มังกรพลิกสวรรค์

    ตอนที่ 40 ความทรงจำ

            ตอนที่ 40 ความทรงจำ




            ขึ้นชื่อว่าสงครามไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลอะไรสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการสูญเสีย ไม่ว่าจะในโลกไหนก็ตาม...


            “มหาสงครามแบ่งทวีปครั้งนั้นมันไม่ได้เกิดจากเหตุผลที่ยิ่งใหญ่อะไรมากมายหรือมีเรื่องราวซับซ้อนอะไรทั้งหมดเพื่อคำๆเดียว...อำนาจ”


            สุ้มเสียงของตี้ชิงเทียนดูเศร้าหมองลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดถึงตรงนี้ภาพเบื้องหน้าของหลินเฟยก็หมุนคว้างการมองเห็นพร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติเขาจึงพบว่าได้กลับมาอยู่ด้านนอกศาลาริมน้ำตกแล้ว


            สายตาที่หลินเฟยมองไปที่ตี้ชิงเทียนตอนนี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดแววตาเคารพนับถือปรากฏออกมาอย่างชัดเจน หลังจากสิ่งที่เขาได้เห็นผ่านสำนึกรู้มันทำให้จิตใจของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


            ความแข็งแกร่ง!


            ความเผด็จการ!


            ความเด็ดเดี่ยว!


            หลินเฟยคุกเข่าลงรับฟังสิ่งที่ตี้ชิงเทียนพูดอย่างตั้งใจบุคคลที่สามที่หลินเฟยสามารถคุกเข่าให้ได้โดยสนิทใจ สำหรับเขาแล้วตี้ชิงเทียนไม่ต่างอะไรจากอาจารย์มังกรเทียนเซิน ยิ่งดูเหมือนตี้ชิงเทียนจะรู้จักอาจารย์ของเขาไม่น้อย

            ที่สำคัญที่สุดคือ ตี้ชิงเทียน ได้มอบมรดกสืบทอดให้เขาเช่นเดียวกันแม้จะยังไม่ได้ตรวจสอบแต่เพียงพละกำลังของกล้ามเนื้อที่ส่งผ่านความรู้สึกออกมานั้นก็ทำให้เขารู้สึกตะลึงพรึงเพลิดอยู่ไม่น้อย


            หลินเฟยคิดว่าหากตอนนี้ได้ต่อสู้กับปักษาวายุที่ หยางเทียน ศิษย์หลักของสำนักนภาดารากำจัดไปนั้น เขาก็เพียงแค่เหวี่ยงหมัดออกไปทุกอย่างก็จะจบลงอย่างง่ายดาย


            เป็นความรู้สึกของผู้แข็งแกร่งที่มีต่อผู้อ่อนแออย่างแท้จริง!


            เข่าของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรบ่าของเขาก็ไม่ได้แบกอะไรไว้มากมายมีเพียงความหวังที่จะฟื้นฟูตระกูลให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งเพียงนั้น


            “สงครามครั้งนั้นผู้ที่เสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดก็คือเผ่ามนุษย์ของเจ้า...ความอ่อนแอจากการที่สูญเสียสำนักทั้งสิบไปพวกมันต่างตกตายราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่นไร้ซึ่งกำลังให้ต้านทานทำได้เพียงหลบซ่อนตัวกันด้วยความหวาดกลัวเท่านั้น


            ด้วยพลังของเผ่ามารในเวลานั้นเผ่าเทพที่ไม่มีดวงเนตรของข้าก็เหมือนขาดแขนไปข้างหนึ่งเพียงหยัดยืนต้านทานไว้ก็เต็มกลืนไม่สามารถผลักดันเผ่ามารให้ถอยร่นไปอย่างแท้จริง...


            ตัวข้านั้นเมื่อได้สติจากไฟโทสะด้วยความละอายจากการสังหารมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก... ข้าได้ต่อต้านเผ่ามารหยุดยั้งการรุกรานเข้ามายังอาณาเขตของมนุษย์หวังชำละล้างบาปภายในจิตใจให้เบาบางลง


            แต่พลังของข้าเพียงคนเดียวย่อมไม่สามารถหยุดยั้งราชันของเผ่ามารที่เตรียมตัวมาอย่างพรั่งพร้อมได้นานนัก ทั้งกองกำลังของมันนั้นเมื่อมองไปก็ราวกับมหาสมุทรปีศาจที่ไม่สิ้นสุด...ช่างเป็นภาพที่ทำให้จิตใจข้าสั่นไหวยิ่งนักในเวลานั้น”


            “ช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เผ่ามนุษย์ดูเหมือนจะหมดซึ่งหนทางรอดข้าเองก็หมดหนทางได้แต่ต่อสู้ด้วยพลังที่เหลืออยู่เพียงหวังให้เผ่ามารสูญเสียให้ได้มากที่สุด...”


            หลินเฟยยิ่งฟังก็ยิ่งใจหายเรื่องราวของมหาสงครานั้นน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ถึงรายละเอียดยิ่งฟังมากเท่าใดความเข้าใจของเขาต่อโลกใบนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น


            “ท่ามกลางความสิ้นหวัง...ปรากฏเปลวไฟหลากสีที่ดูราวกับไฟของสวรรค์มองไกลๆจะเห็นดาวตกนั้นตกลงมาจากข้างนอกของฟากฟ้านั่น

            พลังกดดันและเสียงที่กรีดผ่านอากาศลงมาดังกึกก้องไปสามชั้นฟ้าทำให้สนามรบทุกแห่งต่างหยุดชะงักลงเมื่อมันเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าภายในเปลวไฟสวรรค์นั้นคือ...เต่าตัวหนึ่ง!”


            “เต่า?”


            เมื่อพูดมาถึงตรงนี้หลินเฟยมองเห็นประกายตาของตี้ชิงเทียนเต็มไปด้วยการหวนลำลึกมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ใบหน้านั้นหวนคิดถึงความทรงจำต่างๆที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดีเรื่องนึงหลังจากผ่านเรื่องราวของภรรยามาได้


            “ใช่แต่หากเป็นเพียงเต่าธรรมดาจะสามารถตกลงมาจากฟากฟ้าได้อย่างไร? ขนาดของมันใหญ่โตมากกว่าพันจั้งเพียงลำคอที่ยืดออกกับหางคิ้วสีขาวนั้นก็ยาวเกินหลายร้อยจั้งแล้ว...


            แต่ที่น่าสนใจและเป็นจุดดึงดูดก็คือบุรุษคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนหัวของมัน! หากไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งแล้วย่อมไม่มีทางที่มองเห็นบุรุษผู้นั้นได้เลย


            หลังจากที่เต่ายักษ์นั้นพุ่งชนไปที่พื้นส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงต่อเนื่องไปถึงสามวันฝุ่นควันจำนวนมากห้อมล้อมไปทั่วรัศมีหลายหมื่นลี้กลายเป็นทะเลฝุ่นหนาทึบ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งยังสามารถถูกฉีกกระชากออกให้กลายเป็นชิ้นๆจากความเกรี้ยวกราดของทะเลฝุ่นนั้น


            ...สามวันหลังจากที่แผ่นดินสงบลงก็เห็นว่าบุรุษผู้นั้นบินออกมาจากกลุ่มหมอกควันโดยไร้รอยขีดข่วนใดๆเมื่อเขาออกมาในทันทีก็เผชิญหน้ากับราชาของเผ่าต่างๆ ข้าเองก็ไปสังเกตการณ์ด้วยเช่นกัน...


            ไม่ว่าจะเป็นเผ่าเทพ เผ่ามาร เผ่าภูติ เผ่ามังกร เผ่าอสูรและเผ่ายักษ์ รวมถึงผู้แข็งแกร่งที่แยกตัวออกมาจากเผ่าหรือผู้ที่ไม่เข้าร่วมในสงครามต่างก็มาพบกันโดยไม่ได้นัดหมาย...

            พวกมันล้วนเทียบได้กับราชาของราชาแต่ละคนนั้นแข็งแกร่งพอที่จะพลิกฟ้าคว่ำทะเลได้อย่างง่ายดายแม้จะไม่มีใครที่พลังมากเท่ากับราชาของเผ่าเทพและเผ่ามารแต่ก็นับว่าห่างกันไม่เกินสองขั้นเท่านั้น”


            “...สุดยอด”


            หลินเฟยปากคอแห้งผากนึกภาพตามเมื่อเขาคิดว่าคนที่แข็งแกร่งมากมายมารวมตัวกันพลังสยบนั้นก็มากพอที่ทำให้สวรรค์และปฐพีต้องถอยหนี ตี้ชิงเทียนยิ้มและมองไปยังหลินเฟยด้วยความเอ็นดู


            “บุรุษผู้นั้นจ้องมองทุกคนอย่างเรียบเฉยไร้ซึ่งความกังวลใดๆท่วงท่านั้นสง่างามเกินใครจะทาบเทียบ ทั้งยังเยาว์วัยและหล่อเหลา ใบหน้าเล็กๆเชิดขึ้นน้อยๆข้าสัมผัสได้ถึงความลำพองใจของมันเมื่อได้กลายเป็นจุดสนใจจากสายตานับไม่ถ้วน ถึงจะเป็นอย่างนั้นแต่ก็มากไปด้วยบารมีที่น่าเกรงขามแผ่ออกมาจนทำให้เหล่าราชาทุกผู้นั้นหม่นหมองลงไปไม่น้อย

            ยิ่งพลังรอกละลอกหนึ่งที่ดูเหมือนกระจายออกมาอย่างไม่ตั้งใจนั้นคล้ายกลับเหนือสวรรค์และปฐพีเหนือยิ่งไปกว่าพลังของโลกใบนี้พลังที่ว่านั้นสะกดข่มทุกผู้ให้อยู่ในความสงบอย่างไม่น่าเชื่อ!”


            “...ราชาของเผ่ามารเป็นคนแรกที่ไม่ทนมันมั่นใจในพลังฝึกตนและฝีมือของมัน มันเป็นผู้ที่กำลังได้เปรียบในมหาสงครามอย่างถึงที่สุด มันแค่นเสียงเย็นชาออกมาหนึ่งทีแล้วโจมตีโดยไม่เอ่ยคำใด

            ปราณโลหิตก่อตัวเป็นรูปกระบี่โลหิตหลายหมื่นเล่มพุ่งเข้าใส่บุรุษผู้นั้นด้วยพลังอำนาจที่ทำให้นภากาศถึงกับเปลี่ยนเป็นสีแดงของโลหิต! เมื่อใครเห็นภาพนี้ก็ต้องคิดว่าบุรุษลึกลับจบสิ้นแล้ว?


            แต่ไม่ใช่เลยบุรุษผู้นั้นยกมือขึ้นกระบี่สีเงินเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับพลังกดดันที่ราวกับจะผ่าผืนฟ้าทลายปฐพีกลิ่นอายที่เต็มไปด้วยความเผด็จการเย่อหยิ่งเกินสิ่งใดเปรียบ

            ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่ง เมื่อกระบี่สีเงินที่เต็มไปด้วยอักขระประหลาดนั้นปรากฏขึ้นมาทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่ามันไม่ใช่สิ่งของที่กำเนิดมาจากดาวดวงนี้ ทั้งกระบี่ ทั้งเต่า


            ทั้งบุรุษผู้นั้น...ต้องเป็นคนที่มาจากดางดวงอื่นแน่นอน!”


            “ดาวดวงอื่น...”


            ตี้ชิงเทียนมองหลินเฟยที่กระพริบตาปริบๆบนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขายิ้มแต่ก็ไม่ได้ขยายความอะไรเพิ่มเพียงแต่เล่าเรื่องราวต่อไป


            “ความจริงผู้ที่แข็งแกร่งเช่นพวกข้าผู้อาวุโสต่างก็รับรู้กันมาโดยตลอดว่าภายนอกท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวนั้นยังมีดาวดวงอื่นที่มีผู้ฝึกตนเช่นพวกเราอยู่จากหลายๆสิ่งหลายอย่างที่ตกลงมาพร้อมกับหินอุกกาบาตในบางครั้ง...”


            “แต่ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่พบเห็นคนที่มีเลือดเนื้อปรากฏขึ้นอีกทั้งยังเต็มไปด้วยความลึกลับสุดจะหยั่ง...”


            “ไม่ต้องลงรายละเอียดมากไปกว่านี้บุรุษผู้นั้นกำราบทุกผู้คนสลายไฟสงครามใช้กระบี่นั้นตัดแยกดินแดนออกเป็นหกทวีป!


            ทั้งยังร่ายอาคมที่สะเทือนฟ้าสร้างหมอกแห่งความตายปกคลุมไปทั่วทั้งมหาสมุทรตัดเส้นทางสัญจรของแต่ละทวีปออกสร้างสันติสุขให้ทุกหมู่เหล่าอย่างแท้จริง หากใครจะข้ามผ่านไปยังทวีปอื่นนั้นย่อมต้องมีวิธีการพิเศษเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!”


            “หลังจากนั้นข้าที่ช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ในการฟื้นฟูสิ่งต่างๆจากไฟสงครามจึงได้มีโอกาสพูดคุยและนับถือกันเป็นสหายกับบุรุษผู้นั้นทำให้รู้ว่ามันเพียงแค่ผ่านทางมาเท่านั้นอีกไม่นานมันก็จะจากไป


            หลังจากนั้นก็มาถึงเวลาที่พลังชีวิตของข้ามาถึงจุดสิ้นสุด ในวาระสุดท้ายข้าได้มาที่นี่ปิดผนึกดวงตาแห่งบรรพกาลไว้”


            “เฮ้อ..การที่เจ้าดูดซับลมปราณที่รั่วไหลออกไปจนเปิดผนึกทั้งยังเลือกประตูไม้แทนที่จะเลือกประตูอื่น นับว่าวาสนาของเจ้าและข้ามาบรรจบกันอย่างแท้จริง


            หากในวันนั้นเจ้าเลือกประตูอื่นเจ้าอาจจะได้รับโชคบางอย่างแต่ไม่มีทางที่จิตสำนึกของข้าจะปรากฏออกมาได้เช่นนี้...

            เมื่อผ่านเขาวงกตมาจริงๆแล้วควรเป็นการทดสอบจิตใจที่ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างน้อยเจ้าต้องเดินอยู่อย่างนั้นไปเก้าร้อยเก้าสิบเก้าปีถึงจะทำให้ข้ายอมรับได้...”


            คิ้วของหลินเฟยกระตุกพร้อมกับรอยยิ้มเหยเกหากเขาต้องใช้เวลาเดินนานขนาดนั้นด้วยพลังฝึกตนของเขาคิดว่าน่าจะไปได้ไม่ถึงครึ่งทางคงแก่ตายอยู่ตรงขั้นบันไดตรงไหนสักขั้น


            “เมื่อจิตวิญญาณของข้าตื่นขึ้นก็สัมผัสได้ว่าเวลาที่ผ่านมาช่างยาวนานนักผนึกนี้อย่างน้อยก็ดำรงอยู่มายาวนานนับหมื่นปี


            ข้าไม่รู้ว่าสหายผู้นั้นยังอยู่หรือจากไปแล้วแต่หากมันจากไปจริงๆก็คงทิ้งอะไรสักอย่างเป็นมรดกไว้ให้กับคนรุ่นหลังเพื่อรับมือกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นอีก อยู่ที่มีคนพบเจอมันหรือยังเท่านั้น...”


            ตี้ชิงเทียนขมวดคิ้วขึ้นตกอยู่ในการทบทวนความทรงจำแต่ไม่นานก็ถอนหายใจยาวออกมา


            “ความทรงจำในเสี้ยวจิตวิญญาณของข้านี้เลือนลางเหลือเกินเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับมันข้าเพียงจำแซ่มันได้เท่านั้น...


            มันแซ่ ป๋าย!”

            .

            .

            .

    คล้ายกับเรื่องมังกรพลิกสวรรค์ ที่คุณอ่าน

    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367