พัฒนาการของแต่ละคน
เพราะคำเตือนของสกายเบรด กัสเลยไม่พยายามฝืนชำระล้างร่างกายของเกรย์แรทอีกต่อไป หากแต่ใช้เวลา 2 วันที่เหลือไปกับการผ่อนคลายความเครียดให้กับเกรย์แรทด้วยวิธีที่เขาชอบที่สุด
ซึ่งก็แน่นอนว่าวิธีที่ว่าก็ไม่พ้นการเริงรักที่เร่าร้อน ซึ่งมันก็ได้ผลมากทีเดียว
นอกจากนั้นกัสก็ใช้เวลาไปกับการสนับสนุนเธอด้วยปราณลึกลับและเพลิงแห่งชีวิต รวมไปถึงการถ่ายทอดพลังสำหรับฝึกฝนด้วยเคล็ดฝึกคู่อีกด้วย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันจึงเป็นอะไรที่น่าตกตะลึงมากสำหรับเกรย์แรท มันทำให้เธอรู้สึกเหมือนฝันเพราะพัฒนาการที่ก้าวกระโดดที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันนี้ มันเทียบได้กับการฝึกฝนด้วยตัวของเธอเองถึง 1 ปีเลยทีเดียว
แต่สำหรับกัสแล้วผลลัพธ์นี้ไม่มีอะไรที่น่าพอใจเลยสักนิด มันเกือบจะพูดได้ว่าน่าผิดหวังเสียด้วยซ้ำ หากไม่ติดว่าเขารู้ดีว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่ควร
แต่เพราะรู้ดีกัสเลยไม่รู้สึกผิดหวังสักเท่าไหร่เพราะเดิมทีเขาก็ไม่ได้หวังกับมันมากอยู่แล้ว
ร่างกายที่ยังไม่ผ่านการชำระล้างจนบริสุทธิ์นั้น ย่อมไม่อาจปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้ถึงขีดสุด พัฒนาการจึงมีขีดจำกัดและไม่อาจเร่งได้เหมือนกับตัวเขาหรือภรรยาของเขา
แต่ไม่ว่ากัสจะรู้สึกยังไงและมองผลลัพธ์ที่ได้ในความรู้สึกแบบไหน มันก็ไม่อาจทำให้เกรย์แรทเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของเธอที่มีต่อผลลัพธ์ที่น่าเหลือเชื่อนี้ได้
สำหรับเกรย์แรท 3 วันนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมือนฝัน ไม่เพียงรูปร่างหน้าตาของเธอจะเปลี่ยนไปจนดูสวยงามมากกว่าเดิม ร่างกายที่ผ่านการชำระล้างของเธอยังฝึกฝนได้เร็วกว่าเดิม การหมุนเวียนพลังเวทง่ายดายกว่าเดิมมาก
สำหรับเกรย์แรทแล้วเพียงเท่านี้ก็เกินความคาดหวังของเธอไปมากแล้ว ส่งผลให้สภาพจิตใจของเกรย์แรทฟื้นฟูกลับคืนมาจนดียิ่งกว่าเดิมมาก ทั้งยังทำให้เธอมีความมุ่งมั่นที่จะฝึกฝนมากยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย
พูดได้ว่าสภาพร่างกายและจิตใจของเธออยู่ในจุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ต่างกับกัสที่หลังจากหมดเวลาพักผ่อน 3 วันที่แสนสั้น เขาก็ต้องพบเจอกับความผิดหวังอีกครั้งเมื่อสกายเบรดปฏิเสธคำขอของเขาและกระโดดเข้าไปในสนามรบอีกครั้ง จนเขาไม่มีโอกาสได้สานสัมพันธ์รักที่เร่าร้อนกับเธออีก
ทว่าครั้งนี้แม้จะน่าผิดหวัง แต่กัสกลับยอมรับได้ง่ายกว่าเดิมมากเพราะเขาเข้าใจเหตุผลที่สกายเบรดทำแบบนี้
“จริงอย่างที่นางพูด..ข้าคิดน้อยไปจริงๆ ความแตกต่างระหว่างการสนับสนุนคนที่อยู่ระดับเตรียมนั้น มันต่างจากการสนับสนุนคนที่อยู่ในระดับเทพมาก ข้า..ข้าคิดน้อยเกินไปจริงๆ”
กัสถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวังและเสียดายเพราะเขาตระหนักว่าแผนการสนับสนุนสกายเบรดนั้นดูจะไม่สามารถทำได้ในช่วงเวลานี้
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นกัสก็ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดนานนัก กลับกันเขากับรู้สึกเหมือนได้ขจัดเมฆหมอกที่บังตาออกไปจนมองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
“จริงอย่างที่นางแนะนำ ข้าควรจะใช้เวลานี้เตรียมพร้อมให้มากยิ่งขึ้น”
หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่หลายวัน ในที่สุดกัสก็ตัดสินใจกลับไปยังตระกูลเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมและเพื่อตั้งสมาธิกับการดูดซับแก่นจิตวิญญาณทั้งสอง
โดยไม่รู้ตัว ทันทีที่กัสเดินทางกลับไปยังตระกูลผ่านข่ายอาคมในปราการ ดวงตาคู่หนึ่งที่เฝ้ามองเขาอยู่จากมุมมืดก็หายไปในทันที
จากนั้นเพียงพริบตา เมดสาวยามิก็ปรากฏตัวขึ้นภายในห้องรับแขกของปราสาทส่วนตัวของท่านหญิงมิวลีฟ พร้อมกับคำพูดประโยคหนึ่ง
“เด็กนั้นจากไปแล้ว”
พูดจบร่างกายของเมดสาวก็กลายเป็นเงาและจมลงไปในเงามืดและหายไปในทันที ทิ้งให้ท่านหญิงมิวลีฟและสกายเบรดนั่งมองหน้ากันอยู่ตามลำพัง
“ขอบใจเจ้ามากนะสกายเบรดที่ยอมทำตามที่เราขอ”
“ไม่หรอกค่ะท่านหญิง! ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่ช่วยแนะนำข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องรู้สึกผิดเป็นแน่ที่กลายเป็นตัวถ่วงของกัส”
รอยยิ้มของท่านหญิงมิวลีฟยกสูงขึ้นเล็กน้อย เธอยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนและรินน้ำชาให้สกายเบรดอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเลื่อนแก้วทรงสวยไปทางด้านของหญิงสาว
สกายเบรดรับเอาแก้วชามาด้วยความขอบคุณและดื่มมันอย่างสุภาพ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความพึงพอใจ
“อย่าได้พูดแบบนั้นเลย..ไม่ว่าจะเป็นเราหรือเจ้า ก็อยากให้กัสเติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็งทั้งนั้น..”
“แต่ข้าก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี..หากข้าปล่อยให้ความต้องการนำพาไป ข้าคงจะตอบรับความคิดของกัสไปแล้ว”
สีหน้าของสกายเบรดดูไม่ดีเท่าไหร่นัก มันมีความละอายใจแฝงอยู่หลายส่วน เนื่องจากเธอปล่อยให้ความปรารถนาชักนำความคิดไป จนเกือบจะตอบรับแผนการของกัสและทำให้ตัวเธอเองต้องกลายมาเป็นสาเหตุที่ทำให้พัฒนาการของเขาต้องหยุดชะงักไป
“เรื่องนี้โทษเจ้าไม่ได้หรอกสกายเบรด มันมีคำพูดที่ว่า คนนอกมักจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่า เราเองก็แค่ยืนอยู่วงนอกเลยมองเห็นได้ชัดกว่าเจ้าเพียงเท่านั้น ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองเลย ถ้าจะโทษ..ก็สมควรโทษกัสที่ปรารถนาในตัวเจ้ามากเกินไปเท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้ใบหน้าของสกายเบรดแดงก่ำขึ้นมาด้วยความขัดเขิน ขณะที่ท่านหญิงมิวลีฟยังคงยิ้มน้อยๆ ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน ราวกับกำลังหยอกล้อเด็กสาวที่กำลังมีความรัก
แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรสกายเบรดถึงได้รู้สึกว่ารอยยิ้มของท่านหญิงมิวลีฟนั้น แฝงความรู้สึกที่ไม่น่าจะมีอยู่เอาไว้ภายใน
‘นี่ข้า..รู้สึกไปเองหรือยังไงกัน ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่าท่านหญิงกำลังหึงหวงนะ’
คิดแล้วสกายเบรดก็ลอบส่ายหน้าน้อยๆ เพื่อสลัดความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลนี้ทิ้งไป ก่อนจะมองไปทางข่ายอาคมที่ยังหลงเหลือคลื่นพลังมิติอยู่ในอากาศหลังจากเปิดใช้วงล้อประตูดวงดาว
อีกด้านหนึ่งกัสที่กลับไปยังตระกูลก็เริ่มต้นแผนการของเขา เขาเริ่มทำในสิ่งที่เขาคิดจะทำ เริ่มจากการเตรียมงานแต่งของตัวเขากับน้องสาวและสองสาวรูบี้กับแซฟไฟร์
การเตรียมงานในครั้งนี้ไม่ง่ายเหมือนกับครั้งก่อนที่แต่งงานภายในดันเจี้ยนเพราะครั้งนี้เขาต้องจัดงานในพื้นที่ของตัวเขาเอง ซึ่งก็คือบ้านของเขา ทำให้กัสจำเป็นต้องปรับปรุงภูมิประเทศโดยรอบให้เหมาะสมต่อการจัดงาน
นอกจากนั้นก็ต้องจัดเตรียมรายชื่อแขก ซึ่งต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะตอนนี้เขาอยู่ในตระกูล เขาจึงต้องเชิญแขกที่มีความสำคัญทั้งหมดมาร่วมงาน ทั้งยังต้องเชิญอย่างระมัดระวังไม่ให้เชิญแขกที่มีฐานะสูงจนเกินไปและต้องคิดถึงความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน
ยังดีที่เรื่องนี้กัสไม่ต้องเหนื่อยแรงมากนักเพราะเรดทาวเวอร์ได้ส่งเฟรมอาร์ทมาช่วย ทำให้เขาสามารถจัดการกับรายชื่อแขกได้ง่ายขึ้น
ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเองก็กลับมาจากแนวหน้าเพื่อช่วยเหลืองานนี้ด้วยอีกแรงหนึ่ง ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดจึงได้รับการแก้ไข
ส่วนการเตรียมสถานที่นั้นพ่อกับแม่ของเขาเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุด กัสจึงใช้เวลาจัดเตรียมไม่นานนักก็แล้วเสร็จ
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือรอให้ถึงวันที่กำหนดเอาไว้ซึ่งอีกนานหลายเดือน กัสจึงใช้ช่วงเวลานี้ไปกับการวางแผนเพื่อทำสงครามข้อมูลกับตระกูลเขี้ยวทองคำ
ในเมื่อตอนนี้เขายังไม่พร้อมและไม่สามารถเปิดศึกชิงอำนาจกับตระกูลเขี้ยวทองคำได้ เขาจึงต้องหลอกให้พวกมันเชื่อว่าเขาจะทำแทน
การหลอกล่อนั้นไม่ง่ายเลย แต่ก็ไม่ได้ยากด้วยเช่นกัน มันเป็นปัญหาที่ยุ่งยากและต้องใช้ความชำนาญเฉพาะด้านมากพอสมควร ซึ่งกัสไม่ชำนาญในด้านนี้มากนัก
แต่เขามีคนที่ชำนาญในด้านนี้โดยเฉพาะอยู่นั่นก็คือฟลาวเวอร์ การวางแผนเพื่อปั่นหัวตระกูลเขี้ยวทองคำจึงไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ ไม่เพียงเท่านั้นเขายังมีสายข่าวจากตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ที่ทำสัญญากับเขาอีก ทั้งยังสามารถเข้าถึงสายข่าวของตระกูลได้ตลอดด้วยคะแนนความดีความชอบที่มากมหาศาล
นอกจากนั้นก็ยังมีสายข่าวที่ได้จากคนในซึ่งก็คือพวกนักรบที่ตกเป็นเหยื่อในแผนการของฟลาวเวอร์ ทำให้การสืบหาข้อมูลการเคลื่อนไหวของตระกูลเขี้ยวทองคำนั้นกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับกัสไปแล้ว
การวางแผนเพื่อหลอกให้ตระกูลเขี้ยวทองคำหลงเชื่อจึงไม่ยากนัก เพราะไม่เพียงจะสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำเข้าใจผิดได้แล้ว ฟลาวเวอร์ยังสามารถปล่อยข่าวลือได้อีกด้วย
เมื่อได้รับข่าวทั้งจากภายนอกและภายใน มันก็ไม่ยากที่จะทำให้ตระกูลเขี้ยวทองคำหลงเชื่อและพยายามเตรียมตัวตอบโต้กัสเพราะยังไงเสียการเตรียมตัวก็ไม่ได้ทำให้พวกมันสูญเสียมากเท่าใดนัก
แต่นั้นก็เป็นจุดประสงค์ของกัสอยู่แล้วและมันเป็นไปตามสไตล์ของแผนการที่เขาชอบใช้อีกด้วย ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ แต่ง่ายที่จะดำเนินการ
แม้ว่าผลลัพธ์ทั้งหมดของแผนการจะทำได้เพียงถ่วงความเจริญของพวกมันก็ตาม แต่กัสก็พอใจแล้วเพราะถ้าคนเพียงคนเดียวสามารถทำให้พัฒนาการของตระกูลเกิดผลกระทบได้ มันก็เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากพอแล้ว กัสจึงไม่มีเหตุผลที่ต้องโลภไปมากกว่านี้
เมื่อเวลาผ่านไปการเคลื่อนไหวของตระกูลเขี้ยวทองคำก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การตอบสนองของตระกูลไอรอนบลัดก็เริ่มปรากฏขึ้น เช่นเดียวกับตระกูลเทพยุทธ์ที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว
แม้กระทั่งตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ ก็ยังเคลื่อนไหว
เมื่อทุกๆ ฝ่ายเคลื่อนไหว กัสก็มั่นใจได้ว่าแผนการหลอกล่อของเขาประสบความสำเร็จ ซึ่งจริงๆ แล้วมันก็เป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้เพราะตระกูลใหญ่ไม่มีทางยอมเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้แน่
นอกจากนั้นความสูญเสียจากการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมก็ไม่ได้ใหญ่โตนัก พวกมันจึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เสี่ยง
ทว่าผลลัพธ์ที่งดงามนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งและคงไม่ได้ผลแบบเดียวกันทุกครั้ง กัสจึงไม่กล้าคาดหวังอะไรมากนักกับแผนการพวกนี้
ความสนใจของเขายังคงอยู่ที่เรื่องของตัวเขาเองและงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนคนที่ต้องรับภาระหนักในการจัดการกับแผนการและการเคลื่อนไหวทั้งหมด ก็ไม่พ้นฟลาวเวอร์ที่ดูจะยินดีเป็นที่สุดที่จะได้ทำลายตระกูลเขี้ยวทองคำ
งานนี้กัสจึงปล่อยให้ฟลาวเวอร์ทำได้อย่างสบายใจโดยที่เขาแทบไม่จำเป็นต้องเฝ้าดูการเคลื่อนไหวใดๆ อีกเลยด้วยซ้ำ นอกจากทำตามคำแนะนำของฟลาวเวอร์และเคลื่อนไหวเมื่อจำเป็น
ในช่วงที่ไม่ได้ทำอะไร กัสก็มักจะแวะไปยังปราการแห่งการปกป้องเพื่อเติมพลังชีวิตและพลังวิญญาณในช่องว่างวิญญาณ จากนั้นกลับมาดูดซับแก่นจิตวิญญาณทั้งสอง ฝึกฝนและทำความเข้าใจวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตาย
สุดท้ายคือการทดสอบและใช้วิชา ‘ระเบิดพลังสองขั้ว’ ที่ประยุกต์มาจากระเบิดอัคคีเยือกแข็งที่รูบี้กับแซฟไฟร์ใช้
ในจุดนี้กัสปรับปรุงมันจนกระทั่งใช้งานได้จริงเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการใช้พลังชีวิตและพลังวิญญาณสร้างเป็น ‘กระบี่เจ็ดดาว’ ซึ่งเป็นกระบี่ที่สามารถแยกออกเป็นกระบี่สองเล่มได้
กัสจึงใช้จุดเด่นของมันมาผสานพลังชีวิตที่อัดแน่นไปด้วยวิถีแห่งชีวิตและพลังวิญญาณที่อัดแน่นไปด้วยวิถีแห่งความตายลงไป
มันจึงกลายเป็น ‘กระบี่ขาวดำ’ ที่สามารถสร้างระเบิดที่น่าสะพรึงกลัวที่สามารถกวาดกองทัพมอนเตอร์นับแสนให้หายไปได้ในพริบตา
ผลลัพธ์ของระเบิดค่อนข้างจำกัดกัสจึงไม่ค่อยได้ใช้มันมากนักเพราะมันสิ้นเปลืองเกินไปและมอนเตอร์ในดันเจี้ยนก็ไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้ทดสอบพลังของวิชานี้ได้จริงๆ
แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นผลลัพธ์จากการพัฒนาวิชานี้ก็ยังน่าพอใจมาก เพราะมันทำให้ความเร็วในการดูดซับพลังของแกนพลังเร็วขึ้นกว่าเดิม
นี่จึงนับเป็นผลพลอยได้ที่เกิดจากความเข้าใจในวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตายที่ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งเกิดจากการฝึกฝนวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิถีทั้งสอง
ผลลัพธ์ที่ได้จึงทำให้กัสไม่รู้สึกเสียเปล่าเท่าใดนักและทำให้เขาเกิดแรงกระตุ้นที่จะฝึกฝนและพัฒนาวิชานี้ต่อไปเพราะมันมีประโยชน์ต่อการควบแน่นแกนพลังของเขา
กัสใช้เวลาว่างที่มีฝึกฝนวิชา ศึกษาหาความรู้และเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างตั้งใจจนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจครึ่งปีก็ผ่านไป ข่าวดีที่กัสรอคอยก็มาถึงในที่สุด เมื่ออิจิโกะเสร็จสิ้นการสืบทอดความรู้จากบรรพชนของเธอและกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง
การกลับมาของอิจิโกะและน้องทำให้สีสันภายในบ้านสดใสยิ่งกว่าเดิมและทำให้กัสมีความสุขมากเป็นพิเศษ แม้จะเสียดายอยู่เล็กๆ ที่อิจิโกะยังต้องกลับไปยัง ‘รัง’ เพื่อให้กำเนิดองครักษ์ผึ้งอีกครั้ง
แต่การได้พบหน้าอิจิโกะอีกครั้งก็ทำให้เขามีความสุขมากพอแล้ว นอกจากนั้นการกลับไปของอิจิโกะในครั้งต่อไปก็ไม่ได้มีข้อห้ามที่ห้ามไม่ให้เธอกลับมาหาเขาแต่อย่างใด เขาจึงค่อนข้างพึงพอใจที่ทุกคนกลับมาอยู่รวมกันอีกครั้ง
เมื่อกัสได้กวาดตามองไปรอบๆ ห้องอาหารในงานเลี้ยงฉลองที่ทุกคนได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เขาก็หยุดสายตาลงที่มิโดริที่แม้จะมีรอยยิ้มเหมือนทุกคน แต่เขาสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเธอได้อย่างชัดเจน
วินาทีนั้นรอยยิ้มของกัสก็แข็งไปบ้าง แต่ก็อ่อนลงอย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่อยากทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง
งานเลี้ยงฉลองเล็กๆ จึงผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งงานเลี้ยงจบลง กัสจึงหาเวลาไปอยู่กับมิโดริเพื่อปลอบโยนเธอเพื่อทำให้เธอคลายความรู้สึกโศกเศร้าที่ต้องทิ้งลูกสาวเอาไว้ในดันเจี้ยน
“ไม่ต้องห่วงนะมิโดริ อีกไม่นานพวกนางจะต้องได้ออกมาจากดันเจี้ยนอย่างแน่นอน”
การปลอบโยนของกัสทำให้มิโดริยิ้มออกมาด้วยความขอบคุณและทำให้ความรู้สึกผิดของเธออ่อนจางลง
แต่หลังจากงานเลี้ยงฉลองผ่านไป มิโดริก็ขอให้กัสพาเธอกลับเข้าไปในดันเจี้ยนเพื่ออยู่กับลูกๆ และทำงานเพื่อเขาแทนที่จะอยู่ในตระกูลต่อ
กัสนั้นแม้จะไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่อาจห้ามเธอได้ เขาจึงตัดสินใจพามิโดริกลับเข้าไปในดันเจี้ยนและอยู่กับเธอและลูกอยู่หลายวัน ก่อนจะกลับมายังตระกูลอีกครั้ง
หลังจากกลับมากัสก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะมีงานอดิเรกเพิ่มขึ้นมาอย่างหนึ่งนั่นคือการอ่านหนังสือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนำสิ่งมีชีวิตจากดันเจี้ยนออกมายังโลกภายนอก
แม้จะรู้ว่าวิธีที่ดีที่สุดในการนำลูกสาวของมิโดริออกมาจากดันเจี้ยนคือการทำให้พวกเธอกลายเป็นพฤกษาเทวะก็ตามที แต่กัสก็ยังหวังว่าจะมีวิธีอื่นอยู่ เนื่องจากระยะเวลาที่ต้องใช้ในการทำให้ภูตพฤกษาคนหนึ่งกลายเป็นพฤกษาเทวะมันนานเกินไป เขาจึงหวังว่ามันจะมีวิธีอื่นในการนำพวกเธอออกมานอกจากการกลายเป็นพฤกษาเทวะ
ความหวังนี้ไม่ได้รุนแรงนี้ กัสจึงเก็บมันไว้เป็นงานอดิเรกและพยายามเท่าที่จะทำได้ ควบคู่ไปกับการทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำ
แต่ถึงจะไม่คาดหวังมันเป็นพิเศษ การที่กัสมานั่งอ่านหนังสือทั้งที่เขาเกลียดการอ่านหนังสือมากก็พอแล้วที่จะทำให้ทุกคนชื่นชมและพลอยได้รับแรงกระตุ้นตามไปด้วย
เมื่อเวลาผ่านไปความสำเร็จที่กัสและทุกคนได้รับก็ปรากฏขึ้นทีละน้อย ผลตอบแทนของความพยายามในที่สุดก็ปรากฏขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นวิชาที่ผ่านการปรับปรุงจากความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาตำรามากมายภายในตระกูล คุณภาพของพลังเวทที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเข้าไปฝึกฝนในพื้นที่พิเศษ คุณสมบัติพิเศษของร่างกายที่ได้รับการปรับปรุงจากการฝึกฝนวิชาที่เหมาะสม
ความสำเร็จสูงสุดที่กัสได้รับหลังจากกลับมายังตระกูลคือ วิชาหลอมกระบี่ที่เรียนรู้จากอาจารย์ของเขาเบรดเดียร์และความรู้ในการใช้ลวดลายแห่งจิตวิญญาณจากพี่สาวของเธออาร์ทเทียร์
ความรู้ทั้งสองส่วนทำให้กัสประสบความสำเร็จในการสร้างอาวุธลับของตำหนักกระบี่
บลูอายนั้นศึกษาค้นคว้าจนในที่สุดก็ได้พบกับวิชาที่เหมาะที่สุดในการจับคู่กับวิญญาณเจ็ดสีของเธอ นั่นคือวิชา ‘กายานภา’ วิชาที่สามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายให้กลายเป็น ‘ภาชนะ’ ในการเก็บกักพลังอันมหาศาลได้
วิชานี้ถูกบลูอายนำมาปรับปรุงเสียใหม่เพื่อทำให้ร่างกายของเธอกลายเป็น ‘ความว่างเปล่า’ เพื่อให้มันสามารถหลอมรวมกับวิญญาณเจ็ดสีที่เกิดจากอารมณ์ทั้งเจ็ดได้
คริสตัลได้ฝึกฝนในดินแดนลับของสายตระกูลบลูเฟรมและประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนพลังเวทบริสุทธิ์ของเธอให้กลายเป็นพลังเวทธาตุน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้พรสวรรค์ในการควบคุมน้ำแข็งของเธอพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งและทำให้เธอใช้เวทมนตร์น้ำแข็งได้ดีมากยิ่งขึ้น
ลิลลี่นั้นได้เข้าไปฝึกฝนร่วมกับสายตระกูลเรดบลัดของเธอเพื่อฝึกฝนวิชาบางอย่างและศึกษาวิชาต่อสู้จากสายตระกูลเครซี่บลัดเพื่อยกระดับความสามารถในการต่อสู้ของเธอให้สูงยิ่งขึ้น
โดยรวมแล้วลิลลี่ไม่ได้มีความสำเร็จที่โดดเด่นอะไร แต่เธอกลับพัฒนาไปมากที่สุดเนื่องจากสิ่งที่เธอขาดนั้นคือเทคนิคและวิชาในการต่อสู้
ส่วนบราวนี่ที่กัสเป็นห่วงที่สุดซึ่งตัดสินใจกลับไปหาครอบครัวของเธอนั้น ก็ประสบความสำเร็จด้วยดีและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวของเธอ
ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงได้เรียนรู้วิชาจากพ่อของเธอเท่านั้น แต่ยังได้คลายเงื่อนปมในหัวใจของเธอออกไปอีกด้วย ส่งผลให้จิตใจของเธอถูกยกระดับขึ้นอีกก้าวใหญ่ จนทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเธอสงบนิ่งเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
ส่วนน้องสาวทั้งสองของเขาที่กลับไปเรียนรู้จากแม่นั้น แม้จะไม่มีความสำเร็จที่โดดเด่นอะไร แต่พวกเธอก็พยายามอย่างหนักจนสามารถสำเร็จวิชาภูติเร้นลับโดยสมบูรณ์ได้ในที่สุดและประสบความสำเร็จในการหลอมรวมวิชาทั้ง 5 บทของภูติเร้นลับจนได้ ‘ร่างภูติเร้นลับ’ ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงความสำเร็จในวิชาภูติเร้นลับถึงระดับสมบูรณ์
นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น คนที่ทำให้กัสปวดหัวที่สุดก็ไม่พ้นซิลวี่ที่แม้จะกลับมายังตระกูลพร้อมกับเขาและทุกคน
แต่เธอกลับไม่มีความคิดที่จะศึกษาหรือฝึกฝนวิชาอะไรเลยสักนิด หากแต่วิ่งเข้าไปในส่วนกลางของตระกูลและเริ่มสร้างกิจการของตัวเองจนประสบความสำเร็จในการสร้างรากฐานของกิจการให้กับเขา
ผลลัพธ์นี้ทำให้กัสไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีเพราะความสำเร็จของเธอนั้น ทำให้ครอบครัวมีความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้นและทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่หายากได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
โดยรวมแล้วกัสควรจะมีความสุข แต่เขากลับรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ ทว่าเขาก็ไม่ได้พูดออกมา ทั้งยังชื่นชมซิลวี่ไปไม่น้อยจนทำให้หญิงสาวยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข
ส่วนตัวกัสนั้นแม้ในใจลึกๆ จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นเทพเพื่ออายุขัยที่ยืนยาวและไม่ใช่ทุกคนที่ปรารถนาจะต่อสู้กับศัตรูด้วยกำลัง
ซิลวี่นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในสายตาของเขา ทว่าในความเป็นจริงเขาควรจะรู้เรื่องนี้มานานแล้วว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปรารถนาจะมีอายุยืนยาว ไม่เช่นนั้นครอบครัวของเขาคงไม่มีเพียงพ่อและแม่เหมือนในปัจจุบัน