มังกรพลิกสวรรค์

    ตอนที่ 46 ข้า...จะช่วยเจ้าเสี่ยวหู่น้อย

            ตอนที่ 46 ข้า...จะช่วยเจ้าเสี่ยวหู่น้อย

            

            

            

            เส้นแสงห้าแฉกหนึ่งเสี้ยวของหลินเฟยก็พลันส่องประกายระยิบระยับขึ้นมาคลื่นลมเริ่มปั่นป่วนขึ้นอย่างไร้สาเหตุ พลังลมปราณหมุนวนอยู่รอบกายของหลินเฟยราวกับพายุลูกน้อยหมุนวนเป็นเกลียวพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าทะลุหมู่เมฆขึ้นไปจนเกิดเป็นวงกลม

            

            เริ่มจากจุดที่หลินเฟยอยู่ท้องฟ้าด้านบนค่อยๆผันเปลี่ยนกลายเป็นสีดำเมื่อมันครอบคลุมไปเกือบร้อยจ้างก็พลันมองเห็นหมู่ดาวส่องประกายระยิบระยับ พร้อมกับแรงกดดันที่ราวกับเป็นเจตจำนงของสวรรค์และปฐพีกระจายออกมา!

            

            พลังของหลินเฟยพุ่งทะยานขึ้นไปสู่ฟากฟ้าเชื่อมต่อกับมวลหมู่ดาวนั้นตอนนี้เพียงแค่หนึ่งความคิดเขาก็สามารถทำให้พวกมันหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นดวงดาวขนาดใหญ่ที่สามารถระเบิดพลังออกมาได้มหาศาล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิชาเวทศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถเขย่าคลอนฟ้าดินได้อย่างแท้จริง!

            และนี่คือวิชาขั้นต่ำของเนตรดาราสยบฟ้าเท่านั้น!

            

            พลังมหาศาลของหมู่ดาวส่งผ่านบดขยี้ลงมาอย่างตื่อเนื่องจนร่างของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตราวกับกำลังโม่บดขยี้ลงไปเพียงเพราะจ้องมองไปที่มวลหมู่ดาวนั้น

            แต่ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นไปมากกว่านั้นก่อนที่ร่างที่สั่นเทาของมันซึ่งกำลังกระอักโลหิตออกมาอย่างต่อเนื่องจะแหลกสลาย พุ่มไม้หนาด้านหลังของหลินเฟยก็เกิดสั่นไหวก่อนจะมีเงาเล็กเงาหนึ่งปรากฏออกมา

            

            “หืม?”

            

            หลินเฟยหรี่ตาลงพร้อมกับหันหลังกลับไปมองภาพที่เขาเห็นคือพยัคฆ์น้อยที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยความมึนงงเดินโซเซเข้ามาหาหลินเฟย แม้จะมีพลังกดดันที่ราวกับกำลังบดขยี้กระจายออกไปรอบๆตัวของหลินเฟยอยู่ตลอดเวลาในตอนนี้

            

            แต่พยัคฆ์น้อยก็ยังคงเดินตรงเข้ามาแม้จะสั่นสะท้านไปทั้งตัวหากหลินเฟยไม่รีบลบแรงกดดันออกไปในตอนแรกพยัคฆ์น้อยตัวนี้ก็คงต้องถูกแรงกดดันจากพลังอำนาจของหมู่ดาวจนตายไปแล้วอย่างแน่นอน

            

            “นี่คือ?”

            

            หลินเฟยหันกลับไปมองยังพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตที่ตอนนี้สั่นสะท้านดวงตาที่เคยดุร้ายของมันเต็มไปด้วยความวิตกกังวลความรักความห่วงใยที่ส่งผ่านสายตาของมันออกมาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

            

            แต่พลังกดดันจากดวงดาวที่กำลังส่องประกายอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดกลับทำให้มันไม่สามารถขยับตัวได้แม้แต่น้อย เวลาที่ผ่านไปแต่ละลมหายใจมีเพียงความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเมื่อเห็นว่าพยัคฆ์ตัวน้อยกำลังเข้าไปใกล้กับหลินเฟยมากขึ้นเรื่อยๆ

            

            หลินเฟยก้มลงมองพยัคฆ์ตัวน้อยที่กำลังขบกัดกางเกงของเขาอยู่ท่าทางของมันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นมันตัวเล็กมากความสูงของมันยังไม่ถึงหัวเข่าเขาเลยด้วยซ้ำและเมื่อหลินเฟยตรวจสอบดูดีๆก็พบสิ่งที่น่าตกใจมากขึ้น เขาเก็บความประหลาดใจกลับไปก่อนจะหันกลับไปที่พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตอีกครั้ง

            

            “นี่คือลูกของเจ้า”

            

            พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตพยักหน้าลงอย่างยากลำบากมันคำรามออกมาเบาๆคล้ายกับต้องการบอกลูกของมันว่าให้หยุดการกระทำ ด้วยพลังของหลินเฟยที่สามารถสะกดข่มมันลงได้ในตอนนี้หากเขาต้องการที่จะสังหารพยัคฆ์น้อยเกรงว่าไม่จำเป็นต้องใช้แม้แต่มือสัมผัส

            

            “เอาเถอะ ข้ารู้แล้วว่าเจ้าต้องการดอกแสงจันทร์ของข้าไปทำไม ข้าจะช่วยเอง”

            

            หลินเฟยสลายพลังออกไปทำให้ท้องฟ้าบริเวณนั้นที่มืดมิดกลับมาส่องสว่างเหมือนเดิม เขาอุ้มพยัคฆ์น้อยที่กำลังส่งเสียงขู่แหลมเล็กออกมาอย่างแผ่วเบามองกลับไปยังพยัคฆ์เขี้ยวโลหิต

            

            “พาข้าไปที่ถ้ำของพวกเจ้า”

            

            พยัคฆ์เขี้ยวโลหิตลังเลแต่เมื่อมองไปที่พยัคฆ์น้อยที่อยู่ในวงแขนของหลินเฟยมันก็ถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเริ่มเดินนำไป

            

            มันยังคงระแวดระวังหลินเฟยเหมือนเดิมแต่เมื่อเห็นว่าหลินเฟยไม่มีท่าทีมุ่งร้ายใดๆแถมแววตาที่หลินเฟยมองไปยังพยัคฆ์น้อยยังเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างทำให้มันพอจะคลายใจลงไปได้บ้าง

            แต่หากหลินเฟยกล้าทำร้ายลูกของมัน มันลอบสาบานกับตนเองว่าต่อให้ต้องตายไปก็จะไม่ยอมให้หลินเฟยได้มีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน

            

            หลังจากผ่านไปไม่นานร่างขนาดใหญ่ของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตก็พาเขามาถึงถ้ำของพวกมันตอนนี้หลินเฟยมองเห็นปากถ้ำขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่มากมาย เถาวัลย์ที่ห้อยไปมาทำให้มันดูลึกลับอยู่ไม่น้อย

            หากฟังดีๆจะได้ยินเสียงของลำธารแว่วมาตามสายลมอากาศที่ปลอดโปร่งทำให้จิตใจรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งพลังฟ้าดินบริเวณนี้ดูเหมือนจะมีมากมายอย่างเหลือเฟือ หากได้ฝึกฝนในบริเวณนี้ก็สามารถรับรองความก้าวหน้าได้ในระดับนึงเลยทีเดียว

            

            หลินเฟยเดินตามพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตเข้าไปในถ้ำก่อนจะหยุดลงที่โถงกว้างภายในเขาเห็นมันคายดอกแสงจันทร์ที่เขาโยนไปก่อนหน้านี้ออกมาแล้วมองเขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมาย

            

            เขาถอนหายใจออกมาวางพยัคฆ์น้อยลงอย่างเบามือก่อนจะมองพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตด้วยสายตาลึกล้ำแล้วเอ่ยขึ้น

            

            “ลูกของเจ้านั้นมีความพิเศษอย่างมากและตอนนี้มันก็กำลังจะตายเพราะความพิเศษนั้น”

            

            หลินเฟยยิ้มอย่างจริงใจไม่ได้ชักช้าส่งพลังปราณเข้าไปที่แหวนสมบัติหยิบกระถางปรุงยาสีดำสนิทออกมาหนึ่งใบเมื่อมันปรากฏขึ้นกลิ่นหอมของสมุนไพรก็ลอยออกไปทั่วบริเวณทำให้รู้สึกปลอดโปร่งผ่อนคลายขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

            กระถางปรุงยาใบนี้เขาได้แอบยืมมาจากห้องเก็บของด้านหลังตำหนักหลอมโอสถของอาจารย์ซุนม่อหลง

            เขาไม่แน่ใจว่าเป็นของผู้อาวุโสสองซุนม่อหลงหรือไม่แต่เขาชอบลวดลายของมันจึงหยิบติดมือมาด้วยแต่ด้วยเหตุการณ์ไม่อำนวยทำให้เขาไม่เคยได้เอามันออกมาฝึกฝนบ้างเลย

            

            “ไม่ต้องกังวล เมื่อมีวาสนาได้พบกันก็หมายความว่ามีโชคชะตาที่เชื่อมโยงถึงกันข้า...จะช่วยเจ้าเสี่ยวหู่น้อยนี่เอง!”

            

            หลินเฟยไอแห้งๆออกมาเล็กน้อยคิดว่าคำพูดนี้ของตัวเองช่างดูไม่ธรรมดาเสียจริงๆเสียดายที่ผู้ฟังเป็นสัตว์อสูรวิเศษหากเป็นมนุษย์ผู้ฝึกตนเขาคงจะเบิกบานขึ้นกว่านี้ไม่น้อย

            

            แต่อย่างไรตอนนี้ดวงตาของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตเบิกกว้างแววตาของมันเต็มไปด้วยความประหลาดใจหลินเฟยเพียงมองมาที่ลูกของมันไม่นานขณะกำลังต่อสู้แต่กลับรู้ว่าลูกของมันมีปัญหาบางอย่างทั้งยังออกปากจะช่วยเหลือ

            

            ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของมันไม่เคยพบเจอมนุษย์คนไหนที่เป็นเช่นนี้ทุกคนอยากสังหารมันเพื่อหัวใจอสูรหรือไม่ก็พยามที่จะจับมันไปเป็นสัตว์อสูรรบ

            มันเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมามากมายกับคู่รักของมันบัดนี้เหลือเพียงลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นานกลับเกิดปัญหาขึ้นมาอีก

            

            ความจริงมันผู้เป็นแม่ก็พอจะเข้าใจปัญหาที่เกิดของลูกน้อยมันอยู่บ้างลูกของมันเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์อันน่าตะลึงโลหิตทั่วร่างของพยัคฆ์น้อยบริสุทธิ์เสียยิ่งกว่าขนสีขาวของมันราวกับเป็นสายโลหิตในสมัยโบราณของบรรพบุรุษพยัคฆ์เขี้ยวโลหิต

            

            ฟังดูก็ไม่น่าจะแย่สักเท่าไหร่แต่ในยุคปัจจุบันนี้สัตว์อสูรตนใดก็ตามที่เกิดมาพร้อมกับสายเลือดที่บริสุทธิ์เช่นนี้ มันก็คล้ายกับเป็นคำสาป!

            

            สัตว์อสูรที่เกิดมานั้นไม่เหมือนกับมนุษย์พวกมันสามารถเริ่มฝึกตนได้เลยตั้งแต่ยังเล็กๆนั่นทำให้สัตว์อสูรมีความก้าวหน้าได้รวดเร็วกว่ามนุษย์มากมายนัก

            ในสถานที่ลึกลับหรือแม้กระทั่งสถานที่ที่ผู้คนรู้จักบางแห่งก็ปรากฏสัตว์อสูรที่มีพื้นฐานฝึกตนเขย่าฟ้าได้ง่ายๆ พวกมันล้วนแข็งแกร่งและดุร้าย

            

            มีหลายครั้งที่มีสัตว์อสูรเช่นนั้นคิดจะยึดครองดินแดนของเผ่ามนุษย์แต่สุดท้ายด้วยอะไรหลายๆอย่างมันก็ไม่เคยมีสัตว์อสูรตนใดทำได้สำเร็จ! แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นความเสียที่พวกมันได้ก่อขึ้นก็มากมายเต็มไปด้วยสารธารโลหิตเสียทุกครั้งที่มีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น

            

            และแปดในสิบส่วนของสัตว์อสูรที่มีพลังเทียมฟ้าเหล่านั้นคือสัตว์อสูรวิเศษที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ของเหล่าบรรพบุรุษของพวกมันในสมัยโบราณ!

            

            แต่น่าเสียดายที่เมื่อเกิดมาพวกมันก็มักจะตายไปอย่างรวดเร็วนอกจากจะได้รับโชควาสนาบางอย่างลูกของพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตก็เป็นเช่นนั้นแม้จะสามารถมีพลังที่ยิ่งใหญ่แต่ก็แลกมาด้วยการที่เกิดมามีร่างกายที่อ่อนแอเป็นอย่างมากไม่สามารถรองรับพลังจากสายโลหิตที่ยิ่งใหญ่ของบรรพบุรุษได้

            

            เส้นลมปราณขนาดเล็กของพยัคฆ์น้อยก็ดูราวกับเส้นไหมที่เบาบางพร้อมจะขาดสะบั้นลงไปได้ทุกเมื่อพยัคฆ์โลหิตผู้เป็นแม่ทุกวันที่ผ่านไปได้แต่เฝ้าดูร่างกายของลูกน้อยค่อยๆทรุดโทรมลงไปทำให้จิตใจของมันแทบจะแหลกสลาย

            

            มันอยู่อย่างไร้ความหวังโดยสิ้นเชิงจนในที่สุดมันก็ได้กลิ่น กลิ่นของดอกแสงจันทร์! ด้วยพลังลึกลับของดอกแสงจันทร์ที่มีผลลัพธ์กับเผ่าพันธุ์ของมันอย่างลี้ลับ มันจึงคาดหวังว่าดอกแสงจันทร์นั้นจะสามารถช่วยชีวิตลูกน้อยของมันได้

            

            มันได้เร่งรีบตามไปจนพบเข้ากับหลินเฟยที่ยืนถือดอกแสงจันทร์ขนาดใหญ่อยู่ในมือในชั่วชีวิตของมันหลายร้อยปีที่ผันผ่านมันเคยพบเจอกับดอกแสงจันทร์มาไม่น้อยแต่ดอกแสงจันทร์ในมือของหลินเฟยคือดอกที่ใหญ่ที่สุดที่มันเคยเห็นซึ่งส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวของมันลอยออกไปไกลแสนไกล

            

            มันไม่ลังเลที่จะไล่ล่ามนุษย์น้อยผู้นี้ในทันทีด้วยพื้นฐานฝึกตนของมันจะคาดคิดได้เช่นไรว่าจะสามารถพ่ายแพ้ให้กับหลินเฟยได้ ด้วยความสามารถศักดิ์สิทธิ์ของเนตรดาราสยบฟ้าที่ราวกับเจตจำนงของสวรรค์มีหรือที่มันจะไม่พ่าย

            มันสิ้นหวังและพร้อมที่จะตายไปอย่างแน่นอนมันคิดว่าจะไปรอรับลูกของมันที่ประตูปรโลกและก้าวผ่านไปด้วยกัน แต่ก่อนจะตายมันก็จะต้องใช้เวทลับที่ทำให้หลินเฟยต้องจ่ายค่าตอบแทนออกมาให้ได้!

            

            เหตุการณ์ทุกอย่างควรจะเป็นเช่นนั้นแต่เมื่อลูกของมันก้าวออกมาวินาทีนั้นเองที่จิตใจของมันหล่นวูบลงมันคิดว่าหลินเฟยจะต้องสังหารลูกมันไปอย่างแน่นอนนั่นทำให้ทั่วร่างของมันยิ่งสั่นสะท้าน ความเกรี้ยวกราดของหลินเฟยที่ได้แสดงออกมาและยิ่งดวงตาซ้ายที่มีเส้นแสงสีทองของเขาอำนาจนั้นทำให้มันหวาดกลัวไปจนถึงแก่นกาย

            

            แต่หลินเฟยกลับไม่ได้ทำอย่างนั้นในวินาทีนั้นดวงตาซ้ายของเขาที่มองไปยังพยัคฆ์น้อยเขาก็ได้พบเห็นเส้นลมปราณขนาดเล็กที่กำลังถูกกระแทกกระทั้นอยู่อย่างต่อเนื่อง

            โลหิตบริสุทธิ์นั้นกลั่นตัวเป็นพลังงานที่ไม่สามารถระบายออกไปไหนได้มันเหมือนกับแม้น้ำขนาดใหญ่ที่กำลังพบเจอกับภูเขาที่ไม่สามารถทะลุผ่านไปทำได้เพียงกัดเซาะไปเรื่อยๆและสิ่งที่มันกำลังกัดเซาะอยู่ก็คือเปลวไฟแห่งชีวิตของพยัคฆ์น้อย

            

            โดยพื้นฐานหลินเฟยก็ไม่ใช่คนใจไม้ใส้ระกำอยู่แล้วเมื่อเห็นเช่นนี้เขาจึงเข้าใจทำไมพยัคฆ์เขี้ยวโลหิตถึงยึดติดกับดอกแสงจันทร์ของเขามากนัก

            

            ยิ่งมองไปที่พยัคฆ์น้อยก็ให้คิดถึงตัวเองเขาเคยพบเจอกับความยากลำบากทำนองนี้มาก่อนแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเส้นตายขีดไว้แต่ก็ไม่ต่างพื้นฐานฝึกตนไม่ก้าวหน้า ก็เท่ากับว่าไม่สามารถกู้คืนเกียรติยศวงศ์ตระกูลหลินได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็นอยู่ดี

            .

            .

            .

            

            ถามจริง สั้นไหม อันนี้ยาวกว่าปกตินิด