การปรากฏขึ้นของภาพสะท้อนแห่งดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์ได้ทำให้ทั่วทั้งลานต้องหยุดนิ่งลงในทันที
เสียงสนทนา เสียงลมหายใจ กระทั่งเสียงของแมลงตัวเล็กๆในผืนหญ้าก็ดูจะเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด
ท้องฟ้าที่ควรจะปลอดโปร่งในยามเที่ยงกลับถูกบดบังด้วยเงาดำอันมหึมา
ดวงเนตรเรืองแสงที่มีขนาดใหญ่กว่าห้าสิบจั้งนั้นได้แผ่พลังแห่งสุริยันและจันทราออกมาราวกับดวงวิญญาณของเทพเจ้า กดทับอากาศ กดทับจิตวิญญาณของทุกผู้คนโดยรอบ ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าจะเปล่งเสียง พวกเขาทำได้เพียงเงยหน้าขึ้นมองไปยังฟากฟ้าด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
ทั้งความเคารพ ความหวาดกลัว และความอัศจรรย์ล้วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
แสงสว่างจากเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงยังคงเปล่งประกายเป็นระลอกคลื่น ไหลเวียนรอบตัวหญิงสาวผู้เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์
กระทั่งในเวลาที่ตัวของนางถอนฝ่ามือออกจากเสา เสียงครืนครั่นของพลังที่แล่นผ่านพื้นดินก็เริ่มสงบลง แสงสีรุ้งที่เคยสาดส่องไปทั่วทุกทิศทางก็ค่อยๆจางหาย เสาศักดิ์สิทธิ์กลับเข้าสู่สภาพนิ่งสงบดังเดิม พร้อมกับเงาดำของดวงเนตรสุริยันจันทราที่มลายหายไป
ราวกับว่าไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน เหลือเพียงกลิ่นอายแห่งพลังลึกล้ำที่ยังคงคลุ้งอยู่ในอากาศ เป็นพยานแห่งปาฏิหาริย์ที่ยังไม่จางหาย
ความเงียบสงัดที่บังเกิดขึ้นนั้นช่างชัดเจน บรรดาผู้อาวุโสที่ก่อนหน้านี้ยังยืนอย่างสง่างามยิ่งใหญ่ต่างก็พลันแสดงสีหน้าที่ตึงเครียด
พวกเขาแต่ละคนกำลังประเมินอย่างรวดเร็วว่าสตรีผู้นี้คือผู้ใดกันแน่ และจะสามารถถูกเชื้อเชิญเข้าสู่สำนักของตนได้หรือไม่
บางคนถึงกับคิดจะเหวี่ยงปลายแขนออกไปเพื่อแย่งชิง ก่อนที่โอกาสนี้จะหลุดลอยไป แต่ในขณะที่หลายคนยังลังเลไม่กล้าเคลื่อนไหว ชายชราหวังฉีจากนิกายเทียนหมิงที่ยืนอยู่ด้านหน้ากลับเผยรอยยิ้มแฉ่ง ดวงตาที่หม่นหมองไปตามอายุขัยกลับสว่างวาบขึ้นมาด้วยความพึงใจ
“ดูเหมือนลางสังหรณ์ของข้าจะถูกต้องนะ?”
“การที่ข้ามาปรากฏตัวและเป็นตัวแทนของนิกายเทียนหมิงด้วยตนเองในวันนี้.. มันไม่ผิดคาดแม้แต่น้อย!”
ใบหน้าของเขาแย้มยิ้ม ก่อนจะเอ่ยวาจาที่ทำให้ทุกคนถึงกับตัวแข็งทื่อ
“ยัยหนู.. นับจากวันนี้ไปเจ้าคือลูกศิษย์ของนิกายเทียนหมิงแล้ว ข้าจะฝากเจ้าให้เป็นศิษย์ของท่านบรรพชนแห่งนิกายด้วย!”
ประโยคนี้ไม่เปิดโอกาสให้ใครคัดค้าน ไม่เปิดโอกาสให้มีคำถาม ไม่มีการเจรจา ไม่มีการเลือก มันเป็นการมัดมือชกอย่างแท้จริง
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้อาวุโสจากสำนักอื่นที่ยังไม่ทันได้ขยับตัว
เสียงของหวังฉีเปรียบได้ดั่งค้อนทุบลงบนแท่นประกาศ นั่นคือคำตัดสินโดยเด็ดขาด
หญิงสาวที่เพิ่งได้สติกลับมาหลังจากประสบกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติพลันต้องอ้าปากค้าง
นางมองไปรอบๆด้วยความประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะรีบโค้งตัวคำนับอย่างรวดเร็วด้วยท่าทีเคารพอย่างสูงสุด
“ขะ.. ขอบคุณเจ้าค่ะท่านผู้อาวุโส.. ข้าเหยินเฟย ขอฝากตัวและเข้าร่วมกับนิกายเทียนหมิงของท่าน!”
ดวงตาคู่งามของนางเปล่งประกายด้วยแววเข้าใจ เหยินเฟยรู้ดีว่านี่คือจุดเปลี่ยนของตนเอง จุดเปลี่ยนที่นางเฝ้ารอมาแสนนาน
แม้จะไม่คุ้นชินกับสถานะใหม่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่นางก็ไม่คิดจะปฏิเสธโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้
การได้เข้าร่วมกับหนึ่งในห้านิกายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแคว้นเทียนหมิง โดยตรงจากคำประกาศของผู้อาวุโสสูงสุด และที่สำคัญกว่านั้นคือการได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของบรรพชนแห่งนิกาย ย่อมหมายถึงฐานะที่สูงกว่าศิษย์โดยทั่วไปหลายขุม
หวังฉีได้ยินคำตอบนั้นแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ใบหน้าชรานั้นเต็มไปด้วยความยินดีอย่างแท้จริง
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดี! ดีมากเหยินเฟย! เจ้าเลือกนิกายเทียนหมิงและข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน!”
“เพราะหากตัวของเจ้าได้ฝึกฝนกับท่านบรรพชน อนาคตของเจ้าจะไร้ขีดจำกัดเลยเชียวละ!”
เสียงหัวเราะของหวังฉีนั้นสะท้อนก้องไปทั่วทั้งอาณาเขต บ่งบอกถึงความยินดีที่แท้จริง
ความยินดีนั้นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งลานทดสอบ บรรดาคนที่มารวมตัวกันต่างแสดงสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป บ้างตะลึง บ้างอิจฉา บ้างตกใจ
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าผู้หญิงที่ดูธรรมดาคนหนึ่งจะกลายมาเป็นลูกศิษย์ของท่านบรรพชนแห่งนิกายเทียนหมิงในชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ
สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายถึงว่าสถานะของเหยินเฟยจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในก้าวเดียว กลายเป็นศิษย์ระดับสูงของนิกายโดยไม่ต้องผ่านการสอบใดๆ อีกทั้งยังจะได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่มีศิษย์คนใดในรุ่นเดียวกันกล้าฝันถึง
“เอ่อ.. เป็นแบบนี้แล้ว”
ผู้อาวุโสจากสำนักอื่นถึงอยากจะเอ่ยคำคัดค้านก็ไม่กล้าเอ่ยปากเสียเอง
บางคนถึงกับหันหลังกลับไปเงียบๆราวกับยอมรับความพ่ายแพ้โดยปริยาย
จากนั้นการทดสอบก็ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยังไม่หายจากความตะลึงงันในสิ่งที่ได้พบเห็น
ในบรรดาหนุ่มสาวที่รอคิวอยู่ต่อจากนั้น มีหลายคนที่ได้แสดงให้เห็นพรสวรรค์ระดับสูงไม่แพ้กัน
แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นระดับสิบหรือสีรุ้งอันหาได้ยาก ทว่าการมีพรสวรรค์ระดับเจ็ดหรือแปดก็ถือว่าเป็นยอดอัจฉริยะที่สามารถก้าวขึ้นเป็นยอดฝีมือในอนาคตได้ไม่ยาก บางคนเปล่งแสงสีทองสว่างไสว สะท้อนถึงพลังภายในที่ลึกล้ำอย่างแท้จริง
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้อาวุโสจากสำนักทั้งเก้าซึ่งต่างก็จับจ้องอย่างไม่วางตา พากันตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง และเริ่มเกิดศึกแย่งชิงตัวศิษย์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผู้ใดพบคนที่เหมาะสมกับแนวทางของตนก็รีบเสนอเงื่อนไขต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นตำรา บำเหน็จ หรือกระทั่งการอุปถัมภ์โดยตรงจากผู้อาวุโสชั้นสูง
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วเป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดศิษย์ที่มีศักยภาพ
แต่แล้ว ในตอนที่การทดสอบดำเนินมาถึงบริเวณแถวที่เก้า สายตาของหลายคนก็พลันหันเหไปยังชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนสงบเงียบมาตลอดโดยไม่แสดงอาการร้อนรนใดๆ ดวงตาเฉียบคมและบุคลิกสงบนิ่งเย็นชา จนยากจะอ่านความคิดออกได้
ทว่าภายในใจของชายหนุ่มในเวลานั้นกลับกำลังแสยะยิ้มอย่างเงียบงัน ขณะที่มือของเขาเอื้อมไปยังลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์อย่างเรียบง่าย สายตาของเขาสบเข้ากับผิวใสของลูกแก้วที่สะท้อนเงาของตนเองกลับมาโดยไม่ไหวติง
แต่เพียงชั่วครู่หลังจากที่ปลายนิ้วสัมผัสลงไป บางสิ่งบางอย่างก็พลันแปรเปลี่ยน
ลูกแก้วใบนั้นเปล่งแสงสว่างขึ้นมาทันทีอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ราวกับมันตอบสนองต่อพลังลี้ลับบางอย่างที่ไหลผ่านมือของชายหนุ่ม
ประกายแสงที่เปล่งออกมาหลากสีสัน สับเปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วและทรงพลัง
ก่อนที่ในวินาทีถัดมา ลูกแก้วแห่งการทดสอบพรสวรรค์จะกลับแตกร้าวและระเบิดออกในทันที เศษแก้วพุ่งกระจายกลางอากาศอย่างรุนแรงจนผู้คนโดยรอบต้องรีบถอยหนีอย่างตกใจ
“หะ.. หรือว่า.. ”
ทันใดนั้นเสียงพึมพำก็ดังขึ้นอย่างระลอกจากฝูงชน
บรรดาผู้อาวุโสที่ยืนใกล้ๆต่างก็ลอบสูดลมหายใจอย่างหนักด้วยความตกตะลึงไม่แพ้กัน
เหตุการณ์นี้มิใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย การที่ลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์แตกออกหมายถึงพลังภายในที่ปะทุออกมาเกินขอบเขตของอุปกรณ์ในการวัดระดับ และในการทดสอบจากลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์นี้ เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเช่นเดียวกัน
และทุกครั้งล้วนหมายถึงการปรากฏตัวของผู้ที่มีพลังอำนาจพิเศษอันหายาก หรือผู้ที่มีชะตากรรมที่โลกไม่สามารถวัดได้
แต่ก่อนที่ความสงสัยของทุกคนจะทวีขึ้นไปอีก เสียงของศิษย์สำนักวิญญาณผู้หนึ่งก็พลันตะโกนขึ้นมาท่ามกลางความอื้ออึง
“ทะ.. ท่านผู้อาวุโสเหยียนเส้าเจ๋อ! เจ้านี่ไงที่ทำร้ายศิษย์น้องของข้า!”
“เจ้านี่ไงที่มีชื่อว่าหลงเซียวเหยา เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นเจ็ด!”
คำกล่าวนั้นเปรียบดั่งระฆังสะเทือนฟ้าครั้งใหม่ เมื่อชื่อของหลงเซียวเหยาแพร่กระจายไปในกลุ่มผู้อาวุโสโดยรอบโดยเฉพาะชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีดำที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก ชายคนนั้นคือเหยียนเส้าเจ๋อ ผู้อาวุโสประจำสำนักวิญญาณ
ซึ่งเมื่อได้ยินชื่อก็พลันขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเคร่งขรึมแปรเปลี่ยนไปในทันทีจากความเฉยชาเป็นความตื่นตะลึงปะปนกันอยู่
“ไอ้หนู! เจ้าคือคนที่ลงมือทำร้ายศิษย์ในสำนักวิญญาณของข้างั้นรึ!”
เหยียนเส้าเจ๋อก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว สีหน้าบึ้งตึงและแววตาเต็มไปด้วยเจตนากดดัน
“ข้าไม่สนว่าเจ้าทำไปด้วยเหตุใด ทว่าเจ้ากล้าทำร้ายศิษย์ของข้า นั่นถือว่าผิด!”
“แต่ข้าก็ยังสามารถให้อภัยเจ้าได้ หากเจ้าตกลงที่จะเข้าร่วมเป็นศิษย์ของสำนักวิญญาณ!”
เสียงของชายวัยกลางคนคนนั้นฟังดูเป็นธรรม ทว่าก็แฝงไว้ซึ่งความกระหายอย่างเห็นได้ชัด
สายตาของเขากวาดมองไปที่ซากของลูกแก้วที่แตกละเอียดก่อนจะพูดอย่างรีบเร่ง
“ถึงข้ายังไม่รู้ว่าเจ้ามีร่างพิเศษอะไร.. แต่เจ้าต้องมีพรสวรรค์สีรุ้งแน่ๆ!”
“พลังเช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับคนธรรมดา เพราะงั้นเจ้าควรจะตอบตกลงเสียเดี๋ยวนี้!”
เขาต้องการผูกมัดชายหนุ่มผู้นี้ไว้ให้เร็วที่สุด เพื่อมิให้สำนักอื่นแย่งตัวไปก่อน ทว่าคำตอบที่ได้กลับไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดไว้เลยซักนิด
หลงเซียวเหยาเพียงยืนสงบนิ่ง สายตาเหยียดเย็น ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อยอย่างดูแคลน หลุบตามองอีกฝ่ายคล้ายจะมองผ่านร่างนั้นไปเสียด้วยซ้ำ จากนั้นเสียงของเขาก็เปล่งออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เหอะ? แค่สำนักวิญญาณอย่างเจ้า.. ไม่อาจเติมเต็มความใฝ่ฝันของข้าได้หรอก!”
ท่าทางดังกล่าวไม่มีความลังเล ไม่มีความเคารพ และไม่มีความกลัว
เขากล่าวต่ออย่างหนักแน่น ราวกับประกาศให้ทุกสำนักทั่วทั้งลานแห่งนี้ได้ยินโดยทั่วกัน
“เพราะข้าจะเข้าร่วม...”
“นิกายเทียนหมิงเท่านั้น!”