จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 125 รีบออกจากวงล้อม

            เมื่อเห็นว่าเป็นศึกที่ใหญ่โตเช่นนี้ในใจของเย่เฉินก็รู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าการล้อมสังหารก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง ไม่มีครั้งไหนอันตรายเท่าครั้งนี้ ครั้งนี้พวกของข่งเฉาที่อยู่ระดับขั้นพลังหยางทั้งสามคนเข้ามาในเวลาเดียวกัน

            สิ่งที่ต้องรู้ไว้คือเขาไม่ได้กลัวพวกศิษย์ขั้นพลังธาตุที่มีอยู่จำนวนมากมายนั้นแต่สิ่งที่เขากลัวจริงๆคือข่งเฉาและพวกของเขาทั้งสามคนที่อยู่ในระดับขั้นพลังหยางทั้งสิ้น

            ขั้นพลังธาตุไม่สามารถจะเปรียบเทียบกับขั้นพลังหยางที่สูงส่งได้พลังปราณในจุดตันเถียนของเขาได้รับการหล่อหลอมหลายต่อหลายครั้งจนกลายเป็นพลังวิญญาณและก็ด้วยเหตุผลของพลังวิญญาณ พวกเขาจึงมีคุณสมบัติในการครอบครองอาวุธวิญญาณและหากพวกเขาใช้อาวุธวิญญาณโจมตีเมื่อใดก็จะอยู่ในขั้นที่ควบคุมสถานการณ์การต่อสู้ไว้ได้อย่างแน่นอน

            เช้ง!

            เย่เฉินพลิกมือของเขาหยิบกระบี่เมฆแดงออกมาจากนั้นก็ถ่ายเทพลังปราณเข้าไปด้านในจากนั้นก็ฟาดฟันมันออกไปตัดตาข่ายสวรรค์ที่กำลังตกลงมาจนขาดออกเป็นช่องขนาดใหญ่

            โฮก!

            เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นเขาก็แสดงท่าทีลิงกระโจนของวิชาอสูรเดือดดาลขึ้นมาและกระโดดออกจากการปกคลุมของตาข่ายสวรรค์

            “จะไปไหน”เจียงหยางพุ่งออกมาเป็นคนแรกตราประทับที่ห้อยหัวอยู่ได้ถูกโยนออกไปลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ มันผลิออกเป็นแสงแพรวพราวพลังอันแข็งแกร่งก็ปรากฏขึ้น

            แม้ว่าเจียงหยางยังไม่ทันจะเรียกใช้งานการฟื้นฟูของตราประทับได้อย่างสมบูรณ์แต่เย่เฉินก็ถูกปรามไว้ได้ตั้งแต่ต้น

            เวิง!

            จั่วชิวหมิงเริ่มขยับตัวกระจกวิญญาณที่แขวนห้อยเอาไว้ได้ส่องสว่างขึ้นอานุภาพดูแข็งแกร่งกว่าตราประทับของเจียงหยาง ก่อนที่เย่เฉินจะทรงตัวได้เขาก็ถูกกระจกวิญญาณกดจนโซเซและตามด้วยเตาทองแดงซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณของข่งเฉาที่ส่องแสงสดใสระยิบระยับก็ได้เข้าจู่โจมเย่เฉินจนกระอักเลือดออกมา

            “ตายซะเถอะ!” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังถูกอาวุธวิญญาณทั้งสามชิ้นควบคุมไว้หยางเว่ยจึงเริ่มขยับตัว โบกมือและปล่อยพลังฝ่ามือออกไป

            พัฟ!

            เย่เฉินได้รับแรงปะทะจนกระอักเลือดออกมาทันที

            ว้าก...!

            เย่เฉินตะโกนด้วยความโกรธเลือดลมในกายก็ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ลุกโชนขึ้นราวกับเปลวไฟ

            “จงตื่นขึ้นมา”เย่เฉินตะโกนขึ้นอีกครั้ง เมื่อถูกกดยับยั้งเอาไว้ด้วยอาวุธวิญญาณทั้งสามชิ้น พลังในร่างกายของเขาก็เหมือนยิ่งถูกกระตุ้นพลังปราณในทะเลลมปราณได้พวยพุ่งออกมาทำให้เขาหลุดพ้นออกมาจากการยับยั้งนั้นในทันที

            “เจ้าเด็กนี่...”ข่งเฉารู้สึกตกใจเป็นอย่างมากเพราะนึกไม่ถึงว่าเย่เฉินจะสามารถพาตัวเองหลุดพ้นจากการยับยั้งของอาวุธวิญญาณทั้งสามชนิดออกมาได้

            “ยังอยู่แค่ระดับขั้นรวมพลังเขาเป็นปีศาจหรืออย่างไรกัน?”

            “ปล่อยไว้ไม่ได้”ทั้งสามคนดูเหมือนจะเห็นพรสวรรค์ที่น่ากลัวของเย่เฉินยังอยู่แค่ระดับขั้นรวมพลังยังเก่งกาจจนน่าตกใจได้ถึงเพียงนี้หากเติบโตขึ้นไปจะยิ่งน่ากลัวขนาดไหนพวกเขาไม่ต้องการเก็บเย่เฉินเอาไว้ให้เป็นศัตรูของตนเองได้ในอนาคต

            “จับเป็นหรือจับตายก็เอามันมาให้ได้”ข่งเฉาออกคำสั่งขึ้นมา และพุ่งเข้ามาเป็นคนแรก รอยมือขนาดใหญ่ก็กดลงมาจากเบื้องบน

            มังกรผยอง

            เย่เฉินใช้วิชาลับอันทรงพลังด้วยการโจมตีที่แข็งแกร่งนี้ทำให้ข่งเฉาถึงกับหดหู่

            ตูม!

            การเผชิญหน้ากันของฝ่ามือทั้งสองต่างเสมอกันทั้งสองฝ่าย จนเป็นที่ประหลาดใจของคนทั้งบริเวณอีกครั้ง

            เช้ง!

            ขณะที่ถอยกลับไปจั่วชิวหมิงก็แทงกระบี่ออกไป ปรากฏเป็นสายรุ้งยาว ซึ่งมีพลังที่ไม่มีใครเทียบได้

            เย่เฉินตอบสนองอย่างรวดเร็วก้าวออกไปตามฝีก้าวของวิชาความเร็วลมกรดเพื่อหลบหลีกกระบี่อันน่าสะพรึงของจั่วชิวหมิงส่วนด้านหลังได้ถูกข่งเฉาฟาดดาบลงมาจนผ่าช่องทางออกเป็นร่องลึก

            หลังจากที่ทั้งสามคนลงมือการโจมตีจากรอบด้านก็ตามมา ฝ่ามือ หมัด พลังกระบี่ รัศมีดาบ ต่างมุ่งเข้ามายังตัวเขาอย่างต่อเนื่องจนเย่เฉินแทบจะถูกกลบไปในทันที

            กลกระบี่เทียนกัง

            เย่เฉินส่งเสียงออกมาอย่างเยือกเย็นจากนั้นก็เหวี่ยงกระบี่เมฆแดงออกมาแล้วรวบรวมเข้าเป็นกลกระบี่เทียนกัง

            แต่ถึงอย่างไรแม้ว่าพลังการป้องกันของกลกระบี่เทียนกังจะมีความแข็งแกร่งแต่เย่เฉินก็ยังไม่ได้ทำการฝึกฝนให้ถึงจุดสูงสุดในขีดจำกัดของมันผนวกกับมีการโจมตีจากผู้คนมากมายหลายทิศทางและแต่ละคนก็ต่างอยู่ในระดับขั้นที่ไม่ธรรมดาดังนั้นกลป้องกันของกลกระบี่เทียนกังที่เขาเพิ่งจะสร้างขึ้นก็ถูกทำลายลงทันที

            พัฟ!

            พัฟ!

            ทันใดนั้นเงาของกระบี่ก็ลอยออกมา จนทิ้งรอยเลือดไว้บนร่างกายของเขา ร่างเงาของหมัดและรอยพิมพ์ฝ่ามือก็มุ่งเข้าทำลายเส้นลมปราณและกระดูกของเขา

            “เจ้าพวกบ้าเอ๊ย”เย่เฉินโกรธจัด มือซ้ายถือแส้เหล็ก มือขวาถือกระบี่เมฆแดง เขาไม่สนใจบาดแผลใดๆบนร่างกาย และมุ่งหน้าไปในทิศทางของหยางเว่ย เป็นเพราะในบรรดาคนที่อยู่รอบด้านทิศทางของหยางเว่ยเป็นจุดที่อ่อนแอที่สุด

            เย่เฉินพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็วจากนั้นหยางเว่ยก็ง้างคันธนูอีกครั้ง และยิงลูกธนูติดตามเสวียนเชวี่ยออกไป

            พัฟ!

            เย่เฉินไม่หลบหลีกเลยแม้แต่น้อยและปล่อยให้ลูกธนูติดตามเสวียนเชวี่ยทะลุผ่านร่างของตนเองจากนั้นก็ฟาดแส้ไปยังหยางเว่ยที่อยู่ด้านหน้า

            โอ๊ย...!

            ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นแส้เหล็กไม่ทำให้เย่เฉินต้องผิดหวัง เมื่อหยางเว่ยผู้ก้าวเข้าสู่ขั้นพลังหยางแล้วถูกแส้ฟาดเข้าใส่เลือดออกทางทวารทั้งเจ็ดจนสมองมึนงงไปหมด

            ในขณะที่ดวงตาของหยางเว่ยกำลังมืดลงเย่เฉินเตะไปบนร่างกายเขา จนเขาต้องกลิ้งกระเด็นออกไป

            เวิง!

            ทันใดนั้นแสงที่น่าตกใจก็พุ่งเข้ามา ดูเหมือนอาวุธโจมตีที่ใช้จะเป็นของจั่วชิวหมิง

            เย่เฉินถูกแรงกระแทกอีกครั้งแสงที่น่ากลัวนั้นแทงทะลุหน้าอกของเย่เฉิน รอยบาดแผลก็ปรากฏขึ้นการต่อสู้ด้านหลังกำลังใกล้เข้ามา เย่เฉินยังไม่ทันจะทรงตัวได้ก็ถูกทุบตีจนกระเด็นออกไป

            “จับตัวเขาไว้”เจียงหยางพุ่งเข้าไปด้านหน้า ตราวิเศษก็ส่งเสียงดังขึ้นกระบี่สังหารในมือก็สั่นไหว ซึ่งเป็นท่าทางที่เย่เฉินกำลังจะล้มลงจากการถูกโจมตี

            เย่เฉินลุกขึ้นยืนและมองย้อนกลับไป วิชาลับคลื่นเสียงของมังกรฟ้าพิโรธได้ดังกึกก้องขึ้นทันที

            โฮก!

            คลื่นเสียงอันส่งพลังได้เกิดเป็นเสียงคำรามของมังกรดังขึ้นในทันทีและเจียงหยางซึ่งเป็นผู้ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีครั้งนี้เป็นคนแรกแม้ว่าจะมีความทนทานแข็งแกร่ง และอยู่ในระดับขั้นพลังหยางแต่ภายใต้การเตรียมการที่ยังไม่พร้อมเมื่อถูกเสียงคำรามนั้นโจมตีเข้ามาจึงทำให้เขาถึงกับมึนงง

            “ยังคิดจะหนีอีกหรือ?” ข่งเฉาฟาดฝ่ามือลงมาจากฟ้า

            มังกรผยอง!

            มังกรผยอง!

            เย่เฉินแทบจะบ้าคลั่งถึงขนาดปล่อยพลังโจมตีของมังกรผยองออกมาถึงสองครั้ง มังกรสีทองก็ทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าจนทำให้ข่งเฉาถึงกับครวญครางถอยหลังไป

            และในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้จั่วชิวหมิงก็มุ่งเข้ามาและฟันกระบี่ออกไปยังหน้าอกของเย่เฉินจนเกิดเป็นรอยแผลลึกมีเลือดไหลออกมาหากร่างกายของเย่เฉินไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ เมื่อโดนกระบี่ฟันลงไปก็คงต้องขาดออกเป็นสองซีกไปแล้ว

            ไปให้พ้น!

            เย่เฉินตะโกนออกไปจากนั้นจึงเรียกใช้วิชาดัชนีเอกสุริยัน ซึ่งมีพลังที่ยากจะเทียบได้เจาะตรงเข้าไปยังไหล่ของจั่วชิวหมิงทันที

            ขณะที่เดินโซเซถอยไปด้านหลังก็มีคนลงมือแทงกระบี่เข้ามาในทิศทแยงมุม เย่เฉินจึงลงมือทันทีจับกระบี่ยาวเอาไว้ในมือ จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือตบศิษย์คนนั้นกระเด็นลอยออกไปจากนั้นจึงกลับหลังหันวิ่งออกไป

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”เบื้องหน้า มีศิษย์สำนักในระดับขั้นพลังธาตุมุ่งเข้ามาหาเขา

            “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใคร?” เย่เฉินตะคอกออกไปอย่างเย็นชาจากนั้นก็ฟาดแส้ลงไปบนตัวศิษย์คนนั้นจนล้มลงไปกับพื้นพลิกมือฟาดกระบี่ออกไปจนศิษย์ที่เตรียมจะลอบโจมตีเขาถึงกับกระอักเลือดจนถอยหลังไปขณะเดียวกันนั้นแผ่นหลังของเย่เฉินก็ถูกใครบางคนฟันด้วยกระบี่

            เย่เฉินไม่สนใจต่ออาการบาดเจ็บและไม่กล้าที่จะหยุดอยู่ตรงนี้ต่อไป เขาจึงใช้ฝ่ามืออสุนีบาตเปิดทางจากนั้นก็ตามด้วยวิชามังกรฟ้าพิโรธอย่างต่อเนื่องและตอนนี้ร่างกายของเขาก็ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอีกครั้งและด้วยพลังฝ่ามือของเขาจึงทำให้ศิษย์คนหนึ่งของสำนักในถึงกับกระอักเลือดถอยห่างออกไป

            จนกระทั่งเวลานี้เขาจึงสามารถหลุดพ้นจากการถูกล้อมได้

            “จับเขาไว้”ข่งเฉา จั่วชิวหมิงและเจียงหยางพูดอย่างเย็นชา แต่กลับสายไปเสียแล้วเพราะเย่เฉินได้ใช้วิชาความเร็วลมกรดออกไปไกลเกินกว่าสิบจ้าง

            ตาม!

            ด้านหลังมีคนจำนวนมากกำลังตามไล่ล่าสังหารเขา

            เบื้องหน้าเย่เฉินไม่กล้าที่จะอยู่ต่อไปอีก จึงใช้วิชาย่างก้าวของความเร็วลมกรดและใช้มันในระดับความเร็วสูงสุด เบื้องหลังของเขาคือภาพติดตาของการนองเลือดเขาไม่อยากจะต้องติดอยู่ในวงล้อมอีกไม่อย่างนั้นเขาคิดว่าคงจะไม่มีโอกาสที่จะหนีออกมาได้อีก

            ตูม!

            ตูมตาม!

            ป่าร้างในยามราตรีไม่สงบเป็นอย่างยิ่ง ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยเสียงตูมตามของระเบิด

            การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินมาตั้งแต่เที่ยงจนกระทั่งรุ่งสางตั้งแต่รุ่งสางจรดค่ำคืน เย่เฉินที่กำลังลากร่างอันบาดเจ็บเกือบจะติดกับดักอยู่หลายครั้ง แต่ทั้งหมดนั้นกลับถูกเขาโจมตีกลับอย่างน่าสังเวชใจ

            “ทำไมพวกเขาถึงสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวได้แม่นยำเช่นนี้?” เย่เฉินครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในขณะเดียวกันก็กระอักเลือดออกมาและดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะรู้สาเหตุที่แท้จริงแล้ว

            ด้านหนึ่งเย่เฉินก็เร่งความเร็วของตัวเองขึ้นอีกด้านหนึ่งก็ทำการสำรวจร่างกายของตนเองไปพร้อมกัน

            และแน่นอนว่าขณะที่เขากำลังมองบนหลังขาของตนเองเขาก็ได้พบกับแผ่นยันต์ศักดิ์สิทธิ์แผ่นหนึ่งที่ยังคงส่องแสงบางเบาติดอยู่บนขาของเขา

            “ยันต์สะกดรอย”เย่เฉินหรี่ตาลงมอง “มิน่าล่ะ เมื่อคืนนี้พวกเขาจึงสามารถค้นหาตำแหน่งของข้าได้และไม่น่าแปลกใจเลยที่คนระดับขั้นพลังหยางทั้งสามคนจะปรากฏตัวขึ้นในเวลาเดียวกันทุกอย่างนี้เป็นเพราะยันต์สะกดรอยแผ่นนี้นี่เอง”

            “วางแผนได้ดี”เย่เฉินยิ้มอย่างเย็นชา จากนั้นก็ฉีกยันต์สะกดรอยทิ้งไป

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน