ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 51 ที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑล (3)

             

            “แปะๆ แปะๆ”มีเสียงปรบมือพร้อมกับมีคนเดินออกมาจากตอนในของดงไม้ ฉีเหมยเดินยิ้มร่าออกมา

            “น่าประทับใจจริงๆ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคนไม่พ้นการพลัดพรากจากกันเพราะความตายส่งผู้ตายไป ใจย่อมว่างเปล่า รับกับชีวิตใหม่เจิดจ้าสดใส...เสี่ยวเซี่ยสามารถกระโจนออกจากความเศร้าเสียใจได้เสี่ยวถังสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ ฉันคิดว่าขณะนี้ดวงวิญญาณของท่านผู้เฒ่าเซี่ยบนสวรรค์ต้องได้รับการปลอบประโลมแล้วเลิกวิตกอีกต่อไป” เขาพูด

            ผมมองไปข้างหลังเขา ไม่เห็นเยียนเกอสิงดูท่าทั้งสองคงคุยกันจบแล้ว

            ถังหว่านคลายมือออก เราสองคนแยกออกจากกัน

            ฉีเหมยพูดไม่ผิด ถังหว่านคือคนที่ช่วยให้ผมสลัดพ้นจากความโศกเศร้า

            “สวัสดีค่ะคุณฉี” ถังหว่านผงกหัวพลางกล่าวทักทายฉีเหมยอย่างไม่ร้อนรน

            ฉีเหมยเดินตรงมา หยุดยืนห่างจากเราสิบก้าวแล้วมองสำรวจถังหว่าน

            “คุณฉีคะ ท่านผู้เฒ่าเซี่ยป่วยนานมากเวลานี้ท่านลาโลกไปสวรรค์แล้ว สำหรับทุกคนแล้วเป็นการหลุดพ้นคนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น คนที่อยู่ยังต้องมีอนาคตต่อไปฉันมีโอกาสช่วยให้เทียนสือหลุดพ้นจากความทุกข์ที่ต้องสูญเสียคนใกล้ชิดไปถือเป็นเกียรติมาก เป็นภาระหน้าที่ด้วย คงเข้าใจนะคะ” ถังหว่านพูด

            รอยยิ้มที่มุมปากฉีเหมยดูลึกล้ำสุดคาดเดาเขาหรี่ตาลง เป็นการปิดบังความคิดที่แท้จริงในใจอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผมมองไม่ออก

            ในแวดวงราชการของมณฑลมีคนมากมายที่ไหลลื่นประสบการณ์สูง เฉลียวฉลาดและเฉียบคม มีคนแบบนี้อยู่ในทุกหน่วยงานต่างก้าวหน้าในหน้าที่การงาน จะอย่างไรที่นี่ก็คือเมืองหลักของมณฑลเป็นที่รวมของคนเก่งในวงราชการของมณฑล จัดว่าเป็นคนเก่งในหมู่คนเก่งเลือกสรรมาอย่างเต็มที่ ทุกครั้งที่ผมดูข่าวทางทีวีจะประทับใจกับความเห็นและการแสดงออกที่ยอดเยี่ยมของคนเหล่านี้นึกในใจว่าชั่วชีวิตนี้ตนเองคงทำอย่างคนเหล่านี้ไม่ได้ ที่ดูคล่องแคล่วและวางตัวตามสบายในทุกสถานการณ์

            พอเห็นฉีเหมยผมจึงรู้ว่าคนที่เรียกว่าเฉียบแหลมเหล่านั้นก็แค่เปลือกนอกคอยอวดสติปัญญาของตนเองเพื่อการเลี้ยงชีพและเรื่องจิปาถะในชีวิตเป็นได้แค่ข้าราชการชั้นผู้น้อยตลอดไปไม่อาจก้าวไปได้ไกลจนกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สะเทือนฟ้าสะท้านดินได้แต่ภาพของฉีเหมยในใจผมนั้น ต่างจากพวกปลาไหลในวงราชการเขากลับเหมือนดาบวิเศษที่ซ่อนอยู่ในฝักไม้โบราณ อยู่ในสภาพสงบนิ่งลึกล้ำตลอดเวลาเพราะความนิ่ง ความสุขุมและความลึกล้ำทำให้คนอื่นไม่ระแวง คนมากมายพากันลืมเขาแต่ไม่ว่าเขาจะเก็บตัวเงียบและจงใจซ่อนเร้นตนเองอย่างไร เขาก็ยังคงเป็นดาบวิเศษพอดาบออกจากฝัก ฟาดฟันรอบทิศ สิบก้าวสังหารหนึ่งคน พันลี้ไร้ร่องรอย

            เพราะเหตุนี้ถังหว่านจึงบอกว่าเขาเป็นเหมือนเสือหิวตัวหนึ่งผมเห็นด้วยกับเธออย่างยิ่ง

            “คุณถังเคยฝึกวิชาคลำกระดูกใช่ไหม”ฉีเหมยถามตรงๆ

            ถังหว่านหายใจเข้าลึกๆ ไม่พูดอะไรฉีเหมยจึงพูดว่า “ต่อหน้าคนจริง ผมไม่พูดพล่าม ถ้าคุณจะพูดบ่ายเบี่ยงคงไม่มีประโยชน์หรอก”

            “ใช่ค่ะ” ถังหว่านถอยหลังก้าวหนึ่งแล้วตอบสั้นๆ

            เธอใช้วิธีทางกายภาพด้วยการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรักษาแนวป้องกันของจิตใจไว้เป็นการกระทำที่ฉลาด เป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่อถูกบีบคั้น

            ยอดฝีมือปะทะกัน พอแสดงฝีมือออกมาก็ดูออกว่าใครเหนือกว่า

            ฉีเหมยพูดแค่สองประโยคก็บีบจนถังหว่านถอยหนึ่งก้าว พลังที่เคลื่อนภูผาพลิกมหานทีทำลายเมืองถอนค่ายของเขาเพิ่งโผล่ออกมาเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

            “เธออยู่กับเสี่ยวเซี่ย คงใช้วิชาคลำกระดูกทำนายอนาคตให้เขาใช่ไหม”ฉีเหมยถามอีก แต่ละคำเป็นการจี้จุดสำคัญของถังหว่าน

            “ใช่ค่ะ” ถังหว่านไม่อาจพลิกความพ่ายแพ้ในการปะทะคารมจึงตอบสั้นๆ เลี่ยงไม่ให้เผยจุดอ่อนมากเกินไปแล้วถูกอีกฝ่ายโจมตีรอบด้าน

            “เธอไม่เคยคิดหรือว่าดวงชะตาเขา...”ฉีเหมยชี้มาที่ผม “ชะตาเขาไม่แน่นอนเลย เธอทำอย่างนี้ไม่ดึงดันโดยไร้ประโยชน์เหมือนอุดหูขโมยกระดิ่งหรือ”

            หน้าผากถังหว่านมีเหงื่อซึม เธอมองตามนิ้วฉีเหมยมาที่ผม

            นั่นเป็นปัญหาใหญ่เป็นความจริงที่ถังหว่านเคยใช้วิชาคลำกระดูกทำนายอนาคตให้ผมถ้าหากผมเคยถูกฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตา วันหน้าดวงชะตาผมอาจจะพลิกกลับมาเป็นดีถ้าเช่นนั้นสิ่งที่เธอใช้วิชาคลำกระดูกตรวจดูนั้นอาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในชะตาผมทันทีที่ชะตาเปลี่ยนแปลง ที่เธอมองเห็นย่อมใช้ไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

            “ใช่ค่ะ” เป็นครั้งที่สามที่ถังหว่านตอบว่าใช่

            เมื่อเผชิญหน้ากับฉีเหมย เธอทำได้เพียงการตั้งรับไม่มีแรงที่จะตอบโต้

            “ฉันบอกเธอสองคนชัดๆ เลย ดวงชะตาของคนธรรมดาสามัญจะไม่เปลี่ยนแปลงเลยแต่ยอดฝีมือระดับสุดยอดจะมีวิธีเพื่อปรับแก้ชะตาของตนเอง เสี่ยวเซี่ยตามความเห็นฉัน อนาคตเธอก้าวไกลไร้ขีดจำกัดมีลางบอกให้เห็นว่าขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ มองเห็นเหมือนงูสีเงินร่ายรำ ฟ้าสูงมีไว้ให้ปักษาบินทะเลกว้างมีไว้ให้มัจฉากระโจน กรอบดวงชะตาของเธอใหญ่มาก ไม่อาจคาดเดาได้” ฉีเหมยหันมาทางผม

            หน้าตา รูปร่างเสื้อผ้าและเสียงเขาล้วนไม่มีที่ติ ไม่ว่าใครเห็นเขาจะคิดว่าเขาเป็นคนดีที่อ่อนโยนเป็นกันเอง สง่างามและเที่ยงตรง นั่นคือข้าราชการมือสะอาดซึ่งมีไม่มากนัก พอที่ชาวบ้านจะฝากชีวิตไว้และเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้

            “คุณฉีชมเกินไปแล้วครับ” ผมแสดงความขอบคุณอย่างระวังตัว

            “ฉันมักชอบอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ชะตาดีคอยเลี่ยงคนที่ชะตาร้าย ทำอย่างนี้ฉันจะพลอยได้รับเรื่องดีๆ ไปด้วย นี่เป็นหลักการการเอาตัวรอดที่บรรพชนสืบทอดมาหลายพันปีแล้วถ้าแม้แต่เรื่องนี้ก็มองไม่ออก คงโง่เขลาเกินไป ทำอย่างไรจึงจะทำได้ถึงขั้นที่เข้าหาเรื่องดีหลีกเลี่ยงเรื่องร้ายอย่างได้ผลล่ะนั่นก็คือต้องสรุปบทเรียนของคนรุ่นก่อน วิชาเดียวสิ่งที่บรรพชนสกุลฉีเราสั่งสอนลูกหลานคือการผูกปมเชือกบันทึกเรื่องราวเป็นยอดวิชาที่น่าสนใจ...เสี่ยวเซี่ย ถ้าเธอสนใจ วันหน้าฉันจะสอนเธอ เราติดต่อสัมพันธ์กันบ้าง”ฉีเหมยยิ้ม

            ในใจผมกระจ่างใสขึ้นรีบเอาการผูกปมเชือกบันทึกเรื่องราวเชื่อมโยงกับสมุดบันทึกที่เต็มตู้หนังสือในห้องทำงานนั่นทันที

             

            การผูกปมเชือกบันทึกเรื่องราวเป็นวิธีที่เร้นลับในการจำเรื่องราวต่างๆเกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะจดจำเรื่องราวด้วยรูปภาพและตัวอักษรนักโบราณคดีเคยพบปมเชือกดังกล่าวในสุสานโบราณสมัยราชวงศ์ซังและโจว บนเชือกมีปมมากมายหลายรูปแบบใหญ่เล็ก เฉียงตรง จำนวนและระยะต่างๆ แต่ละปมแทนเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์การตีความวิธีการบันทึกแบบนี้ยากกว่าที่นักโบราณคดีอ่านอักขระบนกระดองเต่าหรือติ่งสัมฤทธิ์มากปมเชือกเหล่านั้นเป็นเหมือนรหัสโทรเลขที่คู่มือถอดรหัสหายไปปมเชือกปมหนึ่งอาจจะทำให้นักโบราณคดีคนหนึ่งทุ่มเทค้นคว้าทั้งชีวิต

            “ความจำดีสู้เขียนบันทึกไม่ได้ เชี่ยวชาญการบันทึกเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมมาก”ผมพยายามควบคุมอารมณ์ คำพูดแต่ละคำจะไม่เหลือช่องโหว่ให้อีกฝ่ายไล่ถามได้

            “ใช่แล้วว่ากันว่าคำพูดที่ว่าความจำดีสู้บันทึกไม่ได้เป็นบรรพชนของสกุลฉีเราเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อน ฮ่าๆๆๆ...” ฉีเหมยหัวเราะ

            ถังหว่านยืนเงียบๆ อยู่ด้านข้างถึงตอนนี้พอฉีเหมยหัวเราะ จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นว่า “ไสยเวทช่วยทำนายอนาคตได้สามารถทำนายเส้นทางชะตาชีวิตของเป้าหมายได้ชัดเจน...จริงสิ กระบี่ตกลงไปในน้ำคนที่เสียกระบี่อยู่บนเรือที่น้ำไหลเชี่ยว ต่อให้เขากำหนดเครื่องหมายได้แม่นยำแค่ไหนแล้วจะหากระบี่เจอได้อย่างไร ส่วนคนที่ปีนต้นไม้จับปลานั้นต่อให้ทุ่มเททำทั้งชีวิต สุดท้ายก็เหมือนใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำเสียเวลาเปล่า...ทำไมฉันจึงนึกไม่ถึงนะ ปัญหาง่ายๆ แค่นี้ ทำไมฉันนึกไม่ถึงนะ”

            “แปะๆ” เสียงดังสองครั้ง ฉีเหมยปรบมือ ดูเหมือนจะเห็นด้วยกับความเห็นของถังหว่าน

            ทำเครื่องหมายบนเรือ เพื่องมหากระบี่[1]เป็นสำนวนของจีนที่รู้จักกันดี เหมือนที่ฉีเหมยพูด คำทำนายของถังหว่านที่มีต่อผมไม่ใช่แค่ถังหว่าน ถ้าดวงชะตาผมเปลี่ยนได้ถ้าเช่นนั้นนักไสยเวทคนใดก็ตามที่มองเห็นผมขณะนี้ ย่อมจะไม่สามารถเป็นอย่างเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง

            “ก่อนหน้านี้ผิดไปใช่ไหม” ถังหว่านแหงนหน้าขึ้นถามตัวเอง

            “ก่อนหน้านี้ผิด ใช่แล้วแต่ขณะนี้ที่เธอบอกว่าตัวเองผิด พอวินาทีต่อไปก็จะเปลี่ยนเป็นความผิดอื่น การวิเคราะห์ของเธอเหมือนสายโซ่ละเอียดที่ขับเคลื่อนด้วยฟันเฟืองถ้าเฟืองซี่หนึ่งผิด เฟืองซี่ถัดไปจะขบกับสายโซ่ผิดตำแหน่ง แล้วผิดต่อไปเรื่อยๆไม่มีโอกาสแก้ไขได้ วิธีเดียวคือต้องหยุดสนิทก่อน ไม่คิดว่าถูกหรือผิดและไม่คิดถึงการทำงานของฟันเฟืองและสายโซ่...หยุดลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ชีวิตหยุดลง”ฉีเหมยเน้นสองประโยคท้ายเป็นพิเศษเหมือนใช้การเว้นวรรคเพื่อเตือนผู้ที่กำลังหลงทางให้ตื่นขึ้น

            คำพูดเขาเปี่ยมด้วยพลัง มีหลักการที่ไม่อาจโต้แย้งแม้แต่ผมที่ฟังอยู่ข้างๆ ยังรู้สึกว่าถูกต้องอย่างสมบูรณ์

            “หยุดลง หยุดลง...หยุดลง” ถังหว่านพูดซ้ำๆสามครั้ง หลับตาลง เงยหน้าขึ้นฟ้า

            “แน่นอนว่าต้องหยุดนักปรัชญาเตือนเราว่าการหยุดเดินบนเส้นทางที่ผิดเป็นการก้าวไปข้างหน้าที่ถูกต้องที่สุด” ฉีเหมยพูด

            ถังหว่านคิดทบทวนครู่หนึ่ง แล้วตอบช้าๆว่า “ดีค่ะ ฉันจะหยุดที่นี่ หยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว จนกว่าฝนฤดูถัดไปจะทำให้ฉันได้สติขึ้น”

            “ดีมาก” ฉีเหมยปรบมืออีกครั้ง

            จากนั้นถังหว่านก็ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนราวกับลืมโลกรอบตัวไปอย่างสิ้นเชิง

            ฉีเหมยหักกิ่งไม้ท่อนหนึ่งขีดวงกลมรอบเท้าถังหว่าน เส้นผ่าศูนย์กลางเพียงสองศอก ล้อมเธอไว้ข้างในพอดี

            “ก่อนจะถึงหน้าฝน กระถางดอกไม้เล็กๆ นี้พอให้เธอฝึกปรือได้” ฉีเหมยพูด พร้อมกับวางกิ่งไม้ลงบนมือถังหว่าน

            ถังหว่านพูดเหมือนละเมอ “ก่อนจะถึงหน้าฝนฉันจะฝึกปรือในกระถางใบนี้ จนกว่าฝนจะตก ทำให้ฉันตื่น...”

             

            โลกนี้ผู้ที่ถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งย่อมต้องมีจุดที่เป็นเลิศฉีเหมยตรงหน้าก็เป็นเช่นนี้

            เขาใช้วิชาสะกดจิตควบคุมถังหว่านโดยไร้ร่องรอยทั้งยังใช้วิชาวาดพื้นเป็นกรงขังควบคุมตัวถังหว่านไว้จากต้นจนปลายอุปกรณ์ที่เขาใช้สะกดจิตก็คือกิ่งไม้ที่หักมา แล้วใช้คำพูดที่ง่ายๆ เพียงแค่สำนวนที่ว่าทำเครื่องหมายบนเรือเพื่องมหากระบี่เท่านั้น

            “คนในเหตุการณ์มักสับสน คนนอกเห็นชัดเจนเสี่ยวเซี่ย เธอก็เห็นแล้วมีแต่ใช้การสะกดจิตจึงจะทำให้คุณถังรู้ตัวว่าเดินทางผิดแล้วแก้ไข”ฉีเหมยพูดจบก็ผายมือออก พูดกับผมเหมือนรู้สึกจนใจ “ตอนนี้ไม่มีคนนอกรบกวนแล้วเรามาคุยเรื่องสำคัญเถอะ”

            ผมเข้าใจที่เขาบอกว่าเรื่องสำคัญน่าจะเกี่ยวข้องกับสมุดบันทึกเล่มนั้น

            “เสี่ยวเซี่ย เยียนเกอสิงมาพบฉันเพราะเรื่องน้ำท่วมใหญ่ในหน้าร้อนปี 2013 ที่อยู่ในสมุดบันทึกเล่มนั้น เธออาจจะไม่รู้เธออาจจะไม่รู้ว่าคนที่เขียนบันทึกคือภรรยาฉันเอง แซ่เกอซู ชื่อสุ่ยซิ่วเป็นเจ้าหน้าที่ธรรมดาคนหนึ่งในฌาปนสถาน รับผิดชอบห้องเอกสาร ปกติทำงานอยู่ข้างในไม่ค่อยออกไปไหน พบปะกับคนนอกน้อยมาก ดังนั้นถึงจะทำงานที่นี่หลายสิบปีเจ้าหน้าที่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเธออยู่” ฉีเหมยบอก

            เขาพูดเร็วมากเหมือนอยากให้ผมมองข้ามเกอซูสุ่ยซิ่วไป มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สมุดบันทึก

            ฉีเหมยเป็นคนที่ลุ่มลึก อยู่เงียบๆไม่ทำตัวโดดเด่น เกอซูสุ่ยซิ่วเป็นภรรยาเขา นิสัยใจคอสองคนนี้ย่อมคล้ายกันดังนั้นเกอซูสุ่ยซิ่วจึงเป็นเหมือนฉีเหมยฉบับผู้หญิง แฝงตัวอยู่ในฌาปนสถาน

            “ภรรยาฉันชอบเขียนบันทึก สิ่งที่เธอปรารถนามากที่สุดตั้งแต่เล็กคือเป็นผู้บันทึกโลกใบนี้จดเรื่องราวที่เกิดขึ้นทุกวันทุกนาทีไว้ในสมุดบันทึกต้องเป็นเรื่องแปลกพิสดารที่ต้องคิดทบทวน จึงจะควรค่าแก่การจดบันทึก จริงไหมความจำของภรรยาฉันเหนือกว่าคนทั่วไปมาก เคยได้รองชนะเลิศในการแข่งขันท่องค่าพาย (π)ระดับประเทศ แต่ตอนนั้นเธอใช้ชื่อปลอมเข้าแข่งขัน ไม่เช่นนั้น...” ฉีเหมยยิ้ม

            “ไม่เช่นนั้น...หรือว่าคุณฉีคือผู้ชนะเลิศการแข่งขันครั้งนั้นเป็นคู่สามีภรรยาที่โดดเด่น เหมาทั้งตำแหน่งชนะเลิศและรองชนะเลิศใช่ไหมครับ” ผมถาม

            ฉีเหมยพยักหน้า “ใช่แล้ว”

            ผมอดชมไม่ได้“สมกับที่ว่า...คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน ทั้งสองท่านมีความจำที่เหลือเชื่อ ทั้งยังสันทัดในการเขียนบันทึกเรื่องราวทั่วแผ่นดินยังจะมีใครที่มีความสามารถในการสะสมข้อมูลได้มากเท่าพวกคุณอีก”

            ตัวหนังสือทุกหน้าของสมุดบันทึกสวยงามน่าดูเป็นอย่างนี้ทุกหน้า จะเห็นได้ว่าเกอซูสุ่ยซิ่วที่บันทึกเรื่องแปลกพิสดารมากมายเช่นนี้เป็นอัจฉริยะหญิงที่มีความอดทนอดกลั้นและขยันขันแข็งอย่างยิ่งยวด

            เหมือนคำกล่าวที่ว่าเบื้องหลังผู้ชายที่ประสบความสำเร็จทุกคนมีผู้หญิงที่ยิ่งใหญ่สนับสนุนอยู่เงียบๆ

            ถ้าเช่นนี้ที่ฉีเหมยซึ่งเป็นที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของมณฑลประสบความสำเร็จเกียรติยศชื่อเสียงที่เขาได้รับจึงควรเป็นของเกอซูสุ่ยซิ่วครึ่งหนึ่ง

            ฉีเหมยถอนหายใจ“หลายพันปีมานี้สกุลฉีเรามีคนเก่งทุกรุ่น ทุกราชวงศ์ทุกยุคจะมีผู้ทรงปัญญาที่หาได้ยากอาศัยความสามารถในการบันทึก ความจำและการคิดเรียบเรียง เมื่อนำข้อเด่นสามประการนี้มารวมกันจึงจะประกันให้สกุลฉีมีตำแหน่งอยู่ในวงนักเลงตลอดไปส่วนในวงราชการที่ทุกคนตั้งฉายาฉันว่าที่ปรึกษาอันดับหนึ่งแห่งมณฑลนั้น ที่จริงทำให้ฉันละอายใจไม่ใช่สิ่งที่ฉันแสวงหาเลย”

            ความจริงแล้วที่เราจะคุยกันไม่ใช่ไสยเวทในการบันทึกของสกุลฉีแต่เป็นบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2013 ไม่กี่หน้านั่นคือส่วนของบันทึกที่เกี่ยวข้องกับกระจกวารีโหรเทพ

            ฉีเหมยปรบมือสองครั้งแล้วเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “เสี่ยวเซี่ย เยียนเกอสิงมาพบฉันเพราะต้องการร่วมมือกับฉันเพื่อหากระจกวารีโหรเทพ หลักการในการทำงานของฉันคือเริ่มจากต้นตอของเรื่องจนไปถึงแก่นของเรื่อง ในเมื่อเธออยู่ที่นี่ ทำไมฉันต้องทิ้งใกล้ไปหาไกลไปร่วมมือกับเขา ฉันมีข้อมูล ส่วนเธอเป็นคนสกุลเซี่ยที่ครอบครองกระจกวารีโหรเทพเธอกับฉันร่วมมือกัน ไม่ช้าก็เร็วต้องหาของวิเศษนั่นพบ”

             

            การปรบมือของเขาเป็นการทำไปตามความเคยชินและอาจมองว่าเป็นสวิตช์เปิดปิดเพื่อเตือนให้เขาเข้าเรื่องสำคัญจากนี้ผมจึงมั่นใจว่าเขามีความรู้ด้านจิตวิทยาลึกซึ้งจนสามารถเตือนตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ ทำให้จิตใจกระจ่างชัดและมีสติตลอดเวลาเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วเขาสามารถสะกดจิตคนอื่นได้ แต่ไม่ถูกคนอื่นสะกดจิตเด็ดขาด

            ผมสั่นหัว “คุณฉีครับผมเองก็อยากร่วมมือกับคุณ แต่เวลานี้ในมือผมไม่มีไพ่แม้แต่ใบเดียว แล้วจะร่วมมืออย่างไร”

            ฉีเหมยสั่นหัวอย่างผม “ฮ่าๆไม่มีไพ่ก็เท่ากับไม่มีภาระ คนจี่หนานชอบพูดว่าคนเท้าเปล่าย่อมไม่กลัวใส่รองเท้าไม่ใช่เหตุผลนี้หรือ”

            แม้จะพูดอย่างนี้ แต่ผู้รู้แก่ใจว่าคนอย่างฉีเหมยย่อมไม่ทำการค้าที่ขาดทุนเด็ดขาดจะไม่รบโดยที่ขาดการเตรียมพร้อม

            และแล้วถัดมาเขาก็พูดคำพูดเหล่านี้ออกมา“ฉันได้เรียบเรียงสายปูมตระกูลของสกุลเซี่ยทั้งหมดออกมาแล้วนับจากวันนี้ย้อนไปถึงคนโบราณที่บันทึกเรื่องด้วยการผูกปมเชือกในประวัติศาสตร์อันยาวนานของสกุลเซี่ย ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรหรือภาพวาดล้วนหลงเหลือมาโดยมีเงื่อนงำที่เกี่ยวกับกระจกวารีโหรเทพที่เธอต้องทำก็คืออาศัยสัมผัสที่หกของตัวเอง เลือกสิ่งที่มีประโยชน์ออกมาแล้วฉันจะทำการสรุปครั้งที่สอง กระบวนการนี้ต้องทำซ้ำๆ แต่สุดท้ายจะได้ผลลัพธ์ที่ใกล้ความจริงที่สุดเสี่ยวเซี่ย โลกนี้เป็นของคนฉลาด เมื่อคนฉลาดร่วมมือกันก็ไม่มีปริศนาอะไรที่ไขไม่ได้”

            ขณะที่ฉีเหมยพูดจะโบกมือขวาไปด้วยเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้คำพูดตัวเอง แต่ผมสังเกตเห็นว่าเขาจงใจซ่อนมือซ้ายไว้

            ข้อมือซ้ายเขาสวมนาฬิกายี่ห้อไซโก้แบบผู้ชายพื้นๆเรือนหนึ่ง ตัวเรือนและสายนาฬิกาสีดำน่าจะไม่เป็นที่สังเกตของคนทั่วไปถ้าไม่ใช่เพราะถังหว่านเคยเตือน ผมคงมองข้ามนาฬิกาที่เขาใส่และตัวเรือนที่หนาเกินไปใบมีดผ่าตัดนั้นบางมาก ถ้าใช้เครื่องกลึงจะสามารถตัดส่วนที่หนาทิ้ง ทำให้ใบมีดเหลือความหนาเพียงครึ่งมิลลิเมตรสามารถซ่อนไว้ในตัวเรือนนาฬิกาผมถึงขั้นที่คาดเดาว่านาฬิกาเรือนนั้นน่าจะซ่อนใบมีดไว้อย่างน้อยสามใบทำให้ในการต่อสู้ระยะประชิดสามารถปาดเส้นเอ็นหรือคอหอยศัตรูหรือใช้เป็นมีดบินพุ่งออกไปในระยะสิบก้าว แทงใส่จุดสำคัญของศัตรู

            เกี่ยวกับอาวุธมีคมนั้นในวงนักเลงมีคำกล่าวว่าอาวุธยิ่งเล็กยิ่งใกล้ก็ยิ่งอันตรายดังนั้นอาวุธที่ฉีเหมยใช้อยู่ในระยะใกล้ที่สุดและอันตรายที่สุด

            “สังหารฉู่!” เขายื่นตัวไปข้างหน้า จู่ๆ ก็พูดสองคำนี้ออกมา

             


    [1]ที่มาของสำนวนนี้คือมีคนบนเรือที่แล่นไปทำกระบี่ตกน้ำเขาจึงรีบทำเครื่องหมายบนเรือตรงจุดที่กระบี่ตกแล้วพยายามงมหาขณะที่เรือแล่นไปไม่หยุด

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน