เสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านที่ดังแทรกบรรยากาศอันแสนวาบหวามในห้องครัวยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ณพลลอบถอนหายใจยาวเล็กน้อยอย่างขัดใจ สายตาคมละจากใบหน้าหวานของไพริณช้า ๆ ราวกับเสียดายจังหวะเมื่อครู่ ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือบางของเธออย่างอ้อยอิ่ง
"พี่ไปรับโทรศัพท์ก่อนนะไพริณ ทานแซนด์วิชต่อเถอะครับ"
เขาเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ยังคงแหบพร่าเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินแยกออกไปทางห้องนั่งเล่นเพื่อรับสาย ไพริณยืนนิ่งอยู่กับที่ราวกับร่างทั้งร่างถูกแช่แข็ง มือบางยกขึ้นมาแตะััริมฝีปากล่างของตัวเองที่ยังคงร้อนผ่าวและเปียกชื้นจากปลายนิ้วหนาของเขา หัวใจในอกเต้นรัวกระหน่ำจนกลัวว่ามันจะหลุดออกมาข้างนอก แก้มเนียนร้อนฉ่าจนเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู
เมื่อได้ยินเสียงของณพลพูดคุยสายกับลูกค้าเื่รายละเอียดพิมพ์เขียวสเก็ตช์งานที่ดูจะยาวนาน ไพริณก็รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง รีบคว้าแก้วกาแฟและจานอาหารที่ทานเสร็จแล้วไปล้างอย่างรวดเร็วที่อ่างล้างจาน จากนั้นเธอก็รีบก้าวเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันไดกลับเข้าห้องนอนของตัวเองทันทีราวกับคนขลาดเขินที่้าหลบหนีจากอันตรายอันแสนหวาน
ตลอดทั้งวันนั้น ไพริณขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอนเพื่อจัดเสื้อผ้าเข้าตู้และแสร้งทำเป็อ่านหนังสือ เธอพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับณพลตรง ๆ เพราะกลัวว่าจะสบตากับสายตาเย้าแหย่อันทรงเสน่ห์คู่นั้นอีก ทว่าทุกครั้งที่เธอจำเป็ต้องลงมาข้างล่าง เช่น ตอนที่ลงมาหาน้ำดื่มหรือตอนที่ณพลเคาะเรียกทานมื้อกลางวันง่าย ๆ สายตาคมปลาบของพี่สามีที่มองสบมาพร้อมรอยยิ้มมุมปากจาง ๆ กลับทำให้เธอสะท้านไปทั้งตัวทุกครั้ง เขาไม่ได้พูดอะไรล่วงเกิน แต่สายตาคู่นั้นกลับพูดแทนทุกอย่าง... มันบอกให้รู้ว่าเขาจดจำทุกััในห้องครัวเมื่อเช้าได้เป็อย่างดี
่ค่ำ บรรยากาศรอบบ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ท้องฟ้าสว่างไสวในตอนกลางวันกลับถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆฝนสีดำทะมึนก้อนมหึมา ลมพายุเริ่มพัดกรรโชกแรงจนยอดไม้โบกสะบัดไปมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงฟ้าร้องครืน ๆ ดังแว่วมาแต่ไกล เป็สัญญาณเตือนว่าค่ำคืนนี้พายุฝนระลอกใหญ่กำลังจะเข้ากระหน่ำ
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มเศษ พายุก็บรรลุถึงจุดสุดยอด ฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วงราวกับฟ้ารั่ว เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคาและหน้าต่างกระจกดังสนั่นหวั่นไหว ลมพายุพัดหวีดหวิวลอดช่องว่างประตู เสียงฟ้าร้องคำรามดังเป็ระยะสลับกับแสงแลบแปบปลาบของสายฟ้าที่ฟาดลงมาเป็สายส่องสว่างวาบเข้ามาในห้องนอน
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าลงมาอย่างรุนแรงจนแผ่นดินคล้ายสั่นะเื ไพริณที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาสะดุ้งสุดตัวและกรีดร้องออกมาเบา ๆ ด้วยความหวาดกลัว เธอเป็โรคกลัวเสียงฟ้าร้องและฟ้าร้องอย่างรุนแรงมาั้แ่เด็ก ๆ ยามปกติที่มีณภัทรอยู่ด้วย แม้สามีจะไม่ค่อยกอดปลอบโยน แต่การมีคนนอนอยู่ข้าง ๆ ก็ยังทำให้เธออุ่นใจได้บ้าง แต่ในยามนี้... บนเตียงกว้างสีครีมนี้มีเพียงเธอคนเดียวท่ามกลางความมืดมิด
ฟึ่บ!
ไฟในห้องดับวูบลงในทันที เครื่องปรับอากาศหยุดทำงานเหลือเพียงความเงียบและเสียงพายุฝนภายนอกที่ยังคงซัดสาดอย่างไม่ลืมหูลืมตา บ้านทั้งหลังตกอยู่ในความมืดสนิทที่น่ากลัว ไพริณกอดหมอนข้างแน่น ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว ลมหายใจหอบกระชั้นชิดหยาดน้ำตาแห่งความหวาดกลัวเริ่มไหลอาบแก้ม
"ณภัทร... ทำไมต้องทิ้งไพริณไว้คนเดียวด้วย..." เธอพร่ำเพ้อเรียกหาสามีด้วยความน้อยใจ แต่ความจริงอันเ็ปคือไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ
เปรี้ยง! ครืนนนนน!
เสียงฟ้าผ่าระลอกใหม่ดังสนั่นและใกล้เข้ามามากกว่าเดิม แสงฟ้าแลบสว่างวาบเผยให้เห็นเงาตะคุ่มของต้นไม้นอกหน้าต่างที่ดูน่ากลัวดั่งมืออสูรกาย ไพริณทนไม่ไหวอีกต่อไป ความกลัวและความอ้างว้างในจิตใจเอาชนะทุกสิ่ง เธอจดจำคำพูดและน้ำเสียงทุ้มต่ำอันอบอุ่นของณพลเมื่อคืนนี้ได้อย่างแม่นยำ
'ถ้าเหงา... หรือถ้านอนไม่หลับกลางดึกอีก จะลงมาหาพี่ที่ห้องทำงานนี้ หรือจะเคาะประตูห้องนอนพี่ก็ได้นะ พี่พร้อมจะ... ดูแลเธอตลอดเวลา'
ไพริณตัดสินใจคว้าหมอนและผ้าห่มผืนบางของตัวเองไว้แน่น ก้าวลงจากเตียงอย่างตะกุกตะกักท่ามกลางความมืด เธอใช้แสงไฟนำทางสลัว ๆ จากหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดเต็มที ค่อย ๆ คลำทางเปิดประตูห้องนอนออกไปยังทางเดินที่มืดสนิท
ฝีเท้าบางก้าวเดินอย่างเร่งรีบและสั่นเทาลงมาตามทางเดินชั้นสอง มุ่งตรงไปยังห้องนอนของณพลซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้ายทิศตะวันออก เธอมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องของเขา หัวใจเต้นแรงปะปนระหว่างความกลัวพายุและความประหม่าที่จะต้องเผชิญหน้ากับพี่สามีในยามวิกาล
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าดังขึ้นอีกครั้งพร้อมแสงแลบวาบ ไพริณขวัญเสียจนรีบยกมือขึ้นเคาะประตูห้องณพลรัว ๆ ทันที
ก๊อก ๆ ๆ! "พี่พล... พี่พลคะ!" เสียงหวานะโเรียกปนเสียงสะอื้น
เพียงไม่ถึงอึดใจ ประตูห้องก็เปิดออกกว้างราวกับว่าเ้าของห้องกำลังรอคอยการมาของเธออยู่แล้ว แสงสว่างจาง ๆ จากเทียนไขที่ณพลจุดไว้ในห้องส่องให้เห็นร่างสูงสง่าของเขา ณพลอยู่ในชุดกางเกงลำลองขายาวเนื้อนุ่มสีเทาตัวเดิม ทว่าท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นแผ่นอกและมัดกล้ามเนื้อกำยำที่สะท้อนกับแสงเทียนดูงดงามราวกับรูปสลัก
"ไพริณ? เป็อะไรหรือเปล่าครับ" ณพลเอ่ยถามด้วยความใเมื่อเห็นร่างบางยืนตัวสั่นเทา กอดหมอนแน่น ใบหน้าหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
"พี่พล... ไพริณกลัว... กลัวฟ้าร้องกับความมืดค่ะ ไฟดับหมดเลย..." ไพริณเอ่ยเสียงสะอื้นไห้ ร่างกายสั่นระริกจนเห็นได้ชัด "ขอ... ขอไพริณเข้ามานอนในห้องพี่พลด้วยคนได้ไหมคะ? นอนบนพื้นข้างเตียงก็ได้ค่ะ ไพริณกลัวจริง ๆ..."
ณพลมองดวงหน้าหวานที่ดูอ่อนแอและน่าทะนุถนอมในยามนี้ หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบด้วยความรู้สึกปกป้องและปรารถนาอย่างแรงกล้า เขารีบเอื้อมมือหนาไปกุมไหล่บางของเธอไว้เบา ๆ ััอุ่นร้อนจากฝ่ามือของเขาช่วยเรียกสติและความอบอุ่นคืนสู่ร่างที่หนาวเหน็บของเธอ
"นอนบนพื้นได้ยังไงกันครับ เข้ามาข้างในก่อนเถอะ"
ณพลเบี่ยงตัวให้เธอเดินเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมสะอาดจากสบู่และกลิ่นกายหนุ่มเฉพาะตัวของณพลอบอวลอยู่ในห้องนอนกว้างที่มีแสงเทียนสลัวนำทาง เขาเอื้อมมือไปรับหมอนและผ้าห่มจากอ้อมแขนของเธอมาวางไว้บนเตียงนอนหลังใหญ่ของเขา
"ขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะครับไพริณ ข้างล่างพื้นมันเย็น" ณพลบอกพลางชี้ไปที่เตียงกว้าง
"แต่ว่า... มันจะดีเหรอคะพี่พล ไพริณเกรงใจ..." เธอบอกด้วยความประหม่า เมื่อตระหนักว่าเธอกำลังจะก้าวขึ้นเตียงนอนเตียงเดียวกับพี่ชายของสามีตัวเอง
"ไม่มีอะไรต้องเกรงใจหรอกครับ ในสถานการณ์แบบนี้ความปลอดภัยและความสบายใจของเธอต้องมาก่อน" ณพลสบตาเธอนิ่งในความสลัว น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและจริงจัง "พี่สัญญา... ว่าคืนนี้พี่จะไม่ทำอะไรเธอแน่นอน นอนเถอะนะ"
คำสัญญาของณพลทำให้ไพริณรู้สึกอุ่นใจขึ้นอย่างประหลาด เธอค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปนอนบนเตียงกว้าง นั่งพิงหัวเตียงพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวไว้ เตียงนอนของณพลหนานุ่มและอบอุ่นอย่างเหลือเชื่อ กลิ่นอายของเขาที่ติดอยู่บนเครื่องนอนทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ณพลเดินไปเป่าเทียนไขให้ดับลงเพื่อป้องกันอันตราย ก่อนจะก้าวขึ้นมานอนบนเตียงนอนฝั่งตรงข้าม ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงฟ้าแลบจากภายนอกส่องเข้ามาเป็ระยะ ทั้งสองคนนอนห่างกันเกือบหนึ่ง่ตัว ความเงียบสงัดภายในห้องทำงานส่งให้เสียงลมหายใจของทั้งคู่ดังแว่วชัดเจนขัดกับเสียงฝนภายนอก
"ดีขึ้นหรือยังครับ?" ณพลเอ่ยถามเสียงเบาในความมืด
"ดีขึ้นแล้วค่ะพี่พล... ขอบคุณมากนะคะที่ให้อาศัยนอนด้วย" ไพริณตอบเสียงกระซิบ
"ยินดีครับ นอนเถอะนะ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว"
แต่ความสงบเงียบกลับอยู่ได้ไม่นาน...
เปรี้ยง!!!
เสียงสายฟ้าฟาดลงที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้านส่งเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับะเิ แสงสว่างวาบของสายฟ้าย้อมห้องนอนทั้งห้องให้กลายเป็สีขาวสลัวในพริบตา ไพริณขวัญเสียสุดขีด เธอกรีดร้องลั่นด้วยความใกลัวอย่างที่สุด ร่างบางสะดุ้งผวาเข้าหาแหล่งพักพิงเดียวที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยสัญชาตญาณ
ฟึ่บ!
ไพริณโผเข้าหาอ้อมอกกว้างของณพลทันที ร่างกลมกลึงซุกแนบชิดอยู่กับแผ่นอกเปลือยเปล่าอันอุ่นร้อนของเขา สองแขนเรียวโอบกอดรอบเอวสอบของเขาไว้แน่น ใบหน้าหวานซุกไซ้เข้ากับซอกคอและไหล่แกร่งสั่นระริกราวกับลูกนกหลงทาง
ณพลชะงักไปชั่วครู่ ร่างกายแข็งเกร็งขึ้นมาทันทีเมื่อััได้ถึงความนุ่มหยุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของผิวกายสาวที่เบียดเสียดแนบชิดอยู่กับท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเขา ไพริณสวมชุดนอนสายเดี่ยวเนื้อบางเบา ััของทรวงอกอิ่มที่นุ่มหยุ่นและเต่งตึงบดเบียดเข้ากับแผงอกแกร่งของเขาเต็ม ๆ จนเกิดความร้อนรุ่มแล่นพล่านไปทั่วกายหนุ่ม
ความอดทนของณพลแทบจะพังทลายลงในวินาทีนั้น ทว่าเขายังคงจดจำคำสัญญาและคำฝากฝังของน้องชายได้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะขยับแขนแกร่งทั้งสองข้างโอบรัดร่างบางของน้องสะใภ้เข้ามาแนบอกกอดเธอไว้แน่นอย่างปลอบประโลม
"ไม่เป็ไรนะไพริณ... พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ฝนตกฟ้าร้องทำอะไรเธอไม่ได้หรอกครับ" ณพลกระซิบเสียงทุ้มต่ำพร่าอยู่ข้างใบหูเล็กของเธอพลางลูบไล้แผ่นหลังบางผ่านเนื้อผ้าไหมพรมบางเบาอย่างแ่เบาเพื่อช่วยปลอบประโลมให้เธอหายสั่น
อ้อมกอดของณพลช่างกว้างใหญ่ อบอุ่น และมั่นคงเหลือเกิน ไพริณซุกหน้าอยู่กับอกแกร่ง ลมหายใจอุ่นร้อนของเธอเป่ารดผิวเนื้อเนียนของเขา ััถึงจังหวะหัวใจของณพลที่เต้นเร็วและหนักแน่นไม่แพ้หัวใจของเธอ ความอบอุ่นที่ห่อหุ้มตัวเธอไว้ทำให้ความกลัวเสียงฟ้าร้องค่อย ๆ บรรเทาลง ทว่ากลับถูกทดแทนด้วยความปั่นป่วนซาบซ่านจากกระแสอารมณ์เสน่หาที่ร้อนแรงยิ่งกว่าพายุภายนอก
นิ้วมือหนาของณพลยังคงลูบไล้ขึ้นลงตามแผ่นหลังบางช้า ๆ ััที่เนิบนาบแต่อ่อนโยนลึกซึ้งทำเอาไพริณขนลุกชันไปทั้งตัว ความใกล้ชิดที่เกินเลยทำให้เธอนิ่งงัน ลมหายใจของทั้งสองคนเริ่มสอดประสานกันเป็จังหวะที่ร้อนแรงขึ้นในความมืด
"ไพริณ..." ณพลกระซิบเรียกชื่อเธอแ่เบา น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ต้องสะกดกั้นไว้
"คะ... พี่พล" ไพริณขานรับเสียงสั่นพร่าจงใจเงยหน้าขึ้นมองเขาในความสลัว ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงไม่ถึงนิ้ว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดริมฝีปากของกันและกัน
"ใจเธอเต้นแรงมากเลยนะครับ..." ณพลกระซิบถามพลางเลื่อนมือหนาลงมาโอบกระชับที่เอวคอดกิ่ว ดึงร่างบางให้เบียดชิดเข้าหาแผงอกแกร่งของเขามากขึ้นจนไม่มีช่องว่างหลงเหลือ "เต้นแรงขนาดนี้... เป็เพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง หรือเป็เพราะพี่กันแน่ครับ?"
คำถามตรง ๆ ปนเสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูทำเอาไพริณพูดไม่ออก สมองของเธอขาวโพลนไปหมด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเลือนหายไปชั่วขณะ เหลือเพียงความ้าทางกายภาพที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เธอไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเลือกที่จะกระชับอ้อมกอดรอบเอวสอบของเขาแน่นขึ้น ซุกใบหน้าลงกับซอกคออุ่นร้อนของเขาเพื่อซ่อนความขัดเขินและหัวใจที่กำลังเต้นระรัว
ณพลยิ้มบาง ๆ ในความมืด ความเงียบงันและการไม่ปฏิเสธของไพริณเป็คำตอบที่ดีที่สุด ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกดริมฝีปากหยักจูบลงบนกลุ่มผมหอมนุ่มของเธอแ่เบาเนิ่นนาน ก่อนจะเกยคางไว้บนศีรษะมนของเธออย่างทะนุถนอม
ค่ำคืนพายุฝนกระหน่ำอันยาวนานยังคงดำเนินต่อไปภายนอก ทว่าภายในห้องนอนที่มืดมิดและสลัวเลือนลางนี้ สองร่างที่โอบกอดกันแน่นกลับอุดมไปด้วยความอุ่นร้อนที่พร้อมจะหลอมละลายทุกสิ่ง แม้ในคืนนี้ณพลจะรักษาคำสัญญาไม่ก้าวล่วงเกินเลยทางกายไปมากกว่านี้ แต่จิติญญาและความรู้สึกตื่นตัวของทั้งสองคนได้ก้าวข้ามเส้นต้องห้ามบางอย่างไปอย่างถาวรแล้ว...
ในที่สุด ไพริณก็ม่อยหลับไปด้วยความเพลียปนความอุ่นใจในอ้อมกอดของพี่สามี ขณะที่ณพลนอนลืมตาโพลงในความมืด ร่างกายแกร่งตื่นตัวทุกสัดส่วนจากความนุ่มนวลที่เบียดแน่นอยู่บนตัวเขาตลอดทั้งคืน มือบางของไพริณที่เลื่อนมาวางทาบอยู่ตรงสะโพกสอบของเขายามหลับใหล ยิ่งเป็ดั่งถ่านไฟร้อนที่คอยเผาผลาญความอดทนของเขาให้มอดไหม้ช้า ๆ...
สามปีนี้... เขาจะต้านทานเสน่ห์ของน้องสะใภ้แสนสวยคนนี้ได้นานแค่ไหนกันเชียว