สวนผักสกุลจาง

    ตอนที่ 42 ตัดขาด

     

    ซูหลิ่งฟู่ได้ยินที่นางจางกล่าวดังนั้นจึงมีริ้วรอยความโกรธบนหน้าเพิ่มมากขึ้นแล้วกล่าวเสียงดังเพื่อหวังเรียกร้องค่าเลี้ยงดูที่ตระกูลซูต้องเสียไปกับการเลี้ยงดูครอบครัวของลู่ซิ่นเมื่อในอดีตตอนนั้นที่บ้านซูให้ที่อยู่ที่กินแก่คนของลู่ซิ่นอย่างน้อยๆในตอนนี้ต้องเรียกร้องได้อย่างต่ำต้องมากกว่าหนึ่งแสนตำลึงทองแน่นอนเขาจึงเดินหน้าเพื่อทวงความยุติธรรมมาให้ตระกูลซูต่อไปด้วยความมุ่งมั่น

    "แม่สี่จะกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไรในเมื่อลู่ซิ่นเป็นบุตรชายของท่านพ่อ ท่านเคยได้ยินหรือไม่สายเลือดจะตัดอย่างไรก็ตัดไม่ขาดแล้วอย่างนี้ตระกูลซูกับน้องลู่ซิ่นจะไม่เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร  ถึงแม่สี่จะกล่าวอย่างไรน้องลู่ซิ่นต้องตอบแทนบุญคุณของพ่อข้าที่ทำให้เขาเกิดมาอย่างน้อยๆต้องทดแทนให้พ่อข้าเดือนละหนึ่งหมื่นตำลึงทอง" หลิ่งฟู่กล่าวด้วยท่าทางที่เหนือกล่าวนางจางด้วยการลำเลิกบุญคุณระหว่างพ่อกับลูก  ทางด้านนางจางนั้นด้วยความโมโหในความหน้าด้านที่สืบทอดทางสายเลือดของตระกูลซูทำให้นางขว้างพัดที่ถืออยู่ในมือใส่ต้นไม้ใหญ่หน้าจวนหักโค่นลงต่อหน้าต่อตาชาวจีนมุงทั้งหลายพร้อมเดินย่างสามขุมเข้าใกล้หลิ่งฟู่แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังใส่หน้าลู่หลิ่งที่ล้มก้นจ้ำเบ้า

    "หน้าด้าน  หน้าด้านเกินคนทั้งพ่อทั้งลูก  จะมาเรียกร้องอะไรในยามนี้ตัดพ่อตัดลูกลบชื่ออกจากตระกูลแล้วก็ถือว่าจบสิ้นสัมพันธ์กันแล้ว.แล้วเจ้าจะมาเรียกค่าแทนคุณอันใดที่นี้ หากอยากได้ข้าจะให้แต่ต้องเป็นยามที่พ่อเจ้าตายข้าจะให้ลูกซิ่นของข้าซื้อโลงไปส่งถึงหน้าตระกูลซูของพวกเจ้าเลยทีเดียวเชียว"เมื่อกล่าวจบนางจางจึงยกมือเรียกพัดที่นางขว้างไปเพื่อระบายอารมณ์เมื่อครู่กลับมา.จึงทำให้ผู้คนทราบกันโดยทั่วว่าพัดที่นางจางถือเมื่อครู่คืออาวุธอักขระที่หาได้ยากยิ่ง  ตระกูลจางช่างยิ่งใหญ่จริงๆ แม้กระทั่งฮูหยินผู้เฒ่าจางยังมีพัดลงอักขระแล้วยังไม่ต้องนึกถึงบรรดาผู้เยาว์ที่กำลังมีชื่อเสียงในแคว้นอู่ตอนนี้อีกถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายของตระกูลซูจริงๆที่ขับผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์เหล่านี้ออกจากตระกูลเหล่าชาวบ้านที่รู้เรื่องราวดังกล่าวได้แต่คิดเสียดายแทนตระกูลซูเป็นอย่างยิ่งพลางคิดว่าหากเป็นตนคงเสียดายจนกัดลิ้นตายที่ขับไล่ผู้มีพรสวรรค์ออกจากตระกูล

    หลิ่งฟู่เมื่อทราบว่านางจางเองก็เป็นผู้ฝึกปราณทั้งยังมีระดับอย่างต่ำคงอยู่ในขั้นปราณชั้นปราณนภาเป็นแน่แท้ประกอบกับอาวุธลงอักขระอีกจึงต้องทำการถอยกลับไปตั้งหลักชั่วคราว

    "หึย กลับไปแล้วไม่ต้องมาอีกนะ เจ้าคนพวกนี้นี่ช่างมากวนอารมณ์คนแต่เช้าดีแท้"เมื่อหลิ่งฟู่กลับไปนางจางจึงสะบัดแขนเสื้อกลับเข้าจวนอย่างหัวเสียทางด้านเจียวซิ่นตอนนี้กำลังนั่งฟังการเล่าเรื่องจากเป๋าเปาที่เล่าจนเห็นภาพ จึงเกิดความคิดหนึ่งผ่านหัวของนางขึ้นมาว่าเป๋าเปาน่าจะผันตัวไปเป็นนักเล่านิทานมากกว่าเป็นสาวใช้ เมื่อฟังจนจบเจียวซิ่นจึงได้เก็บชาที่ทำเสร็จแล้วเข้าโถเพื่อส่งให้นางจางต่อไป

    "เล่อเลอ เตรียมชุดให้ข้าทีวันนี้ข้าจะไปโรงเตี้ยมดารากระจ่างแสง" ด้วยตอนนี้นางมีความคิดที่จะเปิดกิจการเกี่ยวกับโอสถและอาวุธอักขระระดับสูงแต่เรื่องนี้คงยากเกินที่นางจะจัดการได้จึงต้องขอความร่วมมือจากตระกูลอิ่นด้วยเป็นส่วนใหญ่กิจการในครั้งนี้ของนางจึงจะสำเร็จได้

    "อ้าว คุณหนูใหญ่มาที่โรงเตี้ยมราดากระจ่างแสงในวันนี้มีเหตุอันใดให้ผู้น้อยรับใช้หรือขอรับ"ระหว่างที่เจียวซิ่นกำลังจะเข้าโรงเตี้ยมดารากระจ่างแสงก็เจอเข้ากับลุงหยงซึ่งถือว่าเป็นคนสนิทของท่านผู้อาวุโสอิ่นพอดี

    "สวัสดียามสายเจ้าค่ะลุงหยง  พอดีข้าจะขอเข้าพบผู้อาวุโสอิ่นเจ้าค่ะข้ามีเรื่องเล็กน้อยจะปรึกษานะเจ้าค่ะ"เจียวซิ่นกล่าวตอบด้วยท่าทางน้อบน้อมเพราะนางถือว่าลุงหยงคือผู้ใหญ่ที่นางเคารพดังญาติคนหนึ่งของนาง

    “ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณหนูที่ห้องชั้นสามเลยขอรับ”เจียวซิ่นมาพบคนตระกูลอิ่นบ่อยๆจึงสามารถขึ้นมารอพบได้โดยไม่ต้องมีคนนำทางให้แก่นาง

    นางรอซักพักนางก็พบกับผู้อาวุโสอิ่นพร้อมกับท่านลุงเหวินหลงที่เดินมาพบนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

    คล้ายกับเรื่องสวนผักสกุลจาง ที่คุณอ่าน