หลังจากทั้งสามคนเดินทางกลับมาจากป่าฝึกยุทธ์ ภรรยาของฉิวหลงก็นั่งรออยู่พร้อมสำรับอาหารหอมกรุ่น ทั้งสามรีบไปล้างไม้มือแล้วมานั่งล้อมวงรับประทานอาหารเย็นกันอย่างมีความสุข
เมื่อกินเสร็จ ทั้งสี่ก็นั่งคุยกันตามปกติ ผู้เป็แม่หันไปมองชิงหยางด้วยความเอ็นดู “เป็อย่างไรบ้างชิงหยาง... ฝึกยุทธ์วันแรก ดูจากรอยช้ำบนใบหน้าของเ้าแล้ว คงหนักหนาเอาการเลยสิ?”
ชิงหยางยิ้มสดใส “สนุกมากเลยขอรับท่านน้า! ถึงจะมีรอยช้ำแต่ข้าก็ไม่รู้สึกเจ็บเท่าใดเลย เพราะข้ามียาทาแก้ฟกช้ำของท่านน้าอยู่ ข้าไม่กลัวหรอกขอรับ!”
หญิงสาวหลุดยิ้ม พยักหน้าพึงพอใจ ฉิวหลงจึงเอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม “การไม่กลัวความเ็ปถือเป็พื้นฐานสำคัญของจอมยุทธ์ หากมีความกล้า ย่อมไม่มีอุปสรรคใดขัดขวางเ้าได้... แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเพราะความประมาท จอมยุทธ์มากมายต้องจบชีวิตลงก็เพราะประมาทคู่ต่อสู้ จงจำเื่นี้ไว้ให้ขึ้นใจล่ะ”
ชิงหยางรับคำด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าจะไม่ประมาทคู่ต่อสู้เด็ดขาดขอรับ!”
ตกบ่าย... ทั้งสามคนเดินทางมายังใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างเรือนพักเพื่อฝึกฝนเคี่ยวกรำจิตใจ
ฉิวฟงนั่งขัดสมาธิ เข้าสู่ความสงบเพื่อรวมจิตให้เป็รูปเป็ร่าง หมายจะสื่อสารกับจิตกระบี่ในกาย ส่วนชิงหยางนั้นมีฉิวหลงคอยถ่ายทอดวิชานั่งสมาธิรวบรวมสมาธิให้เป็ขั้นตอน
เมื่อฉิวหลงสอนเสร็จ ชิงหยางก็ลองหลับตา ทำจิตให้นิ่งสงบ แล้วเพ่งจิตสำรวจเข้าสู่ภายในทันที...
วาบบบ!
ในห้วงจิตอันเงียบสงบ... กลุ่มแสงสีขาวบริสุทธิ์ขนาดเล็กอันเป็จิตจำลองของชิงหยาง ล่องลอยมุ่งหน้าไปยังห้วงลึก ที่ซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีแดงฉานอันทรงพลัง!
ทว่าทันทีที่แสงสีขาวก้าวเข้าสู่รัศมีพลังสีแดง คลื่นพลังงานอันเกรี้ยวกราดก็พุ่งเข้าโจมตีทันที! ร่างจิตสีขาวถูกกระแทกจนกระเด็นถอยหลัง หลุดออกจากห้วงจิตในทันใด!
เฮือก!
ชิงหยางลืมตาขึ้น เหงื่อเม็ดโตผุดซึมทั่วใบหน้า ฉิวหลงเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถาม “เ้าเห็นสิ่งใดในห้วงจิตหรือ?”
ชิงหยางปาดเหงื่อ พลางตอบเสียงแ่ “ท่านน้า... ข้าเห็นแสงสีแดงขอรับ แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็ถูกรัศมีพลังสีแดงนั้นพุ่งโจมตีใส่จนต้องถอยออกมา”
ฉิวหลงฟังแล้วั์ตาทอประกาย “แสงสีแดงอย่างนั้นหรือ?... อืม! จิตแห่งอาวุธสีแดงนับว่าอยู่ในระดับสูงยิ่ง ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
ชิงหยางทำหน้างุนงง “จิตอาวุธของข้าอยู่ระดับสูงหรือขอรับ? ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย...”
“ยิ่งจิตแห่งอาวุธอยู่ระดับสูง ความก้าวหน้าในการฝึกยุทธ์จะยิ่งรุดหน้าไปได้ไกลและเรียนรู้วิชาลึกล้ำได้ง่ายขึ้น ในอนาคตเ้าต้องก้าวขึ้นเป็จอมยุทธ์ระดับแนวหน้าได้อย่างแน่นอน!”
ชิงหยางถ่อมตน “ข้ายังไม่กล้าฝันไปถึงขั้นนั้นหรอกขอรับท่านน้า ตัวข้าในตอนนี้ยังต้องฝึกฝนอีกมาก”
ฉิวหลงพยักหน้าชื่นชมในความถ่อมตน ก่อนจะครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วยื่นหนังสือปกสีแดงเล่มหนึ่งออกจากอกเสื้อส่งให้เด็กหนุ่ม
“นี่คือ ‘เคล็ดวิชาจิตกระบี่พิโรธ’ เ้าจงนำไปอ่านและศึกษาดู คัมภีร์นี้เป็วิชาหาได้ยากยิ่งในอาณาจักรนภา์ เหมาะสำหรับจอมยุทธ์ที่เน้นสายการสังหารและทำลายจุดอ่อนของศัตรูโดยเฉพาะ ข้าคิดว่ามันเหมาะกับเ้าอย่างยิ่ง หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ จงมาถามข้าได้ตลอดเวลา”
ชิงหยางรับคัมภีร์มา ั์ตาทอประกายวูบวาบด้วยความตื่นเต้น นึกในใจอย่างแค้นเคือง ‘ในที่สุดข้าก็จะได้ฝึกยุทธ์อย่างจริงจังเสียที... พวกเ้าที่ทำลายตระกูลข้า จงล้างคอรอข้าไว้ได้เลย!’
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่าลงโขกศีรษะต่อหน้าฉิวหลงสามครั้ง “บุญคุณของท่านน้า ข้าจะตอบแทนด้วยชีวิตในอนาคตขอรับ!”
ฉิวหลงโบกมือเบาๆ “ข้าหวังเพียงแค่เ้าจะคอยช่วยเหลือลูกฟง และเป็สหายที่ดีต่อกันตลอดไป เท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ มานั่งรอฉิวฟงฝึกเสร็จกัน”
ผ่านไปสามชั่วโมง... ฉิวฟงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มสดใสแม้นเหงื่อจะเปียกชุ่ม
“เ้าสื่อสารกับจิตกระบี่ได้แล้วหรือ ลูกฟง?” ฉิวหลงถามด้วยความลุ้นระทึก
ฉิวฟงส่ายหน้า แต่รอยยิ้มยังคงไม่หายไป “ถึงข้าจะยังสื่อสารไม่ได้ แต่ข้าพอจะจับทิศทางและรู้วิธีการสื่อสารแล้วขอรับ! ซ้ำข้ายังก้าวเข้าใกล้จิตกระบี่ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งก้าวแล้วด้วย!”
ฉิวหลงหัวเราะเสียงดังลั่นด้วยความสะใจ “ยอดเยี่ยม! สมแล้วที่เป็ลูกชายของข้า! ์ช่างเมตตาพวกเรายิ่งนัก ฮ่าๆๆ!”
ชิงหยางยิ้มยินดี “น้องฟง เ้านี่สุดยอดจริงๆ อีกไม่นานต้องผสานจิตกระบี่ได้แน่ ยอดเยี่ยมมาก!”
“ข้าจะพยายามขอรับพี่หยาง! ท่านเองก็ต้องพยายามเข้าล่ะ เราสองคนจะได้ออกท่องยุทธภพไปด้วยกัน!”
เด็กหนุ่มทั้งสองฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองอย่างหนักหน่วงในทุกๆ วัน ่เช้าฝึกกายและทักษะกระบี่ ่บ่ายฝึกเคี่ยวกรำจิต ่กลางคืนแช่น้ำยาสมุนไพร
ทว่าบัดนี้ ในห้องนอนมีอ่างไม้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ ซึ่งเป็ของชิงหยาง...
“อ่างของชิงหยางต้มขึ้นจากสมุนไพรสามชนิด ได้แก่ หญ้าเพลิงสีชาด, รากเพลิงบริสุทธิ์ และดอกไม้ศิลาแกร่ง ผสมเข้ากับ น้ำผึ้งหยกดำ ซึ่งหาได้ในเทือกเขาหยกดำแห่งนี้ มันจะช่วยสร้างเสริมกระดูกและเส้นลมปราณของเ้าให้แกร่งขึ้นมหาศาล... จงแช่อยู่ในอ่างจนกว่าน้ำสีดำจะกลายเป็สีเขียว!” ฉิวหลงสั่งการ
เมื่อชิงหยางและฉิวฟงถอดเสื้อผ้าลงไปนั่งแช่ในอ่าง ทันทีที่ผิวัักับน้ำยา ความเย็นวูบวาบประดุจน้ำแข็งพลันแปรเปลี่ยนเป็ความร้อนระอุเผาผลาญ จนิัของชิงหยางกลายเป็สีแดงชาดไปทั้งตัว!
“ทำจิตให้นิ่ง!” ฉิวหลงเตือนสติ
ชิงหยางกัดฟันแน่น ไอความร้อนสีขาวพุ่งออกจากรูขุมขนทั่วร่าง ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความเ็ปทรมาน
“อดทนไว้ ชิงหยาง! จอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งจะไม่พ่ายแพ้ต่อความเ็ป!”
ผ่านไปสิบห้านาที ร่างของชิงหยางเริ่มหยุดสั่น สงบนิ่งประดุจขุนเขา นั่งดูดซับสรรพคุณยาอย่างมีสมาธิ ฉิวหลงพยักหน้าพึงพอใจแล้วเดินออกจากห้องไป
จนกระทั่งผ่านไปสามชั่วโมง น้ำสีดำในอ่างทั้งสองใบก็เปลี่ยนเป็สีเขียวขจี ทั้งคู่ลืมตาขึ้นมาพร้อมกัน
“ฮ้า! สบายตัวจังเลย! ร่างกายข้าแข็งแกร่งขึ้นอีกขั้นแล้ว!” ฉิวฟงเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
ชิงหยางสำรวจร่างกายตนเอง พึมพำด้วยความทึ่ง “สมุนไพรพวกนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก ร่างกายข้ารู้สึกมีกำลังมหาศาล!”
“หากพี่หยางแช่ทุกวัน ร่างกายจะยิ่งแข็งแกร่ง และวรยุทธ์จะก้าวหน้าเร็วขึ้นอีกหลายเท่าเลยล่ะ!”
ชิงหยางยิ้มรับ ั์ตาทอประกายมุ่งมั่น ‘พรุ่งนี้ ข้าต้องผ่านเ้าหุ่นไม้พวกนั้นให้ได้!’
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว... 1 เดือน... 2 เดือน... จนกระทั่งผ่านไป 6 เดือน!
พัฒนาการของทั้งคู่ก้าวหน้าไปอย่างน่าใ!
ฉิวฟงสามารถฟันใบไม้กลางอากาศจนขาดเป็สองท่อนได้สำเร็จในบางครั้ง แม้รอยขาดจะยังไม่เรียบเนียนสมบูรณ์ก็ตาม ส่วนชิงหยางนั้น แม้จะยังไม่ผ่านหุ่นไม้ตัวที่สาม แต่เขาสามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแกร่ง และยืนหยัดรับมือได้นานขึ้นมหาศาล
เมื่อเห็นดังนั้น ฉิวหลงจึงเอ่ยขึ้น “ชิงหยาง... รูปแบบการฝึกความไวแบบแรกไม่เหมาะกับเ้า ดังนั้นพรุ่งนี้ ข้าจะเริ่มเปลี่ยนให้เ้าฝึก รูปแบบที่สอง!”
“ชิงหยางรับทราบขอรับ!”
“รูปแบบที่สองคือ ‘การฝึกทำลายจุดอ่อนและจุดตาย’ ไม่ว่ามนุษย์ สัตว์อสูร หรือศัตรูใดในโลก ต่างก็มีจุดตายด้วยกันทั้งสิ้น... ฟงเอ๋อ! แม้ความเร็วจะเป็จุดแข็งของเ้า แต่เ้าก็ต้องเรียนรู้การมองหาจุดอ่อนของศัตรูด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะล้มคู่ต่อสู้ได้โดยไม่เสียแรงเปล่า และตัดสินแพ้ชนะได้ในกระบี่เดียว!”
“ลูกจะจำให้ขึ้นใจขอรับท่านพ่อ!”
เช้าวันถัดมา... ณ ลานฝึก
หุ่นไม้หยกดำทั้งห้าตัวยังคงตั้งอยู่ตามเดิม ทว่าคราวนี้ บนตัวของพวกมันกลับมี ‘จุดสีขาว’ ติดอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ
ตัวที่ 1: ติดไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง
ตัวที่ 2: ติดไว้ที่จุดรวมลมปราณ (จุดตันเถียน)
ตัวที่ 3: ติดไว้ที่จุดตายบริเวณลำคอ
ตัวที่ 4: ติดไว้ที่ตำแหน่งหัวใจ
ตัวที่ 5: ติดไว้ที่กลางหน้าผาก
ฉิวหลงยื่นกระบี่ไม้ให้ชิงหยาง “ข้าติดจุดอ่อนไว้ให้เ้าแล้ว แต่การจะใช้กระบี่แทงโดนจุดสีขาวเ่าั้ไม่ง่ายเลย เพราะข้าได้เพิ่มพลังลมปราณลงไปในหุ่นไม้ ทำให้พวกมันเคลื่อนไหวเร็วขึ้นเป็เท่าตัว และพวกมันจะป้องกันจุดตายของตัวเองโดยอัตโนมัติด้วย!”
ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ!
ฉิวหลงสะบัดหินรวมลมปราณเข้มข้นเข้าสู่หน้าอกของหุ่นไม้ทั้งห้า ตัวหุ่นไม้พลันขยับขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงลมวูบวาบ ชิงหยางเห็นความเร็วนั้นถึงกับหน้าซีดลงเล็กน้อย
“อย่าไปกลัวมัน! ได้เวลาฝึกแล้ว!” ฉิวหลงร้องเตือน
“พี่หยาง สู้ๆ นะขอรับ!” ฉิวฟงส่งเสียงเชียร์
ชิงหยางสูดหายใจลึก ตั้งสติให้มั่น ก้าวออกไปข้างหน้าห้าก้าว “ขอทดสอบดูหน่อยแล้วกัน!”
ฟุบ! ชิงหยางพุ่งเข้าหาหุ่นไม้ตัวแรก แทงกระบี่ตรงไปยังดวงตาซ้ายทันที!
เปรี้ยง!
หุ่นไม้ตวัดแขนยกขึ้นบล็อกการโจมตีได้อย่างแม่นยำ ชิงหยางฉากตัวถอยออกมาวิเคราะห์จังหวะ “หากบุกตรงๆ คงยากจะแทงโดน ต้องคิดให้ละเอียดกว่านี้!”
ชิงหยางยืนนิ่ง จ้องมองการเคลื่อนไหวของหุ่นไม้อยู่ห้านาที ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ออกกระบี่ตรงๆ แต่ใช้วิธีโยกหลอกข้างลำตัว ฟันใส่แขนหุ่นไม้เพื่อเปิดช่อง แล้วย่อตัวแทงเข้าที่ขา แต่หุ่นไม้ก็ยังคงป้องกันไว้ได้ทัน!
การต่อสู้รุกรับระหว่างคนกับหุ่นไม้ดำเนินไปอย่างดุเดือดนานถึงยี่สิบนาที! ชิงหยางถอยออกมาในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น รอยช้ำท่วมตัว แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เพราะบนหุ่นไม้เริ่มปรากฏรอยกระบี่แทงจางๆ ใกล้จุดสีขาวแล้วเช่นกัน!
ฉิวหลงแอบยิ้มในใจ ‘เด็กคนนี้เหมาะกับสายทำลายจุดอ่อนจริงๆ ข้าคิดไม่ผิดเลย’
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน... จากวันเป็สัปดาห์ จากสัปดาห์เป็เดือน...
1 เดือน... 2 เดือน... จนกระทั่งเข้าสู่ เดือนที่ 9!
พัฒนาการของเด็กหนุ่มทั้งสองก้าวหน้าไปอย่างก้าวะโ!
ชิงหยางสามารถค้นหาและทำลายจุดอ่อนจนผ่านหุ่นไม้ไปได้ถึงสามตัว ส่วนฉิวฟงก็สร้างร่างจิตจำลองจนเหมือนร่างจริงได้เกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงก้าวสุดท้ายในการปลุกจิตกระบี่ให้ตื่นขึ้น!
และแล้ว... ในบ่ายวันหนึ่งขณะที่ฉิวฟงกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น...
ในห้วงจิต... ร่างจิตเสมือนจริงของฉิวฟง ก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับกระบี่เล่มเล็กสีม่วง เขาตัดสินใจยื่นมือออกไปัักับตัวกระบี่ตรงๆ!
ชิ้งงงงง!
ลำแสงสีม่วงเจิดจ้าพวยพุ่งครอบคลุมร่างจิตของฉิวฟง! กระบี่สีม่วงบินหมุนวนรอบตัวเขาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะพุ่งวาบเข้าสู่กลางหน้าผากของฉิวฟงอย่างจัง!
วูบ!
ร่างจิตของฉิวฟงทรุดลงนั่งขัดสมาธิ ผสานรวมเป็หนึ่งเดียวกับจิตกระบี่สีม่วง รังสีฟันตัดอันเฉียบคมและทรงพลังแผ่พุ่งออกมาทั่วร่างจิต!
วูบ!
ฉิวฟงลืมตาขึ้นสู่โลกจริง หันไปยิ้มให้ผู้เป็พ่อด้วยความตื่นเต้นปิติยินดี “ข้าทำสำเร็จแล้วท่านพ่อ! ลูกสื่อสารและผสานจิตกระบี่ได้สำเร็จแล้วขอรับ!”
ฉิวหลงโผเข้ากอดลูกชายด้วยความภาคภูมิใจ “เก่งมากฟงเอ๋อ! เ้าคือความภาคภูมิใจของพ่อกับแม่!”
ชิงหยางที่นั่งสมาธิอยู่ข้างๆ ถอนจิตออกมา ยิ้มยินดีจากใจจริง “น้องฟง! เ้านี่มันอัจฉริยะชัดๆ! พี่หยางขอคารวะจากใจเลย!”
ฉิวหลงปล่อยกอด แล้วเอ่ยขึ้น “ฟงเอ๋อ... ลองปลดปล่อยพลังจิตกระบี่ออกมาให้พ่อดูหน่อยสิ”
ฉิวฟงหลับตาลง โคจรลมปราณ... ทันใดนั้น แสงออร่าสีม่วงจางๆ อันแสนทรงพลังก็แผ่พุ่งออกมาครอบคลุมรอบตัวฉิวฟงทันที!
ฉิวหลงยิ้มรับ “เ้าผสานจิตกระบี่สำเร็จแล้วจริงๆ แม้จะยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและมีลมปราณน้อย แต่ขอให้หมั่นฝึกฝน แปลงลมปราณธรรมชาติให้กลายเป็ปราณจิตกระบี่ เมื่อจิตกระบี่แข็งแกร่ง ปราณของเ้าจะทรงพลังเหนือใครในวัยเดียวกัน!”
เด็กหนุ่มทั้งสองพยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ
และในคืนนั้น ครอบครัวตระกูลฉิวก็ได้จัดงานฉลองเล็กๆ ให้แก่ฉิวฟง อาหารเต็มโต๊ะถูกสองเด็กหนุ่มซัดจนเกลี้ยงจาน ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปนอนหลับพักผ่อนด้วยความสุขความเปรมปรีดิ์...