บทที่ 15
งานเลี้ยงในวัง(2)
ซย่าเหมยจิงหยุดยืนต่อพระพักตร์ฮ่องเต้และฮองเฮาร่างระหงย่อตัวทำความเคารพทั้งสองพระองค์ กิริยางดงามชดช้อยถูกต้องตามกฎระเบียบแบบแผนทุกประการไร้ซึ่งความประหม่าปรากฏให้เห็นราวกับทำเช่นนี้จนชินเรียกสายตาชื่นชมจากบรรดาขุนนางและฮูหยินทั้งหลาย
"ซย่าเหมยจิงถวายพระพรฝ่าาถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ขอให้ท่านทั้งสองทรงพระเกษมสำราญ"
"บุตรสาวคนโตของใต้เท้าซย่าแห่งสำนักตรวจราชการงดงามสมคำร่ำลือ" เว่ยฮองเฮายิ้มเอ่ยกับหญิงสาวด้วยสายตาชื่นชม
"วันนี้เ้าจะเล่นเพลงอะไรล่ะ"น้ำเสียงก็อ่อนโยนหลายส่วน
ผู้คนในงานล้วนสามารถมองเห็นท่าทางที่ฮองเฮาปฏิบัติต่อซย่าเหมยจิงต่างไม่ใช่คนโง่ย่อมเข้าใจว่าพระนางพึงพอใจคุณหนูซย่าหลายส่วนแต่ว่ายังต้องแล้วแต่รัชทายาทเพราะเขามีความคิดเห็นเป็ของตนเองแม้ฮองเฮาซึ่งเป็มารดาก็ใช่จะก้าวก่ายได้โดยง่าย
ผู้คนต่างเริ่มกระซิบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเหตุการณ์บางคนลอบมองไปยังทางซย่าเว่ยถิงผู้เป็บิดา เวลานี้ใบหน้าเขาเปื้อนด้วยยิ้มสมใจยืนรับการคำนับทักทายจากขุนนางหลายคนที่เข้ามาพูดคุย
"หม่อมฉันจะเล่นเพลงวิหคเริงระบำเพคะเพื่อเป็การแสดงความยินดีที่กองทัพเยี่ยนของเราได้รับชัยชนะและสรรเสริญเหล่าวีรบุรุษผู้เสียสละในา"
"ดีเริ่มเถอะ"
หลังฮองเฮาตรัสจบซย่าเหมยจิงหันหลังเดินไปนั่งลงตรงหน้าฉินซึ่งนางกำนัลเตรียมไว้ให้ก่อนหน้ากลางลานกว้างโดดเด่นผู้คนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน
มือนางวางััสายฉินนิ่งครู่หนึ่งเพื่อรวบรวมสมาธิไม่นานหญิงสาวลืมตาขึ้นแววตาปรากฏมุ่งมั่นมองฉินเจ็ดสายตรงหน้านิ้วเรียวกรีดปลายนิ้วตามสาย เกิดเสียงทุ้มเนิบช้าดังก้อง บรรยากาศโดยรอบเงียบลงผู้คนเลิกพูดคุยกัน สายตาจับจ้องโฉมงามชุดแดงเพลิงกำลังบรรเลงเพลงขับกล่อมผู้คน
เสียงเริ่มแรกเนิบช้าทุ้มต่ำค่อย ๆ ไล่ระดับจนรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาดเร้าจิตใจให้รู้สึกฮึกเหิมราวกับมองเห็นธงศึกโบกสะบัด กองกำลังนับแสนในสนามรบกำลังยืนประจันหน้าก่อนเสียงกลองศึกลั่นสนั่น ทหารกล้าบุกเข้าสังหารศัตรู ใจไร้ซึ่งความหวาดหวั่น
จนกระทั่งบุกยึด ขับไล่อีกฝ่ายพ่ายในบัดดลเหล่าทหารโหเสียงร้องด้วยความปีติยินดีในชัยชนะปลายนิ้วที่กรีดร่ายบนสายฉินพลันหยุดลง
ดวงตาเหล่าชายชาตรีต่างลุกเป็ไฟด้วยความฮึกเหิมหลังสดับฟังเสียงเพลงบรรเลงโดยสตรีชุดแดงใบหน้าเรียบเฉยดวงตาคมเฉี่ยวมักปรายมองด้วยความเย่อหยิ่งแลไม่เห็นผู้ใดในสายตาเสียงปรบมือพลันดังสนั่นพร้อมกับคำชมไม่ขาดสาย
แต่หญิงงามหาได้สนใจนางยืนขึ้นทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ทั้งสองแล้วเดินกลับไปนั่งที่ของตนด้านฮองเฮายิ้มบาง ๆ มองมาที่นาง ฮ่องเต้เองก็เรียกขันทีตกรางวัลให้ไม่ตระหนี่
หลี่หว่านเอ๋อร์นั่งมองภาพเหตุการณ์ตาลุกวาวในใจมีแต่คำชื่นชมสหายอย่างซย่าเหมยจิงซึ่งวันนี้ทำเอาหลายตกตะลึงมากทีเดียวกับฝีมือการดีดฉินอันยอดเยี่ยมอีกทั้งหน้าตาก็งดงามอีกด้วย
หลี่หว่านเอ๋อร์ถอนหายใจพลางหยิบองุ่นเข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยวันนี้นางรู้สึกอิ่มใจ ทั้งอิ่มท้องไปพร้อมกัน พลางคิดว่าหากนำซย่าเหมยจิงไปไว้ที่จวนทุกวันคอยบรรเลงเพลง ส่วนตนเอนกายกินผลไม้ไปพลางสดับฟังไปช่างเป็อะไรที่สุนทรีย์ยิ่ง
ไม่ใช่เพียงแค่หลี่หว่านเอ๋อร์ที่คิดเช่นนั้นยังมีเหล่าฮูหยินซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลเริ่มสนทนาเกี่ยวกับตัวซย่าเหมยจิงอย่างออกรสออกชาติ
"บ้านข้ามีบุตรชายรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณหนูซย่าพอดีหากได้นางมาเป็สะใภ้ก็ไม่เลว"
"อย่างนางหรือจะตกมาถึงมือเ้า"
"ใช่แล้วผู้ที่นางคิดแต่งให้คือเชื้อพระวงศ์โน้น"
"ผู้ใดจะรู้เล่านางอาจไม่ได้รับเลือกก็ได้"
หลี่หว่านเอ๋อร์ได้ยินบทสนทนาดังกล่าวก็รู้สึกอยากให้งานเลี้ยงจบลงโดยไว นางเบื่อฮูหยินสองสามนางนี่เหลือเกินจะไม่ฟังก็ไม่ได้เนื่องจากอยู่ใกล้เกินไป
"หว่านเอ๋อร์รู้สึกเบื่อหรือ"
ฟางฮูหยินสังเกตเห็นสีหน้าของน้องสาวสามีจึงกระซิบถามเสียงเบาไม่ให้ผู้อื่นสังเกต
"นิดหน่อยเ้าค่ะตอนนี้ยังพอไหว"
"รออีกสักหน่อยให้ฝ่าากับฮองเฮาเสด็จกลับก่อน...แล้วก็อย่าไปใส่ใจกับพวกนางเลยพวกนางก็เป็เช่นนี้แหละ"
ฟางฮูหยินเอ่ยอย่างใส่ใจท้ายประโยคยังแฝงด้วยน้ำเสียงล้อเลียนทำให้หลี่หว่านเอ๋อร์แอบหัวเราะเสียงเบา "เ้าค่ะ" ยิ้มอ่อนหวานตอบกลับ
เมื่อเบื่อจึงชะโงกหน้ามองหาซย่าเหมยจิงว่าเป็เช่นไรหลังจากตกเป็คนที่เอ่ยถึงในสนทนาหลี่หว่านเอ๋อร์ก็เห็นอีกฝ่ายนั่งนิ่งไม่ไหวติงจนจะกลายเป็รูปปั้นพระโพธิสัตว์กวนอิมอยู่แล้วจ้องจนตาแทบถลนสหายรักก็ไม่หันมามองสักที
ซย่าเหมยจิงนี่ตาเ้ากำลังมองอะไรอยู่
เมื่อมองตามสายตาสหายก็เห็นว่าปลายทางคือเยี่ยน เฟยฉีมนุษย์น้ำแข็ง นั่งอยู่ข้างชินอ๋อง
เวลาเดียวกันเหมือนกับอ๋องหนุ่มจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาจึงปรายตามองทำเอาหลี่หว่านเอ๋อร์ถอนสายตากลับแทบไม่ทัน
หันกลับมาจ้องซย่าเหมยจิงอีกครั้งทว่าอีกฝ่ายก็ยังััถึงสายตาของนางไม่ได้ ไร้การตอบสนอง กลับเป็เว่ยเจียวจูนางเสียอีกที่หันมาถลึงตามองอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
นี่นางทำอันใดผิดเหตุใดจึงมองเช่นนั้น?
หญิงสาวจึงมองสำรวจดูดี ๆว่าทางที่นางจ้องมองนอกจากซย่าเหมยจิงแล้วมันมีอันใดถึงทำให้นางโดนมองด้วยสายตาอำมหิต
ถัดไปอีกยังมีชายหนุ่มั์ตาโศกแสนเ้าเล่ห์นั่งอยู่ใกล้ๆ ฮองเฮาเขาคือเยี่ยนเฟยหรงนั่นเองหลี่หว่านเอ๋อร์พลันกระจ่างแก่ใจว่าเว่ยเจียวจูคงเข้าใจว่านางกำลังมองเยี่ยนเฟยหรง
น่าเบื่อหน่ายยิ่ง...
เยี่ยนเฟยหรงรู้สึกว่าตนถูกสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองจึงหันไปแล้วก็พบหญิงสาวกำลังชะโงกหน้ามองมาทางเขาจริงๆ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนนางจะถอนสายตากลับ
ขณะนั้นบนลานกว้างมู่หรงเหลียนอวี้ก้าวออกมายืนต่อพระพักตร์ทั้งสองพระองค์อีกครั้งซึ่งก่อนหน้านางออกมาในฐานะผู้ชนะการวาดภาพตอนนี้นางขึ้นมาเพื่อทำการบรรเลงฉินในฐานะผู้ชนะเช่นกันนางเป็ผู้ที่ชนะการแข่งถึงสองรายการตามรอยซย่าเหมยจิงเมื่อปีที่แล้วในงานชุมนุมบุปผาซึ่งอีกฝ่ายชนะการเขียนอักษรกับการดีดฉิน ผู้คนในงานจึงอดเปรียบเทียบไม่ได้
"หม่อมฉันมู่หรงเหลียนอวี้ถวายพระพรฝ่าา ถวายพระพรฮองเฮาขอให้ทรงพระเกษมสำราญเพคะ"
"เ้าคือคุณหนูมู่หรงหลานสาวจิ้งหนานโหวหรือ"ฮองเฮาตรัสถามหญิงสาว สายตามองสำรวจกิริยาและการวางตัวของหญิงสาวพระนางพลันยิ้มออกมาเมื่อเหลือบมองสีหน้าของรัชทายาทก่อนจะกลับมามองหญิงสาวตรงหน้า
"เพคะหม่อมฉันเป็หลานสาวท่านลุง"
"แล้วเ้าจะเล่นเพลงอะไรให้พวกเราฟังล่ะ"
"เมื่อครู่คุณหนูซย่าเพิ่งเล่นเพลงวิหคเริงระบำไปหม่อมฉันด้อยฝีมือคงไม่กล้าเทียบเคียงเพลงที่หม่อมฉันเล่นจึงเป็เพลงนารีร่ำไห้เพคะ"
เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นทันทีหลังได้ยินสิ่งที่มู่หรงเหลียนอวี้ตอบ หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์หญิงสาวพลางชำเลืองมองทางซย่าเหมยจิงบ้างชำเลืองมองดูสีหน้าใต้เท้าซย่าเว่ยถิงซึ่งมีสีหน้ามืดครึ้ม
เสียดายที่จิ้งหนานโหวไม่ได้มาร่วมงานมิฉะนั้นต้องเป็เป้าสายตาเนื่องจากเพลงที่มู่หรงเหลียนอวี้เลือกมีความหมายตรงข้ามกับเพลงก่อนหน้าถ้าวิหคเริงระบำกล่าวถึงการสรรเสริญวีรบุรุษชนะา ส่วนนารีร่ำไห้เป็เพลงที่กล่าวถึงสตรีสามัญชนที่สูญเสียสามีและบุตรไปในาคราวเดียวกัน
อีกทั้งยังเป็การต่อว่าฮ่องเต้แบบกลายๆ ว่าเขาเป็ผู้ทำให้ประชาชนต้องตกอยู่ในความทุกข์จากาเพราะหลังจากพระองค์ขึ้นครองราชย์ก็เริ่มทำาทันทีขุนนางเฒ่าหลายคนนั่งหน้าเคร่งขรึมลอบมองพระพักตร์เ้าเหนือหัว
ส่วนหลี่หว่านเอ๋อร์เองก็อดมองดูซย่าเหมยจิงอย่างเป็ห่วงไม่ได้เห็นได้ชัดที่อีกฝ่ายเลือกเพลงนี้เพื่องัดข้อกับซย่าเหมยจิงนี่เป็การประกาศศึกอย่างอ้อม ๆ คุณหนูมู่หรงผู้นี้ช่างกล้าหาญไม่เบาแต่เสียดายผู้ที่นางมองเป็ศัตรูหาได้สนใจไยดีไม่
ซย่าเหมยจิงนั่งหลับตาสงบนิ่งไม่สะทกสะท้านกับสายตาหลายคู่ที่เพ่งมองมายังนาง แถมมุมปากนางยังยกยิ้มน้อย ๆจนผู้อื่นไม่รู้ต่างตีความว่านางยิ้มเยาะมู่หรงเหลียนอวี้
หลี่หว่านเอ๋อร์เห็นเป็เช่นนั้นจึงละสายตากลับมาสนใจผลไม้ฉ่ำวาวตรงหน้าหยิบเข้าปากอย่างสบายอารมณ์
"เหตุใดจึงเล่นเพลงนี้เล่า"สุรเสียงเคร่งขรึมตรัสขึ้นเป็หลังจากนิ่งเงียบไปนานสายตาสุขุมของอู่จงฮ่องเต้จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสนใจและนางเองก็สบตากลับไม่หลบเลี่ยง
"เพื่อระลึกถึงความสูญเสียของภรรยามารดา บุตร และประชาชน ที่เหลือรอดจากาเพคะ"
"นี่เ้ากำลังจะบอกว่าการที่เจิ้น[1] ทำามันเป็เื่ไม่สมควรรึ"
"หามิได้เพคะการทำาเมื่อถึงยามรบก็ต้องรบ หากศัตรูมาถึงหน้าบ้านยังนิ่งเฉยมันคือความอัปยศาต้องทำเพื่อปกป้องประชาชนและคนที่รักหม่อมฉันแค่อยากให้ผู้คนในที่นี้ระลึกความเสียสละของครอบครัวชาวบ้านทั่วไปและทหารที่เสียสละตนเพคะฝ่าา"
รอบด้านต่างเงียบสงัดเพื่อฟังบทสนทนาระหว่างฮ่องเต้กับหญิงสาว ขุนนางหลายคนลอบปาดเหงื่อให้ความกล้าหาญของคุณหนูตระกูลมู่หรงขนาดขุนนางที่เข้าประชุมในท้องพระโรงทุกวันยังอดขาสั่นไม่ได้เมื่อต้องสนทนากับโอรส์ผู้นี้
สุดท้ายอู่จงฮ่องเต้ฉีกยิ้มแล้วตรัสเสียงเข้มให้อีกฝ่ายเริ่มทำการแสดงเสียที
"งั้นเ้าก็อย่าดีแต่พูดรีบบรรเลงเพลงนี้เสีย..."
"เพคะฝ่าา"
มู่หรงเหลียนอวี้ยิ้มน้อมรับคำสั่งนั่งลงตรงฉินที่ซย่าเหมยจิงใช้ก่อนหน้าไม่รอช้านิ้วมือทั้งสองข้างััสายเกิดเสียงใสช้าเร็วสลับกันไปมาทำนองแรกเริ่มฟังสนุกสนานมีกลิ่นอายงานรื่นเริง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะก่อนสายฟ้าฟาดดึงให้ผวาราวกับเสียงกลองประกาศศึก เสียงอาวุธฟาดฟันเข้าเข่นฆ่าจนพสุธาเจิ่งนองด้วยเืแดงฉาน
เสียงเปลี่ยนฉับพลันเอื่อยเนิบช้าเคล้ากลิ่นอายความเศร้าอาลัยรัก พลัดพราก ชั่วชีวิตถูกขั้นด้วยความเป็ความตายน้ำตาไหลกลายเป็สายเื เสียงฉินบาดลึกถึงห้วงจิตใจ สตรีหลั่งหยาดน้ำตาสุดท้ายก่อนสิ้นใจข้างหลุมศพเพลงได้จบลงเช่นนี้
ฮูหยินหลายคนหยิบผ้าเช็ดขึ้นมาซับน้ำตาหลังฟังเสียงบรรเลงซาบซึ้งกิน ใจให้รู้สึกเศร้าหดหู่เงียบอยู่นานกว่ามือคนจะปรบมือกล่าวชื่นชมฝีมือในการดีดฉินของมู่หรงเหลียนอวี้
"เหลียนอวี้ขอบคุณทุกท่านที่หลั่งน้ำตาระลึกถึงพวกเขาเ้าค่ะ"นางย่อเคารพอย่างอ่อนน้อมโปรยยิ้มให้ผู้คนแม้นางจะไม่ได้เป็หญิงงามหาตัวจับยากเช่นซย่าเหมยจิง ทว่านางดูงดงามอ่อนโยนทั้งฉลาดเรียบง่ายดึงดูดให้ผู้คนอยากเข้าใกล้
หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยชมในใจแม้นางจะไม่ใคร่ถูกชะตากับอีกฝ่าย แต่ต้องยอมรับว่ามู่หรงเหลียนอวี้ฝีมือในการดีดฉินไม่ธรรมดาจริงๆ ยิ่งวันนี้ยิ่งพิเศษสายตาหลายคู่จับจ้องไปที่นางเหล่าองค์ชายเองก็มองตาไม่กะพริบ
ต่อไปจะเป็ผู้ใดขึ้นไปแสดงถือว่าดวงไม่ดีเพราะหญิงสาวก่อนหน้าทั้งสองทำไว้ดีเกินไป หากผู้ใดขึ้นต่อก็จะดูธรรมดาไปเลย
หลี่หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้ารู้สึกเห็นใจอีกฝ่ายเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเบา ๆ เมื่อหญิงสาวส่ายหัว
ด้านตำแหน่งที่นั่งถัดจากฮองเฮาคือหูกุ้ยเฟยนางเป็หญิงวัยกลางคนงามหยาดเยิ้มถูกนางกำนัลกระซิบข้างหูนางพลันฉีกยิ้มเอ่ยอย่างมีจริตชายตามองไปยังที่นั่งฝั่งสตรี
"ฝ่าาเพคะหม่อมฉันขออนุญาตเสนอชื่อคุณหนูผู้หนึ่งขึ้นบรรเลงฉินเนื่องจากก่อนหน้านางป่วยจึงพลาดการแสดงฝีมือในงานชุมนุมบุปผาหม่อมฉันเห็นว่าควรให้โอกาสนางได้ลองเพคะ"
"ได้สิเจิ้นอนุญาต"
ผู้คนต่างสงสัยว่าผู้ที่หูกุ้ยเฟยเอ่ยปากขอโอกาสให้คนนั้นคือผู้ใดต่างมองหน้ากันด้วยความสับสนหลี่หว่านเอ๋อร์เองก็รู้สึกสนใจว่าคุณหนูคนใดดวงซวยเช่นนี้นางหยิบแตงโมหวานฉ่ำขึ้นมากัด พลางมองไปทางหูกุ้ยเฟยรอคำตอบ
"คุณหนูผู้นั้นก็คือบุตรสาวของใต้เท้าหลี่เพคะฝ่าา"
หลี่หว่านเอ๋อร์ชะงักอ้าปากค้างยังดีที่นางกลืนแตงโมในปากไปแล้ว ไม่เช่นนั้นมีสำลักแน่
คงไม่ใช่กระมังขุนนางแซ่หลี่คงไม่ได้มีคนเดียวในราชสำนัก...
"ก็คุณหนูหลี่นามว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ผู้นั้นอย่างไรเล่าเพคะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์พลันยกแตงโมขึ้นมาบังหน้าหวังจะหายตัวไปจากสถานที่นี้นางไม่เดินไปหาเื่ สุดท้ายเื่จึงวิ่งมาหาสินะ
เพลงสร้างความฮึกเหิมสรรเสริญเหล่าทหารก็เล่นไปแล้วเพลงเศร้าเคล้าน้ำตาระลึกถึงความสูญเสียในาก็เล่นไปแล้ว...อีกทั้งสองเพลงยังดีมากด้วย
แล้วจะให้นางขึ้นไปทำอันใดขายขำหรือ?
[1] เจิ้น (朕) เป็คำใช้เรียกแทนตัวเอง ซึ่งคำนี้สงวนไว้ให้ระดับ"ฮ่องเต้" หรือจักรพรรดิเท่านั้น