บทที่86
คำเตือนก่อนจากไปของหมิงเยว่หลาน
“เจ้าสังหารล้างตระกูลหลี่”หมิงเยว่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบในขณะที่เดินเคียงไหล่ไปกับชายสวมหน้ากากเหล็กถ้อยคำที่นางเปล่งออกมาแม้ดูผ่อนคลาย หากแต่แฝงไว้ด้วยความหมายอันหนักหน่วง
นางหยุดก้าวเท้าลงเพียงเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ “แต่ว่าตระกูลหลี่...ยังไม่หมดสิ้นหรอกนะ”
สายตาของนางเบือนมามองด้านข้าง “คุณชายใหญ่ของตระกูลหลี่...ไม่ได้อยู่ในจวน”
หยุนโม่ที่เดินอยู่ด้านข้างเอียงคอเล็กน้อยแววตาใต้หน้ากากหรี่ลง “อยู่ที่อื่นหรือ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงราวผู้เริ่มคาดเดาอะไรบางอย่างได้ลางๆ
“สำนักเก้าเมฆา”หมิงเยว่หลานตอบอย่างไม่ลังเล เพียงเอ่ยนามนั้นออกมาอากาศรอบกายก็เหมือนจะขึงตึงขึ้นเล็กน้อย
หยุนโม่หยุดเดินทันทีริมฝีปากขยับเอ่ยชื่อนั้นแผ่วเบา “...สำนักเก้าเมฆา”
เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่แววตาภายใต้หน้ากากจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แน่นอนว่าหยุนโม่รู้จักชื่อนี้และรู้จักดีเสียด้วย
สำนักเก้าเมฆา หนึ่งในขุมพลังผู้ฝึกตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรอวี้เทียนในอาณาจักรนี้ มีเพียงสองสำนักและหนึ่งราชวงศ์เท่านั้น ที่ถูกขนานนามว่า “สามเสาหลักแห่งอวี้เทียน” และหนึ่งในนั้น…ก็คือ“สำนักเก้าเมฆา”
หยุนโม่ยกมือลูบปลายคางของตนอย่างครุ่นคิดเหตุผลที่เขารู้เกี่ยวกับที่นั่น ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเสียงของมันเท่านั้นแต่ยังมีความบังเอิญอีกหนึ่งอย่าง..
ผู้ฝึกตนคนแรกที่เขาสังหารหลังจากเหยียบย่างมายังโลกนี้เป็นศิษย์ของสำนักเก้าเมฆา!
และเมื่อตัวเขาสังเคราะห์ความทรงจำบางส่วนของศิษย์ผู้นั้นจึงได้รับข้อมูลลึกซึ้งเกี่ยวกับขุมพลังแห่งนั้นมาพอสมควร ทั้งลำดับขั้นในสำนักเส้นทางการฝึกตน…
“แม้เจ้า...จะเป็นมนุษย์ธรรมดา”หมิงเยว่หลานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง
สายตาของนางยังคงทอดมองไปข้างหน้าไม่หันกลับมา “แต่เจ้าก็...ไม่ใช่คนธรรมดาเสียทีเดียว”
นางเว้นช่วงไปชั่วครู่ราวกับให้เวลาคำพูดของตนซึมลึกลงในจิตใจของคนฟัง ก่อนจะค่อย ๆหันใบหน้ากลับมามองหยุนโม่ด้วยแววตาเยือกเย็น
“เพราะแบบนั้นข้าคิดว่าเจ้าน่าจะรู้ดี...ว่าสำนักเก้าเมฆาคือสถานที่แบบใด”
แม้นางจะรู้ดีว่าหยุนโม่อาจมีข้อมูลเกี่ยวกับสำนักนั้นอยู่บ้างแล้วแต่กระนั้น หมิงเยว่หลานก็ยังคงกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ น้ำเสียงของนางมั่นคงไม่เร่งรีบ
“ภายในอาณาจักรอวี้เทียนแห่งนี้ในแปดเขตปกครองราชวงศ์ มีอยู่เพียงสามขั้วอำนาจใหญ่เท่านั้น หนึ่งคือราชวงศ์อวี้เทียนสองคือสำนักซวนอู่ และสาม…คือสำนักเก้าเมฆา”
นางกล่าวจบก่อนจะคลี่ยิ้มบาง ๆแล้วเหลือบตามองเขาอีกครั้ง “และเขา...บุตรชายคนโตของตระกูลหลี่คนนั้น ตอนนี้กำลังฝึกตนอยู่ภายใต้สำนักเก้าเมฆา”
น้ำเสียงของหมิงเยว่หลานเริ่มแผ่วลงเล็กน้อยแต่ก็ยังคงชัดเจน
“หากเขากลับมา...เขาจะต้องมาจัดการเจ้าอย่างแน่นอน”
หยุนโม่ไม่ตอบในทันทีเขาเพียงแค่เหลือบตามองอีกฝ่าย ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอจากนั้นก็แกล้งเอ่ยขึ้นมาอย่างยียวน
“สามขั้วอำนาจใหญ่นั้น...เหตุใดจึงไม่รวมหอการค้าเงามายาของเจ้าเข้าไปด้วยเล่า?”
น้ำเสียงของเขาแม้จะขี้เล่นแต่ก็ฟังดูไม่เบาบางนัก คำถามนี้เหมือนกับพุ่งแทงตรงเข้าสู่ใจกลางของหมิงเยว่หลาน
หมิงเยว่หลานหัวเราะออกมาในทันทีเสียงหัวเราะนั้นสั้นและเฉียบ ราวกับไม่ถือสากับคำถามนั้นเลยแม้แต่น้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความหนักแน่นเอาไว้ “ย่อมไม่รวม…”
หยุนโม่หันกลับไปมองตรงเบื้องหน้าอีกครั้งเสียงของเขาดังขึ้นเบา ๆ ทว่าแฝงด้วยความแน่วแน่
“งั้นหรือ… เช่นนั้น ข้าจะเฝ้ารอคนผู้นั้นก็แล้วกัน”
ถนนสายหลักค่อย ๆลาดยาวออกสู่อาณาเขตชั้นนอกของเมืองอวี้หยาง กลิ่นสายลมจากทุ่งหญ้านอกเมืองเริ่มพัดผ่านเข้ามาปะทะใบหน้าของทั้งสองเบา ๆ
หมิงเยว่หลานชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองหยุนโม่ด้วยรอยยิ้มบาง ๆ บนริมฝีปากดวงตาของนางยังคงงดงามและแน่วแน่ดังเช่นทุกครั้งที่เคยสบกัน
“ไว้พบกันใหม่”นางกล่าวเพียงเท่านั้น
หยุนโม่เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามกลับด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ “จะได้พบกันอีกหรือ?”
หมิงเยว่หลานยิ้ม…รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “แน่นอน... ข้าสัมผัสได้ว่า เจ้าน่าจะไปได้สูงกว่านี้อีกมากนัก”
หยุนโม่หัวเราะเบา ๆ พลางแกล้งถามกลับ “เจ้ามีความสามารถมองเห็นอนาคตหรือ?”
หมิงเยว่หลานหัวเราะออกมาเสียงหัวเราะของนางดั่งระฆังเงิน กังวานแผ่วแทรกไปในสายลม
“หาใช่เช่นนั้น…เป็นเพียงสัญชาตญาณของสตรีเท่านั้นเอง”
สิ้นคำเสียงหัวเราะของนางยังคงดังสะท้อนอยู่ในอากาศ ก่อนที่ร่างของหมิงเยว่หลานจะหมุนกายหันหลัง และค่อย ๆ เดินจากไปปล่อยให้ชุดสีดำของนางปลิวไหวตามจังหวะลมราวกับกลีบดอกไม้ที่ลอยร่วงกลางท้องฟ้า
หยุนโม่ยืนมองแผ่นหลังของนางนิ่งงันดวงตาที่ทอดมองไปไกลเต็มไปด้วยความสงบปนกับบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เขายืนอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งเงาของนางเลือนลับไปจนสุดสายตาจากนั้น... ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากเหล็กก็หันกาย และเดินออกจากประตูเมืองอวี้หยาง