นอกจากแกรนด์แล้ว ไคลน์กับเวนไฮร์ก็แปลกใจเรื่องนี้เหมือนกัน ครีทเล่าว่าเมื่อวานมีทหารสามคนมาแจ้งว่าทางการเมืองกลอเซนได้ตรวจพบและรับทราบว่ามีการก่อตั้งหมู่บ้านขึ้นมาใหม่ในอาณาเขตของเมือง จึงมีคำสั่งให้หน่อยย่อยมาตรวจสอบประชากรของหมู่บ้านที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่และทำการเก็บภาษีเพื่อแสดงถึงความเป็นพลเมือง หัวหน้าหมู่บ้านใดที่ขัดขืนจะถือว่าก่อการกระด้างกระเดื่องและซ่องสุมกำลัง มีโทษเท่าการก่อกบฏ แกรนด์ฟังที่ครีทพูดก็ผงกหัวตาม เขาเองก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งมันต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เขาเองก็ไม่ได้คิดจะขัดขืนแต่อย่างใด การจ่ายภาษีเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแลกกับการที่ไม่ต้องเจอกับเรื่องยุ่งยากเป็นอะไรที่คุ้มที่สุดแล้ว อีกอย่าง ถึงจะไปตั้งหมู่บ้านอยู่ในเขตของเมืองไหนพวกเขาก็ต้องจ่ายภาษีอยู่ดี
“เจ้าจัดการเรื่องนี้ไปก็แล้วกันนะ ข้าขอตัวพักผ่อนก่อน”
แกรนด์ตบไหล่ครีทก่อนที่จะเดินมายกถ้วยน้ำซุปซดไปรวดเดียวจนหมดแล้วเดินกลับเข้าห้องตัวเองไป
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันนี้หัวหน้าหมู่บ้านเราจะอยากเป็นพลเมืองดีกับเขาด้วย ทีแรกข้านึกว่าจะสั่งให้ปล้นพวกมันให้หมดแล้วเก็บพวกมันซะอะไรทำนองนี้ซะอีก”
“ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”
ไคลน์กับเวนไฮร์นั่งหัวเราะบนโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ที่ครีทพูดเมื่อครู่ก็เป็นคำตอบที่พวกเขาคาดว่าแกรนด์จะสั่งแบบนั้นเหมือนกัน แต่ผิดคาดที่ครั้งนี้ยอมจ่ายแต่โดยดี สงสัยวันนี้จะกินยาไม่เขย่าขวด หลังจากแยกย้ายจากโต๊ะอาหาร แต่ละคนก็ออกไปทำหน้าที่ประจำของตัวเอง ครีทเดินออกมานั่งประกอบระเบิดรอพวกทหารที่กำลังจะมาอยู่ที่ศาลาพักผ่อนนอกแนวป้องกันทางเข้าหมู่บ้าน ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ปรากฏรถม้าสามคันวิ่งฝ่าหิมะตรงมาที่นี่ ดูจากลักษณะรถแล้วน่าจะเป็นรถของทางการ เมื่อมาถึงหมู่บ้านรถทั้งสามคันก็ถูกเวรยามที่รักษาการณ์บอกให้จอดเพื่อตรวจเช็คตามปกติ ทหารสามคนเมื่อวานเป็นคนขับรถม้าในวันนี้ก็ตะโกนสั่งให้เปิดทางเสียงดังลั่น ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินลงมาจากรถม้าคันแรกด้วยท่าทีองอาจ
“เกิดอะไรขึ้น?”
เขามองไปทางลูกน้องที่กำลังคุยกับยามรักษาการณ์ของหมู่บ้าน เมื่อได้ยินลูกน้องของเขาดูหงุดหงิดและตะโกนกระโชกโฮกฮาก ชายหนุ่มจึงต้องลงมาดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น
“ขออภัยขอรับหัวหน้าหน่วย ไอ้พวกยามชาวบ้านพวกนี้มันไม่เปิดทางให้เราเข้าไปในหมู่บ้านทั้งที่รู้ว่าเราเป็นทหารของทางการ มันบอกว่าต้องให้เราแจ้งก่อนว่ามาทำไมขอรับ”
ชายที่ขับรถม้าคันแรกทำความเคารพพร้อมกับรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดูหงุดหงิดพอสมควร
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรอ? มันคิดว่าตัวเองเป็นใคร พวกคนเถื่อนบ้านนอกกล้ามาสอบสวนทหารจากส่วนกลางตั้งแต่ตอนไหน?”
เมื่อได้ยินรายงานจากลูกน้อง ชายหนุ่มก็มีท่าทีหงุดหงิดขึ้นทันที ชาวบ้านธรรมดากล้าแข็งข้อต่อทหารตอนไหน หรือว่าพวกนี้มันเป็นคนป่าที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
“พวกเจ้าจงเปิดทางแต่โดยดี ข้าคือหัวหน้าหน่วยที่มาทำหน้าที่ในวันนี้ เมื่อวานข้าได้ส่งคนมาแจ้งข่าวว่าจะมาในวันนี้แล้ว นอกจากจะไม่มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับอย่างสมเกียรติแล้วกระทั่งขวางทางกล้าสอบสวนพวกข้าอีก คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ไปเรียกหัวหน้าหมู่บ้านของพวกเจ้ามารับโทษฐานที่ลบหลู่เกียรติของข้าให้เร็วที่สุด! ข้าเป็นชนชั้นสูงที่ไม่ชอบรออะไรนานๆ ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะต้องเดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้าน!”
ชายหนุ่มประกาศก้องอย่างเด็ดขาด ลูกน้องของเขาทยอยลงมาจากรถม้าอีกสองคันที่เหลือ ทหารที่มาในวันนี้มี 14 รวมชายหนุ่มที่เป็นหัวหน้ารวมเป็น 15 คน ยามรักษาการณ์คนหนึ่งวิ่งไปแจ้งเหตุภายในหมู่บ้าน ส่วนที่เหลืออีก 3 คนตรึงกำลังไว้และปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งของชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าทหาร เพราะไม่ได้มีคำสั่งใดเป็นพิเศษว่าจะมีใครเข้ามา พวกเขาก็จะไม่ปล่อยให้คนแปลกหน้าเข้าหมู่บ้านไปเช่นกัน
“กล้าเมินเฉยต่อคำสั่งของข้างั้นเรอะ! เป็นแค่พวกบ้านนอกแท้ๆ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
ชายหนุ่มยืนกำหมัดอย่างสุดจะทน ในขณะที่เขากำลังจะสั่งลูกน้องให้บุกเข้าไปอยู่นั้นก็ปรากฏเงาของคนผู้หนึ่งเดินตรงมาจากด้านหลังของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สังเกตเลยว่ามีคนนั่งอยู่ที่ศาลาพักผ่อนริมถนนแถวๆ หน้าประตูแนวป้องกันที่อยู่นอกเขตกำแพงหมู่บ้านไป
“หัวหน้าหมู่บ้านไม่ว่างอ่ะ เขาให้ข้ามาทำธุระแทน”
หัวหน้าทหารหันมาทางต้นเสียงที่อยู่ด้านหลัง เมื่อจ้องมองไปที่ผู้มาเยือนสักพักเขาก็แสดงใบหน้าตื่นตะลึงปนแปลกใจออกมา
“ครีทัส? เป็นเจ้าเองหรอ?”
“ใช่ ข้าเอง เรียกสั้นๆ แค่ครีทก็พอ ไม่เจอกันนานนะแมส จะว่าไปเจ้านี่ปากเก่งเหมือนเดิมเลยนะ ข้าก็สงสัยอยู่ว่าพวกตระกูลฟูลตันนี่มันนิสัยแบบนี้กันทุกคนรึเปล่า?”
“สามหาว! สามัญชนอย่างเจ้ากล้ามาลบหลู่ชนชั้นสูงอย่างตระกูลของข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ เจอเจ้าที่นี่ก็ดีแล้ว ถึงจะแปลกใจอยู่บ้างแต่วันนี้เจ้าชะตาขาดแล้วล่ะ รู้รึเปล่าว่าตลอดเวลาหลายปีมานี้ข้าตามหาตัวเจ้าแทบพลิกแผ่นดิน และตั้งใจไว้ว่าถ้าเจอเจ้าที่ไหนข้าจะจับเจ้ามาทรมานก่อนจะฆ่าให้เจ้าเหมือนตกนรกทั้งเป็น ให้มันสาสมกับเรื่องที่เจ้าทำกับข้า!”
“ทำอะไร? ข้าไปทำอะไรให้เจ้าตอนไหน? ดูทำหน้าเข้าสิ โกรธยังกะข้าไปฆ่าพ่อเจ้ามายังงั้นแหละ”
ครีทยืนเกาหัวแครกๆ พลางพยายามนึกว่าไปทำอะไรให้ใครโกรธขนาดนี้แต่ยังนึกไม่ออกสักที หรือว่าไอ้หมอนี่มันไปจำคนผิดที่ไหนมา หรือข้าไปสอยเด็กในสังกัดของมันตอนไปเที่ยวซ่องหว่า?
“ไม่แม้แต่จะจำได้?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายที่ท่าทางจะนึกไม่ออกแมสก็เพิ่มความโกรธขึ้นไปอีก เขานึกย้อนไปในช่วงเวลาที่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ในสถาบันศาสตร์การต่อสู้แห่งเมืองกลอเซน ในวันนั้นขณะที่กำลังเรียนวิชาเล่นแร่แปรธาตุ จู่ๆ มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้เอาระเบิดไปจุดเล่นจนอาคารเรียนถล่มลงทั้งหลัง ในครั้งนั้นแมสเป็นอีกคนที่บาดเจ็บ เขาถูกคานไม้พังลงมาฟาดหน้าเข้าจังๆ จมูกหักจนบิดเบี้ยวเสียรูป ฟันแถวบนหลุดออกทั้งแผง ภายหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นพ่อของเขาต้องเสาะหาทั้งหมอและยาเพื่อมารักษาฟันและจมูกของลูกชายให้กลับมาดังเดิมให้ได้ คงไม่ต้องนึกถึงสภาพถ้าลูกชายของเขาไปยิ้มต่อหน้าผู้คนโดยที่ฟันด้านบนไม่เหลือสักซี่ดูสิ ตระกูลเขาคงได้กลายเป็นตัวตลกไปเลย ส่วนตัวของแมสเองก็ต้องใช้เวลารักษาฟันกว่าที่มันจะงอกกลับมาดังเดิมก็ต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ด้วยฝีมือหมอที่พ่อเขาจ้างมาแพงลิ่ว แมสมารู้ที่หลังว่าอาคารที่พังลงมาในวันนั้นเป็นฝีมือของครีทและมันได้ถูกไล่ออกไปแล้ว เขาสาบานกับตนเองไว้ว่าเขาจะต้องตามหามันและให้มันได้ชดใช้สิ่งที่มันทำเอาไว้อย่างสาสม และวันนี้เองที่เขาได้พบมันเข้าอย่างบังเอิญเหมือนสวรรค์จะเมตตาและสนองความต้องการให้กับเขาแล้ว เวทย์ไฟสีแดงจ้าถูกจุดขึ้นที่มือของแมส บรรยากาศรอบกายที่มีหิมะปกคลุมหนาวเย็นเริ่มเปลี่ยนเป็นแสบร้อนผิวขึ้นมา หิมะที่อยู่รอบๆ ตัวชายหนุ่มก็ค่อยๆ ละลายเปลี่ยนเป็นน้ำ
“หัวหน้าหน่วย ระวังด้วยขอรับ เจ้าหมอนี่มันเป็นผู้ใช้เวทย์คลาส 4 ขั้นต้น!”
“ห๊ะ?? คลาส 4? มันเนี่ยนะ เจ้าดูผิดรึเปล่า?”
แมสแม้จะตื่นตะลึงไปบ้างกับคำพูดลูกน้องของเขาที่มีสกิลตรวจสอบบอกว่ามันมีพลังคลาส 4 แต่เขาก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ในอดีตใครๆ ก็รู้ว่าพลังของมันต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดไหน และพลังก็เพิ่มช้ามาก ไม่สนใจการฝึกพลังทุกทางในตอนที่เรียนอยู่สถาบันจนรั้งท้ายชั้น แถมยังเป็นตัวตลกที่ชอบทำอะไรบ้าๆ บอๆ อีก เป็นไปได้อย่างไรที่มันจะมีพลังถึงคลาส 4 ซึ่งถ้าเทียบแล้วพลังระดับนี้มันอยู่ในระดับหัวกะทิของรุ่นเขาเลยทีเดียว สงสัยเจ้าลูกน้องคนนี้เมื่อคืนมันเมายังไม่สร่างเลยตรวจสอบผิดพลาดรึไง? แต่ถึงแม้มันจะมีพลังคลาส 4 ขั้นต้นจริงแล้วไง? ตอนนี้เขาเป็นผู้ใช้เวทย์คลาส 4 ขั้นกลางแถมยังเป็นผู้สืบทอดสายเลือดพิเศษอีก มีอะไรที่ต้องกลัวคนอย่างมันกัน!
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงชายผู้หนึ่งดังมาจากหน้าประตูทางเข้าซึ่งตอนนี้เขากำลังเดินมาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งที่ถืออาวุธครบมือเดินตามมา ทุกคนหันไปทางต้นเสียงนั้นทันทีก็ที่สีหน้าจะเปลี่ยนไป
“ฮ..ฮอบก็อบลิน? ตั้งขบวน!”
แมสสั่งการลูกน้องทันทีที่เห็นฮอบก็อบลินเดินออกมาจากหมู่บ้าน แถมมันไม่ได้มาตัวเดียว มันยกคนมามากกว่าทหารของเขาที่พามาในวันนี้ซะอีก แต่ก็มีเรื่องน่าแปลกใจอย่างมากก็คือ ฮอบก็อบลินตัวนี้มันสั่งการมนุษย์ได้ด้วยเหรอ? รึมนุษย์พวกนี้เป็นทาสของมัน?
“อย่างงี้นี่เอง พวกเจ้าซ่อนไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้ในหมู่บ้านก็เลยขัดขวางถ่วงเวลาไม่ให้ข้าเข้าไปเพื่อจะได้ไปบอกมันให้ซ่อนตัวสินะ ความผิดของพวกเจ้าทุกคนที่อยู่ที่นี่ต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม!”
“เฮ้ยๆ ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะเจ้าน่ะ พูดเองเออเองอยู่คนเดียวเลยนี่หว่า ตกลงจะมาเก็บภาษีหรือมาหาเรื่อง?”
ครีทในตอนนี้ชักจะยั้วขึ้นมาหน่อยแล้ว ไอ้การวางตัววิเศษวิโสกว่าคนของพวกชนชั้นสูงเป็นอะไรที่เขารังเกียจที่สุด
“หุบปาก! ยังไงวันนี้เจ้าก็ต้องตายด้วยมือข้าอยู่แล้ว! ทหารจงฟัง! จับพวกมันไปสอบสวนให้หมดทุกคน ใครขัดขืนฆ่ามันได้เลย!”
พูดจบแมสหันหลังให้ครีทพร้อมกับเร่งพลังขึ้นจนไฟในมือโหมแรงขึ้นอีก
“เป็นธุลีไปซะเจ้าฮอบก็อบลิน : ลูกไฟยักษ์วิหคเพลิง!”
วูมมมมมมมม!!!!
พลังไฟถูกปล่อยออกมาจากมือของแมสกลายเป็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เวนไฮร์ที่ยืนอยู่ห่างไปไม่ถึง 50 เมตร
“ดาบเพลิง”
ซิ้ง!!!
ดาบที่หุ้มด้วยไปสีแดงเข้มฟันออกไป ลูกไฟยักษ์ถูกดาบฟันผ่าแยกเป็นสองซีกพร้อมกับระเบิดออกทั้งสองทาง เหล่านักล่าที่ตามเวนไฮร์มาเอามือบังความร้อนกันจ้าละหวั่น บางคนถึงกับครวญครางออกมาด้วยความแสบร้อน ยังดีหลังจากที่ระเบิดไปสักพักอุณหภูมิก็ลดลงอย่างรวดเร็วจากหิมะที่ปกคลุมพื้นที่เอาไว้
“ถ้ามาดีเราพร้อมต้อนรับและจ่ายภาษีอย่างเป็นมิตร แต่เจ้ากลับมาอย่างอันธพาล มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นซะ! : ลูกไฟวิญญาณ”
เวนไฮร์ปล่อยลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นออกมา 15 ลูกเท่าจำนวนคน ลูกไฟทั้ง 15 ลองลอยบนท้องฟ้าไปมาเหมือนเช่นวิญญาณ แมสเริ่มคิดหนักขึ้นมาทันที ทักษะเต็มพลังของเขาที่ปล่อยออกไปเมื่อครู่หวังจะกำจัดศัตรูครั้งเดียวกลับถูกผ่าทำลายอย่างง่ายดาย พลังของเจ้าฮอบก็อบลินตัวนี้มันไม่ธรรมดาซะแล้ว ตอนนี้เขาคิดที่จะหนีกลับไปเพื่อตั้งหลักและมีข้ออ้างในการจัดกำลังคนเพื่อกวาดล้างที่นี่แล้ว
“เหมือนเจ้าจะลืมข้านะ”
ฟู่ววววว!!
ปลอกแขนกลของครีทขับควันออกมาพร้อมกับเกิดเป็นแรงดันพากำปั้นที่สวมสนับมือของเขาพุ่งกระแทกหน้าของแมสเต็มๆ ชายหนุ่มที่โดนกำปั้นอย่างไม่ทันตั้งตัวกระเด็นลอยลิ่วไปหลายเมตร เขาค่อยๆ พยุงร่างของตัวเองลุกขึ้นมาพร้อมกับถ่มเลือดออกจากปากจนหิมะที่พื้นถูกย้อมไปด้วยสีแดง ฟันแถวหน้าทั้งบนและล่างต่างหลุดร่วงจากแรงกระแทกของสนับมือ หน้าของชายหนุ่มยังสั่นไม่หายและมีอาการมึนงงจนเซไปมาตอนลุกขึ้น
“หายบ้ารึยัง? ข้าล่ะเกลียดนัก ไอ้พวกชนชั้นสูงงี่เง่าแบบพวกเจ้าเนี่ย”
“เจ้าสามัญชน! กล้าทำร้ายข้าขนาดนี้ ท่านพ่อของข้าต้องไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ หลีกทางให้ข้าซะ”
แมสกุมปากด้วยความเจ็บปวด เขาฝืนพูดออกมาทั้งยังงั้นและใช้อำนาจพ่อของเขาขู่ครีทกับเวนไฮร์หวังจะให้ทั้งสองเกรงกลัวและเปิดให้เขากลับออกไป
กึก!
ทันทีที่แมสพูดจบก็มีมือใครบางคนมาบีบล็อกที่คอของเขาเอาไว้ มือนั้นกุมคอไว้แน่นเหมือนคีมเหล็กขนาดใหญ่บีบคอเอาไว้ แม้จะพยายามดิ้นรนแต่ร่างกายก็ไม่ขยับไปตามที่สมองสั่งการ ทั่วทั้งร่างของแมสชาและไร้ความรู้สึกไปหมดจากพลังสายฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลไปทั่วร่าง หน้าเริ่มเขียวคล้ำขึ้นจากการหายใจไม่ออก
“กะ..กะ..กะ..กัก..กัก”
“เอ้า แมสนี่นา ไม่เจอกันนานเลย เจ้าสบายดีนะ เป็นอะไรไป? เจอข้าแล้วดีใจจนพูดไม่ออกเลยหรอ?”
แกรนด์เอ่ยขึ้นอย่างยินดีแต่สีหน้าของเขาตอนนี้ดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก เขารับรู้ได้จากเขตสัมผัสที่จุดพลังของผู้คนที่อยู่หน้าหมู่บ้านเปลี่ยนไปเลยรู้ว่าเกิดเรื่องเข้าให้แล้ว แม้จะไม่ได้ถามแต่แกรนด์ก็คาดเดาได้ว่าคนพวกนี้มันมาหาเรื่องก่อนแน่นอน เพราะปกติการเก็บภาษีของทางการจากหมู่บ้านในเขตปกครองของตนก็เป็นการบังคับเอามาอยู่แล้ว ซึ่งส่วนมากจะเป็นการกำหนดเก็บภาษีรายปีโดยเก็บเอาจากผลผลิตของหมู่บ้านนั้นๆ ในอัตราที่สูงมาก และผลผลิตเหล่านั้นก็จะถูกเก็บเป็นเสบียงให้กองทัพใช้ ทั้งทหารที่ถูกส่งมาส่วนหนึ่งก็เป็นพวกหัวสูงที่ไม่อยากเดินทางมาบ้านนอกหรือไม่ก็พวกเก็บกดที่อยากแสดงอำนาจของตนเองเท่านั้น
“เจ้ามีอะไรจะบอกก่อนตายมั้ย? อ้อ บอกไว้ก่อนนะ ข้าไม่สนว่าพ่อเจ้าเป็นใครมาจากไหน ถ้าพูดไม่เข้าหูข้าขึ้นมาคอเจ้าจะแหลกก่อนเป็นอย่างแรก”
แกรนด์คลายมือที่จับนิดหน่อยพอให้แมสใช้เสียงพูดออกมาได้ แต่เขากลับพาชายหนุ่มที่อยู่ในกำมือลอยสูงขึ้นไปหลายเมตร แต่เดิมแมสกะจะใช้พ่อขู่แต่พอดูสถานการณ์แล้วก็รู้สึกได้ว่าแกรนด์เอาจริง เขาเริ่มที่จะขยับปากพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาจากลำคออย่างยากลำบาก
“ป..ปล่อย.ข้า..ปะ..ไปเถอะ..เจ้าต้องการ..อะไร..พะ..พ่อของข้าหาให้เจ้า..ได้..ทุกอย่าง..ปล่อย..ปล่อยข้าไปเถอะ”
แมสนึกถึงคำเตือนของเอลซ่าเขาก็รู้ซึ้งในทันที ครั้งที่ไปเยี่ยมเอลรอนครั้งแรกแมสได้ยินจากปากเอลซ่าก็ปล่อยเสียงหัวเราะออกมาก๊ากใหญ่ เขาคิดว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่จะเชื่อเรื่องแบบนี้ แต่ในตอนนี้ แกรนด์ที่อยู่ตรงหน้าเขาน่ากลัวยิ่งกว่าที่เอลซ่าเตือนซะอีก
“จะแลกเปลี่ยน? ชีวิตของเจ้ามีค่าถึงขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ คนอย่างเจ้าอยู่ไปจะมีประโยชน์อะไร? ลองตอบข้ามาหน่อยไอ้ลูกแหง่ติดพ่อ ข้าไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะไปขอแลกเปลี่ยนอะไรแบบนั้นหรอกนะ ยังไงซะข้าก็เกิดที่ตระกูลนั้น เอาเป็นว่าข้าจะส่งเจ้ากลับไปเป็นของขวัญให้พวกเขาแล้วกัน”
แมสได้ฟังที่แกรนด์เอ่ยขึ้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ยังไม่ทันที่จะสุดช่วงลมหายใจ ตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น แกรนด์ใช้พลังจิตข่มขวัญขั้นสูงทำลายจิตใจและสลักความกลัวลงภายในจิตใต้สำนึกของแมส พลังจิตที่ใช้มิใช่การสลักความกลัวแบบที่ทำกับเอลรอน แต่เป็นการทำลายจิตรู้ตัวตนของแมสไปเลย ต่อจากนี้มันจะเป็นได้แค่คนบ้า ไม่มีทางที่จะกลับมาเป็นคนเดิมได้อีกต่อไป เดิมทีแกรนด์ตั้งใจที่จะทำลายแก่นเวทย์ของแมสไปด้วย แต่คิดๆ ดูแล้วถ้าคนบ้ามันปล่อยเพลิงวิหคเทพได้มันจะเป็นยังไง คงน่าสนุกพิลึก เมื่อคิดได้เช่นนั้นแกรนด์ก็ปล่อยมือจากคอของแมส ร่างของชายหนุ่มร่วงลงกระแทกพื้นนอนเกลือกกลิ้งในสภาพที่น่าอนาถ
“ถอดเสื้อผ้าของมันออกให้หมด โกนผมสลักคำว่า ‘บ้า’ ไว้ที่หน้าผาก แล้วแอบเอามันไปโยนทิ้งไว้ใกล้ๆ เขตกำแพงเมือง ส่วนพวกเจ้า”
แกรนด์หันไปทางทหารที่ยืนเข่าอ่อนอยู่พื้นเบื้องล่าง
“ทำให้พวกมันหายไปซะ”
เวนไฮร์ใช้ลูกไฟที่ล่องลอยบนอากาศพุ่งเข้าใส่ทหารที่ยืนอยู่คนละลูก เปลวไฟสีแดงเข้มได้เผาผลาญร่างกายของทหารพวกนั้นจนกลายเป็นเถ้าธุลีไปหมดโดยใช้เวลาแค่ไม่กี่อึดใจ
“เสียเวลาเป็นบ้า อุตส่าห์นึกว่าจะได้ทำตัวเป็นพลเมืองดีอยู่แล้วเชียว”
“เฮ้ยแกรนด์ เจ้าไม่กลัวทางการจะแห่มาหรอ มันมาเก็บภาษีแล้วกลับไปสภาพนี้ ถ้าทางการส่งคนมากวาดล้างเราจะไม่ฉิบหายกันหมดรึไง แล้วก็ตระกูลฟูลตันนั่นอีก”
ครีทเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางเป็นกังวล
“เก็บภาษีให้ทางการ? ไม่ๆ มันไม่ได้มาเก็บภาษีให้ทางการอะไรหรอก ตอนข้ามองตามันก็รู้ว่ามันไม่ได้ถูกทางการส่งมา เพราะถ้าถูกทางการส่งมาตอนต่อรองกับข้ามันจะอ้างพ่อมันทำไม ถ้าข้าเดาไม่ผิดมันน่าจะเจอหมู่บ้านเราแล้วมาเก็บส่วยก่อน พอได้แล้วค่อยไปอ้างผลงานเอาหน้าซะมากกว่า ข้ารู้นิสัยมันดีตอนอยู่ที่ตระกูล ส่วนเรื่องตระกูลฟูลตัน พวกมันจับต้นชนปลายไม่ถูกหรอกว่าใครทำ ถึงพวกมันจะรู้แล้วไง ข้าเตรียมการรับมือไว้แล้ว กล้ามาก็มา ข้าก็อยากแตกหักกับพวกมันแล้วเหมือนกัน”
พูดจบแกรนด์ก็เดินกลับเข้าไปในบ้านเหมือนเดิม เหล่านักล่าที่รวมตัวกันอยู่ด้านหลังเวนไฮร์มองตามไปด้วยดวงตาเป็นประกาย ตราบใดที่แกรนด์อยู่ที่นี่พวกเขาก็รู้สึกปลอดภัยแม้ศัตรูจะเป็นใคร แต่เหล่าหัวหน้าก็ออกหน้าแทนเสมอ ซึ่งต่างจากกองกำลังอื่นที่มักปล่อยลูกน้อยไปตายก่อนเพื่อลองเชิงศัตรู แม้จะรู้สึกปลอดภัยแต่พวกเขาก็รู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมาอาศัยแล้วยังต้องให้หัวหน้ามาปกป้องทั้งตนเองและครอบครัวให้อีก ที่ทำได้ตอนนี้มีแค่การทำงานและฝึกเพิ่มความแข็งแกร่งให้เต็มที่ ในชีวิตนี้ให้มีความสามารถพอที่จะล้มพวกหัวหน้าหน่วยย่อยในเมืองให้ได้ก่อนตายก็ยังดี เมื่อมองตามแผ่นหลังของหัวหน้าแล้วมันช่างเจิดจ้าเหลือเกิน
“ปาหี่จบแล้ว แยกย้ายกันไปฝึกต่อได้”
เวนไฮร์เอ่ยขึ้นบ้าง เขาหันหลังกำลังจะตรงไปที่ลานฝึกเหมือนเดิมจู่ๆ ก็มีนักล่าผู้หนึ่งถามแทรกขึ้นมา
“ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นคุณบ็อบเลย หายหน้าหายตาไปเป็นเดือนแล้ว เขาไปไหนหรอครับ?”
“ลากลับบ้าน อีก 2 เดือนเดี๋ยวก็มา พวกเจ้าก็ตั้งใจฝึกเข้าล่ะ วันที่เขากลับมาแล้วเห็นพวกเจ้าไม่พัฒนาขึ้นข้าว่าคงมีคนเจ็บตัวแน่ๆ”
“กลับบ้าน???”
คนที่ฟังอยู่ถึงกับเกาหัวมองหน้ากันเป็นแถว คุณบ็อบเขามีบ้านด้วย? ไม่ใช่ว่าที่นี่เป็นบ้านของเขาหรอกหรอ?
“จะสงสัยอะไรให้มาก ไปฝึกกันต่อได้แล้ว!”
...สองเดือนผ่านไป...
หิมะที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าหมดลง พื้นที่ขาวโพลนตลอดทั้งฤดูเริ่มละลายออกจนเหลือเบาบาง บางจุดเห็นหญ้าและพุ่มไม้เริ่มที่จะแตกใบและยอดอ่อนออกมาเป็นหย่อมๆ ตอนนี้ได้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว วันหนึ่งในช่วงเช้าขณะที่ทุกคนกำลังนั่งคุยสัพเพเหระพร้อมกับอาหารเช้าที่ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะตามปกติอยู่นั้น
ตู้มมมมมม!!!
จู่ๆ ประตูห้องของบ็อบก็ปลิวออกมา ความรุนแรงเมื่อครู่ส่งผลให้บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือน มีใครบางคนถีบมันออกมาจากข้างใน ทุกคนต่างหันไปมองที่หน้าห้องด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“อาหารเช้าวางเต็มโต๊ะแต่ไม่เรียกข้าเลยนะ”
มีเสียงคนพูดดังออกมาจากห้องก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏร่างออกมา ทุกคนที่มองดูอยู่ย่างใจจดใจจ่อพอเห็นร่างเจ้าของเสียงเดินออกมาก็ถึงกับนั่งตัวแข็งค้าง มีดกับช้อนที่ถือเอาไว้แทบหลุดออกจากมือ
“เจ้า...เจ้าเป็นใคร???”