด้วยผู้คน แต่ละคนแย่งกันซื้อภาพที่ถูดจัดขายในครั้งนี้ ฉาจื่ออันแอบมองอยู่ตรงโค้งมุมถนน สองมือกำแน่นและเต็มไปด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ
ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากความเลวร้ายแล้ว!
แต่จู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายท่ามกลางกลุ่มคนที่ซื้อหนังสือ ทุกคนไม่ซื้อหนังสือแล้ว แต่กลับมองไปอีกทิศทางหนึ่ง ฉาจื่ออันเขย่งปลายเท้ามองดูก็พลันตกใจ
เขาเห็นอวี๋ซิ่งเหวินถือภาพหนึ่งอยู่ในมือ และเอ่ยด้วยความแค้นเคืองใจ “ทุกคนดูให้ดี ภาพนี้มีชื่อว่าศาลาสิบลี้ และเป็นภาพที่ฉาจื่ออันวาด แต่กลับพูดปดว่าอาจารย์สวีเป็นคนวาด หลอกคนว่าใครเป็นคนวาดก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่นี่ยังเหยียดหยามชื่อเสียงของอาจารย์สวีอีก นี่อภัยให้ไม่ได้!”
เมื่อประโยคนี้ดังออกไป ทั่วทั้งบริเวณต่างก็พากันตกใจ
“สวรรค์ ไม่นึกเลยว่านี่จะเป็นภาพที่คุณชายฉาวาด ฝีมือการวาดภาพนี้กับฝีมืออาจารย์สวี…”
“มันเทียบกันไม่ได้เลย แม้จะมีชีวิตชีวาและมีบทกลอนที่เหมาะสม แต่ด้วยฝีมือการวาดภาพของฉาจื่ออัน จะเทียบกับคนอย่างอาจารย์สวีได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังกล้าอ้างชื่ออาจารย์สวีเพื่อสร้างของปลอม เห็นพวกเราหลอกง่ายนักรึ? ไป พวกเราไปคุยกับเขากัน”
“ไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว กลับไปข้าจะไปวาดอีกรูปหนึ่ง และเขียนชื่อเขาลงไป ให้เขาได้ลิ้มรสว่าการถูกคนอื่นทำลายชื่อเสียงมันเป็นอย่างไร!”
“ดี เป็นความคิดที่ดี กลับไปข้าจะลองด้วยเหมือนกัน”
กลุ่มคนเดินไปทางบ้านตระกูลฉา ฉาจื่ออันรีบหลบจากสายตาของทุกคน เพราะกลัวว่าจะถูกพบเข้า เขาเป็นคนเริ่มโกงก่อน แม้จะมีคนด่าเขา เขาก็ไม่สามารถโต้เถียงกลับได้แม้แต่ครึ่งประโยค แต่หากคนพวกนี้จะไปบ้านเขาจริง ๆ แล้วเขาไม่อยู่บ้าน หลิงซานฉิงกับลูกก็จะโดนด่า คิดไปคิดมา เขาต้องรีบกลับโดยเร็วที่สุด
อวี๋ซิ่งเหวินเก็บภาพปลอมไว้ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ทั้งเย็นชาและแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม และเดินกลับไปที่ตระกูลอวี๋
เขาพบนายอำเภอในห้องหนังสือ เก็บสีหน้าพึงพอใจเอาไว้ และขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว” ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบรับ “ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องหนึ่งจะบอกแก่ท่าน ฉาจื่ออันได้โกงทำของปลอมขึ้นมา มิหนำซ้ำยังกล้าสวมรอยชื่อเสียงของอาจารย์สวี ไม่สนกฎหมายบ้านเมือง หากไม่จัดการโดยเร็วที่สุด ใครจะไปรู้ว่าในตอนที่เข้าร่วมการทดสอบเขาจะโกงอีกหรือไม่
นายอำเภอเงยหน้าขึ้น ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่ ครู่หนึ่งเขาถึงได้ตอบกลับมา “ฉาจื่ออันโกงหรือไม่นั้นมีคนตรวจสอบออกมาได้แน่นอน และจะมีคนจัดการกับเขาตามกฎหมาย ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า เจ้าใกล้จะได้อ่านหนังสือและเรียนศิลปะการต่อสู้แล้ว เหตุใดในหัวมีแต่เรื่องของคนอื่นล่ะ”
อ่านหนังสือ? ตอนนี้อวี๋ซิ่งเหวินจะมีเวลาที่ไหนไปอ่านหรือไม่อ่าน จึงหลบเลี่ยงหัวข้อนี้ และนำภาพวาดศาลาสิบลี้วางไว้บนโต๊ะ “ท่านพ่อดูสิ ฉาจื่ออันยังสวมรอยหลักฐานของอาจารย์สวีด้วย ในหนังสือกล่าวว่าหากอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่นก็ต้องมีวินัยในตัวเองก่อน ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนที่นับถือฉาจื่ออัน หากทุกคนเลียนแบบเขา เช่นนั้นคงแย่แน่”
หากไม่ใช่เพราะประโยคที่ว่าหากอยากเป็นแบบอย่างที่ดีให้คนอื่นก็ต้องมีวินัยในตัวเองก่อน นายอำเภอคงไม่สนเรื่องนี้หรอก สุดท้ายก็ได้ยินคำพูดเหมือนประโยคนั้นออกมาจากปากของเขา จากนั้นก็เพ่งมองภาพวาดศาลาสิบลี้อย่างละเอียด ชั่วครู่หนึ่งเขาก็ไม่เห็นความผิดปกติใด ๆ และยืดตัวตรง
“ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวย่อมไม่ผิดนัก ดังนั้นเจ้าจะจัดการอย่างไร? ตอนนี้ฉาจื่ออันเป็นบุคคลที่กำลังโด่งดัง มีสายตามากมายจับจ้องเขาอยู่ ดังนั้นเราไม่ควรจะประมาท”
หากมันร้ายแรงเกินไปและค้านเสียงต่อต้านของพวกเขาไม่ได้ มันคงไม่คุ้มได้คุ้มเสีย
อวี๋ซิ่งเหวินได้คิดถึงเรื่องนี้มานานแล้ว และตอบกลับอย่างคล่องแคล่ว “ก่อนอื่นก็เชิญผู้ดูแลการศึกษาระดับท้องถิ่นมาก่อน นอกจากชื่อเสียงของฉาจื่ออัน ก็ขับไล่เขาออกจากอำเภอหรงอิน!” เขาเปลี่ยนเรื่อง “ตอนนี้ฉาจื่ออันถูกสายตามากมายจับจ้องอยู่จริง แต่นั่นคือผลกรรมทั้งหมดที่เขาต้องได้รับ ยิ่งเราจัดการหนักเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น จะมาตำหนิคนอื่นเพราะเรื่องนี้ได้อย่างไร”
แม้ว่าเขาจะอธิบายมากเท่าไหร่ แต่นายอำเภอก็ยังส่ายหัว “การขับไล่ออกจากอำเภอหรงอินนั้นโหดเหี้ยมเกินไป ต่อไปพวกเราคงถูกด่าว่าทำไม่ถูกต้อง แต่สามารถรายงานผู้ดูแลการศึกษาระดับท้องถิ่นได้”
“ท่านพ่อ หากไม่ลงโทษให้หนัก แล้วจะปลุกคนทั่วโลกให้ตื่นได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นแม้ฉาจื่ออันกับอาจารย์สวีจะคุ้นเคยกัน แต่เกิดเรื่องขึ้นเช่นนี้ อาจารย์สวีจะไม่รังเกียจได้อย่างไร ดีไม่ดีก็อาจจะลงโทษเขา ดังนั้นพวกเราต้องกำจัดให้หมดในคราวเดียว และทำลายการกระทำเช่นนี้เสีย”
อาจารย์สวีคือขุนนางขั้นสองของราชสำนัก หากเขาต่อว่าลงมา ขุนนางระดับล่างอย่างนายอำเภอคงทนรับไม่ได้
ตอนนี้จิตใจของนายอำเภอเริ่มสั่นคลอน อวี๋ซิ่งเหวินเข้าใจว่าจะเจรจาอย่างไร เวลานี้เขาไม่ได้พูดโน้มน้าวอีก แต่เพียงรอให้เขาคิดให้ดี
“เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าว่า พาคนไปจับฉาจื่ออันมา ข้าจะเปิดโรงศาลเพื่อสอบสวนเขา แล้วขับไล่เขาต่อหน้าทุกคน เปิดเผยความบริสุทธิ์เช่นนี้ เมื่อถึงตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น พวกเราก็จะไม่ตกเป็นขี้ปากของทุกคน”
อวี๋ซิ่งเหวินบรรลุเป้าหมายแล้ว ดวงตาเขามีเงาชั่วร้ายวาบผ่าน
เขาได้เติมเต็มตัวเอง ซึ่งหมายความว่ามีใครบางคนจะต้องทนทุกข์เพราะมัน
ฉาจื่ออันรีบเร่งกลับบ้าน แถมยังเดินเข้ามาจากประตูหลัง หลิงซานฉิงและคนอื่น ๆ อยู่ในบ้าน เมื่อเห็นเขาเข้ามาจากประตูหลังก็เลิกคิ้วขึ้น “เหตุใดกลับบ้านเหมือนกับไปขโมยอะไรมา กังวลคนมาแอบถ่ายรึ?” เดิมทีนางแค่เอ่ยหยอกล้อเขา แต่เมื่อเห็นสีหน้าของฉาจื่ออันจริงจังยิ่งขึ้นก็แปลกใจ
ฉาจื่ออันกำลังตั้งใจฟัง ครั้นไม่ยินเสียงมาจากด้านนอกก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “อวี๋ซิ่งเหวินได้ภาพศาลาสิบลี้ไปแล้ว และเขาอยู่หน้า...”
“ฉาจื่ออัน ไอ้คนต่ำช้าออกมาเดี๋ยวนี้ กล้าแอบอ้างชื่อเสียงของอาจารย์สวีแต่ไม่กล้าออกมา เจ้าไม่นับเป็นลูกผู้ชายที่มีเกียรติ!”
คล้ายกับใช้แรงทั้งหมดส่งเสียงออกมา คำพูดของฉาจื่ออันถูกขัด สีหน้าขาวซีด รู้สึกอับอายเล็กน้อยจนไม่กล้ามองหน้าหลิงซานฉิง นางเลิกคิ้วขึ้น หลังจากครุ่นคิดเล็กน้อยก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เปิดประตู เปิดประตูเดี๋ยวนี้ หากยังเป็นลูกผู้ชายอยู่ก็มาเปิดประตู เสียแรงที่อาจารย์สวีรับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าคิดว่าเจ้าคู่ควรกับอาจารย์สวีรึ? ไอ้ขี้ขลาดตาขาว เนรคุณจริง ๆ!”
“ฉาจื่ออัน ตอนนั้นข้ายังไม่เชื่อในสิ่งที่คุณชายรองตระกูลอวี๋พูด แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า คุณชายรองจะรู้ว่าเจ้าเป็นคนอย่างไรนานแล้ว เจ้าไม่คู่ควรเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สวี!”
เสียงด่าทอและเสียงทุบประตูดังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ผู้ชื่นชมอาจารย์สวีพูดไปด่าไป แม้แต่ชาวบ้านที่ไม่ชอบฉาจื่ออันอยู่แล้วก็มาร่วมสนุกด้วย
ฉาจื่ออันละอายใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าพวกเขาจะด่าอย่างไร เขาก็ไม่เปล่งเสียงออกมา และไม่กล้าที่จะออกไป เจี่ยนเจี่ยนนั่งอยู่บนม้านั่ง มือเล็กจับที่ขอบโต๊ะ มองไปที่ฉาจื่ออัน จากนั้นมองไปที่หลิงซานฉิง ก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองถูกอุ้มกลับมาครั้งก่อน จึงดึงแขนเสื้อของสวีอิงเอ๋อร์ “อาอา…” เด็กน้อยชี้ไปที่ห้องของตัวเอง
สวีอิงเอ๋อร์เข้าใจในทันที นางอดรู้สึกทอดถอนใจไม่ได้ว่าเจี่ยนเจี่ยนเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็รีบพาเจี่ยนเจี่ยนกลับห้องทันที เมื่อเด็กน้อยออกไปแล้ว หลิงซานฉิงก็ยืนขึ้น
ปล่อยให้พวกเขาด่าไปเถอะ หากพวกเขาด่าตัวเองก็คงจะไม่ทำให้เรื่องมันใหญ่โต และก็จะไม่ดึงคนอื่นเข้ามาพัวพันด้วย ทว่าใครจะรู้ว่านางจะออกมา ในมือยังถืออะไรบางอย่าง แล้วเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่มองเขาเลย
นางถีบประตูเปิดออก ผู้คนที่ด่าทออยู่หน้าประตูก็ซวนเซ เมื่อยืนอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาก็เห็นเพียงแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง และมองเข้าไปข้างในทันที “ฉาจื่ออันล่ะ อยู่ไหน เหตุใดเขาไม่ออกมา?”
นัยน์ตาหลิงซานฉิงเต็มไปด้วยความเยือกเย็น นางแค่เหลือบมองดูเขา คนผู้นั้นก็หุบปากทันที
นางยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ก็ได้ยินเสียงอึกทึกดังออกมาจากอีกด้านหนึ่ง และร่างที่คุ้นเคยก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตา ตามด้วยองครักษ์ไม่น้อยกว่ายี่สิบนาย
อวี๋ซิ่งเหวินเห็นนางยืนอยู่หน้าประตูก็เอ่ยด้วยความโกรธ “หลิงซานฉิง ฉาจื่ออันไม่อยู่บ้าน? หรือว่าไม่กล้าไม่กล้าออกมา? ข้ามาจับกุมฉาจื่ออัน และไล่เขาออกจากอำเภอหรงอิน ตามคำสั่งของนายอำเภอ!”
“เอาเลย คนเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะอยู่อำเภอหรงอินของพวกเรา และควรกำจัดเขาไปแต่เนิ่น ๆ”
“ฉาจื่ออัน เจ้าได้ยินหรือไม่ ได้ยินแล้วก็ออกมา ปล่อยให้เมียตัวเองมารับหน้าแทนได้อย่างไร!!”
เมื่อฉาจื่ออันรู้ว่าตัวเองจะถูกไล่ออกไป ราวกับว่าบางอย่างในหัวใจของเขากำลังจะพังทลาย เขาเหลือบมองไปที่ห้องของเจี่ยนเจี่ยน และก็ยอมรับความจริง
เขาเดินไปที่ประตูก็เห็นแผ่นหลังของหลิงซานฉิงเป็นอันดับแรก และกวาดมองผ่านไปทันที สายตาดูถูกของทุกคน รอยยิ้มชั่วร้ายของอวี๋ซิ่งเหวิน ร่วมถึงองครักษ์กว่ายี่สิบนายที่มีท่าทางเคร่งขรึม
คนมากมายเช่นนี้ แค่คนเดียวก็สามารถทำลายเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงองครักษ์ที่อยู่ที่นี่ ตอนนี้เขาจบเห่แน่
เขาสูดหายใจเข้าลึก และก้มตัวลงคำนับ “เรื่องในครั้งนี้เป็นข้า…”
“เจ้าคนซื่อบื้อ ลุกขึ้น” ก่อนที่เขาจะพูดจบ หลิงซานฉิงก็ดึงขึ้นมา
โค้งคำนับขอโทษในเวลานี้ไม่เอื้อต่อการถกเถียงของตัวเอง แม้ฉาจื่ออันจะไม่พูดต่อ แต่เขาก็ยังแสดงสีหน้าขอโทษ
หลิงซานฉิงเลิกพยายามเกลี้ยกล่อมเขาและกวาดสายตามองทุกคน “พวกเจ้าบอกว่าเขาปลอมแปลงภาพวาดของอาจารย์สวี แต่บนภาพวาดนั้นมีชื่ออาจารย์สวีอยู่หรือ อาจารย์สวีบอกพวกเจ้าว่ามีใครบางคนปลอมแปลงรึ?”
เวลานี้ไม่มีใครตอบออกมาได้ นางจึงเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “ในเมื่อไม่มี แล้วพวกเจ้าใช้อะไรมายืนยันว่านี่ไม่ใช่ชื่อของอาจารย์สวี? เพราะคำพูดของอวี๋ซิ่งเหวินรึ? โง่ อาจารย์สวียังไม่พูดอะไรเลย พวกเจ้ามีสิทธิ์มาชี้นู่นชี้นี่ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ไม่มีใครคิดว่านางจะอ้างอาจารย์สวีขึ้นมา คนธรรมดาเมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ต้องพูดแก้ตัวให้ตัวเองและหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงอาจารย์สวีสิ เหตุใดนางถึงทำตรงกันข้าม?
อวี๋ซิ่งเหวินหรี่ตาลง “หลิงซานฉิง วันนี้ความฉลาดปราดเปรื่องของเจ้าก็ช่วยฉาจื่ออันไม่ได้ หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ออกมาตอนนี้เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกแย่” เสียงทุ้มต่ำยังคงเย็นชาเช่นเดิม
หลิงซานฉิงหัวเราะเยาะทันที “คุณชายรองอย่าเอาข้าไปเทียบกับเจ้าสิ พวกเราไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน”
นางไม่คิดว่าคำพูดนี้จะทำอะไรอวี๋ซิ่งเหวินได้ แต่รู้สึกว่าอวี๋ซิ่งเหวินไม่ควรเอานางไปเปรียบเทียบตั้งแต่ต้น
สีหน้าของอวี๋ซิ่งเหวินเคร่งขรึมขึ้น เขาเสียเปรียบจากปากนางมาไม่น้อย และคร้านที่จะโต้เถียงกับนาง จึงเอ่ยวกกลับประเด็นเดิม “แม้อาจารย์สวีจะไม่ได้พูดอะไรกับเรา เช่นนั้นเขาต้องยังไม่รู้เรื่องนี้แน่ หากเขารู้ เขาจะไม่รู้สึกโกรธและอับอายกับการกระทำของฉาจื่ออันรึ? จะไม่รังเกียจศิษย์ที่ขี้ขลาดตาขาวคนนั้นรึ? ข้าไม่คิดอย่างนั้นนะ”
เมื่อกล่าวถึงการกระทำของฉาจื่ออันที่มีต่ออาจารย์สวี ราวกับได้เตือนสติทุกคน เสียงด่าทอฉาจื่ออันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ฉาจื่ออันรู้สึกละอายใจอย่างมาก ไม่มีหน้าไปพบคนอื่น ทนให้พวกเขาด่าโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ ออกมา
หลิงซานฉิงจึงค่อย ๆ หยิบจดหมายจากแขนเสื้อของนางออกมา จากนั้นก็เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ใครบอกว่าอาจารย์สวีไม่รู้ เขารู้เป็นอย่างดี”