ตื่นเช้าขึ้นมาเอมอรปวดร้าวไปหมดทั้งตัวโดยเฉพาะฝ่ามือกำแทบไม่ได้ยิ่งอากาศหนาวด้วยแล้วมือไม้ก็แข็งไปหมด ตามแขนขาทั้งสองข้างเต็มไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากใบข้าวใบหญ้าบาดโดนน้ำทีแสบไปหมดทั้งหนาวทั้งแสบโคตรแห่งความทรมาน
‘เกิดมาไม่เคยทำงานหนักขนาดเน้!’
ยายกับแม่ของเธอบอกว่าให้ทำทุกวันเดี๋ยวอาการปวดเมื่อยก็จะหายไปเอง
‘สงสัยต้องอาศัยโยคะเข้าช่วยแต่ว่าตีสี่ก็ต้องตื่นมาทำงานบ้านอีกจะเอาเวลาไหนไปโยคะ ยากไปมั้ยชีวิตอยากกลับไปเรียนเหมือนเดิมยังจะดีกว่า’
สองวันต่อมาหลังกลับจากเกี่ยวข้าววันนี้แม่กับยายและป้าแจ้งพี่สาวของแม่แล้วก็ญาติๆอีกหลายคนช่วยกันทำอาหารหลายอย่างเธอไม่รู้ว่าจะมีงานใหญ่อะไร มีผู้ใหญ่หลายคนเดินทางเข้ามาสมทบที่บ้านของเธอ เอมอรมารู้ภายหลังว่าทางบ้านพ่อใหญ่ศิลาซึ่งเป็พ่อของกันจะมาสู่ขอเธอไปเป็ลูกสะใภ้
‘ให้ตายเถอะ! ทะลุมิติมาทั้งทีได้มาเป็สะใภ้ก็ถือว่ายากแล้วแต่นี่ต้องมาเป็สะใภ้อีสาน โอ้ยอยากตายแล้วเกิดใหม่จริงโว้ย!’
‘บ้าไปแล้วฉันต้องมาแต่งงานั้แ่อายุสิบแปดเลยเหรอเนี่ย!’
เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งสองฝ่ายมาพร้อมกันหมดมาอยู่ที่นี่เธอต้องทำตัวให้ชินกับการใส่ผ้าถุงและการนั่งพับเพียบซึ่งมันเป็เื่ยากมากสำหรับเธอ เอมอรนั่งมองคนนั้นทีคนนี้ทีด้วยท่าทางผะอืดผะอมส่วนกันนั่งหน้านิ่งเป็ทองไม่รู้ร้อนสายตามองมาที่เธอครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่วันนี้เขาใส่เสื้อยืดสีขาวและนุ่งโสร่งมองดูแล้วก็หล่อเข้มเหมือนพระเอกในละครหลังข่าวคนที่นี่เขารับรองแขกด้วยยาเส้นซึ่งทำมาจากต้นยาสูบหั่นฝอยแล้วนำมาไปตากแห้งจากนั้นนำใบตองแห้งมาพันเป็ยาสูบซึ่งกันก็สูบมันเช่นกัน สักพักประเพณีการสู่ขอสาวก็ได้เริ่มขึ้น
ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง: หมู่เ้าสิพากันมาอั่นได๋ล่ะพ่อใหญ่? (พวกคุณจะพากันมาธุระเื่อันใดล่ะพ่อใหญ่)
ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย: ว่าสิหยับสวนหม่อนมาซอนสวนหมี่สิหยับสวนบักมี่มาซ้อนบักขนุน” (ว่าจะมาสู่ขอลูกสาวไปเป็ลูกสะใภ้)
‘อือนะภาษาอีสานธรรมดาก็ว่ายากละ…’
เอมอรทำหน้าเป็เครื่องหมายคำถาม
‘คือเขาคุยภาษาอะไรกัน ต้องแปลภาษาอีสานเป็อีสานอีกทีหรือไง้!’
ผู้ใหญ่ฝ่ายชาย: ฝนตกปีนี้ฟ้าสิฮ้องแฮงปานได๋? (ทางนี้จะเรียกค่าสินสอดเท่าไหร่)
ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง: กระบุงครึ่ง (หมื่นห้า)
กว่าจะคุยกันจบคนฟังไม่รู้เื่อย่างเธอแทบหืดขึ้นคอสรุปก็คือมันคือการเรียกค่าสินสอดนั่นเองเล่นเอาซะเอมอรงงเป็ไก่ตาแตกแม่กับยายของเธอเรียกค่าสินสอดไปหมื่นห้านั่นก็คือกระบุงครึ่งซึ่งฝ่ายชายก็ไม่ต่อสักบาทที่เขาพูดกันเขาเรียกว่าคำผญา กระบุงปกติเอาไว้ตวงข้าวแต่เขาเอามาเปรียบกับค่าสินสอดถ้าหนึ่งกระบุงก็คือหนึ่งหมื่นบาทลูกสาวบ้านอื่นเขาแต่งกันแค่สิบบาทยี่สิบบาทเอมอรได้ตั้งหมื่นห้าถ้าเทียบสมัยนี้ก็น่าน่าจะหลักแสนหลักล้านล่ะมั้งดูท่าว่าที่พ่อแม่สามีคงชอบเธอเอามากๆถึงยอมจ่ายหนักขนาดนี้
‘คิดในแง่ดีไว้จะได้มีกำลังใจอยู่ต่อ’
“หนูไม่แต่งได้มั้ยคะแม่” เอมอรเอ่ยกับแม่เมื่อแเื่กลับไปกันหมดแล้ว
“สิบ่อแต่งได้จั่งได๋เขาอุ้มมึงปานนั้น เสียหายเหมิด ไผสิอยากมาแต่งนำมึงล่ะบาดนี่” (จะไม่แต่งได้ยังไง เขาอุ้มมึงขนาดนั้น เสียหายหมด ใครเขาจะอยากมาแต่งด้วยล่ะทีนี้)
ดูแม่ของเธอเริ่มมีอารมณ์โกรธคุกรุ่นขึ้นมา
“ก็อุ้มเพื่อช่วยชีวิตปะใครๆเขาก็ทำกันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ใครไม่อยากแต่งก็ไม่ต้องแต่งสิแม่ไม่เห็นจะยากเลย”
“บ่อได้!ภายในสองเดือนนี้มึงต้องแต่งกับบักกันให้ได้ ถ้าบ่อแต่งมันสิผิดประเพณีจั่งได๋เพิ่นกะมาสู่ขอมึงแล้ว กะส่ำมึงเป็ของเขาเคิ่งนึง” (ไม่ได้! ภายในสองเดือนนี้มึงต้องแต่งกับไอ้กันให้ได้ ถ้าไม่แต่งมันจะผิดประเพณี)
“แม่คะแต่หนูไม่ได้รักไอ้คุณกันนั่นนี่คะและเขาก็ไม่ได้รักหนูด้วย”
“ฮักบ่อฮักอยู่นำกันไปมันกะฮักคือเก่าเบิ่งตะกูกับพ่อมึงกะบ่อได้ฮักกันตะแรก กะยังอยู่นำกันได้จนมาฮอดซุมื้อนี้” (รักไม่รักอยู่ด้วยกันไปมันก็รักเหมือนเดิมดูอย่างกูกับพ่อมึงก็ไม่ได้รักกันั้แ่แรก ก็ยังอยู่ด้วยกันได้จนมาถึงทุกวันนี้)
“งั้นหนูขอหกเดือน?”
“บ่อ”
“ห้าเดือน?”
“ให้แค่สามเดือนบ่อแต่งกะต้องแต่ง มึงอย่ามาเว้ายาก กูขี้ค้านเว้ากับมึง มาต่อหกต่อห้าอยู่นี่” (ให้แค่สามเดือน ไม่แต่งก็ต้องแต่ง มึงอย่ามามากความกูี้เีจะคุยกับมึง มาต่อห้าต่อหกอยู่นี่)
‘เฮ้อ! เหนื่อยใจกับแม่ในยุคนี้จังถ้าเป็เหมือนแม่อรพินท์ของเธอในยุคปัจจุบันคงไม่ได้มานั่งเศร้าแบบนี้แฟนก็ไม่เคยมีจะให้แต่งงานพระเ้าช่วยกล้วยทอด บันเทิงล่ะงานนี้ แล้วไอ้คุณกันนั่นก็ยอมพ่อกับแม่แต่โดยดีด้วยนะคิดแล้วมันเศร้าที่ต้องมีสามีตอนอายุสิบแปด แล้วจะต้องตกเป็ภรรยาของชายที่ตัวเองไม่ได้รักอีก’
‘เฮ้อ! เฮ้อ!คิดแล้วอยากถอนหายใจสักล้านรอบ’
เอมอรนั่งเหม่ออยู่หน้าระเบียงตรงทางขึ้นบันไดบ้านตอนนี้พ่อกับแม่เข้านอนกันหมดแล้ว เหลือแค่เธอที่ยังนอนไม่หลับ เอมอรจึงแอบย่องเบามานั่งกร่อยอยู่คนเดียว
“มึงบ่ออยากแต่งงานกับอ้ายกันเบาะ” (มึงไม่อยากแต่งงานกับพี่กันเหรอ) สมควรเดินเข้ามาถามพี่สาวเขาคงเห็นสีหน้าเธอเหมือนคนอมทุกข์ เอมอรลืมไปว่าน้องชายพึ่งจะกลับจากไปจีบสาวเด็กหนุ่มวัยสิบหกก็จะประมาณนี้ กินข้าวเย็นเสร็จก็หายแวบไปบ้านผู้หญิงแต่อย่าหวังว่าจะได้ออกไปเที่ยวกันสองต่อสองทำได้แค่นั่งจีบกันอยู่บนบ้านฝ่ายหญิงนั่นแหละ
“อือก็พี่ไม่ได้รักเขานี่จะให้แต่งได้ยังไง”
“บ่อต้องเว้าม่วนกับกูกะได้” (ไม่ต้องพูดเพราะกับกูก็ได้)น้องชายคงไม่ชินกับน้ำเสียงและคำพูดแบบนี้ของพี่สาวแต่ทุกคนในบ้านคงเล่าเื่ของเธอให้เขาฟังแล้ว เพราะวันที่เธอจมน้ำเขาก็อยู่ในเหตุการณ์
“ก็เป็แบบนี้แหละ จะพูดแบบนี้และจะไม่มีวันเปลี่ยนด้วย”
“แล้วแต่มึง” มันก็ต้องแล้วแต่อยู่แล้วล่ะก็เธอพูดภาษาอีสานไม่ได้จะให้ไปพูดแบบเดิมที่เอมอรเคยพูดก็เห็นจะไม่ได้แล้ว
“ควรคิดว่าพี่ต้องทำยังไงดี”
“กูว่ามึงเป็อาการจั่งสี้ มึงกะต้องแต่งแล้วล่ะอ้ายกันลาวเป็คนดีกะด้อ” (กูว่ามึงเป็อาการแบบนี้มึงก็ต้องแต่งแล้วแหละ พี่กันเขาเป็คนดีจะตาย)
‘อืม..ช่วยตูได้เยอะมากเลย! คนดีแล้วไง รักกับดีมันคนละเื่ก๊าน!’
“ไปนอนๆอย่ามานั่งอยู่นี่ผู้เดียว มันเดิกแล้วมันบ่อแมนแนว” (ไปนอนๆอย่ามานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว มันดึกแล้วมันไม่เหมาะไม่ควร)
น้องชายคงคิดว่าพี่สาวไม่เต็มบาทไปอีกคนอยู่ไปก็คงขายไม่ออก พูดจบน้องชายก็เดินเข้าห้องไป ใจเธอก็อยากจะถามต่อว่าคำสุดท้ายมันแปลว่าอะไรแต่ก็คงไม่ทันแล้วเก็บไว้เดี๋ยวค่อยไปถามยายทีหลัง
พ่อกับน้องชายมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือทั้งสองคนพูดน้อยเหมือนกันเด๊ะ วันๆนึงได้ยินแต่เสียงแม่อวนบ่นอยู่คนเดียว ในหนึ่งวันพ่อกับน้องชายจะคุยกับเอมอรน้อยมากแต่พ่อก็เป็คนที่หวงลูกสาวมากเช่นกันยิ่งตอนนี้เอมอรเปลี่ยนไปไม่แก่นแก้วเหมือนเดิมก็ยิ่งทั้งหวงทั้งห่วง แต่พ่อจะชอบสื่อสารผ่านแม่ไม่เคยบอกกับเธอตรงๆสักครั้ง
สรุปน้องชายก็ไม่เข้าใจแถมยังเชียร์ให้รักกับกันอีกต่างหากไม่มีใครช่วยเธอได้นอกจากเธอต้องช่วยตัวเอง ที่สำคัญหลังจากแต่งงานเธอต้องย้ายไปอยู่บ้านฝ่ายชายอีกไม่รู้ต้องทำตัวยังไง ยุคนี้เขายิ่งเรียกสรรพนามกันตามบรรดาศักดิ์ไม่เกี่ยวกับอายุมากน้อยแล้วเธอจะไปเรียกใครว่ายังไงล่ะทีนี้