“พี่นพรู้ข้อเสียของตัวเองมั้ย นี่แหละข้อเสียของพี่ แต่ไหนแต่ไร เหมือนพี่ไม่คิดว่าลัดทำอะไรเป็ พี่มีแต่รับเอาเอง รับเอาไว้ทุกอย่าง เพราะคิดว่าลัดจะไม่ไหว อย่างน้อยปรึกษาลัดบ้าง อย่าทำเหมือนลัดเป็ภาระ” ลัดดากล่าวสิ่งที่อัดอั้น
“พี่ขอโทษ” นพกรณ์ก้าวยาวๆ ไปดึงตัวเธอมากอด “ต่อไปนี้พี่จะปรึกษาลัดก่อนทุกเื่ ไม่ว่าจะเื่อะไร พี่จะไม่ตัดสินใจคนเดียวอีกแล้ว”
“เราจะมีโอกาสกลับไปแก้ตัวมั้ยพี่ เหมือนมันจะ... เป็ไปไม่ได้” ลัดดากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง
“ยังไงเราก็ต้องลองหาทาง หาใครสักคน รึไม่ก็หาทางร้องเรียนกับความผิดพลาดนี้ พี่ไม่ยอมหายตัวไปเงียบ ๆ ใต้เงามืด”
“เดี๋ยว!... แต่พี่นพต้องสัญญากับลัดนะ ว่าต่อไปนี้ ถ้าจะทำอะไรแบบนี้ต้องบอกให้ลัดรู้ตัวก่อน ไม่ต้องอธิบายก็ได้แค่บอก โอเคมั้ย” ลัดดาจ้องตาเขานิ่งเธอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะรสชาติที่ถูกผลักตกเหวยังทำให้เธอใจหาย
“โอเค แต่ลัดก็ต้องสัญญากับพี่ด้วยว่า ไม่ว่าจะยังไงลัดจะต้องเชื่อใจพี่ หากมันจวนตัวถ้าพี่บอกแล้ว ลัดจะต้องทำตามทันทีโดยไม่ต้องถามเหตุผล ทำตามก่อนแล้วค่อยไปฟังเหตุผลทีหลัง อย่างเมื่อกี้ตอนที่วิ่งหนีไอ้บ้านั่น ถ้าพี่บอกลัดว่าให้ะโลงไปก่อน พี่เดาได้เลยว่าลัดจะต้องย้อนถามว่า ทำไม ถ้ามันเป็อย่างนั้น บางที... มันอาจไม่ทัน”
นพกรณ์หยุดพูดแล้วจ้องตาเธอ
“ไม่ว่าจะยังไง สิ่งอย่างที่พี่ทำ วิธีของพี่ ลัดจะต้องมาก่อนเสมอ และที่ดีสุดสำหรับลัด”
ลัดดาได้ฟังแล้วนิ่งไม่ตอบว่าอะไร แต่ต่อมน้ำตาของเธอเริ่มกลับมาทำงานอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกถึงความอบอุ่นในหัวใจจนต้องมีอะไรกอดยึดไว้ เธอจึงโผเข้ากอดเขาแน่น แม้การกอดครั้งนี้ตัวเธอจะผลุบเข้าไปในตัวของเขากว่าครึ่ง เพราะความที่เป็เพียงธาตุอากาศ แต่ทั้งเธอและเขาก็ััได้ถึงความรักที่มีให้แก่กัน จากนั้นคนทั้งสองก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ ในป่าสีน้ำเงินที่อึมคลึม
“ลัดรู้มั้ยว่าผู้หญิงที่อยู่ในกะละมังเป็ใคร”
“ไม่รู้... ใครเหรอ?” ลัดดากล่าวถามแบบไม่ค่อยสนใจเพราะในใจคิดเื่อื่นอยู่
“ผู้หญิงในกะละมัง คือ แม่ของผู้ชายคนนั้นนั่นแหละ” นพกรณ์กล่าว
“ห๊า!” ลัดดาถึงกับช็อก
“ใช่ ผู้ชายคนนั้นคลุ้มคลั่งเพราะเมายาบ้า แล้วฆ่าแม่ตัวเองกิน คิดว่าแม่ตัวเองเป็ เอ่อ... วัว” นพกรณ์กล่าวหน้าเศร้า
ลัดดาตาค้างแล้วตามด้วยความรู้สึกพะอืดพะอม “โอ๊ย... พี่นพพอแล้วอย่าเล่าต่อ พอแล้ว!”
“ลัดคิดดูซิ เขาทำบาปทำกรรมอะไร ถึงได้มาอยู่ในความฝันที่สยดสยองแบบนี้ แล้วเขาบอกด้วยนะว่า เขาฝันแบบนี้ซ้ำ ๆ มาเป็ร้อยครั้งแล้ว”
“หา! ฝันว่าหั่นแม่ตัวเองเป็ร้อยครั้งเนี่ยนะ เฮ้ย! พอนส์ทำงานได้นานขนาดนั้นเลยเหรอหลังจากที่เขาตาย” ลัดดากล่าวถามด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
“พี่อยากไปดูที่ปากทางถนนความฝันของผู้ชายคนนั้นจัง ว่าเขาตายตอนไหนเวลาเท่าไหร่ เขาถึงฝันซ้ำๆ ได้เป็ร้อยรอบแบบนี้” นพกรณ์กล่าว
“มันอาจจะฝันเื่นี้หลายครั้งจนเขาพูดออกไปอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงอาจจะไม่ถึงร้อยรอบ แต่อาจจะมากจนไม่ได้นับ แต่ลัดบอกได้เลยว่าเขาจะต้องตายหลังลัด เพราะเราเดินผ่านกลางป่ามาจากถนนความฝันของลัด วิ่งหนีไอ้เขายาวมาจนถึงถนนความฝันของผู้ชายคนนั้น แสดงว่าเขาจะต้องตายทีหลังลัดแน่นอน” ลัดดากล่าว
“เอ... แต่เท่าที่พี่เห็นเวลาตายของแต่ละคน ตอนที่พี่เดินหาถนนความฝันของลัด แต่ละคนตายห่างกันแค่สิบนาทีเองนะ แสดงว่าชายคนนั้นจะต้องตายหลังจากลัดไม่เกินสิบนาทีซิ” นพกรณ์กล่าวด้วยสีหน้าที่ประหลาดใจ
“โหคนตายกันเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่เฮ้ย! เขาพึ่งจะตายได้ไม่ถึงวัน จะฝันเป็ร้อย ๆ รอบได้ยังไง เขาอาจจะพูดไปเพราะอารมณ์ก็ได้” ลัดดากล่าว
“รึเวลาในดินแดนแห่งความฝันจะเร็วกว่าเวลาตอนมีชีวิตวะ???” นพกรณ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยจิตใจอันว้าวุ่น
คนทั้งสองเดินผ่านป่าสีน้ำเงินแกมดำไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงป่าที่โล่งแห่งซึ่งมองเห็นท้องฟ้าสีส้มได้อย่างชัดเจนเพราะไม่มีต้นไม้ใหญ่บดบัง พื้นที่ตรงนี้มันเหมือนเป็เวิ้งน้อยๆ ใจกลางป่ากว้าง ไม่มีต้นไม้ ไม่มีมอส เฟิร์น หรือหญ้าวัชพืชเลยสักต้นเดียว
“เอ้อ... พี่นพ ตอนที่เราเจอไอ้ตัวมีเขาน่ะ ลัดสงสัยจัง มันเหมือนกับสิ่งที่ลัดกำลังคิดพอดีเลย” ลัดดาถาม
“หมายความว่ายังไง” นพกรณ์ถามอย่างสงสัย
“คือก่อนที่ไอ้ตัวนั้นมันจะโผล่ขึ้นมาน่ะ ตอนนั้นลัดกลัวมาก แล้วลัดนึกถึงปีศาจสิบสองราศี ที่ลัดเคยเห็นในเฟสอะ แล้วอยู่ดี ๆ ไอ้ตัวนั้นมันก็โผล่ขึ้นมาเลย มันเกี่ยวกันมั้ย”
“จริงเหรอ!” ชายหนุ่มหยุดเดินทันที
“ลัดคิดว่าอย่างนั้นนะ” แม้พูดว่าคิดอย่างนั้น แต่สีหน้าของลัดดาดูไม่ค่อยแน่ใจ
“แล้วลัดเห็นมันในความคิดแบบนั้นเลยเหรอ มันเป็ตัวเดียวกับในความคิดของลัดเลยมั้ย” นพกรณ์ถามแบบไม่เว้นจังหวะหายใจ
“ก็ไม่เชิงนะ แต่เขาแหลม ๆ บนหัว มันเป็ภาพติดตาลัดมานาน ถ้าคืนไหนก่อนจะนอนดันนึกถึงมันขึ้นมา ลัดต้องเปิดไฟนอนตลอดทั้งคืนเลย อย่างตอนที่เราที่พี่ถามลัดว่าเปิดไฟทำไม นี่แหละลัดนึกเห็นไอ้ปีศาจเขายาวแบบนี้ ลัดถึงต้องเปิดไฟนอน ลัดกลัว” ลัดดากล่าวด้วยสีหน้าที่หวาดหวั่น
“ลัด” นพกรณ์เรียกชื่อเธอพร้อมกับจ้องตา
“อะไร”
“ลัด!” นพกรณ์เรียกอีก
“อะไรของพี่เนี่ย!”
นพกรณ์จับแขนทั้งสองข้างของเธอในตาจ้องเขม็ง จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็ขอร้องทันที
“ได้โปรด... อย่าคิดถึงมันอีก ทุกสิ่งทุกอย่างที่ลัดกลัว ตอนนี้ลัดจะต้องสะกดมันเอาไว้ อย่าให้มันเกิดขึ้นได้อีกในมโนความคิด โอเคมั้ย” นพกรณ์พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
“โอเค” ลัดดารับคำทั้ง ๆ ที่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่
ทั้งสองเดินไปได้อีกสักพักก็พบกับแหล่งน้ำกลางที่โล่ง มันเป็บ่อผุดท่ามกลางธรรมชาติที่ระบายไปด้วยสีน้ำเงินเข้ม บ่อน้ำนั้นยาวประมาณ 3 เมตร จุดเด่นที่สะดุดตาก็คือ สีน้ำในบ่อเป็สีน้ำเงินใสคล้ายกับสระว่ายน้ำ เมื่อมองภายใต้แสงสลัวของป่า มันช่างดูสวยงามเป็ประกาย และในน้ำมีตัวอะไรสักอย่างเหมือนปลา แต่ว่ายน้ำเหมือนกบ แหวกว่ายอยู่ในน้ำหลายตัว นพกรณ์หยิบกิ่งไม้ยาวลองจุ่มลงไปเพื่อหยั่งความลึก ไม้ยาวกว่า 2 เมตร แต่หยั่งลงไปไม่ถึงก้นบ่อ แล้วทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตที่แหวกว่ายในบ่อก็ะโขึ้นมาจากน้ำ เหมือนมันใกับไม้ยาว ๆ ที่คนจุ่มลงไปน้ำ
ทั้งสองคนมองดูสิ่งมีชีวิตนั้นลอยอยู่บนอากาศอย่างตะลึงตาค้าง รูปร่างของมันคล้ายปลาเทพา แต่มีครีบเป็ขาหน้าเหมือนขากบ มีนิ้ว 4 นิ้วที่ติดกันเป็พังผืด ไม่มีหางเหมือนปลาแต่มีขาเหมือนกบ ปากของมันเหมือนปลาเทพาแต่มีลิ้นยาวยืด นพกรณ์เอียงคอแล้วหรี่ตามองมันอย่างพินิจพิเคราะห์ จากนั้นเหล่ตาไปมองลัดดาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมกับทำหน้าสงสัย
“ไม่นะ ไม่ใช่ความคิดของลัดเลย” ลัดดารีบปฏิเสธเพราะเดาว่านพกรณ์คิดว่าปลาสปีชีย์แปลก ๆ พวกนี้ เกิดจากความคิดของเธอ
“ก็ไม่ได้ว่า แต่มันแปลกมาก ความฝันของใครกันหนอ” นพกรณ์กล่าวแล้วนั่งลงข้างบ่อน้ำ ลัดดาจึงนั่งลงข้าง ๆ เขา
“มันแปลกนะ แปลกมาก ทำไมผู้ชายคนนั้นเห็นเรา แต่ในฝันของลัดกลับไม่มีใครเห็นเราเลย” ลัดดากล่าวด้วยสีหน้าสงสัย
“พี่ก็ไม่แน่ใจนะว่าเขาเห็นลัดด้วยรึเปล่า แต่เห็นพี่แน่นอน เขาคุยกับพี่ด้วย” นพกรณ์กล่าว
“เห็น! เขาเห็นลัดั้แ่แว่บแรกเลยล่ะ เขายิ้มให้ลัดแล้วกวักมือเรียกให้ไปนั่งด้วย ตอนแรกก็ไม่กลัวเท่าไหร่แต่พอลัดเห็นหัวคนในกาละมังเท่านั้นแหละ ทรุดเลย แบบลัดขยับตัวไม่ได้เลยอะ แต่เขาก็หั่นเนื้อบนเขียงไม่สนใจลัดนะ แต่เหมือนเขาพูดกับลัด เอ่อ... บอกว่าเย็นนี้จะลาบเืกิน”
ลัดดาพูดด้วยความรู้สึกขนลุก เมื่อนึกถึงภาพสยดสยองที่เธอได้เห็นในความฝันของชายคนที่ทำปิตุฆาต ภาพของร่างกายมนุษย์ถูกหั่นเป็ชิ้น ๆ กองกันอยู่ในกาละมัง
“แปลว่าสมองชายคนนี้จะต้องผิดปกติ ถึงเห็นเราได้ ทั้ง ๆ ที่เราไม่มีบทบาทในความฝันของเขาเลย เขาไม่เคยรู้จักเรา แล้วก็อีกอย่างชายคนนี้เสพยาจนหลอน ถึงได้หลงฆ่าแม่ตัวเอง ได้ยินจากตำรวจบอกนะ รึว่า...” นพกรณ์ทำหน้าสงสัย
“หรืออะไร” ลัดดาถาม
“รึเฉพาะเ้าของความฝันเท่านั้น ถึงจะเห็นเรา!” นพกรณ์กล่าวด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ตำรวจจับเขาไปเหรอ”
“ใช่ ตำรวจมาดึงขึ้นจากปากเหวเลยล่ะ พอเห็นตำรวจเขาก็วิ่งหนีไปที่เหวะโลงเต็มเหยียด พี่ดึงไว้แทบตาย มันจะดิ้นให้ตกเหวลงไปให้ได้ คงรู้แหละเพราะลัดหายไปเหลือแต่พี่คนเดียว ถ้ามันดิ้นหลุดจากมือพี่กับตำรวจ จะต้องถึงถนนนั่นก่อนพี่แน่นอน ตอนนั้นพี่คิดอยู่อย่างเดียว จะต้องไม่ปล่อยให้มันไปเจอลัด” นพกรณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเครียด
ลัดดาเอียงหน้ามาซบลงบนแขนของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยคิดเลยว่า เขาจะกลายเป็ที่พึ่งเดียว ที่ผ่านมาลัดดาคิดว่าเธอมีการงานทำที่มั่นคง และไม่คิดหวังพึ่งใครแม้แต่แฟนตัวเอง หรือแม้แต่คนที่เธอตัดสินใจจะแต่งงานด้วยอย่างนพกรณ์ แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าชายผู้นี้เป็ทุกสิ่งทุกอย่างของเธอแล้ว หากขาดเขาเพียงวินาทีเดียว เธอก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็อย่างไร แม้ดูมันเหมือนเป็การเห็นแก่ตัว เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่เธออาจจะมีความรู้สึกว่าขาดเขาได้ ไม่เป็ไร แต่ความรู้สึกนั้นยังไม่เคยเกิดขึ้น แค่คิดเล่น ๆ ว่ายังไงถ้าไม่มีเขาชีวิตก็ต้องเดินต่อไป แต่วินาทีนี้ลัดดาคงขาดเขาไม่ได้เลยในดินแดนแห่งความฝันแห่งนี้
“พี่คิดว่าธรรมชาติกำลังสอนเรา” นพกรณ์หยุดพูดแล้วเอามือโอบลัดดามาแนบอก “ความฝันของชายคนนั้นสอนให้เรารู้ว่า ตอนเรามีชีวิตอยู่ คิดแบบไหน ทำอย่างไร ความฝันครั้งสุดท้ายก็จะเป็แบบนั้น อย่างนั้น ตามสิ่งที่ที่เราคิดและการกระทำของเรา”
“เขาบอกว่าการกระทำสำคัญกว่าความคิด” ลัดดากล่าว
“ใช่ และการกระทำก็สัมพันธ์กับความคิดด้วย” นพกรณ์หยุดพูดแล้วจับมือเธอมาวางไว้ที่มือของตัวเอง “ที่จริงแล้วเื่ความคิดนี้พี่ประทับใจหลักคำสอนของพระพุทธเ้ามากนะ แม้จะทำไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็พยายาม ใครก็รู้ ลัดก็รู้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เอามาหลักคำสอนของพระองค์มาปรับใช้ ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ สร้างกุศล และยึดถือสิ่งที่มองไม่เห็น ก้มกราบขอพรกับคำสอนของพระพุทธเ้า แต่ไม่ยอมน้อมรับมาปฏิบัติ เลือกที่จะเอาคำสอนมากราบไหว้บูชา แต่ไม่เลือกทำตาม” นพกรณ์กล่าว
“อะไรที่ลัดรู้” ลัดดาเงยหน้าขึ้นถาม
“อริยสัจสี่ไง เราเรียนมาั้แ่สมัยประถม พระพุทธเ้าสอนให้เรารู้จักทุกข์ เริ่มจากเข้าใจในทุกข์ เราจะรู้ว่าความคิดใดทำให้เกิดทุกข์อันนี้ข้อแรก ส่วนข้อที่สองกับสาม คือ วิธีทางพ้นทุกข์ แต่ถ้าไม่ให้ทุกข์เกิดซ้ำ ก็ต้องดับทุกข์เลยด้วยข้อสี่ ทำตามมรรค”
“มรรคมี 8 ข้อ” ประโยคนี้ติดปากลัดดามาั้แ่เด็ก
“มีอะไรบ้าง” นพกรณ์ถามต่อ
“แหะ ๆ จำไม่ได้”
“เห็นชอบ คิดชอบ พูดชอบ ทำชอบ อาชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ แล้วก็จิตชอบ จำได้แต่ภาษาไทยนะ บาลีไม่คิดจะจำ ฮะฮ้า” เขาหันไปมองหน้าเธอแล้วกล่าวต่อว่า “พี่คิดว่าข้อสอง คิดชอบ สำคัญที่สุด และข้อหนึ่งกับข้อสามถึงแปดเป็ผลของข้อสองแค่ข้อเดียว แบบประมาณว่าถ้าคนเราคิดดี ไม่หลงใหลในความอยาก จนต้องฝืนธรรมชาติ มันก็จะบันดาลให้ข้ออื่น ๆ ชอบตามไปด้วย ความคิดเห็นที่เป็เหตุเป็ผล พูดจาก็ดี ทำอะไร ๆ ก็ดี อาชีพก็สุจริต มีความเพียร มีสติรู้ตัว แล้วก็บังคับจิตใจไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางที่ตัวเองคิด แต่ถ้าคิดดีแต่ไม่ยอมทำตามความคิดที่ดี สุดท้ายมันก็จะย้อนไปข้อหนึ่งของอริยสัจสี่”
“ทุกข์” ลัดดาชิงพูดก่อนเขา
“ใช่ ทุกข์ แล้วมันก็จะวนเวียนกลับลงไปทุกข้อจนถึงมรรค เพราะฉะนั้นมรรคคือหัวใจของการใช้ชีวิต พี่คิดแบบนี้นะ คือประมาณว่าความอยากของเรามันทำลายมรรคข้อสองคิดชอบ แล้วมันจะส่งผลถึงการกระทำทันที และมันตรงกันข้ามกับการกระทำทุกข้อของมรรค”
“บวชได้เปรียญไหนเนี่ย” ลัดดาเย้าเล่น
“โหย... ไม่ต้องบวชเลย เื่นี้ทำความเข้าใจง่ายมาก แต่คนเราส่วนใหญ่ คิดว่ามันเป็แค่บทเรียนบทหนึ่ง เหมือนเื่สับเซตตอนที่เราเรียน ม.4 น่ะ เรียนแต่ไม่ได้เอาไปใช้” นพกรณ์พูดอย่างอารมณ์ดี
“ตรีโกณ เวกเตอร์ เชิงซ้อน ยากมากลัดเข็ดกับคณิต ม.ปลาย จริง ๆ” ลัดดากล่าวด้วยใบหน้าที่เข็ดขยาด
“นั่นแหละ แล้วพอลัดมาทำงานลัดก็ไม่ได้เอาความรู้นั้นมาใช้กับการทำงานเลย คนเราส่วนใหญ่ถึงคิดแต่ว่า อริยสัจสี่เป็แค่สิ่งที่พระพุทธเ้าตรัสรู้ เป็ธรรมะขั้นสูง รู้แค่เอาไปสอบ ไม่ได้รู้เพื่อนำเอาไปปฏิบัติอย่างเข้าใจ เลยหันเหไปสวดมนต์เพื่อให้ตัวเองได้ดี หรือไม่ก็มักง่ายด้วยการทำบุญหย่อนเงินใส่ตู้บริจาคในวัด บางคนบูชาคำสอนของพระพุทธเ้าบนหิ้งพระบูชาไว้เหนือหัว สวดมนต์ภาวนา กราบสามครั้งก่อนนอน เทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด ศรัทธาเท่าชีวิต แต่ไม่เคยเอาคำสอนมาปฏิบัติตัวตามเลยสักครั้งเดียว หวังอะไร??? แม้แต่สิ่งที่จะทำให้ตัวเองดีมีความเจริญยังมักง่าย อยากได้อะไรง่ายๆ ก็แค่จุดธูปสามดอก กราบสามครั้ง แล้วภาวนาขอให้ได้ ง่ายเกิ๊น!”
“อย่างเพลงของใครนะ ธุจ้า ฮะฮ้า” ลัดดาพูดแล้วก็หัวเราะ
นพกรณ์เชื่อว่าแม้ชีวิตนี้จะทำบุญสร้างกุศลมาน้อยมาก แต่เขาคิดดีและทำดีมาตลอด เขาเป็คนที่เข้าใจในความทุกข์ และใช้การจัดการกับความทุกข์ของอริยสัจเป็แนวทางการแก้ปัญหาเสมอ เขาเดินบนเส้นทางชีวิตที่แสนจะธรรมดาของตัวเองด้วยความเข้าใจในความทุกข์ และพยายามที่จะหลีกเลี่ยงไม่เฉียดเข้าใกล้มัน แม้เขาจะจัดการความอยากที่ทำให้เกิดทุกข์ไม่ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่อย่างน้อยเขาก็พยายามเดินตามมรรคในทุกขณะจิต เขาไม่ได้หวังบรรลุอะไร ไม่ได้หวังนิพพานเหมือนนามสกุลตัวเอง แค่เอาเหตุของนิพพานมาใช้ในชีวิตเท่านั้น
“เราจะมีโอกาสได้กลับไปใช้อริยสัจสี่ในชีวิตของเราอีกมั้ย” ลัดดาถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะดีนัก
“ต้องลองดู ไม่ลองก็ไม่รู้ เราไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”