
....ลมราตรีพัดหวิวผ่านซากสำนักอวิ๋นหลิน เงาจันทร์ทอดยาวเหนือกำแพงหินที่แตกร้าวและหมอกหนา
ทุกสิ่งรอบกายคือความเงียบงัน…แต่ความเงียบนี้เองที่ทำให้เสียงปราณภายในหัวใจดังขึ้นราวระฆัง
หลี่หานเหวินยืนนิ่ง มือว่างเปล่า ไร้กระบี่ในกำมือ เขาลืมไปแล้วว่าอยู่ที่นี่นานกี่ปีกี่เดือนแล้ว
ในอกของเขากลับเต็มไปด้วยกระแสพลังที่พุ่งพล่านราวสายน้ำเชี่ยว
เขากวาดตามองรอบทิศ มีเพียงเงาซากปรักและความมืด
ข้างกายคือร่างอวี้เฟิงผู้สลบไสล ราวกับบุปผาที่ร่วงหล่นกลางหิมะ
สายตาเขาอ่อนโยนลงชั่วขณะ แต่เมื่อหันกลับมาอีกครั้งก็แข็งกร้าวดุจเหล็กกล้า
“ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อปกป้องเจ้า เฟิง!”
พลันเสียงบ่นพรึมพรำดังขึ้นจากมุมเงามืด
ชายชราสวมหน้ากากเหล็กนั่งสงบนิ่งบนก้อนหิน
แววตาที่ส่องลอดหน้ากากนั้นคมกริบราวเพลิงเผาผลาญ
“เจ้าคิดว่าไร้กระบี่แล้วจะกลายเป็นผู้วิเศษกระนั้นหรือ?” ชายชราเอ่ย
“มิใช่หรอก กระบี่อยู่ที่ใจ หากใจเจ้ายังวุ่นวาย…แม้ถือกระบี่ฟ้าดินก็ไม่ต่างจากเศษไม้”
คำพูดสอนของชายชราผู้ผ่านโลกมามาก บัดนี้เขาไม่ต่างอะไรกับอาจารย์คนหนึ่งของหานเหวิน
หานเหวินก้มศีรษะ ยอมรับถ้อยคำ
ชายชรากล่าวต่อเสียงเรียบ
“เต๋าโบราณว่า ผู้ที่ยึดติดย่อมถูกพันธนาการ ผู้ที่ปล่อยวางจึงได้อิสระ"
"เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะไม่ยึดติดแม้แต่กระบี่ในมือ เมื่อถึงตอนนั้น ทุกสิ่งรอบกายจะกลายเป็นกระบี่”
หานเหวินหลับตา รวบรวมลมหายใจให้สงบนิ่ง
เขาก้มลงหยิบ “ใบหญ้า” ที่ปลิวอยู่บนพื้น
เพียงส่งปราณเข้าสู่เส้นใยอ่อนบาง อากาศรอบตัวก็พลันสั่นสะเทือน
ใบหญ้าซึ่งไร้คมกลับกลายเป็นอาวุธที่กรีดอากาศเป็นรอยแผล
เขาพึมพำเบา ๆ
“คมกระบี่…มิได้อยู่ที่เหล็กกล้า หากอยู่ที่ปราณที่ไหลผ่านมัน”
ชายชราพยักหน้า
“เจ้ารู้แล้วว่ากระบี่คือท่อส่งปราณ แต่ยังไม่พอ
ใบหญ้า กิ่งไม้ หรือแม้แต่นิ้วมือ…หากใจเจ้ากลายเป็นกระบี่ ทุกสิ่งก็ล้วนแหลมคม”
หานเหวินจึงปล่อยใบหญ้าร่วงลงกับพื้น
เขายื่นมือเปล่า วาดเส้นกลางอากาศอย่างอ่อนช้อย
เพียงปลายนิ้วสัมผัสว่างเปล่า ผนังหินที่แตกร้าวก็ปรากฏรอยเฉือนลึก
เสียงสะท้อนก้องราวคำตอบจากสวรรค์
“นิ้วมือก็คือกระบี่”
เขาไม่หยุดเพียงเท่านั้น
หานเหวินก้าวเดินช้า ๆ ทุกก้าวส่งแรงปราณสั่นสะเทือนไปรอบทิศ
ใบไม้แห้งที่ปลิวลอยถูกพลังดึงวน กลายเป็นฝูงกระบี่นับร้อยพัน
เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย กลับก่อเกิดกระบวนท่านับอนันต์
ชายชรากล่าวเสียงเรียบ
“ใจคือรากปราณ ปราณคือสายธารแห่งฟ้า เมื่อใจเจ้าว่าง กระบี่ก็ไร้ลักษณ์
แต่เมื่อใจเจ้ากลายเป็นกระบี่…จักรวาลทั้งหมดก็ถูกเฉือนด้วยปลายนิ้วเจ้า”
หานเหวินหันไปมองอวี้เฟิงที่ยังหลับสนิท
แสงจันทร์สาดลงบนใบหน้างดงามราวหิมะขาวนั้น
เขากำหมัดแน่น ราวกับตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อท้องฟ้า
“เพื่อปกป้องเขา…ข้าต้องเข้าถึงใจไร้กระบี่ให้ได้”
เขายกกิ่งไม้แห้งขึ้นอีกครั้ง แล้วสลายมันเป็นผงธุลีในมือ
เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ไม้ หากแต่เป็นพลังปราณที่ไหลออกจากหัวใจ
มือเปล่าวาดกลางอากาศอีกครา
เสียงหวีดหวิวกรีดลั่นดุจฟ้าผ่า
เศษหินแตกกระจายเป็นผง ฝุ่นลอยคลุ้งราวหมอกเช้า
“ใจไร้กระบี่…คือการไม่ยึดติดกับรูป แต่เป็นการหลอมรวมจิตกับเต๋าแห่งฟ้า”
เขากล่าวกับตนเอง
ในชั่วขณะนั้น หานเหวินรู้สึกว่าตนมิได้ยืนอยู่ท่ามกลางซากสำนัก
แต่กำลังยืนอยู่ในท้องนภาอันไร้สิ้นสุด
ปราณในกายไหลเวียนไปกับสายลม ดุจไม่แตกต่างจากสายน้ำในหุบเหวหรือดวงดาวบนฟากฟ้า
เขายกนิ้วขึ้นชี้ไปยังจันทร์
สะบัดเบา ๆ เพียงครั้งเดียว เงาเมฆที่บดบังดวงดาวก็ถูกเฉือนขาด
ฟากฟ้าเผยประกายสว่างดุจเพชรนับหมื่นล้าน
ชายชราหัวเราะเบา ๆ แสดงอาการดีใจ
“ดี!…ในที่สุดเจ้าก็สัมผัสได้แล้ว ใจเจ้ากลายเป็นกระบี่ ไม่ต้องถือ ไม่ต้องฝึก เพียงปราณกับใจรวมเป็นหนึ่ง”
หานเหวินเบิกตาขึ้น
ในแววตาสะท้อนแสงจันทร์และดวงดาวราวกับทั้งจักรวาลหลอมรวมอยู่ในดวงตาเขา
ในยามนั้น เขารู้แล้ว กระบี่มิใช่เหล็ก มิใช่ไม้ มิใช่สิ่งของภายนอก กระบี่คือใจ
เมื่อใจกลายเป็นกระบี่ ความว่างเปล่าก็กลายเป็นแรงสังหารที่ไร้ขอบเขต
อวี้เฟิงยังคงนอนนิ่ง ไม่รับรู้สิ่งใด
แต่ในหัวใจหานเหวินกลับสั่นสะท้านด้วยความมุ่งมั่น
เขาหันไปมองชายชราหน้ากากเหล็กอีกครั้ง
ชายชราเพียงพยักหน้า ไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดเพิ่ม
หานเหวินจึงปิดตา ลมหายใจเชื่อมกับปราณ
ทุกสิ่งรอบกายล้วนเป็นกระบี่
ทุกสิ่งในใจล้วนเป็นหนึ่งเดียวกับสวรรค์
เหลือขั้นสุดท้ายแล้ว "กระบี่คือสรรพสิ่ง"
ระดับสูงสุด ที่คนกับกระบี่ไม่แยกจากกัน
ทุกสิ่งรอบตัวคือคมกระบี่ ดิน ฟ้า น้ำ ลม ล้วนกลายเป็นคมพิฆาต!
ทันใดนั้นก็มีไอสีดำโพยพุ่งออกมาจากพื้นดินมากมาย
ต้นไม้ หิน และแม้กระทั่งพลังงานเซียนในอากาศ ห่อเหี่ยว แห้งตาย ราวกับถูกดูดลงไปทั้งหมด
ชายชราหน้ากากเหล็กเหงื่อตกแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและอุทานออกมา
"ธาตุวิปลาส!!"
เขารีบออกมายืนบังและผลักหานเหวินให้ถอยหลังห่างออกไป
"เป็นไปไม่ได้!! มันมาอยู่ที่ดาวดวงนี้ได้ยังไง???"