“ท่านคือเถ้าแก่ฉี?”
“ใช่ข้าเอง” เถ้าแก่ฉีเอ่ยเสียงเบา
ซูเหยาละสายตาจากอีกฝ่ายก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาสำรวจร้านต่อ
“ร้านท่านเหมาะกับการฝึกสมาธิดีนี่ ช่างเงียบเชียบ”
ดวงหน้าของเถ้าแก่ฉีมืดครึ้ม นี่มันหยามกันชัดๆ หรือว่าจะมาจากร้านธัญพืชโจว?
“แม่นาง สายตาเ้าช่างเฉียบแหลม” คราวนี้ไม่ใช่เสียงบุรุษแต่กลับเป็เสียงสตรีวัยกลางคน หล่อนคลี่ยิ้มที่ส่อนัยคลุมเครือยิ่ง
“ขนาดคนอื่นยังดูรู้เลยว่าร้านของเรารอวันเจ๊ง”
“สินค้าในร้านท่านไฉนจึงเหลือน้อยเพียงนี้ ไม่มีคนมิใช่หรือแล้วนี่ขายให้ผู้ใด” ซูเหยาพยักหน้าให้ผู้มาใหม่ ก่อนจะถามเถ้าแก่ฉี
เถ้าแก่ฉีส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ สตรีที่มาใหม่จึงตอบกลับแทน
“ถ้าเ้าจะซื้อสิ่งไหนก็เลือกดูก่อน แต่ถ้าคิดติดค้างก็เชิญออกไป”
ซูเหยาไม่ได้โกรธเมื่อได้เห็นท่าทีของอีกฝ่าย กลับกันนางยังคงชอบมากจนต้องยกนิ้วให้
“โอ้ว พี่สาวท่านเหมาะสมกับการเป็เถ้าแก่เนี้ยของร้าน ข้าดูๆ แล้วเถ้าแก่ฉีมักหลงกลพวกปากหวานและพวกเสแสร้งให้ดูน่าสงสาร ด้วยความใจอ่อนของเขาไม่เหมาะกับการเปิดร้านเลยสักนิด ผิดกับท่านที่เฉียบขาด”
สตรีผู้นั้นเลิกคิ้ว ก่อนจะเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าอันสง่างามพลางโบกพัดในมือสองสามที “เ้ามีสายตาที่ดี ดูสิท่านพี่ แม่นางผู้นี้เฉลียวฉลาดยิ่ง เห็นทีเื่ของท่านคงถูกคนอื่นพูดไปทั่วว่าท่านแสนจะใจดีมีเมตตา”
ซูเหยาพยักหน้า “ใช่แล้ว คนเดือดร้อนจริงย่อมมี แต่คนเสแสร้งก็เยอะ หลายคนใช้ประโยชน์จากความใจดีของคนอื่นเพื่อเอาเปรียบกัน จากที่ข้ารู้มาร้านนี้เคยเป็ร้านที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เถ้าแก่ฉีหวนนึกถึงตอนที่เขาเริ่มเส้นทางค้าขาย กว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคมาและขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุด ซึ่งเขาตั้งมั่นอยู่บนความซื่อสัตย์และความดี เขาคิดเสมอว่าที่มีวันนี้ได้เพราะการทำความดี ทำมากได้มาก
และเพราะเป็ร้านใหญ่เมื่อมีผู้ที่กำลังลำบากมาขอความช่วยเหลือ เขาจึงช่วยด้วยความเต็มใจ สิ่งพวกนี้เป็เื่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับรายได้ของเขา แต่นานวันเข้าก็เริ่มมีคนแบบนั้นเข้ามามากขึ้น และติดค้างกันมากขึ้นจนร้านที่เขาสร้างมาเริ่มกลายเป็โรงทานเข้าไปทุกวัน
พอรายได้ลดน้อยลงกอปรกับต้นทุนที่สูงขึ้น ปริมาณการรับซื้อของร้านฉีก็ต่ำลง และในตอนนั้นเองร้านธัญพืชโจวก็มาเปิดสาขาใหม่ที่นี่แต่ก็ยังไม่ค่อยมีผู้คนนิยมเข้า ร้านของเขายังคงเป็หมายเลขหนึ่งหากมองจากจำนวนผู้คนที่เข้าร้าน
คนนอกมองแบบนั้น แต่คนในจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสภาพการเงินของร้านไม่ได้เป็เช่นที่เห็นเลย เพราะคนที่เข้ามาในร้านมีน้อยมากที่จะเป็ลูกค้าจริงๆ ที่ซื้อสินค้าแล้วจ่ายเงิน หลายคนที่มาในร้านมักจะมาติดค้างแล้วนำของกลับไป พออีกวันก็มาใหม่พอเขาจะทวงก็กระดากปาก ไม่กล้าทำ จนภรรยาต้องบังคับให้ทวงจึงต้องทำอย่างเขินอาย
แต่แล้วพอทวงไปอีกฝ่ายก็มีเหตุผลว่าหางานยากบ้างล่ะ คนในบ้านป่วยบ้างล่ะ ถ้ามีเงินจะรีบใช้คืนบ้างล่ะ บางคนเขาก็ทวงแล้วได้คืนมาก็มีเหมือนกัน แต่พอคืนมาแล้ว อีกวันก็มาติดค้างใหม่วนเวียนไปแบบนี้เรื่อยมา ร้านที่เคยรุ่งโรจน์จึงเริ่มซบเซาลงและกลายเป็เช่นนี้เพราะกำไรลดลง เงินหมุนเวียนไม่มีจนต้องควักทุนออกมาเรื่อยๆ
เถ้าแก่ฉีทั้งเจ็บใจทั้งโล่งใจ เจ็บใจที่ร้านตกต่ำแต่โล่งใจที่คนไม่ค่อยเข้าร้านมาติดค้างชำระอีก เพราะหากมาอีกเขาก็ยากจะปฏิเสธ ดีที่ภรรยาไหวตัวทันเอาธัญพืชหลายอย่างเก็บไว้ในโกดัง ส่วนที่อยู่หน้าร้านมีเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดูว่าร้านเขาไม่ค่อยมีของ คนพวกนั้นจะได้ไม่มาอีก
เถ้าแก่เนี้ยฉีเอ่ยกับซูเหยา “สายตาของแม่นางดียิ่ง ตอนนี้ข้าจะมาควบคุมร้านนี้แทนสามี แล้วให้เขาดูแลหลังร้านและจะทำให้ร้านกลับมาเป็ที่หนึ่งอีกครั้ง”
ไม่มีใครรู้หรอกว่านางเองก็ขมขื่นมากเพียงใดที่สามีเป็คนใจอ่อนเช่นนี้ หลายครั้งหลายคราที่นางเตือนเขาแต่เขากลับยึดมั่นเื่การทำความดี
เถ้าแก่ฉีคือเสาหลักของบ้านและร้านธัญพืชคือตัวบ้าน บ้านของนางถูกคนเข้ามาใช้เลื่อย เลื่อยเสาทุกวี่วัน ถึงจะยึดมั่นในความดีและเมตตามากแค่ไหน แต่ถ้าถูกกระทำเช่นนั้นทุกวัน เสาหลักมันก็ล้ม ความอดทนของนางจึงขาดผึ่ง ใครจะอยากทนอีกต่อไป แต่นางก็ไม่้าจะเป็หม้ายจึงเลือกที่จะฟื้นฟูกิจการ ใช้คนให้ถูกกับงาน
ในเมื่อนิสัยของสามียังแก้ไม่หาย ถึงแม้ปัจจุบันจะเริ่มตื่นรู้ขึ้นมาบ้างแล้วแต่ภูมิคุ้มกันก็ยังไม่มากพอ ดังนั้นนางจึงต้องแสดงให้เขาเห็นว่าการเป็คนดีมันสามารถเป็ได้หลายวิธีไม่จำเป็ต้องทำตามวิธีที่เขาทำ ร้านแห่งนี้ก็จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
บัดนี้พอมีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาในร้านและพูดจาเถรตรงไม่ไว้หน้าสามีตน นางจึงชอบใจยิ่งนัก
“ถ้าเป็เถ้าแก่เนี้ยย่อมทำได้แน่นอน เช่นนั้นวันนี้ข้าจะคุยธุรกิจกับผู้ใดดี”
เถ้าแก่เนี้ยยังคงยิ้มแย้ม นางไม่รู้ว่าธุรกิจที่อีกฝ่ายว่านั้นหมายถึงสิ่งใด หากเป็เื่การติดค้างชำระก็น่าจะปะเหลาะสามีของนางั้แ่นางยังไม่เดินเข้ามาสิ ด้วยความที่อยากจะรู้ว่าน้ำเต้าของอีกฝ่ายขายสิ่งใด ท่าทีของเถ้าแก่เนี้ยจึงยังคงเป็มิตร
“เชิญเ้าคุยกับข้าได้เลย ที่ตรงนี้ไม่มีลูกค้าผู้อื่น”
ซูเหยาเองก็ไม่ได้เอ่ยยืดเยื้อต่อให้มากความ นางล้วงห่อผ้าออกมาแล้วกางให้กับเถ้าแก่เนี้ยฉีดู
“ข้าวสาร!?”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ เป็ข้าวสารข้าอยากถามว่าที่ร้านของท่านจะรับซื้อข้าวสารของข้าหรือไม่”
แม้ข้าวสารที่อีกฝ่ายนำมาให้ดูจะมีเพียงหนึ่งกำมือในห่อผ้า แต่แค่เหลือบมองก็รู้แล้วว่าเป็ข้าวสารคุณภาพดี เม็ดเรียวสวยไม่มีแม้แต่รอยหัก อีกทั้งยังดูขาวสะอาดไร้ซึ่งเศษฝุ่นรวมถึงเศษเปลือกข้าวและฟาง
นี่เป็ของดีมาก! แม้กระทั่งเถ้าแก่ฉีที่แอบเหลือบมองก็ตาลุกวาว เขาที่ขายข้าวมาหลายสิบปีก็ไม่เคยเห็นข้าวคุณภาพดีเช่นนี้มาก่อน หากมีข้าวดีขนาดนี้ร้านต้องกลับมารุ่งโรจน์ได้อีกเป็แน่!
เถ้าแก่เนี้ยฉีเองก็คิดเช่นกัน ดังนั้นนางกระตือรือร้นพาซูเหยาเข้าไปห้องรับรองเพื่อเจรจาเื่นี้
“แม้ข้าจะไม่ใช่คนมีเมตตาและใจดีเช่นสามี แต่ข้าก็เที่ยงตรงและไม่เอาเปรียบเ้า บอกตามตรงว่าข้าวสารที่เ้านำมานั้นแม้แต่ในเมืองหลวงก็หาได้ยาก เม็ดใหญ่และเรียวสวยคล้ายกับนั่งแกะออกจากเปลือกข้าวทีละเม็ด ราคาของมันคงไม่ถูกแน่นอน ปกติข้าวชั้นดีของที่ร้านข้านั้นขายจินละ 5 ตำลึงเงิน ข้ารับมาจินละ 4 ตำลึงเงิน ข้าวของเ้าข้าไม่เคยขายมันมาก่อน เ้ามีราคาในใจหรือไม่”
ซูเหยาอยากจะส่ายหน้า แต่ก็รู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี อย่างน้อยก็ควรทำตัวให้ดูลึกลับเข้าไว้และแสร้งทำเป็รู้เื่รู้ราว
“9 ตำลึงเงิน” เผื่อว่าอีกฝ่ายจะนำไปขายหนึ่งตำลึงทองต่อจิน
เถ้าแก่เนี้ยเบิกตากว้าง นี่มันแพงจริงๆ แต่ก็คุ้มค่า ข้าวดีเช่นนี้หากนำไปขายในเมืองหลวง ดีไม่ดีอาจได้เส้นสายขุนนางและอาจถูกซื้อส่งเข้าไปในวัง เพราะสิ่งนี้ดีเสียยิ่งกว่าข้าวบรรณาการ
ไม่ใช่ว่านางใฝ่สูงเกินไป ข้าวของซูเหยามันดีมากจริงๆ ร้านอื่นไม่มีทางเทียบได้ ข้าวแบบนี้ไม่จำเป็ต้องขายให้คนทั่วไป อีกอย่างของดีคงมีไม่มาก
“น้องสาวเ้ามีกี่มากน้อย”
ซูเหยาเม้มริมฝีปากแล้วเอ่ย “มีเพียง 200 จินเท่านั้น”
โอ้ว 200 จินจะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย