ยามเช้าอันแสนสดใส ทั่วทั้งจวนสกุลซ่งกลับอบอวลไปด้วยความตื่นเต้นยินดี ด้วยเพราะคุณหนูเล็ก 'เหยาเหยา' ได้เอ่ยวาจาคำแรกออกมาแล้ว!
เื่ราวเริ่มต้นขึ้นขณะที่ 'เสิ่นว่านอวี๋' กำลังโอบอุ้มบุตรสาวตัวน้อยพลางป้อนข้าวต้มอุ่นๆ ทว่าเหยาเหยาที่ต้องทนกินข้าวต้มรสชาติจืดชืดติดต่อกันมาหลายวันจนนึกเบื่อหน่าย จู่ๆ ก็อ้าปากเล็กจิ้มลิ้ม เปล่งเสียงออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า "แม่——"
ช้อนกระเบื้องเคลือบในมือของเสิ่นว่านอวี๋ร่วงหล่นกระทบขอบชามเสียงดังเคร้ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตะลึงลาน ก่อนที่หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันจะเอ่อคลอเคลียสอง "เหยาเหยา... เ้าเรียกแม่หรือลูก!"
อ้าว ข้าเอ่ยวาจาได้แล้วนี่! เหยาเหยาเองก็ตื่นตระหนกอยู่ในใจไม่แพ้กัน ในที่สุดลิ้นเล็กๆ นี่ก็ยอมเชื่อฟังเสียที! ดีใจเหลือเกิน ต่อไปข้าจะได้สื่อสารกับผู้อื่นได้บ้าง ไม่ต้องทนอึดอัดใจกับการเป็ใบ้มาตั้งนานนม!
เดี๋ยวก่อน... ข้าต้องลองพูดคำอื่นดูเสียหน่อย ทารกน้อยครุ่นคิดอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะอ้าปากเปล่งเสียงกลมมนอีกครั้ง "แม่... สวย..."
ภายในห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะและเสียงอุทานด้วยความชื่นชมปนเอ็นดูจะะเิดังขึ้นพร้อมกัน
"คุณหนูน้อยช่างชาญฉลาดยิ่งนักเ้าค่ะ! เพิ่งหัดพูดก็เอ่ยได้ถึงสองพยางค์แล้ว!"
"มิหนำซ้ำยังรู้จักเอ่ยวาจาป้อนคำหวานชมฮูหยินอีกด้วย!"
ข่าวดีอันน่าปีตินี้แพร่สะพัดไปทั่วจวนสกุลซ่งในพริบตา บ่าวไพร่ต่างพากันยิ้มแก้มแทบปริ แม้กระทั่ง 'ซ่งติ้งหย่วน' ที่เพิ่งควบม้ากลับมาจากค่ายทหารก็ถึงกับวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังเรือนด้านใน ทั้งที่บนอาภรณ์ยังคงเปื้อนฝุ่นละอองจากลานฝึกซ้อม "น้องเล็กพูดได้แล้วจริงหรือ! เร็วเข้า รีบเรียกพี่รองหน่อยเร็ว น้องรัก!"
เหยาเหยาแหงนหน้ามองพี่รองที่กำลังตื่นเต้นจนใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำ ก็อดที่จะขำขันในใจมิได้
พี่รองช่างน่าเอ็นดูเสียจริง อุตส่าห์วิ่งหน้าตั้งมาถึงเพียงนี้... เอาเถิด ข้าจะยอมเรียกให้เ้าดีใจสักหน่อยแล้วกัน ทารกน้อยคิดพลางอ้าปากเปล่งเสียงใสซื่อ "พี่... ตูบ!"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครา ใบหน้าของซ่งติ้งหย่วนพลันแข็งค้างและเจื่อนลงในทันใด ขณะที่บ่าวไพร่คนอื่นๆ พยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น
ที่แท้เป็เพราะเหยาเหยาเคยแอบได้ยินพวกบ่าวรับใช้เล่าเื่ตลกกันว่า หากนางเกิดมาเป็บุรุษ ท่านพ่อท่านแม่คงจะตั้งชื่อเล่นให้นางว่า 'เ้าตูบ' จึงจำสับสนและนำมารวมกับคำว่า 'พี่' เสียอย่างนั้น
อ้าว... ข้าเรียกผิดไปหรือ เหยาเหยาเผลองุนงงในใจ ไยพี่รองจึงทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้เช่นนั้นเล่า ส่วนคนอื่นก็หัวเราะกันยกใหญ่... ช่างเถอะ เรียกใหม่ก็ได้ "พี่... รอง!"
เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่ถูกต้อง ซ่งติ้งหย่วนที่ใบหน้าบูดบึ้งเมื่อครู่พลันคลี่ยิ้มกว้างขวางทันตา เขาช้อนตัวอุ้มน้องสาวขึ้นมาหมุนไปรอบๆ ด้วยความปรีดา "เรียกถูกแล้ว! น้องเล็กของพี่รองเก่งกาจที่สุด!"
เสิ่นว่านอวี๋มองภาพความอบอุ่นตรงหน้าพลางสวมกอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพรากด้วยความปลื้มปีติอย่างที่สุด ทว่าลึกๆ ในใจของนางกลับมีความกังวลสายหนึ่งพาดผ่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ลูกน้อยเริ่มเอ่ยวาจาได้แล้ว...
นั่นย่อมหมายความว่า ต่อไปสิ่งใดที่นาง 'คิด' อาจหลุดรอดออกมาเป็ 'คำพูด' จริงๆ และคำพูดเ่าั้ ทุกผู้คนย่อมได้ยิน หาใช่เพียงผู้มีสายเืสกุลซ่งเท่านั้น!
——————
ค่ำคืนนั้น ห้องหนังสือลับของสกุลซ่งถูกเปิดใช้อีกครั้ง บรรยากาศภายในโอบล้อมไปด้วยความเคร่งขรึมและกดดันเป็พิเศษ
"เื่ใหญ่แล้ว" ซ่งจงอี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ใบหน้าเคร่งเครียด "น้องเล็กของพวกเ้าพูดได้แล้ว ที่ผ่านมาความรู้เื่อนาคตของนางล้วนจำกัดอยู่เพียงใน 'ความนึกคิด' ซึ่งมีเพียงพวกเราเท่านั้นที่ได้ยิน ทว่านับจากนี้ หากนางเผลอหลุดปากพูดเื่เ่าั้ออกมาต่อหน้าคนนอก..."
ซ่งติ้งหย่วนหน้าถอดสี "ย่อมต้องมีผู้ได้ยินเื่ราวที่ยังไม่เกิดขึ้นแน่! เด็กวัยเพียงเท่านี้ แต่กลับพูดจาเื่อ๋องรองคิดฏ หรือเื่ความตายของผู้อื่น... หากคนนอกได้ยินเข้า ย่อมต้องตราหน้าน้องเล็กว่าเป็ตัวประหลาด หรือร้ายแรงกว่านั้นคือ..."
เขาละคำพูดไว้ในฐานที่เข้าใจ ทว่าทุกคนในห้องต่างรู้ซึ้งถึงภยันตรายดี — หากมิถูกมองว่าเป็ปีศาจ ก็อาจถูกคนชั่วหมายหัวเพื่อกำจัดทิ้งเพราะความหวาดกลัวในสิ่งที่นางล่วงรู้
ซ่งจิ้งอันกำหมัดแน่น ตาฉายแววเฉียบคม "ดังนั้นนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ยามใดที่มีคนนอกอยู่ด้วย จะต้องมีคนในครอบครัวคอยประกบเหยาเหยาอยู่ตลอดเวลา หากนางมีท่าทีจะเอ่ยวาจาอันมิควรออกไป พวกเราต้องรีบกลบเกลื่อนทันที"
เสิ่นว่านอวี๋พยักหน้ารับคำอย่างเด็ดเดี่ยว "เื่นี้ข้าจะจัดการเอง ยามที่มีแเื่มาเยือน ข้าจะให้เหยาเหยาพักผ่อนอยู่แต่ในเรือนใน มิยอมให้พบปะคนแปลกหน้าโดยง่ายเด็ดขาด"
ทว่าโชคชะตามักชอบเล่นตลกกับมนุษย์เสมอ เพราะในเช้าวันรุ่งขึ้น เื่ที่ทุกคนเฝ้าหวาดหวั่นก็เกือบจะอุบัติขึ้นจริงๆ
——————
เช้าวันต่อมา แขกผู้มิได้รับเชิญพลันมาเยือนถึงหน้าประตูจวนสกุลซ่ง
นางคือ 'เฉียนฮูหยิน' ภริยาของขุนนางผู้หนึ่งในราชสำนัก หญิงผู้นี้ขึ้นชื่อลือชาเื่ปากหอยปากปู ชอบสอดรู้สอดเห็นและนำข่าวซุบซิบไปป่าวประกาศทั่วเมืองหลวง แม้ปากจะอ้างว่ามาเพื่อ 'เยี่ยมเยียนคุณหนูเล็ก' ทว่าทุกคนต่างรู้แจ้งแก่ใจว่านางมาเพื่อจับผิดและหาเื่ไปนินทาเสียมากกว่า
ที่ย่ำแย่ไปกว่านั้นคือ เช้านี้เสิ่นว่านอวี๋รู้สึกระคายคอและมีไข้ต่ำๆ จึงจำต้องให้ 'แม่นมหลิว' อุ้มเหยาเหยาออกมารับแขกแทนชั่วคราว โดยมีซ่งจิ้งอันซึ่งบังเอิญอยู่โยงเฝ้าจวนคอยนั่งเป็เพื่อนอยู่ข้างกาย
เฉียนฮูหยินกวาดสายตาคมกริบมองเหยาเหยาประหนึ่งกำลังประเมินราคาสิ่งของ ก่อนจะแย้มยิ้มจอมปลอม "อุ๊ยตาย... คุณหนูเล็กช่างน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง ได้ยินมาว่าเริ่มเอ่ยวาจาได้แล้วหรือเ้าคะ มาๆ ไหนลองเรียกคุณป้าให้ชื่นใจสักคำซิลูก"
เหยาเหยาถูกอุ้มมานั่งเผชิญหน้ากับสตรีแปลกหน้า นางจึงหรี่ดวงตากลมโตเพ่งมองอีกฝ่ายอย่างละเอียด
เอ๊ะ... ยายป้าผู้นี้คือใครกัน ดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นจึงกลอกกลิ้งไปมา ดูเ้าเล่ห์พิกล เหยาเหยาขมวดคิ้วมุ่นในใจ ลักษณะท่าทางเช่นนี้ ในนิยายมักจะเป็พวกสุนัขรับใช้ที่ชอบคาบข่าวไปขาย... อ๊ะ! นึกออกแล้ว! นี่มันเฉียนฮูหยินมิใช่หรือ! ในนิยายต้นฉบับ นางคือกระบอกเสียงชั้นยอดในการปล่อยข่าวลือของเมืองเซิ่งจิง! แม้กระทั่งฟ่านชิงเสวี่ยก็เคยใช้นางเป็เครื่องมือคอยปล่อยข่าวโคมลอยทำลายชื่อเสียงสกุลซ่งมาแล้ว!
ซ่งจิ้งอันที่นั่งจิบชาอยู่ด้านข้าง แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่งไร้คลื่นลม ทว่าในใจกลับกระตุกวูบ ร่างกายพลันตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือในทันที
หึ! ยายป้าคนนี้นี่เองที่จะเป็คนป่าวประกาศใส่ร้ายว่า 'ท่านพ่อรับสินบน' ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า! ตัวร้ายเกรดต่ำชัดๆ เหยาเหยาคิดด้วยความโทสะ ด้วยความที่เพิ่งหัดพูดและยังไม่ชินกับการควบคุมตนเอง จึงเผลออ้าปากพึมพำเสียงแ่เบาออกมา "ป้า... ไม่... ดี..."
บรรยากาศในห้องโถงพลันชะงักกึกจนเย็นะเื
ใบหน้าของเฉียนฮูหยินบูดเบี้ยวและถอดสีลงทันตา "เมื่อครู่... คุณหนูเล็กว่าอย่างไรนะเ้าคะ?"
หัวใจของแม่นมหลิวแทบหยุดเต้นด้วยความตระหนกใ
ทว่าซ่งจิ้งอันกลับคลี่รอยยิ้มบางเบาอย่างสง่างาม ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก เขายื่นมือเรียวยาวไปลูบศีรษะทุยสวยของน้องสาวด้วยความทะนุถนอม "เฉียนฮูหยินโปรดอย่าได้ถือสาเลยขอรับ น้องเล็กของข้าเพิ่งหัดพูด ลิ้นยังไม่เป็ใจให้ออกเสียงได้ชัดเจน คำว่า 'ป้าสวยดี' จึงเพี้ยนกลายเป็ 'ป้าไม่ดี' ไปเสียได้"
เขาหันไปสบตากับน้องสาวพลางยิ้มละมุน ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแววเน้นย้ำ "เหยาเหยา ลองเอ่ยใหม่อีกครั้งสิลูก... 'ป้า-สวย-ดี'"
เหยาเหยากะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน
อ้าว... พี่ใหญ่บอกให้หนูชมว่านางสวยดีหรือ? แต่ยายป้าคนนี้เป็ตัวร้ายนะ... น้อยมึนงงไปชั่วครู่ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ อ้อ! เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่คงไม่อยากให้เราสร้างเื่ขัดแย้งกับแขกต่อหน้าผู้อื่นสินะ เด็กดีต้องรู้จักกาลเทศะ เอา ชมไปก่อนก็เสียหาย ในเมื่อพี่ใหญ่อยู่ที่นี่ เดี๋ยวคงหาทางจัดการยายป้าคนนี้ลับหลังเองนั่นแหละ
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนตาหยี เปล่งเสียงใสกระจ่างประหนึ่งกระดิ่งแก้ว "ป้า... สวย... ดี!"
เฉียนฮูหยินที่ใบหน้าบึ้งตึงเมื่อครู่ พอได้ยินคำชมแสนหวานก็พลันใจอ่อนยวบ ยิ้มแก้มแทบปริด้วยความลำพองใจ "โอ๊ย... คุณหนูเล็กปากหวานเหลือเกินเ้าค่ะ ช่างน่ารักน่าชังจนอยากจะอุ้มกลับบ้านเสียจริง!"
ซ่งจิ้งอันที่ได้ยินเสียงความคิดของน้องสาว มุมปากหยักลึกพลันกระตุกขึ้นน้อยๆ พลางทอดถอนใจด้วยความเอ็นดูแกมขบขัน
'เด็กดี' อันใดกัน... ในใจด่าทอป้าเขาว่าเป็ตัวร้ายอย่างดุเดือด ทว่าเบื้องหน้ากลับเอ่ยชมว่าสวยได้หน้าตาเฉย น้องเล็กของเขาผู้นี้ ปากกับใจช่างสวนทางกันอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดคือ... เขาได้สลักลึกชื่อของ 'เฉียนฮูหยิน' และคำเตือนของน้องสาวไว้ในใจแล้ว สตรีผู้นี้คือกระบอกเสียงสารเลวที่จะถูกใช้ทำลายสกุลซ่งในอนาคต เช่นนั้นนับจากนี้ไป เขาจะคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของนางมิให้คลาดสายตา!
——————
คล้อยหลังเฉียนฮูหยินกลับไป ซ่งจิ้งอันก็รีบรุดไปยังห้องหนังสือเพื่อรายงานผู้เป็บิดาทันที
"ท่านพ่อ วันนี้เกือบจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแล้ว น้องเล็กเผลอหลุดปากพูดแสดงความในใจต่อหน้าเฉียนฮูหยิน โชคดีที่ลูกแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที"
ซ่งจงอี้รับฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและดวงตาหม่นแสงลง "เห็นหรือไม่... นี่คือสิ่งที่เราหวั่นเกรงที่สุด นับจากนี้พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็เท่าทวี การที่เหยาเหยาเริ่มพูดได้ ย่อมเป็ทั้งเื่น่ายินดีและดาบสองคมที่แสนอันตรายในเวลาเดียวกัน"
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป พวกเราจะค่อยๆ อบรมสั่งสอน 'มารยาท' แก่น้องเล็กอย่างแเี เพื่อมิให้นางระแคะระคายว่าพวกเรากำลังป้องกันสิ่งใด เช่น สอนนางว่ายามอยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า เด็กดีควรสงบปากสงบคำ เอ่ยเพียงคำทักทายตามมารยาทก็พอ ส่วนเื่อื่นใดค่อยเก็บมาระบายให้พ่อแม่พี่ๆ ฟังยามอยู่พร้อมหน้ากันที่บ้าน"
ซ่งจิ้งอันพยักหน้าเห็นพ้อง "วิธีของท่านพ่อยอดเยี่ยมยิ่งนัก การทำเช่นนี้จะทำให้น้องเล็กคิดว่าเป็เพียงการอบรมสั่งสอนมารยาททั่วไปของเด็กดี นางจะได้ไม่รู้สึกกดดันจนเกินไป"
——————
ณ เรือนด้านใน เหยาเหยาที่เพิ่งผ่านการ 'อบรมมารยาทอันอ่อนโยน' จากผู้เป็มารดา กำลังนอนกลิ้งเกลือกไปมาอยู่บนเตียงนุ่มอย่างสบายอารมณ์
วันนี้ท่านแม่สอนว่า ยามเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า เด็กดีต้องสำรวมท่าทีและเงียบขรึม เอ่ยทักทายพอเป็พิธีก็พอ ส่วนเื่อื่นๆ ค่อยเก็บกลับมาเล่าให้คนในบ้านฟัง เหยาเหยาทบทวนคำสอนในใจพลางพยักหน้าหงึกๆ อืม... มีเหตุผล คนโบราณมักเคร่งครัดเื่กิริยามารยาทของสตรี เองก็ควรทำตัวให้กลมกลืน มิเช่นนั้นหากแสดงความฉลาดเฉลียวเกินวัยออกไป ย่อมต้องกลายเป็เป้าสายตาและนำภัยมาสู่ตัว
จะว่าไป... ท่านแม่และพี่ใหญ่ช่างมีความคิดรอบคอบและละเมียดละไมยิ่งนัก คำสั่งสอนของพวกท่านช่างตรงจุดประหนึ่งรู้ล่วงหน้าว่ากำลังเผชิญกับสิ่งใด ทารกน้อยคิดด้วยความตื้นตันระคนอบอุ่นหัวใจ ครอบครัวช่างประเสริฐที่สุดในใต้หล้าจริงๆ!
อืม... ในเมื่อตอนนี้เริ่มได้บ้างแล้ว คงต้องหาหนทางช่วยเหลือครอบครัวให้รอดพ้นจากโศกนาฏกรรมให้มากกว่าเดิม... ทว่าต้องระวังมิให้ผู้ใดจับพิรุธได้ว่าล่วงรู้อนาคต ดวงตากลมโตเป็ประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว เอานี้แล้วกัน! จะใช้วิธีแอบ 'บอกใบ้' เื่ราวสำคัญผ่านการพูดจาเลอะเลือนตามประสาเด็กดีกว่า ใครเล่าจะไปถือสาหาความกับคำพูดไร้เดียงสาของจริงไหม?
เสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียง ได้ยินเสียงความคิดอันเปี่ยมด้วยความปรารถนาดีของบุตรสาว ก็อดยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความซาบซึ้งใจมิได้
'ลูกรักของแม่... เ้าคิดจะบอกใบ้แก่พ่อแม่ โดยหารู้ไม่ว่าพวกเราได้ยินทุกถ้อยคำในใจของเ้าอยู่ตลอดเวลา...'
พรุ่งนี้จะลองเริ่มบอกใบ้เื่แรกดู... เหยาเหยาอ้าปากหาวหวอดใหญ่ เปลือกตาบางเริ่มหนักอึ้งและค่อยๆ ปิดลงทีละน้อย เื่ที่คอขาดบาดตายที่สุดในยามนี้... คือเื่ของท่านตา อีกไม่นานจะมีคนชั่ววางแผนลอบปลงพระชนม์ท่านตาระหว่างทางเสด็จกลับจากการตรวจตราค่ายทหาร... ต้องหาทางเตือนให้ได้...
เสียงพึมพำในใจค่อยๆ ขาดห้วงและจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราอันแสนหวาน
ทว่าเสิ่นว่านอวี๋ที่นั่งอยู่ข้างเตียงกลับเบิกตากว้าง ร่างกายพลันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าหวานแปรเปลี่ยนเป็ซีดเผือดไร้สีเื!