คืนนั้นลมหนาวหอบเอาหิมะสุดท้ายโปรยปรายลงมา เป็เวลาที่บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งลืมตาขึ้นจากความฝัน เขามองม่านมุ้งเหนือศีรษะอย่างเหม่อลอย
ยกมือที่กำแน่นขึ้นแล้วค่อย ๆ คลายฝ่ามือออก
ในการต่อสู้่สุดท้าย เขาคว้าเอาของสิ่งหนึ่งมาจากตัวนางได้
หยกพกเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่ง ซึ่งนอนนิ่งอยู่กลางฝ่ามือ เพราะกำไว้แน่นเป็เวลานาน จึงทิ้งร่องรอยรูปสลักบนแผ่นหยกเอาไว้บนผิวเนื้อ
หยกมันแพะสีขาวนวลวาวแกะสลักอย่างประณีต เป็รูป เมฆโอบจันทร์
เหมือนกับหยกที่เด็กสาวในวัดฝูซานห้อยติดกายไว้ไม่มีผิด ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นนั่ง เสียงลมที่โหมอยู่ด้านนอก กลับไม่ต่างจากในอกของเขาที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“ไม่ผิดแน่ เป็นางไม่ผิดแน่ !”
อีกฟากหนึ่งของเมือง ซูอันหนิงยืนนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง เหม่อมองละอองหิมะที่โปรยปราย ไอเย็นชื้นพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาแตะต้องใบหน้า
นางยกแหวนหยกเขียวจักรพรรดิที่องค์ชายรองซัดใส่นางแทนอาวุธขึ้นส่องกับแสงไฟ ภาพใบหน้าของเขาปรากฏซ้อนขึ้นมา ความไม่พอใจเสี้ยวหนึ่งพลันผุดขึ้น หญิงสาวย่นจมูก
“ถึงอย่างไร... รูปงามเกินไปก็เป็ภัยอยู่ดี”
ซูอันหนิงปิดหน้าต่าง ปีนขึ้นเตียง พอศีรษะถึงหมอนก็จมสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
เป็ฝัน…หรือเสียงลมจากภายนอก นางไม่อาจแยกแยะได้
เสียงครืนครั่นดังประสานกับเสียงโห่ร้องปลุกขวัญ
กองทัพเคลื่อนพล อาชาเหยียบย่ำ อาวุธฟาดฟัน
ภาพเหตุการณ์พร่ามัวสับสน กว่าความวุ่นวายจะสงบ ธงรบก็หักโค่น ฝุ่นควันค่อย ๆ จางลง
บุรุษองอาจผู้หนึ่งถูกจับกุม แม้พ่ายแพ้แต่เขากลับไม่ยอมจำนน แววตาอหังการยังไม่มอดดับ
แต่สายตาสุดท้ายนั้น…กลับมองมาที่นาง
ทั้งอ้างว้าง เฉยชา...
แสงดาบในมือเพชฌฆาตสะท้อนแดดจ้า สาดกระทบดวงตานางให้แสบร้อนจนต้องเบือนหน้าหลบ
เพียงพริบตาเดียว โลหิตก็ไหลนอง ลมหายใจหนึ่งขาดสะบั้น พร้อมกับลมหายใจของนางที่ขาดห้วง ร้องะโออกมาสุดเสียง
“ไม่ !”
ซูอันหนิงสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก
เหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง นางยกมือขึ้นเช็ดแก้มเปียกชื้นอย่างงุนงง ทว่ายิ่งเช็ด น้ำตากลับยิ่งไหล
ความเ็ปราวกับหัวใจแหลกสลายยังตกค้างอยู่ในอก
ฝันนั้นแจ่มชัดแต่พอตื่นขึ้นมากลับพร่าเลือนราวกับอยู่ท่ามกลางหมอกหนา
จดจำสิ่งใดไม่ได้เลย...
ย่างเข้าสู่วสันต์ จวนสกุลซูเริ่มตกแต่งผ้าแดงสีชาด ประดับโคมแดงอักษรมงคล มีแขกจากตระกูลที่เคยใกล้ชิดสนิทสนมแวะเวียนมาส่งของขวัญ สนทนาพาทีไม่ขาด
“คุณหนูเ้าคะ คุณหนู” เสียงของชางอิงดังมาแต่ไกล สาวใช้ตัวน้อยวิ่งจนผมตรงหน้าผากแหวกออก ดูทั้งน่ารักและน่าขันเล็กน้อย
ซูอันหนิงวางขวดหยกลงในกล่องแล้วหันไปมอง “มีอะไร เหตุใดตื่นตระหนกเพียงนั้น”
ชางอิงหยุดหอบหายใจครู่หนึ่งก่อนตอบ “นายท่านตระกูลเหลยกับคุณชายเหลยมาเ้าค่ะ”
“เขามาก็ไม่แปลก ตอนเขาแต่งงาน ท่านพ่อข้าก็ไปส่งของขวัญ ยามข้าแต่ง หากเขาไม่มาสิ ข้าจะไปเคาะประตูจวนสกุลเหลยถามหาของขวัญจากเขาให้ดู” ซูอันหนิงกล่าวพลางยกชาขึ้นจิบ
“แต่คุณชายเหลย...กำลังสนทนากับคุณชายใหญ่ เื่ที่ว่าคุณหนูแอบลอบเข้าจวนองค์ชายรองเป็เื่จริงหรือไม่ หากจริงแล้วเหตุใดการแต่งงานจึงยังเกิดขึ้น คนในโถงหลักได้ยินกันหมดเลยเ้าค่ะ”
ซูอันหนิงพ่นชาพรวดออกมา ชางอิงหลบชาที่พ่นออกมาได้ราวกับผู้ชำนาญการ สาวใช้ตัวน้อย รีบเข้ามาซับน้ำชาให้คุณหนูราวกับเป็เื่ที่คาดการณ์ไว้แล้ว
“เหลยเจิ้นถิง เ้าคนปากไม่มีหูรูด เหตุใดเ้าไม่ป่าวประกาศให้คนทั้งเป่ยจิงรู้ไปเลยเล่า !” หญิงสาวบีบจอกชาแน่นก่อนจะกระแทกลงบนโต๊ะแล้วผุดลุกขึ้น
ชางอิงรีบยกมือห้ามปราม “คุณหนู จะไปไหนเ้าคะ”
ซูอันหนิงแบมือออก เผยให้เห็นขวดหยกสองใบกลางฝ่ามือ นางเอ่ยอย่างเหี้ยมเกรียม “ออกไปทำให้บุรุษผู้นั้นหุบปากอย่างไรเล่า”
“ไม่ต้องเ้าค่ะ” ชางอิงเข้ามากอดเอวคุณหนูของนางเอาไว้ “คุณชายใหญ่ใช้โอกาสอันหาได้ยากนี้ ประลองกับคุณชายเหลย ยามนี้ไม่มีใครจำสิ่งที่เขาพูดได้แล้วเ้าค่ะ ทุกคนตั้งตารอดูว่าผู้ใดจะสู้ชนะมากกว่า”
ซูอันหนิงกะพริบตา เก็บขวดหยกไว้ในแขนเสื้อดังเดิมด้วยความเสียดาย “เ้ากำลังจะบอกว่ายามนี้ ทุกคนกำลังชมการประลองของพี่ใหญ่ของข้ากับคุณชายเหลยหรือ”
ชางอิงพยักหน้าหงึกหงัก
ดวงตาของซูอันหนิงพลันเปล่งประกาย รอยยิ้มซุกซนผุดขึ้นอย่างเงียบงัน
ั้แ่ลักลอบเข้าจวนองค์ชายรองวันนั้น บิดาก็ไม่อนุญาตให้นางออกจากจวนอีกเลย ตอนนี้นางแทบจะเหี่ยวเฉาคาเรือนอยู่แล้ว ความคิดบ้าบิ่นจึงผุดขึ้นในหัว
สองเค่อต่อมาบรรยากาศภายในห้องนอนของนางก็เปลี่ยนไป
“แบบนี้ไม่ดีหรอกเ้าค่ะคุณหนู” ลี่หนานอยู่ในชุดของซูอันหนิงโอดครวญ
ชางอิงเอียงคอมองแล้วกล่าวว่า “ตัวเตี้ยไปหน่อย แต่ถ้านั่งอยู่หลังม่านก็อาจจะพอตบตาได้เ้าค่ะ”
ซูอันหนิงเอียงคอมองแล้วพยักหน้าเบา ๆ
ยามนี้นางอยู่ในชุดทะมัดทะแมง กระโปรงร้อยจีบสีเขียวอ่อน และเสื้อสั้นสีดอกโบตั๋น ใบหน้าครึ่งล่างถูกปิดไว้ด้วยผ้าแพรสีเดียวกับเสื้อ ผมเกล้าไว้ครึ่งศีรษะปักปิ่นหยกขาวเรียบ ๆ ดูไม่เหมือนคุณหนูสูงศักดิ์แม้แต่น้อย
“ข้าออกไปยืดเส้นยืดสายครู่เดียวแล้วจะกลับมา พวกเ้าก็...อดทนไว้นะ”
พูดจบร่างปราดเปรียวของซูอันหนิงก็พลิ้วหายไปด้านหลังของม่าน ชางอิงนั่งเกาศีรษะ เอ่ยกับลี่หนานอย่างทอดถอนใจ “คุณหนูถูกขังไว้ตั้งเดือนหนึ่ง ข้าสงสารคุณหนูยิ่งนัก”
ลี่หนานยกมือขึ้นเท้าคาง ใบหน้าเศร้าสร้อย “ข้าหวังว่าจะไม่มีใครตามหาคุณหนูในยามนี้ หาไม่แล้ว ข้าและเ้าก็จะถูกขังไปด้วย”
ซูอันหนิงยืนอยู่บนกำแพงสูงของจวนสกุลซู องครักษ์เห็นนางแล้วรีบพุ่งเข้ามาทันที หญิงสาวควานหาหยกพกเพื่อใช้ยืนยันตัวตน ก่อนจะพบว่าตนเองทำมันหายไปหลายวันแล้ว จึงรีบะโลงจากกำแพง ใช้วิชาตัวเบาข้ามกำแพงเรือนฝั่งตรงข้าม เร้นกายหายไปอย่างรวดเร็ว
“เมื่อครู่...ใช่คุณหนูใหญ่หรือไม่ ?” องครักษ์เอ่ยถามกันเองด้วยความสับสน
“คงใช่กระมัง รีบรายงานนายท่านเถิด”
ขณะที่การประลองดำเนินอยู่องครักษ์ก็มารายเื่คุณหนูใหญ่แอบหนีออกจากจวนให้ซูอี้ทราบ เขาโมโหจนเล้นเลือกปูดนูนแต่ไม่อาจแสดงอารมณ์ออกมาได้ จึงทำได้เพียงสั่งการลงไปเงียบ ให้องครักษ์เงาติดตามนางไปเงียบ ๆ ห้ามแพร่งพรายเื่นี้ออกไป
ตลาดหลักของเมืองเป่ยจิงยังคงคึกคัก กลิ่นอาหารจากร้านริมทางยังคงหอมหวน ซูอันหนิงเดินเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ กินจนพุงกลม นางเดินลูบท้องออกมาจากร้านขายแป้งทอด สายตาก็เหลือบไปเห็นโหลวเจียถังซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
กลิ่นซุปเนื้อแพะโชยออกมาจากภัตตาคาร หอมจนท้องร้องจอก ๆ อีกครั้ง
แต่ความอึดอัดจากการกินมากเกินไปก็ทำให้นางต้องบังคับตัวเองให้หยุด
“เ้าคือว่าที่หวงจื่อเฟย[1]นะ กินอย่างกับผีหิวเช่นนี้ได้หรือ”
นางดึงผมม้าของตนเองมาแกว่งเบา ๆ แล้วเดินผ่านโหลวเจียถังไป พอคล้อยหลังนาง บุรุษกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากร้าน บุรุษที่ถูกล้อมอยู่ตรงกลางคือจูเกาเซวียน องค์ชายรองผู้กำลังจะเป็เ้าบ่าวของนางนั้นเอง
ซูอันหนิงเดินมองของข้างทาง ฟังเสียงพ่อค้าเรียกลูกค้า ทันใดนั้นด้านหน้าก็มีเสียงม้าร้องดังลั่น ม้าเตลิดตัวหนึ่งวิ่งด้วยท่าทางหงุดหงิดบ้าคลั่งลากรถเทียมม้าตรงมาด้านนี้
เสียงกรีดร้องของสตรีภายในรถม้าดังไม่หยุด คนขับรถม้าวิ่งะโตามหลังมาไกล ๆ ตัวรถแล่นเฉียดแผงขายของจนพังไปหลายร้าน ดูวุ่นวายและอันตรายเป็อย่างมาก
ซูอันหนิงหรี่ตา เท้าข้างหนึ่งกวาดไปด้านหลังเตรียมพุ่งเข้าไปทำให้ม้าสงบ แต่แล้วก็มีเสียงควบม้าดังมาจากด้านหลัง บุรุษผู้หนึ่งขี่ม้าผ่านนางไปอย่างรวดเร็ว
แต่นางกลับเห็นท่วงท่าของเขาและใบหน้าด้านข้างที่ติดตรึงไม่เคยจางค่อย ๆ เลื่อนผ่านสายตาช้า ๆ เงาร่างนี้ซ้อนทับกับบุรุษผู้นั้นในอดีต
ซูอันหนิงร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ นางวิ่งตามหลังเขาไปสองสามก้าวด้วยหัวใจเต้นระทึก มองเขาเข้าควบคุมม้าตื่นเอาไว้ได้อย่างไม่เหลือบ่ากว่าแรง
นางพบเขาแล้ว !
หลังจากผ่านมาสองปี ในที่สุดนางก็พบเขา
[1]หวงจื่อเฟย ภรรยาเอกขององค์ชาย (พระชายาเอก)