บทที่ 46 บุกทะลวงเส้นทางสู่สวรรค์
เมื่อการต่อสู้จบลงทุกเสียงก็เงียบหายไปชั่วขณะ ก่อนจะบังเกิดเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีจากอัลเบิร์ตและตามมาด้วยเสียงบ่นของนิกกี้ที่ดังมาให้ได้ยิน
ชั่วขณะนั้นความคิดของทุกคนก็กลับมาเป็นปกติยูเมะหันกลับไปมองเมโลดี้ด้วยรอยยิ้ม เมโลดี้ก็ยิ้มรับกลับมาอย่างอ่อนหวาน สองหนุ่มสาวยิ้มให้กันราวกับคู่รักที่แค่มองตาก็รู้ใจ
หลังจากส่งยิ้มให้ยูเมะก็หันกลับไปมองขุนพลเทพที่กำลังถูกอัลเบิร์ตปล้นศพแล้วเดินตามเข้าไปด้วยความตื่นเต้นเล็กๆ
ด้วยจำนวนคนเพียง5 คนและการฆ่าอย่างรวดเร็ว ของรางวัลจากบอสสมควรที่จะเพิ่มขึ้นไม่น้อยเพราะ ‘โบนัส’ ความสำเร็จที่สะสมมาจากการต่อสู้ทั้งหมด
เมื่อเดินเข้าไปถึงยูเมะก็เห็นอัลเบิร์ตเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้านิ่งอึ้ง ก่อนจะเผยให้เห็นกุญแจทองที่อยู่ในมือ
“จะว่าไงดีล่ะชูร่า จะบอกว่าพวกเราโชคดีหรือโชคร้ายดี”
ยูเมะยิ้มน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร แต่เขาก็เข้าใจความหมายของอัลเบิร์ตหากเป็นการบุกดินแดนเทพตามปกติ การได้กุญแจทองมานับเป็นโชคดีอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่ปัญหาคือพวกเขาบุกมาด้วยจำนวนคนเพียง5 คน ด้วยจำนวนเท่านี้ความมั่นใจที่จะผ่านดินแดนเทพไปจนถึงจุดหมายปลายทางนั้นมีน้อยจนแทบไม่มีหวัง จึงไม่น่าแปลกที่อัลเบิร์ตจะรู้สึกสับสนเพราะการที่จะใช้กุญแจเงินหรือกุญแจทองได้นั้นจำต้องจบดินแดนเทพให้ได้เสียก่อนถึงจะสามารถนำกุญแจไปเกิดคลังสมบัติของดินแดนเทพได้
หากถูกฆ่าตายหมดกลุ่มกลางทางกุญแจทั้งหมดก็จะเสียเปล่าไม่สามารถใช้ทำประโยชน์อะไรได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาได้กุญแจเงินมาก็ทำให้ทุกคนตื่นเต้นยินดีไม่น้อยแต่นั่นก็เป็นเพียงความตื่นเต้นที่ทำให้มุ่งมั่นกว่าเดิม
แต่เมื่อเห็นกุญแจทองความรู้สึกของทุกคนก็เปลี่ยนไป ดังเช่นคำว่าหากสิ่งที่สูญเสียมีค่าน้อยก็อาจจะไม่นึกเสียดายนัก แต่ถ้าสิ่งที่สูญเสียมีค่ามากเกินไปมันก็จะกลายเป็นความทุกข์
กุญแจเงินอาจจะทำให้ทุกคนยินดีและมุ่งมั่นกว่าเดิมก็เพราะคุณค่าของมันมีค่าพอให้พยายามแต่เมื่อได้กุญแจทองมา พวกเขาก็เกิดแรงกดดันเพราะรู้สึกว่าการสูญเสียไปนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับได้
เพราะความรู้สึกนี้อัลเบิร์ตจึงพูดไม่ถูกว่าพวกเขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่
“อย่าคิดมากเลย ชนะก็ได้ แพ้ก็อด ไม่ต้องคิดมากหรอกแต่ถ้าเสียดาย..งั้นก็พยายามให้เต็มที่เถอะ”
อัลเบิร์ตยิ้มฝืนๆ แล้วส่ายหน้า ก่อนจะยื่นส่งกุญแจทองให้กับยูเมะเพราะมันคิดว่ายูเมะน่าจะเป็นคนที่ตายยากที่สุดในกลุ่ม
ยูเมะก็รับไปโดยไม่คิดอะไรจากนั้นก็ตรวจสอบของที่ได้จากบอสอีกเล็กน้อยแล้วเก็บป้ายประจำตัวของขุนพลเทพไป
ส่วนของอื่นๆนั้น ทุกคนแบ่งกันแบบไม่คิดอะไรมากเพราะพวกเขาไม่ได้สนใจของพวกนี้เท่าไหร่
“ชูร่า เอาทวนไหม ด่านสองจะได้ใช้”
ยูเมะนิ่งคิดไปเล็กน้อยแล้วมองดูทวนยาวของขุนพลเทพจากนั้นก็พยักหน้ารับแล้วคว้ามันขึ้นมาแบกไว้
อัลเบิร์ตก็ปลดเกราะของขุนพลเทพที่ยังดีอยู่ออกมาแล้วส่งให้ไปชีอาที่รับไปด้วยความสับสน
“เอาไว้ใช้ด่านสอง พอถึงด่านสามแล้วค่อยถอดทิ้งก็ได้แต่ถ้าอยากเก็บเอาไว้ไปแยกชิ้นส่วนที่หลังก็ไม่เลวเหมือนกัน”
ชีอาพยักหน้ารับอย่างไม่เข้าใจนัก แต่เธอก็ทำตามคำแนะนำของอัลเบิร์ตและสวมเกราะลงบนตัวก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อพบว่าน้ำหนักของเกราะมันหนักจนทำให้เธอเคลื่อนไหวลำบาก
แต่เมื่อชีอามองไปยังคนอื่นๆเธอก็พบว่านิกกี้เองก็ทำอะไรที่คล้ายๆ กัน เธอเข้าไปค้นหาชุดเกราะและอุปกรณ์ในห้องเก็บของของขุนพลเทพก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับโล่ใบหนึ่งและเกราะหนักอีก 2 ชุดที่คล้ายๆกับชุดที่เธอสวมอยู่
หลังจากจัดการเก็บกวาดเรียบร้อยพวกเขาก็นั่งพักกันราว 5 นาที รอจนกระทั่งพลังของยูเมะฟื้นกลับมาจนสมบูรณ์พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ
เป้าหมายต่อไปของพวกเขาคือด่านที่สอง‘เส้นทางสู่สวรรค์’ มันเป็นด่านที่มีความยาวมากที่สุดในดินแดนเทพและเป็นด่านที่มีรูปแบบการต่อสู้ที่ค่อนข้างพิเศษ
ทันทีที่มาถึงด้านทุกคนก็หยุดนิ่งไปชั่วขณะจากนั้นก็หยิบป้าย ‘เรียกอาชา’ออกมาแล้วใช้งาน
เพียงอึดใจเดียว‘อาชาปีศาจเพลิงม่วง’ ก็ปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าของยูเมะจากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปขี่มันอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับทวนยาวที่ปล้นมาจากขุนพลเทพในมือ
ที่ด้านข้างคืออัลเบิร์ตที่กระโดดขึ้นไปบน‘ราชสีห์เพลิง’ นิกกี้กระโดดขึ้นไปบน‘วิหคคราม’ ที่ลอยอยู่เหนือพื้นราวๆครึ่งเมตร
ส่วนเมโลดี้กับชีอานั้นทั้งสองกระโดดขึ้นไปบน ‘แกะสายรุ้ง’ พร้อมกันโดยมีชีอานั่งอยู่ด้านหน้าและเมโลดี้นั่งอยู่ด้านหลัง
ชีอาที่ขึ้นมานั่งบนเกาะนั้นสับสนเล็กๆแต่หลังจากมองไปยังคนอื่นๆ เธอก็เหมือนจะเข้าใจว่าทำไมอัลเบิร์ตถึงส่งเกราะมาให้เธอใส่
ทั้งหมดนี้ก็เพราะด่านที่สองนั้นเป็นด่านที่ต้องต่อสู้บนสัตว์ขี่ เป็นด่านที่ต้องเน้นการบุกทะลวงฝ่าแนวป้องกันของศัตรู
เมื่อทุกคนขึ้นไปบนสัตว์ขี่ของตัวเองเสร็จเมโลดี้ก็เริ่มบรรเลงเพลงเพื่อทำการบัพความเร็วในการเคลื่อนที่ ทำให้สัตว์ขี่ทุกตัวมีออร่าสีแดงปกคลุมดวงตาของสัตว์ขี่ก็กลายเป็นสีแดง มีความบ้าคลั่งปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกมัน
“เอาละลุย!!”
อัลเบิร์ตตะโกนออกมาเสียงดังพร้อมกับชูคันธนูกระดูกในมือ ยูเมะที่เป็นแนวหน้าก็ควบอาชาเพลิงม่วงวิ่งออกไปทันทีตามมาด้วยอัลเบิร์ตและนิกกี้ที่วิ่งตีคู่กันไป สุดท้ายคือชีอากับเมโลดี้ที่วิ่งตามหลังทั้งสองไปติดๆ
วิ่งออกไปได้ไม่นานทุกคนก็มองเห็นเงาดำปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้า เงาดำนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วจนเผยให้เห็นทหารม้าขบวนหนึ่งวิ่งสวนมาพร้อมกับจิตสังหารที่เต็มเปี่ยม
ทันทีที่มองเห็นอัลเบิร์ตกับนิกกี้ก็ลงมืออัลเบิร์ตน้าวสายแล้วยิงออกไปอย่างใจเย็น ยิงศรดาบเจาะทะลวงใส่ทหารเทพนายหนึ่งอย่างแม่นยำตามมาด้วยหอกแสงของนิกกี้ที่ระเบิดใส่ทหารเทพไปสองนายพร้อมกัน
เพียงไม่กี่อึดใจทหารเทพสามนายก็หล่นจากม้าทำให้ขบวนของศัตรูรวนเรเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ แต่ก็กลับมารวนเรอีกครั้งภายใต้การยิงสนับสนุนจากอัลเบิร์ตและนิกกี้ที่สลับกันยิงออกไปไม่ขาดตอน
ภายใต้การยิงของอัลเบิร์ตและนิกกี้จำนวนทหารเทพลดลงอย่างช้าๆ แต่ก็ยังเหลืออีกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเข้าสู่ระยะประชิด
ยูเมะที่อยู่หน้าสุดก็ปะทุพลังออกมาพร้อมกับหอกในมือที่แทงออกไปทะลวงใส่ทหารเทพที่อยู่หน้าสุดจนทะลุอก ร่างกายของทหารเทพลอยขึ้นไปตามแรงก่อนจะปะทะใส่ทหารเทพที่ตามมาด้านหลัง
คันหอกในมือโค้งงออย่างน่ากลัวก่อนที่มันจะดีดกลับ ส่งทหารเทพสองนายที่ถูกแทงบินออกไปด้านข้าง จากนั้นยูเมะก็สะบัดหอกกลับมาแทงซ้ำอีกครั้ง
กระบวนท่าของยูเมะนั้นเรียบง่ายแต่ดุดันพลังอันมหาศาลจากสัตว์ขี่ถูกส่งออกไปอย่างสมบูรณ์ทำให้ทหารเทพที่ขวางหน้าถูกทะลวงยับจนกระเด็นไปด้านข้างราวกับไร้น้ำหนัก
อัลเบิร์ตกับนิกกี้ที่ตามมาด้านหลังก็ลงมือสนับสนุนอัลเบิร์ตในดาบที่ปล้นมาจากห้องเก็บของแทงออกไปอย่างดุดัน นิกกี้ก็ใช้คทาต่างหอกแทงออกไปพร้อมกับเวทมนตร์ระยะประชิด
การโจมตีของทั้งสองไม่ได้มุ่งเน้นการฆ่าแต่เน้นผลักดันศัตรูให้ออกห่าง เพื่อขยายช่องว่างที่ยูเมะเจาะเอาไว้มันเป็นขบวนท่าที่ทั้งสองชำนาญมาก เนื่องจากทำมาหลายต่อหลายครั้งจากการบุกดินแดนเทพในอดีต
ทว่าครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ลำบากที่สุดเนื่องจากพวกเขามีกันเพียง 5 คน ทั้งยังมีกวีหนึ่งคนทำให้ไม่สามารถสร้างขบวนหัวศรที่ทรงพลังได้
อัลเบิร์ตกับนิกกี้จึงต้องออกแรงมากกว่าเดิมเพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูสามารถเข้าถึงเมโลดี้ที่เป็นกวีได้
เพียงไม่กี่อึดใจของการปะทะขบวนของทั้งสองก็สวนกันไปอย่างรวดเร็วยูเมะนำทีมทะลวงผ่านขบวนของศัตรูไปอย่างรวดเร็วแล้ววิ่งต่อไปไม่หยุด ทิ้งให้ศัตรูเอาไว้ด้านหลังโดยไม่หันกลับไปมอง
ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นพวกเขาก็ปะทะกับขบวนทหารม้าขบวนที่สองและสามอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่บุกฝ่าออกไปจำนวนของทหารม้าที่พบเจอก็จะเพิ่มขึ้น แต่เพราะพวกเขาใช้วิธีบุกทะลวงอย่างดุดันทำให้จำนวนของศัตรูไม่ค่อยมีผลนัก
จะมีก็เพียงความยากลำบากในการทะลวงที่เพิ่มสูงขึ้นทีละน้อยแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใดๆ ในสายตาของยูเมะ เขายังคงควงหอกในมือแทงออกไปอย่างดุดันส่งทหารเทพที่ขวางทางทั้งหมดให้บินออกไปอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำพาเพื่อนทุกคนบุกฝ่าไปจนถึงปลายทางได้ในที่สุด
เมื่อมาถึงปลายทางหลังจากผ่านขบวนทหารม้ามาถึง10 ขบวน ทุกคนก็กระโดดลงจากสัตว์ขี่ในทันที ยูเมะก็วิ่งนำหน้าไปโดยไม่รอใครตามมาด้วยอัลเบิร์ตที่สลัดเกราะทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับนิกกี้ที่ถอดเกราะออกแล้วลอยตัวไล่ตามไปพร้อมกับร่ายเวทไปพร้อมกัน
ชีอาที่ตามมาพร้อมกับเมโลดี้ตามไม่ทันอยู่บ้างเนื่องจากครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอมาลุยดินแดนเทพ เธอจึงไม่สามารถทำความเข้าใจกับขั้นตอนต่างๆที่ต้องทำในการบุกฝ่าแต่ละด่านได้
แต่เมื่อมีเมโลดี้คอยแนะนำอยู่ข้างๆเธอจึงพอจะไล่ตามทุกคนไปได้โดยไม่ถูกทิ้ง
ยูเมะที่วิ่งนำหน้าทุกคนไปเร่งความเร็วขึ้นตลอดเวลาจนอัลเบิร์ตแทบจะตามไม่ทัน มันเกือบจะตะโกนเรียกออกไปแล้ว แต่อยู่ๆ มันก็คิดได้ว่าทำไมยูเมะถึงรีบแบบนี้มันจึงตัดสินใจหยุดไม่ตามไป แต่แยกออกไปอีกด้านหนึ่ง ทำให้นิกกี้ต้องหยุดชะงักตามไปด้วย
“เธอตามชูร่าไป ช่วยหมอนั่น! ส่วนฉันจะไปคุมบันได!!”
ได้ยินแบบนั้นนิกกี้ก็เข้าใจและวิ่งตามยูเมะต่อไปตามมาด้วยชีอาและเมโลดี้ที่ตามมาทันจนได้ยินคำพูดของอัลเบิร์ตพอดี เมโลดี้จึงแยกไปกับอัลเบิร์ตพร้อมกับบอกให้ชีอาตามนิกกี้ไป
ชีอาหยุดชะงักไปด้วยความสับสนแต่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจไล่ตามนิกกี้ไปตามคำแนะนำของเมโลดี้
เมื่อชีอาตามไปทันเธอก็เห็นยูเมะหยุดเท้าแล้วขว้างหอกออกไปพอดี
พริบตานั้นความคิดของชีอาก็กลายเป็นว่างเปล่าเธอสับสนไม่เข้าใจและตามไม่ทันว่ายูเมะกับคนอื่นๆ คิดอะไร จนทำได้เพียงมองยูเมะขว้างหอกทะลวงประตูเข้าไปจากนั้นพุ่งตัวตามหอกบุกทะลวงเข้าไปในห้อง
นิกกี้ที่ตามมาทันวิ่งตามเข้าไปทันทีจากนั้นโบกคทาออกไประเบิดเวทมนตร์ ‘หยุดยั้ง’ ออกไปบทหนึ่งทำให้บอส ‘ผู้บัญชาการเทพ’ หยุดชะงักไปชั่วขณะ จนถูกยูเมะประชิดตัว
วินาทีนั้นชีอาก็อ้าปากค้างมองดูยูเมะใช้มวยไท่เก๊กกับผู้บัญชาการเทพ สองมือหมุนควงปัดปายซ้ายขวา ปัดมือที่กำลังยื่นไปคว้าดาบของผู้บัญชาการเทพไปตามมาด้วยฝ่ามือที่ผลักใส่หน้าอกของผู้บัญชาการเทพ จากนั้นซัดฝ่ามือออกไปราวห่าฝน
ผู้บัญชาการเทพที่ถูกหยุดกลับมาเคลื่อนไหวได้ในอึดใจมันก็ถูกยูเมะตบซ้ายปัดขวา ปัดป่ายไปมาจนถอยหลังไปตามฝ่ามือจนสุดท้ายก็ขยับไปหยุดอยู่ที่ข้างหน้าต่าง ก่อนจะถูกยูเมะจับทุ่มออกไปด้านนอกโดยไม่อาจป้องกัน
วินาทีนั้นยูเมะก็หันกลับมาพร้อมกับบางสิ่งบางอย่างที่ดูคล้ายกับกุญแจในฝ่ามือจากนั้นก้าวตรงไปยังสิ่งที่ดูคล้ายแท่นบูชาแล้วเสียบกุญแจเข้าไปจากนั้นบิดมันในทันที
“เปิดเขตแดน!!”
สิ้นเสียงแท่นบูชาก็ทำงานมันขับเคลื่อนเขตแดนป้องกันของปราการด่านแรกในทันที ทำให้ทหารเทพที่ตามมาจากด้านหลังถูกสกัดเอาไว้ด้านนอกโดยไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนบอสประจำปราการได้
อัลเบิร์ตที่เฝ้าบันไดอยู่นั้นพอเห็นเขตแดนถูกกางมันก็ตกตะลึงไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่ายูเมะจะกางเขตแดนได้เร็วขนาดนี้
แต่อึดใจต่อมามันก็หน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นผู้บัญชาการเทพวิ่งขึ้นมาทางบันได
“เฮ้ย!! นี่มันโยนผู้บัญชาการเทพออกมาเลยเรอะ!!”
“ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นนะคะอัล ถ้ายังไงเมขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบเมโลดี้ก็วิ่งจากไปทันที ทิ้งให้อัลเบิร์ตยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มันจึงไม่รอช้าระเบิดท่าไม้ตายออกไปทันทีเพื่อยันผู้บัญชาการเทพเอาไว้ชั่วคราว
“เอาไปแดร๊กซะไอ้เวร!!! ฝนดาบทะลวงฟัน!!”
สิ้นเสียงตวาดอัลเบิร์ตก็น้าวศรอย่างบ้าคลั่ง ระดมยิงศรดาบออกไปราวกับห่าฝนยิงถล่มใส่ผู้บัญชาการเทพที่กำลังวิ่งขึ้นบันไดมาจนทำให้มันถูกผลักดันกลับไปหลายก้าวจนกระทั่งกลิ้งตกบันไดไป
หลังจากซัดสกิลจบอัลเบิร์ตก็หอบหายใจเบาๆ เพราะพละกำลังถูกเผาผลาญไปมากเกินไปในระยะสั้นแต่มันก็ไม่ยอมหยุด แต่น้าวสายต่อด้วยศรดาบ 7 ดอก แล้วหยุดรออย่างเงียบงัน
ไม่กี่อึดใจผู้บัญชาการเทพก็วิ่งกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงกู่ร้องคำรามครั้งนี้สายตาของผู้บัญชาการเทพมองมายังอัลเบิร์ตโดยตรงเพราะค่าความเกลียดชังที่เกิดจากการโจมตี
พอเห็นผู้บัญชาการเทพหันมาอัลเบิร์ตก็เหยียดยิ้มแล้วปล่อยท่าไม้ตายที่สองออกไป
“เจ็ดดาวกักฟ้า!!”
สิ้นเสียงศรดาบเจ็ดดอกก็พุ่งตรงออกไปแล้วบิดหมุนจนเกิดเป็นวังวนดาบ 7วงพุ่งตรงออกไปเบื้องหน้า ระเบิดใส่ผู้บัญชาการเทพจนหยุดชะงักไปชั่วขณะก่อนจะถูกวังวนดาบทั้ง 7 บดขยี้จนเกิดบาดแผลจำนวนนับไม่ถ้วน
ท่าไม้ตายนี้พลังทำลายต่ำแต่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่สามารถตรึงเป้าหมายได้ชั่วขณะ
หลังจากจบท่าไม้ตายที่สองอัลเบิร์ตก็ต่อด้วยท่าไม้ตายที่สามซึ่งเป็นท่าสุดท้ายที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องทลายขีดจำกัด
“สุดท้ายแล้ว!! หนึ่งตะวัน!!”
ศรดาบหนึ่งดอกที่มีรูปร่างต่างจากศรดาบที่อัลเบิร์ตใช้ก่อนหน้านี้ถูกขึ้นสายแล้วน้าวจนสุดแขนเป็นรูปจันทร์เต็มดวงสายตาของอัลเบิร์ตเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขณะที่เปลวไฟลุกไหม้ร่างกายของมันก่อนจะไหลไปรวมกันที่คมศร
เมื่อปลายนิ้วคลายออกดวงไฟก็พุ่งตรงออกไปด้วยความเร็วประดุจแสง ระเบิดใส่ผู้บัญชาการเทพจนเกิดเสียงระเบิดที่ดังสะท้านอัลเบิร์ตที่อยู่ใกล้เกินไปโดนแรงระเบิดจากท้าไม่ตายของตัวเองระเบิดใส่จนปลิวออกไปทันที
ทว่าอัลเบิร์ตก็ลอยไปได้ไม่ไกลนักเพราะนิกกี้ที่ตามออกมารู้ทันความคิดของมันจึงออกมาช่วยและร่ายเวทดึงตัวอัลเบิร์ตที่กำลังจะตกลงไปให้ลอยกลับขึ้นมาได้ทัน
“รับได้สวย!”
“บ้าบิ่นเกินไปแล้วยะ!!”
“มันช่วยไม่ได้นี่! จะให้เจ้าชูร่ามันได้บทเด่นคนเดียวได้ไง!!”
อัลเบิร์ตหัวเราะร่าจนทำให้นิกกี้อ่อนใจ เธอได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะมองไปยังจุดที่มีเปลวไฟลุกท่วมมองดูผู้บัญชาการเทพที่กำลังก้าวออกมาจากกองไฟ ก่อนจะวิ่งขึ้นมาด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่าเดิม
“รีบกินยาเร็ว ฉันจะใช้ท่าไม้ตายบ้างแล้ว!!”
“เฮ้ยๆ ตะกี้ยังบ่นว่าบ้าบิ่นเกินไปอยู่เลย ทำไมตอนนี้มาเลียนแบบกันเล่า!”
“ก็ใครใช้ให้นายทำตัวเด่นเกินไปละ! ทางนี้เองก็อยากเล่นบ้างเหมือนกันนะ!!”
พอบ่นจบนิกกี้ก็ระเบิดท่าไม้ตายของเธอออกมาบ้างเช่นกันยันต์จำนวนมากที่เตรียมเอาไว้ถูกซัดออกไป ตามมาด้วยคำร่ายที่พรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็วจนแทบฟังไม่ทันคำพูดของนิกกี้ในตอนนี้ยังเร็วว่าแร็ปเปอร์ระดับโลกไม่รู้กี่เท่า
ทุกพยางค์ทุกอักขระ ออกเสียงได้ชัดแต่รัวเร็วชนิดที่ไม่ว่าใครได้เห็นได้ยินก็ต้องทึ่ง
อัลเบิร์ตเห็นแบบนั้นก็หัวเราะร่าโดยไม่คิดที่จะพูดอะไรอีก แต่รีบลุกขึ้นแล้วยิงธนูออกไปหลายดอกเพื่อช่วยถ่วงเวลาเอาไว้
สกิลธนูสายหยุดยั้งไม่ใช่สกิลที่อัลเบิร์ตชอบใช้นักแต่เพราะมันมักจะเล่นเกมกับนิกกี้ เลยต้องเรียนสกิลประเภทนี้มาด้วยเพื่อช่วยถ่วงเวลาตอนที่เธอร่ายเวทระดับสูง
สกิลสายนี้จึงมีประดับที่ค่อนข้างสูงแม้จะเทียบไม่ได้กับสกิลหลักที่ใช้ประจำ แต่ก็มากพอที่จะหยุดผู้บัญชาการเทพเอาไว้ชั่วขณะ
นิกกี้ที่ใจเย็นร่ายเวทออกมาด้วยความเร็วที่น่ากลัวลิ้นของเธอรัวคำออกมาจนแทบฟังไม่ทัน ทว่าอักขระเวทที่ลอยออกมานั้นแสดงให้เห็นว่าเธอร่ายเวทได้อย่างถูกต้องและชัดเจนจึงทำให้วงแหวนเวทก่อตัวขึ้นในระดับความเร็วที่น่าทึ่ง
ไม่กี่อึดใจเร็วกว่าที่คนทั่วไปร่ายเกือบเท่าตัว เวทมนตร์ท่าไม้ตายของนิกกี้ก็ระเบิดออกมา
“รับไป แม่น้ำดาราไร้สิ้นสุด!!”
สิ้นเสียงวงแหวนเวทก็รวมกันกลายเป็นประตูอัญเชิญบานหนึ่งแล้วเปิดออกระเบิดออกมาเป็นห่าฝนแสงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำ ไหลออกมาจนกระทั่งพลังเวทของนิกกี้หมดหลอดเธอถึงได้หยุด
เมื่อเวทมนตร์หยุดผู้บัญชาการเทพก็ติดเลือดแดงแล้ว ผลลัพธ์จากการถูกโยนลงจากที่สูงโดยยูเมะถูกยิงถล่มโดยอัลเบิร์ตและปิดท้ายด้วยเวทมนตร์ไม้ตายของนิกกี้เลือดของบอสผู้บัญชาการเทพที่มีน้อยกว่าบอสตัวอื่นๆ ก็ติดแดง
ทันทีที่ผู้บัญชาการเทพเลือดแดงดวงตาของมันก็เรืองแสงสีทองออกมาเพื่อเตรียมที่จะใช้ท่าไม้ตายของมัน
ทว่าพริบตานั้นยูเมะที่ไม่รู้ว่าร่อนลงมาได้ยังก็ใช้ท้าไม่ตายออกไป
“จันทราร่วงหล่นสิบชั้น!!”
คลื่นดาบจันทราฟันลงไปติดต่อกับสิบครั้ง เรียงซ้อนกันเป็นแถวยาวถล่มลงไปยังผู้บัญชาการเทพจนหมด
แต่ก็น่าเสียดายที่การโจมตีนี้มาช้าไปเล็กน้อยทำให้พลังชีวิตของผู้บัญชาการเทพลดไปไม่หมด เนื่องจาก ‘บัพ’ ที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้ท่าไม้ตายทำให้พลังป้องกันของบอสเพิ่มสูงขึ้นชั่วขณะ
ทว่าวินาทีต่อมาชีอาที่ตามหลังยูเมะมาติดๆก็พุ่งออกมาแล้วใช้ท่าไม้ตายของเธอออกมาบ้าง
“หมื่นบุปผาพันกระบี่!!”
สิ้นเสียงตวาดชีอาก็แทงกระบี่ออกไปจนเกิดเงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนที่ร้อยเรียงจนกลายเป็นภาพมายาของบุปผาสีเงินยวงก่อนจะรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเงากระบี่ยักษ์เล่มหนึ่งทะลวงใส่ผู้บัญชาการเทพที่เลือดเหลือขอดหลอด
เพียงอึดใจคมกระบี่ก็ระเบิดออกมาถี่ยิบระเบิดใส่ผู้บัญชาการเทพที่ยังพยายามใช้ท่าไม้ตายของมัน จนกระทั่งเลือดของมันหมดหลอดท่าไม้ตายที่กำลังจะระเบิดออกมาจึงสูญสลายหายไปพร้อมกับชีวิตของผู้บัญชาการเทพ
“เกือบไปแล้ว!! ฉิวเฉียดจริงๆสิให้ตายเถอะ!!”