บทที่16
ควบคุมพลังปราณ
---
ระบบ: ท่านได้รับสกิลควบคุมพลังปราณ เรียบร้อย
---
ข้อความจากระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาหลี่หยางเขาแสดงใบหน้าประหลาดใจ ตาทั้งสองข้างของเขาในตอนนี้ไม่ได้จ้องมองอยู่ที่ข้อความจากระบบที่ปรากฏขึ้นแต่กำลังจ้องมองไปที่กระบี่ของเขาที่กำลังโดนห่อหุ้มไปด้วยพลังปราณ
แน่นอนว่าคนที่ตื่นตระหนกใไม่ใช่เพียงแค่หลี่หยางแต่ว่าอี้ชิงที่กำลังอยู่ด้านหน้าก่อนหน้านี้เขายังคงดีใจกับสิ่งที่เขาสามารถกระทำได้อยู่เลยแต่เมื่อมองเห็นว่าไงน้อยของตนเองสามารถกระทำได้เช่นเดียวกันคนผู้นั้นถึงกับอ้าปากค้าง
ก่อนหน้านี้มันทำการฝึกฝนมาตั้งมากมายฝึกฝนอยู่ตั้งหลายปีกว่าที่จะทำการใช้พลังปราณใส่ไปในกระบี่เช่นนี้ได้
ในตอนนี้นายน้อยของมันกลับทำได้ทำได้ด้วยระยะเวลาเพียงแค่ไม่เท่าไหร่
เพราะแบบนั้นจะไม่ให้มันอ้าปากค้างแล้วแสดงใบน่าตกตะลึงได้อย่างไร
“ นายน้อย!!! ”
“ ท่านสามารถใช้ปราณใส่กระบี่ได้แล้ว!!! ” มันอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกแล้วก็วิ่งเข้ามาประชิดร่างของนายน้อยอย่างรวดเร็ว
ดวงตาของคนผู้นั้นจ้องมองกระบี่ที่ถูกใส่ลมปราณเข้าไปในมือของผู้เป็นายชัดๆ
เมื่อได้เข้ามาจ้องมองใกล้ๆมันยิ่งมั่นใจว่าเป็อย่างที่มันคิดจริงๆมันมองไม่ผิด
“ ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับนายน้อย!! ตัวของท่านทำได้แล้ว ” ในตอนแรกคือความรู้สึกตกตะลึงและประหลาดใจแต่ความรู้สึกที่ตามมาหลังจากนั้นมันคือความปิติยินดี
หรือว่านี่คือความพยายามของนายน้อยของมันที่เสียสละมาหลายวันสุดท้ายแล้วนายน้อยของมันสามารถใช้ปราณใส่กระบี่ได้แล้ว
หลี่หยางที่กำลังยืนอยู่ดวงตาของเขาที่กำลังมองอยู่ที่กระบี่ของตนเองมาสักพักได้ทำการค่อยๆเหลือบไปมองข้อความจากระบบที่มันปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา
--
ชื่อสกิล ควมคุมพลังปราณ(ติดตัว)ระดับของสกิล E(พื้นฐาน)
ข้อมูลของสกิลควบคุมพลังปราณเมื่อได้รับจะสามารถควบคุมพลังปราณเรียกเร้นออกมาด้านนอกร่างกายได้เมื่อเรียกพลังปราณออกมาใช้จะจ่ายค่า MP ต้องคำนวนประมาณที่ใช้ว่ามากหรือน้อยยิ่งเลเวลสกิลมากขึ้นทำให้ยิ่งควบคุมพลังปราณได้ดีขึ้น
--
---
สกิลของตัวละคร
ควบคุมพลังปราณLV1[0%]
---
‘ สกิล.. ’ นั่นมันคือสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขาในตอนนี้แน่นอนว่าคำว่าสกิลภายในเกมออนไลน์ทำไมเขาจะไม่รู้จักมันคือท่า
หลี่หยางยื่นมือของตนเองออกไปัักับข้อความที่มันอยู่ด้านหน้าของตนเอง
เมื่อเขาทำการใช้มือของตนเองััข้อความนั้นมันก็ได้เปลี่ยนไป
MP[150/150]
MP[150/148]
MP[150/146]
MP[150/144]
ข้อความชุดใหม่ปรากฏขึ้นดวงตาของเขาจ้องมองมัน
‘ สกิลประเภทติดตัวก็แสดงว่าเราไม่สามารถใช้อะไรมันได้สินะ ’ นั่นคือสิ่งที่เขาได้รู้หลังจากมองครั้งแรกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าสกิลประเภทติดตัวมันคือสกิลที่เขาไม่สามารถใช้ออกมาได้
เรียกง่ายๆว่าสกิลประเภทนี้มันคือสกิลประเภทเอฟเฟคที่จะติดตัวของเขาอยู่
ดวงตาของเขาเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาแล้วลองสังเกตไปที่ค่าพลังปราณหรือว่าMP ของตนเอง
มันกำลังลดลงเรื่อยๆตามวินาทีที่เขานั้นใช้พลังปราณใส่กระบี่ไป
หลังจากที่จ้องมองทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงกับสิ่งแปลกใหม่ที่ปรากฏขึ้นมันก็ได้แปรเปลี่ยนไปก็ยิ้มได้ปรากฏขึ้นเขาคิดในใจของตนเอง ‘ แบบนี้ก็ยอดเยี่ยมเลยตอนแรกคิดว่าจะมีแค่ร่างกายที่เพิ่มขึ้นได้เท่านั้นไม่คิดว่าจะมีสกิลด้วย’
ความแปลกใหม่ที่เขาได้ค้นพบมันทำให้เืภายในกายของเขาสูบฉีดอีกครั้งมันทำให้เขารู้ว่าเขาสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก
แล้วนั่นคือสิ่งที่เขา้าในชีวิตนี้ตัวของเขาจะไม่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมเด็ดขาด
หลี่หยางหลังจากที่ได้รู้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นเขาลองหันไปมองทางด้านซ้ายและขวาจนกระทั่งเขาไปเจอเป้าทดสอบนึงมันเป็ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆต้นที่เขานั่งอยู่เป็ประจำ
ต้นไม้ต้นนี้มันเป็ต้นไม้ที่มีลำต้นเล็กกว่าต้นที่เขานั่งอยู่เป็ประจำประมาณ1 เท่าตัว เขาทำการเดินเข้าไปใกล้ๆมันแม้ว่ามันจะเล็กกว่าต้นที่เขาเคยนั่งอยู่แต่ว่าขนาดของมันก็ใหญ่ไม่ใช่เล่น
หลี่หยางตัวของเขาไม่รีรอทำการย่อกายของตนเองต่ำลงตั้งท่าทางให้มั่นคงในตอนนี้เท้าทั้งสองข้างของเขากลางออกตามองศาที่มันควรจะเป็
กระบี่ที่อยู่ภายในมือมันถูกง้างไปด้านหลังร่างกายของเขาในตอนนี้มันอยู่ในท่าทางที่สมบูรณ์แบบและสามารถทำให้เขานั้นออกกระบี่ได้รุนแรงที่สุด
แววตาทั้งสองข้างปรากฏความจริงจังขึ้นดวงตาที่สงบนิ่งและสุขุมคู่นั้นใน่จังหวะที่เขาตัดสินใจจะโจมตีมันปรากฏแสงวาบ 1 ขึ้นมาร่างของเขาทำการบิดร่างกายของตนเองอย่างเต็มแรงพร้อมกับออกแรงตวัดกระบี่ภายในมือที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังปราณออกไปด้านหน้า
ฟิ้ว!!!ตรึง!!!การโจมตีมันจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเสียงของกระบี่ที่พุ่งผ่านสายลมมันดูมีพลังมากกว่าแล้วในตอนที่ไปกระทบกับลำต้นไม้ที่อยู่ด้านหน้า
เสียงที่กระทบการมันแตกต่างมันไม่ได้ฟังดูเหมือนกับเสียงของกระบี่อันแหลมคมที่ฟันเข้าที่ต้นไม้แต่มันเป็เหมือนกับเสียงอัดกระแทกกันรุนแรง
คลื่นปะทะถูกปลดปล่อยออกมาเป็สายลมบริเวณรอบๆ
หลี่หยางที่ทำการเหวี่ยงกระบี่ออกไปอย่างเต็มแรงเขาได้ทําการดึงกระบี่ของตนเองกลับมาแล้วก็จ้องมองไปที่ผลลัพธ์ที่อยู่ด้านหน้า
สิ่งที่ตัวของเขามองเห็นมันคือต้นไม้ต้นนั้นลำต้นของมันโดนกระบี่ของเขาฟันเข้าไปเกือบจะครึ่งลำต้นนี่มันเป็ผลของการที่กระบี่ถูกเสริมด้วยพลังปราณ
มันไม่ได้เพียงแค่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นแต่มันยังรวดเร็วและมีพละกำลังมากขึ้นอีกด้วยถ้าเป็แรงทั่วไปของเขาถ้าออกแรงฟันได้มากที่สุดก็คงจะไม่พ้นออกแรงฟันเข้าเนื้อไม้ได้ประมาณ2 ใน 10 ส่วนอย่างแน่นอน
“ ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับนายน้อย!!! ” ข้ารับใช้ที่อยู่ข้างกายพูดขึ้นด้วยดวงตาเปล่งประกายด้วยความชื่นชม
หลี่หยางเขายกกระบี่ของตนเองขึ้นมามองดวงตาของเขาแน่นอนว่ามันพึงพอใจแต่ในอีกใจนึงก็กังวลอยู่ไม่น้อย
‘ เราในระดับนี้ยังแข็งแกร่งขนาดนี้แล้วคนที่มีระดับเลเวลที่สูงกว่านี้พวกมันจะมีระดับพลังขนาดไหน’ หลี่หยางเขาไม่อยากจะคิดถึงผลที่ตามมาเลย
ตัวของเขามีระดับเลเวลเพียงแค่15 เท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเลเวลที่มันสูงสุดมันจะหยุดอยู่ที่เท่าไหร่
แต่ว่าเพียงแค่ระดับของเขาตัวของเขายังสามารถฟันต้นไม้ได้ในครั้งเดียวกินเนื้อไม้ไปกว่าเกือบครึ่งลำต้นแล้วพวกที่มีความแข็งแกร่งระดับมากกว่าเขาคนเ่าั้จะแข็งแกร่งขนาดไหน
หลี่หยางเขาทำการหันใบหน้าของตนเองไปหาอี้ชิง “ นี่อี้ชิงพวกจอมยุทธที่มีฝีมือมากๆนี่สามารถทำได้แบบเราหรือเปล่า”
“ แน่นอนสิขอรับนายน้อยพวกจอมยุทธที่มีความเก่งกาจพวกเขาย่อมมีความสามารถเช่นนี้”
อี้ชิงเมื่อพูดออกมาก็ส่ายใบหน้าไปมาแล้วพึมพำ“ ไม่สิ!! ไม่สิ!!”
“ พวกเราอยู่ในระดับเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นขอรับพวกจอมยุทธที่มีระดับสูงกว่านี้พวกเขามีทั้งหมดวรยุทธ์แล้วก็ทักษะที่ยอดเยี่ยม”
“ ขนาดจอมยุทธที่มีป้ายเพียงแค่ป้ายเงินเขายังสามารถฟันต้นไม้เป็ 10ต้นขาดได้ในครั้งเดียว ”
“ นี่ยังไม่นับรวมกับพวกจอมยุทธที่มีป้ายระดับหยกนะขอรับ ”
“ คนพวกนั้นพวกเขามีความสามารถที่ก้าวล้ำมนุษย์ธรรมดาทั่วไปไปเรียบร้อยแล้วพวกเขามีอายุที่ยืนยาวจากการฝึกฝนวิชาอย่างหนักไม่เพียงเท่านั้นความสามารถของเขาผู้คนกล่าวว่าเพียงแค่ตวัดกระบี่เพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถผ่าูเาทั้งลูกได้” อี้ชิงพูดออกมาด้วยดวงตาเปล่งประกาย ดวงตาของเขาในขณะที่พูดออกมามันเป็ดวงตาที่ทั้งชื่นชมแล้วทั้งกังวล
หลี่หยางที่ยืนฟังเื่เช่นนั้นตัวของเขาคิดไม่ผิดจริงๆมันเป็อย่างที่เขาคิดคนที่มีระดับสูงกว่านี้ความสามารถมันต้องก้าวล้ำกว่านี้มากอย่างแน่นอน
‘ โลกใบนี้ไม่ใช่โลกที่เรารู้จักขีดความสามารถของมนุษย์ไม่ได้มีอยู่แค่ระดับที่เราเคยรู้จักกันอีกแล้ว’
หลี่หยางเขาทำการหันใบหน้าไปหาอี้ชิงก่อนจะถามออกมาด้วยความสงสัย “ ระดับป้ายของจอมยุทธ์หมายความว่าอย่างไร?”
“ สิ่งที่เ้าพูดออกมาเมื่อครู่ข้าได้ยินเ้าแบ่งแยกเหล่าจอมยุทธว่าป้าย”
หลี่หยางตั้งใจฟังเื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็อย่างมากเพราะแบบนั้นเขาเลยจดจำรายละเอียดทุกอย่างได้เป็อย่างดี
อี้ชิงเขาเงยใบหน้าของตนเองขึ้นก่อนที่จะเริ่มอธิบาย “ สิ่งที่เรียกว่าป้ายมันคือตัวแบ่งแยกระดับชั้นของจอมยุทธขอรับมันเป็ตัวบ่งบอกทั้งฐานะทั้งความแข็งแกร่ง ”
“ โดยที่จอมยุทธ์ผู้ใดจะมีชื่อเสียงหรือว่าจะเป็ที่รู้จักส่วนใหญ่ก็จะถูกแบ่งแยกออกมาจากป้าย”
“ โดยตัวของข้าต้องเล่าไปก่อนว่า 10 ดินแดนแม้ว่าจะมีการขัดแย้งกันบ้างหรือว่าจะมีการเปิดากันบ้างแต่ว่ามันมีสถานที่หนึ่งที่ยังคงเป็กลางแล้วก็เป็ตัวเชื่อมโยงดินแดนทั้ง10 เข้าหากัน ”
“ สถานที่ที่เป็กลางแล้วก็เชื่อมโยงดินแดนทั้งสิบอย่างนั้นรึ? ” หลี่หยางหรี่ดวงตาลงจ้องมองไปที่อี้ชิง
“ ใช่แล้วขอรับสถานที่ที่เป็กลางโดยสถานที่นั้นมันถูกอนุมัติจากราชวงศ์ทั้ง 10 แล้วว่าจะไม่ถูกนำมายุ่งเกี่ยวกับการขัดแย้งของราชวงศ์ทั้ง10 ว่าเป็เช่นไรไม่ว่าจะเกิดอย่างไรขึ้นสถานที่แห่งนั้นก็ยังคงเป็สถานที่เป็กลางของทั้ง 10ดินแดน โดยที่เป็ตัวเชื่อมโยงทั้ง 10 ดินแดนเข้าหากัน”
“ มันคือที่ใด? ”
“ พวกเราเรียกว่าสมาพันธ์จอมยุทธขอรับ!!! ”
หลี่หยางแสดงใบหน้าจริงจัง ‘ มีเื่ที่น่าสนใจผุดมาอีกแล้วดูเหมือนว่าความรู้ที่เรามีอยู่เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวเดียวของโลกใบนี้เองสินะ’
“ สมาพันธ์จอมยุทธมันคือที่ใดกันแล้วมันคืออย่างไร? ”
“ เกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นตัวของข้าคิดว่าคงจะต้องใช้เวลาในการอธิบายเื่นี้ให้นายน้อยฟังสักหน่อยเดินไปนั่งกันเถอะขอรับคงจะต้องอธิบายโดยที่ใช้เวลานาน” อี้ชิงเขาได้ทำการปรายมือของตนเองนำทางนายน้อยไปเพื่อที่จะให้กลับไปนั่งสนทนาที่ใต้ต้นไม้ต้นเดิม
หลี่หยางเก็บกระบี่ของตนเองแล้วก็เดินกลับไปที่เดิมอย่างสุขุม
จบบท