The Possible Man

    ตอนที่ 125 : อึ้งไปพร้อมๆกัน ( จบชื่อตอนอันยาวนาน )

    “อีธานเหรอ?” โนแลนพูดขึ้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
    “แล้วคุณคิดว่าใครล่ะ?” อีธานถามตอบกลับไป
    “เป็นไปไม่ได้! อีธานเป็นอัมพาตครึ่งล่างและเขาก็ไม่ได้ครบ 32 อย่างแก” โนแลนพูดขึ้น
    อีธานเป็นลูกน้องคนสนิทในหน่วยของเขา สนิทถึงขั้นรู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี โนแลนเข้าใจสภาพร่างกายของอีธาน ภารกิจที่อัฟกานิสถานในครั้งนั้นทำให้ให้อีธานสูญเสียแขนของเขาไปข้างหนึ่งอีกทั้งยังทำให้เขากลายเป็นอัมพาตครึ่งตัว ดังนั้นไม่มีทางที่ชายสภาพครบ 32 ตรงหน้าจะเป็นอีธานไปได้แน่
    อีธานรู้ว่าโนแลนยังไม่เชื่อว่าตนเองคือตัวจริงจึงได้หรี่ตามองโนแลนประหนึ่งสามารถมองทะลุจนเห็นไส้รู้พุงของโนแลนทุกอย่าง พร้อมเอ่ยขึ้นมา
    “ฝรั่งเศส เอเลน”
    “ไทย แนตตี้”
    “จีน จางลี่”
    “อังกฤษ เกรซ”
    คำพูดที่อีธานเอ่ยออกมาทำให้โนแลน ที่มีท่าทีหวาดระแวงและเคร่งเครียดในตอนแรก เริ่มผ่อนคลายท่าทีลง มือของเขาค่อยๆ ลดมือที่ถือปืนอยู่ลงเช่นกัน
    “สโนไวท์กับรองเท้าแก้ว” โนแลนพูดขึ้น
    “แมท เดม่อน แสดงเรื่องทรานฟอร์เมอร์” อีธานตอบกลับไป
    สิ้นเสียงโนแลนและอีธานจ้องหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่โนแลนจะโผเข้าไปกอดอีธานประหนึ่งเพื่อนที่ไม่ได้พบเจอกันมาแสนนาน
    “นายคืออีธานจริงๆ ด้วย” ตอนนี้โนแลนเชื่อแล้วว่า ชายที่อยู่ตรงหน้าเขาคนนี้คืออีธานตัวจริงเสียงจริง เขาคือพันเอกอีธาน เบรคเกอร์ ผู้เป็นดั่งดาวจรัสแสงของกองทัพ
    รายชื่อที่อีธานเอ่ยร่ายมาก่อนหน้านี้ เป็นรายชื่อกิ๊กของเขาในแต่ละประเทศและโนแลนไม่เคยบอกเรื่องนี้แก่ใครนอกจากอีธานคนเดียวเท่านั้น
    ส่วนประโยคถัดมาถือว่าเป็นข้อความลับ ที่มีเพียงโนแลนและอีธานเท่านั้นที่รู้จัก
    “สโนไวท์กับรองเท้าแก้ว” ประโยคนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีครั้งหนึ่ง ที่พวกเขาพูดเรื่องนิทานกัน แล้วอีธานกลับพูดเรื่องสโนไวท์กับรองเท้าแก้วขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สโนไวท์ต้องคู่กับคนแคระทั้งเจ็ดและซินเดอเรลล่าต่างหากที่ต้องคู่กับรองเท้าแก้ว เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่โนแลนชอบเอามาพูดล้ออีธานเสมอ
    “แมท เดม่อน แสดงเรื่องทรานฟอร์เมอร์” ส่วนประโยคนี้ เกิดขึ้นจากการเถียงกันระหว่างอีธานและโนแลนนั่นเอง มีวันหนึ่งที่พวกเขาไปดื่มกันที่บาร์ แล้วพูดถึงหนังที่กำลังเข้าโรงในตอนนั้น ซึ่งมีหนังเรื่องหนึ่งชื่อทรานฟอร์เมอร์
    พวกเขาทั้งสองเถียงกันว่า ใครเป็นพระเอกของเรื่องนี้ระหว่าง อีธานที่บอกว่า มาร์ค วาลเบิร์ก กับโนแลน ที่บอกว่า แมท เดม่อน เถียงไปเถียงมาในที่สุดพวกเขาก็พนันกันว่า ถ้าใครทายถูกจะได้สิทธิ์ต่อยหน้าอีกฝ่าย 1 ที ผลสรุปก็คือ อีธานเป็นฝ่ายชนะ โนแลนจึงโดนอีธานต่อยหน้าไปหนึ่งหมัด
    หลังจากวันนั้นจึงมีข่าวออกมาว่า พันเอกอีธานได้ต่อยหน้านายพล เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่อีธานใช้ล้อโนแลนเสมอมาเช่นกัน เรียกได้ว่ามีสโนไวท์ขึ้นมาเมื่อไหร่ แมท เดม่อน ก็จะตามมาเมื่อนั้น ท้ายที่สุด ไปๆ มาๆ ประโยคนี้ก็เลยกลายเป็นประโยคที่พวกเขาใช้ทักทายเวลาเจอหน้ากัน
    “ให้ตายสิ นายครบ 32 ได้ยังไง อีธาน” โนแลนเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ พร้อมลูบคลำแขนข้างหนึ่งของอีธานด้วยความทึ่ง เขาจำได้ว่าแขนข้างนี้ของอีธานมันเคยหายไปแล้ว
    อีธานที่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกๆ กับคำถามอยู่บ้าง ทำไมเขากลับรู้สึกว่าคำถามของโนแลนเหมือนจะไม่ได้ถามถึงร่างกายเขา แต่เหมือนมันถามถึงสติของเขามากกว่า
    ยังไม่ทันที่อีธานจะได้ตอบคำถามแรก โนแลนก็ยิงคำถามใหม่เพิ่มเข้ามา
    “แล้วแอนนา เป็นยังไงบ้าง สบายดีไหม?” โนแลนถามถึงแฟนสาวของอีธาน จนเหมือนลืมไปแล้วว่าอีธานคือหน่วยลึกลับที่มายึดเมืองในการปกครองของเขาไป
    “เธอสบายดี นี่นายลืมหรือเปล่าว่าฉันเป็นผู้บุกรุก เข้ามาในกองทัพเนี่ย” อีธานยิ้มขำขึ้น
    “เออ แฮะ นายคือผู้บุกรุกนี่หว่า” โนแลนมีท่าทีเหมือนจะนึกได้ว่าอีธานเป็นผู้บุกรุก แต่ก็นั่นแหละแค่เหมือน เพราะท้ายที่สุดโนแลนก็กลับมามีท่าทีเหมือนเดิม
    “สุดยอดเลย นายทำได้ยังไงอีธาน เข้ามาในกองทัพได้โดยไม่ถูกจับได้” โนแลนเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม ประหนึ่งว่า การที่ฐานทัพของตัวเองถูกคนอื่นแฝงเข้ามาได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
    “โนแลน ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องพูดกับนาย” เห็นท่าทีของโนแลนที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี อีธานก็รู้แล้วว่าถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไปการพูดคุยคงไม่จบลงง่ายๆ เขาจึงได้เข้าเรื่องทันที
    โนแลนที่เห็นท่าทีที่จริงจังของอีธานจึงได้ถอนหายใจออกมา
    “เอาล่ะ นายต้องการบอกอะไรฉัน” โนแลนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีจริงจัง
    “ฉันไม่ต้องการให้นายโจมตีเมืองที่ถูกยึดไปกลับคืนมา ทางที่ดีนายไม่ควรส่งใครเข้าไปในเมืองนี้อีก” อีธานบอกจุดประสงค์ของตัวเองออกไป
    “แล้วทำไมฉันต้องทำแบบนั้น? ” โนแลนถามขึ้นโดยไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย เขาและอีธานเป็นเพื่อนกัน โนแลนรู้ดีว่าอีธานต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน
    “เพราะนายจะแพ้”
    คำตอบที่ตรงไปตรงมาของอีธานทำให้โนแลนถึงกับพูดไม่ออก
    “กองกำลังของนายมีเท่าไหร่” โนแลนเอ่ยถามขึ้น ถ้าขนาดที่อีธานสามารถเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจได้ว่า กองกำลังทหารอันดับหนึ่งของโลกจะแพ้ แสดงว่ากองกำลังลึกลับนี้ต้องเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน
    “มี 200 คน”
    “...” โนแลน
    พอได้ยินอีธานบอกว่ามีกำลังพลเพียงแค่ 200 คน โนแลนก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าอีธานมีท่าทีจริงจังเขาคงลงไปนอนขำกลิ้งบนพื้นไปแล้ว
    สหรัฐอเมริกามีทหารเป็นกองทัพ เรือรบเป็นร้อย ยานรบเป็นพันแถมยังมีอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นอาวุธอันตรายที่สุดในโลก แต่อีธานกลับมาบอกว่า พวกเขาจะแพ้ให้กับกองกำลังที่มีกำลังพลเพียง 200 คน อย่างนั้นเหรอ จะไม่ให้โนแลนมองว่าเป็นเรื่องตลกคงเป็นไปไม่ได้
    อีธานแค่เห็นสายตาของโนแลนเขาก็รู้ในทันทีว่าโนแลนไม่เชื่อเขา แต่เอาเถอะขนาดเขาเองยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาเลย
    “เมื่อกี๊ลูกน้องของนายก็รายงานไปแล้ว ว่าคนของฉันใช้อาวุธคลื่นพลังยิงคนของนายจนสลบ...”
    อีธานจ้องโนแลนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
    “ก็อย่างที่ลูกน้องของนายรายงานนั่นแหละ นั่นไม่ใช่ความรุนแรงสูงสุดของอาวุธหรอกนะ”
    “แล้วมันรุนแรงระดับไหนกัน?” โนแลนถามขึ้นด้วยความสงสัย เขาก็อยากรู้จริงๆ คลื่นพลังที่สามารถยิงคนของเขาในชุดเกราะเต็มยศให้สลบได้นั้น มันคือความรุนแรงระดับไหนกันเชียว
    “5% ของความรุนแรงทั้งหมด...”
    “หะ..หะ...ห้าเปอร์เซ็นต์งั้นเหรอ” โนแลนที่ได้ยินคำตอบของอีธานรู้สึกขำก็ไม่ได้ ร้องไห้ก็ไม่ออก คนของเขาถูกยิงสลบ ด้วยความแรงของอาวุธที่ลดเหลือเพียง 5% เท่านั้น เรื่องนี้มันฟังดูน่าเหลือเชื่อเกินไปหรือไม่ ถ้าแบบนี้ 100% มันจะรุนแรงขนาดไหน
    เห็นหน้าที่แสดงความไม่เชื่อของโนแลน อีธานจึงเอ่ยขึ้นอย่างจำใจ
    “ฉันพูดจริง และนั่นก็เป็นเพียงอาวุธระดับ 2 ทั่วไป ที่คนในหน่วยของฉันทั้งหมดมีใช้”
    อาวุธที่ร้ายแรงขนาดนี้ คนของอีธานกลับมีใช้ทุกคน โนแลนได้ยินแล้วรู้สึกอยากจะเป็นลมขึ้นมาทันใด
    “เมื่อกี๊นายบอกว่าระดับ 2 แล้ว อาวุธของพวกนายมีกี่ระดับกันแน่” โนแลนถามขึ้นด้วยความอยากรู้ เขาเชื่อว่าสิ่งที่อีธานพูดเป็นเรื่องจริง เพราะเขาทั้งสองคนไม่เคยโกหกกันแม้แต่น้อย
    “ระดับสูงสุดอยู่ที่ระดับ 5” อีธานก็ไม่อยากให้โนแลนรู้เรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่เพื่อให้การเจรจาเป็นไปง่ายขึ้นเขาจึงต้องจำใจตอบออกมา แม้ตอนนี้มันจะทำให้เพื่อนของเขารู้สึกช็อกแล้วก็ตาม
    “โอ้ พระเจ้า นายต้องล้อฉันเล่นแน่ๆ” โนแลนเอ่ยขึ้นด้วยความเลื่อนลอย
    “ฉันไม่อยากจะพูดแบบนี้หรอกนะ แต่ระบบป้องกันยานบินของฉัน ที่คนของนายรายงานว่า กระสุนเจาะเกราะรถถังก็ยิงไม่เข้า เอาจริงๆ ต่อให้เป็นระเบิดนิวเคลียร์ ก็ยิงไม่เข้าเหมือนกัน ที่ฉันต้องบอกนายเรื่องนี้ เผื่อว่ามีใครคิดจะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ในการแก้ปัญหาซึ่งมันจะไม่ได้ผล”
    “นายต้องล้อฉันเล่นแน่ๆ ” โดยไม่รู้ตัวโนแลนเอ่ยซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง เขาทำใจเชื่อไม่ลงจริงๆ ว่าจะมี สิ่งที่สามารถป้องกันการระเบิดของนิวเคลียร์ได้
    “สาบานต่อพระเจ้าเลยโนแลน ทั้งหมดที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริง ความจริงเรื่องนี้ฉันไม่ควรเอามาบอกนายเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะนายคือเพื่อนฉัน ฉันจึงต้องมาเตือนก่อน ถ้าหากนายทำอะไรบุ่มบ่าม นายต้องสูญเสียแน่ ฉันเคยเป็นคนของกองทัพมาก่อน กองทัพก็เป็นครอบครัวหนึ่งของฉันและฉันก็ไม่อยากเห็นคนในครอบครัวตัวเองต้องสูญเสีย นายเข้าใจใช่ไหม?”
    “อีธาน...นายทำงานให้ใครกัน?” โนแลนถามขึ้น
    “Enterprise ฉันทำงานให้ Enterprise” อีธานตอบขึ้น
    “Enterprise บริษัทการเงินอันดับหนึ่งของโลกงั้นเหรอ!” โนแลนพูดขึ้นอย่างตกใจ เขาเชื่อว่าเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักบริษัท Enterprise
    Enterprise เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากในเหตุการณ์ แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่นในครั้งนั้น เพราะให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
    นอกจากนั้นตัวยารักษาโรคร้ายที่ทางการแพทย์ไม่สามารถรักษาได้อย่างมะเร็ง หรือโรคเอดส์ ก็เป็น Enterprise ที่ผลิตยาออกมารักษาได้ เทคโนโลยีทางการรักษาของ Enterprise พัฒนาไปถึงจุดที่ไม่มีใครตามทัน
    นี่ยังไม่นับเรื่องระบบ OS และระบบการเงินที่ Enterprise เป็นเจ้าของและดูแลอยู่ ความมั่งคั่งของ Enterprise ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้เลย
    แม้เป็นประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา จีน หรือรัสเซีย ก็ยังไม่กล้าหือกับ Enterprise โดยตรง
    “ใช่” อีธานตอบออกไป
    “เขาให้อะไรตอบแทนนาย นายถึงยินดีทำงานให้พวกเขา เพราะพวกเขาทำให้นายกลับมามีแขนและเดินได้อีกครั้งงั้นเหรอ?” โนแลนถามขึ้นด้วยความใคร่รู้
    “นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาให้ฉันก็คือ โอกาส ต่างหากล่ะโนแลน เขาให้โอกาสฉันในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง” อีธานยิ้มขึ้น
    ถ้าไม่ได้รับโอกาสนี้จากหิน ในตอนนี้เขาก็คงยังเป็นเพียงชายพิการคนหนึ่งที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่เป็นแน่
    โนแลนที่เห็นรอยยิ้มอันอบอุ่นอีกครั้งของอีธานหลังจากไม่ได้เห็นมานานก็รู้สึกอบอุ่นใจเช่นกัน อีธานเป็นเพื่อนของเขา เมื่อเพื่อนมีความสุขเขาก็สุขตาม เขาไม่อยากเห็นอีธานเป็นเหมือนตอนนั้น ตอนที่เขาพิการจนหมดกำลังใจจะมีชีวิตต่อ
    ‘แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ’ โนแลนคิดขึ้นในใจ
    “เอาล่ะ เห็นแก่ที่นายกลับมาเป็นปกติครบ 32 อีกครั้ง ฉันจะทำตามที่นายแนะนำ แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าฉันยอมแพ้นายหรอกนะ ฉันแค่เห็นแก่นายเลยทำตามที่นายเสนอมาก็เท่านั้น เข้าใจใช่ไหม?” โนแลนเอ่ยขึ้นอย่างวางท่า ซึ่งมันทำให้อีธานอดยิ้มออกมาไม่ได้
    เขารู้สึกยินดีที่โนแลนยินยอมทำตามที่เขาร้องขอ มันทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังเข้าบังคับ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
    “งั้น ภารกิจของฉันก็เสร็จสิ้นแล้ว ฉันคงต้องขอตัวก่อน” อีธานเอ่ยขึ้นเตรียมตัวจะจากไป พร้อมกันนั้นศีรษะของเขาก็ปรากฏหมวกที่หายไปในตอนแรกมาคลุมศีรษะเอาไว้
    “เดี๋ยวก่อนอีธาน ฉันจะได้เจอนายอีกรึเปล่า?” โนแลนถามขึ้น
    “เร็วๆ นี้แหละโนแลน” อีธานเอ่ยขึ้นก่อนที่เขาจะหายตัวไปเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า
    “ถ้าฉันมีชุดแบบนี้สักชุด การแอบดูสาวๆ อาบน้ำก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป” โนแลนพูดขึ้นอย่างเสียดาย
    “ฉันได้ยินนะ...” น้ำเสียงตำหนิดังขึ้นจากความว่างเปล่า ไม่ไกลจากโนแลนมากนัก
    “อะแฮ่ม!! เปล่านี่ ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” โนแลนมีท่าทีเหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำผิด ทำไงได้เขามันเป็นคนหื่นกามแบบนี้แหละ ไม่งั้นจะมีเล็กมีน้อยหลายประเทศได้ยังไง จริงไหมล่ะ!?
    “นายนี่มัน...จริงๆ เลยนะโนแลน” อีธานเอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้ ก่อนจะจากไปในที่สุด
    --------------------------------------------------------------------------------------------
    มาร์ค วาลเบิร์ก กับ แมท เดม่อน เป็นดาราที่มีหน้าตาคล้ายกันจริงๆ ครับ ลองค้นรูปดู
    ส่วนเรื่อง สโนไวท์กับรองเท้าแก้ว W เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันจริงๆ ครับ ฮ่าๆๆ

    คล้ายกับเรื่องThe Possible Man ที่คุณอ่าน