ผมยืนรอมองตามจนเขาเลี้ยวลับไปตรงหัวมุมถนนแล้วจึงได้เดินเข้าไปในโรงบิลเลียดของจิมมี่ โคช
ผมแหงนหน้าขึ้นมองดูนาฬิกาที่แขวนไว้ข้างฝาผนังห้องเพิ่งจะบ่าย 3 โมงเศษเท่านั้น งานจะเริ่มั้แ่บ่าย 4โมง ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ ผมเดินเร็วๆออกไปตรงหัวมุมถนนมองหาจิมมี่ เห็นเขากำลังคุยอยู่กับใครคนหนึ่งอยู่ไกลๆไม่ได้หันมาทางที่ผมยืนอยู่ด้วยซ้ำ ผมเลยยึดเอาบันไดเก่าๆ หน้าตึกใกล้ๆนั้นเป็ที่นั่งพัก ตั้งใจว่าจะรออยู่อย่างนั้นจนกว่าจะถึงเวลาทำงาน
ผมควักบุหรี่ออกมาจุดสูบพ่นควันช้าๆ เฝ้ามองดูผู้คนที่เดินผ่านหน้าไปมาอย่างเบื่อๆ
ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงเด็กๆ กลุ่มหนึ่งเอะอะเอ็ดตะโรอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม เห็นเด็ก 2-3คนเดินเข้ามาสมทบ เด็กพวกนั้นกำลังรุมล้อมเด็กชาวยิวคนหนึ่งอย่างเมามันผมมองดูภาพนั้นอย่างสนใจ แต่ก็บอกตัวเองว่าไม่อยากยุ่ง เด็กๆ กำลังเริ่มตีวงเป็รูปครึ่งวงกลม
“เฮ้ย...ดูไอ้ครึ่งคนสิโว้ย...!”
“ไอ้พวกฆ่าคน”
“ไล่มันไป...”
เด็กชายคนนั้นยืนปักหลักมั่นใบหน้าซีดเผือด ดวงตาบอกแววทระนงอย่างเห็นได้ชัด เด็กที่ตีวงล้อมอยู่ค่อยๆคืบเข้ามา เขาจึงวางหนังสือที่ถืออยู่ลงกับพื้น หันหลังยันกำแพงไว้ กำหมัดแน่นรูปร่างของเขาเตี้ยและบอบบางกว่าเด็กอื่นๆ เล็กน้อย
“เข้ามาสิฉันคว่ำพวกนายได้ก็แล้วกัน” เสียงพูดของเขาไม่บอกความสะทกสะท้านสักนิด
เสียงโห่ฮาป่าดังขึ้น...
“สงสัยจะจูบตีนพวกเราเสียมากกว่าละมั๊ง”มีเสียงหัวเราะดังลั่นตามมา ผมก็เลยลุกขึ้นเดินข้ามถนนไปตรงนั้นไอ้พรรค์อย่างนี้สิน่าเล่น...
“ไฮ...แฟรงค์”คนหนึ่งหันมาทัก
“เออ...วิลลี่”
“สอนไอ้ลูกอี...สักหน่อยสิ”
“เดี๋ยวพวกนายก็ได้ยินมันพูดแล้วนี่หว่า ว่ามันคว่ำนายได้แน่เพราะฉะนั้นใครก็ได้ต้องแสดงฝีมือหน่อย อย่าเล่นหมาหมู่ฉันไม่ชอบ...”
ทุกคนหันมามองหน้าผม...
“เอ้า...ใครจะเป็คนลงมือวะ?”
ไม่มีเสียงตอบ...
“โอเค...ถ้าไม่มีใครงั้นฉันเอง...!”
วงแตกกระจายทันทีเมื่อผมเดินเข้าไปเด็กคนนั้นจ้องหน้าผมเป๋ง ผมการ์ดหมัด เขาก้าวออกมาข้างหน้าก้าวหนึ่งปาดหมัดเข้าใส่ผมอย่างไม่เป็ท่า ผมซัดเขาลงไปง่ายๆ หมัดเดียวเท่านั้นก็รู้แล้วว่าเขาชกไม่เป็เอาเสียเลยแต่ก็ยังหลับหูหลับตาหวดซ้ายป่ายขวามาอีก 2-3ทีซึ่งผมก็สกัดไว้ได้ เสียงกองเชียร์ะโลั่น
“คว่ำมันเลยแฟรงกี้”
“เตะมันตรงนั้นแหละแฟรงกี้”
ผมถอยออกมาทางด้านหลังแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า ปากยังคาบบุหรี่อยู่ ที่จริงก็เจตนาจะคาบไว้เหมือนกันอย่างน้อยก็เพื่อแสดงให้พรรคพวกและเด็กคนนั้นเห็นว่า เื่นี้ไม่ยั่นหรอก...
เด็กคนนั้นป่ายหมัดเข้ามาอีก...แต่พลาด...หายใจถี่แรงขึ้น
อา...มันรู้แล้วละว่าเราคว่ำมันได้แน่...ผมคิด...เอ...แล้วทำไมมันไม่วิ่งหนีล่ะ...?ผมแกล้งทำเป็เซถลา ปล่อยบุหรี่ให้ร่วงจากปากชำเลืองตามองก็เห็นเขายังยืนจ้องผมอยู่ ผมจึงเดินเข้าหาปล่อยหมัดเข้าตรงหน้าอกพอดีแล้วก็ตามหมัดขวาเข้าที่ใต้คาง เขาผงะเล็กน้อย เริ่มเต้นไปมา
“เอามันเลย...เตะมันเลยแฟรงกี้...!”
่นี้เองที่ผมซัดเขาลงไปนอนบนพื้นแล้วเขาก็เลยนอนอยู่อย่างนั้น
“เฮ้ย...เอามันอีก”เสียงเด็กๆ ร้องบอกและกระชับวงใกล้เข้ามา ผมยืนค้ำหัวเด็กคนนั้นไว้
“ไม่ต้องมันคว่ำแล้ว”
พวกเด็กๆมองหน้าผมแล้วก็รู้ว่า ถ้าใครขึ้นเข้ามาตอนนี้ ผมจะเอาจริงๆทุกคนเลยไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่มองตากันเงียบๆ
“เอาละพวกนายสนุกกันพอแล้ว กลับไปเสีย”
พวกเด็กๆ ค่อยๆถอยออกไปจากตรงนั้น ผมยืนรอดูอยู่จนพวกมันพ้นมุมตึกไปแล้ว จึงได้เดินไปนั่งลงข้างๆเขา หยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าส่งให้เขามวนหนึ่ง แต่เขาสั่นหน้าปฏิเสธผมจึงหยิบออกมาจุดสูบเอง เราอยู่ในลักษณะนั้นเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยๆลุกขึ้นนั่ง
“ขอบใจนะ” เขาว่า
“ที่ฉันเอานายลงไปนอนกับพื้นน่ะเรอะ?”ผมหัวเราะ
“ที่ให้เกมมันจบง่ายๆอย่างนี้ต่างหาก แกงค์นี้มัน...”
“อ๋อ...พวกนี้มันไม่มีอะไรหรอกมันชอบเล่นสนุกเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจอะไรหรอก”
“สนุกงั้นเรอะ?”เขาก้มลงหยิบหนังสือขึ้นมาถือไว้ มองผมหวั่นๆ
“นายน่าจะเรียนชกมวยนะถ้าจะต้องอยู่ในละแวกนี้”
เขาเม้มริมฝีปากเหมือนชั่งใจอยู่เป็ครู่เท่านี้ผมก็รู้แล้วว่าเขาต้องเรียนแน่ๆ
ทันใดนั้นคุณพ่อควินน์ก็โผล่ออกมาจากมุมตึก ผมะโขึ้นยืนอย่างใ
“ฮัลโล...ฟรานซิส”ท่านทักยิ้มๆ
“สวัสดีรับ คุณพ่อ”ผมแตะมือตรงหน้าผากทำท่าคำนับกลายๆ
“เธอชกกับเด็กคนนั้นหรือฟรานซิส?”ท่านทำเสียงขึงขัง ก่อนที่ผมจะทันตอบ เด็กคนนั้นก็ชิงตอบเสียก่อนว่า
“โอ...เปล่า...เปล่า...ครับคุณพ่อเราไม่ได้ชกกัน ฟรานซิสเขาสอนมวยให้ผมต่างหาก”
คุณพ่อควินน์หันไปมองดูเขาก่อนจะพูดเรียบๆ ว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าให้เขาสอนบทเรียนให้เธอเกินขอบเขตก็แล้วกันเขามักจะลืมตัวเสมอ” ท่านเปลี่ยนน้ำเสียงเมื่อถามต่อไปว่า
“แล้วเราล่ะชื่ออะไรพ่อไม่เคยเห็นเธอที่โบสถ์เลยนี่”
“ผมเป็ยิวครับชื่อมาร์ติน คาเบลล์”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็คงเป็ลูกของโจคาเบลล์สินะ”
“ใช่ครับผม”
“พ่อรู้จักพ่อของเธอเขาเป็คนดีนี่ ฝากความระลึกถึงไปด้วยนะ”
“ครับผม”
“เอาละพ่อต้องไปแล้ว จำที่พ่อสอนไว้นะ อย่าชกต่อยกันมันเป็สิ่งที่ไม่ดี” ท่านทำท่าจะเดินออกไป แต่แล้วก็หันมามองทางผม “ฟรานซิสเอาบุหรี่ออกจากกระเป๋าเสีย เดี๋ยวกางเกงไหม้หมด” แล้วท่านก็เดินผ่านหน้าไป
ผมรีบดึงบุหรี่ออกจากกระเป๋ากางเกงนึกว่าท่านจะไม่เห็นเสียอีกมาร์ตินกับผมมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะกันออกมาด้วยความขบขัน
“ท่านเป็คนดีนะ”มาร์ตินว่า
“ใช่ ดีทีเดียวละ”
เราเริ่มออกเดินเคียงข้างกันไป
“อยู่แถวนี้เหรอ?”
“ใช่พ่อเราเป็เ้าของร้านขายของตรงหัวมุมถนนบรอดเวย์ตัดกับสาย 54ไง”
ขณะนี้เราเดินมาถึงมุมมาถนนสาย 9แล้ว ผมมองเข้าไปในร้านขายเพชรที่มีนาฬิกาติดผนังอยู่ แล้วก็เห็นว่ามันเลยเวลาบ่าย 4 โมงไปมากแล้ว
“ต้องรีบแล้วเราต้องทำงาน”
“ถ้าผ่านร้านแวะไปกินโซดากับเรานะ”เขาชวน
“เอาสิ...ไปก่อนนะ”พูดจบผมก็ออกวิ่งเต็มฝีเท้า อย่างน้อยก็ไม่อยากให้มิสเตอร์โคชตำหนิได้ว่าผมไปทำงานสาย
โรงบิลเลียดของมิสเตอร์โคชยังว่างยังไม่มีลูกค้าสักคนหนึ่ง บางทีก็คล้ายกับว่าธุรกิจต้องชะงักไปหมดถ้าถึงตอนบ่ายผมรีบๆ ทำความสะอาดพื้นห้อง เตรียมสมุดดินสอไว้รอเวลาที่รายงานผลการแข่งหมาจะส่งเข้ามา
พอ 5 โมงครึ่ง พวกลูกค้าก็ทยอยเข้ามา ผมต้องลงไปห้องใต้ดินวิ่งหยิบเบียร์ขวดแล้วขวดเล่า ครั้งหลังสุดเมื่อโผล่ขึ้นมา ก็พบว่าซิลค์เฟนเนลลิกำลังยืนคุยอยู่กับมิสเตอร์โคช เขามองดูผม
“เฮลโล แฟรงกี้...”
“สวัสดีครับมิสเตอร์เฟนเนลลิ” ผมรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ใครๆจะหันมามองดูเราเป็ตาเดียว เขาหันไปคุยกับมิสเตอร์โคชต่อเมื่อเสร็จธุระแล้วก็เดินเข้ามาตรงที่ผมยืนอยู่
“ขัดรองเท้าชนิดพิเศษกันหน่อยเป็ไงไอ้หนู?”
“ได้ทันทีเลยครับท่าน”ผมวิ่งไปที่ตู้เก็บของหยิบหีบเครื่องขัดรองเท้าออกมาและเริ่มลงมือบรรจงขัดรองเท้าให้เขาอย่างดีที่สุดมันเงางามจนแทบจะส่องหน้าได้และรู้สึกว่าเขาพอใจมากจนสังเกตเห็นได้ชัด
เขาส่งเงินให้ผมครึ่งเหรียญแล้วก็ถามว่า...ถูกจับโยนออกมาอย่างเมื่อครั้งที่แล้วอีกหรือเปล่า...แล้วเขาก็หัวเราะเสียงดังลั่นมิสเตอร์โคชเดินเข้ามาถามว่าเื่อะไรกันเขาจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟังแล้วก็หัวเราะกันอย่างขบขัน
ผมเก็บหีบเครื่องมือขัดรองเท้าเข้าที่แล้วก็เริ่มลงมือจดแต้มมิสเตอร์โคชกับวีรบุรุษของผมเดินเข้ามา เสียงเขาถามมิสเตอร์โคชว่า
“อ้อ...เป็คนจดแต้มด้วยหรือนี่?”
“ใช่...แล้วก็ทำได้ดีฉิบห...เลยตอนนี้รู้งานหมดแล้ว”
มิสเตอร์เฟนเนลลิยิ้มให้
“เออ...พยายามทำดีไว้เถอะไอ้หนู สักวันหนึ่งข้างหน้า อาจจะได้เป็นักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งก็ได้นะ” เขาโบกมือให้ผมแล้วก็เดินออกไปจากที่นั้น”
ผมเห็นเขาเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งแล้วก็ขับออกไป อา...นักธุรกิจใหญ่ในวันข้างหน้าอย่างนั้นรึ...?ผมครุ่นคิดถึงคำพูดของเขา รู้สึกเหมือนมันสะท้อนก้องอยู่ในหู
ใช่แล้วหรือไม่ก็เป็นักการพนันตัวยงในเมืองนี้เลยละคงจะอย่างนี้ละมังที่มิสเตอร์เฟนเนลลิหมายถึง แต่ผมก็ไม่ชอบเล่นการพนันเสียด้วยบางทีผมอาจจะเอาอย่างเขา คือทำธุรกิจด้านอื่นประกอบไปด้วยจะดีกว่าเพราะว่าสักวันหนึ่ง ที่ผมอาจจะมีรถคันใหญ่กว่าเขาก็เป็ได้