มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 33 ติดร่างแห

    บทที่33ติดร่างแห


            หัวขโมยหันไปขอบคุณเหล่าขอทานที่แบ่งอาหารให้แก่น้องสาวตนเหล่าขอทานกลับบอกว่า “นี่เป็นน้ำใจจากเจ้าต่างหาก”

             

            แต่ถึงแม้น้องสาวของมันจะมีอาหารให้กินอิ่มท้องแล้วทว่าสิ่งที่มันหนักใจเป็นที่สุดคืออาการป่วยที่เริ่มกำเริบขึ้นของเด็กหญิง นับวันอาการไอของนางยิ่งรุนแรงและทุกครั้งจะมีโลหิตปนออกมาด้วย เมื่อครู่อุตส่าห์มันได้ยาสมุนไพรแก้อาการไอมา สุดท้ายก็มิอาจรักษาเอาไว้ได้มันจึงรู้สึกผิดหวังและโทษตัวเองว่าไม่ได้เรื่องอยู่ในใจ เป็นเพราะมันเองก็ทนหิวโหยมาหลายวันเรี่ยวแรงในการหลบหนีจึงเชื่องช้าลงทำให้ถูกชาวบ้านจับได้ หากเป็นปกติยากนักที่เหล่าชาวบ้านจะติดตามมันได้ทัน

             

            ความลุ่มร้อนใจของหัวขโมยหนุ่มดูเหมือนจะเพิ่มพูนยิ่งยวดต่อทุกการไอของเด็กหญิงสุดท้ายก็มิอาจทนเห็นความทรมานของน้องสาวที่อยู่ตรงหน้าได้ มันจึงฝืนลุกยืนขึ้นเพื่อออกไปหาทางที่จะรักษานางมันไม่มีเงิน แพทย์ในเมืองจึงไม่มีใครยอมรักษา แม้แต่ยาแค่เพียงขนานเดียวก็ไม่มี มันจึงจำใจต้องเป็นขโมยเพราะหากไม่ขโมย มันอาจจะสูญเสียคนสำคัญไปชั่วชีวิต

             

            นัยน์ตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวนี้แฝงไว้ด้วยน้ำตาที่ทุกข์ทรมานและคับแค้นใจต่อโชคชะตาหลั่งรินมันไม่พูดออกมา แต่ในใจได้แต่ร่ำร้องว่าโลกนี้ได้ทอดทิ้งพวกมันสองคนไปแล้ว

             

            ขณะที่ตัดพ้อต่อฟ้าด่าทอสวรรค์สองฝ่ามือที่มิทราบที่มาก็จับลงที่ท่อนแขนของเด็กหญิง หัวขโมยหนุ่มผู้นั้นตกใจจึงรีบกล่าวเสียงดัง

            “เจ้าเป็นใครคิดทำอะไร"

             

            ด้วยหนวดเคราที่รุงรังด้วยสภาพที่มิต่างจากขอทานพเนจร ผู้ใดก็ย่อมมองไม่ออกถึงจุดประสงค์ของมันที่กุมจับที่ข้อมือของเด็กหญิงนี้ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของฝ่ามือก็คือฮุ่ยจวิน มิรอให้หัวขโมยหนุ่มได้ทันมีปฏิกิริยาใด ฮุ่ยจวินก็ชิงกล่าวขึ้นมาก่อน

             

            “น้องสาวของเจ้าอันตรายมากแล้วจงบอกอาการเบื้องต้นที่น้องเจ้าเป็นแก่ข้า”

             

            หัวขโมยผู้นั้นพินิจมองฮุ่ยจวิน

            “ดูเจ้าไม่เหมือนหมอ"

             

            ฮุ่ยจวินมองตอบกลับพอได้เห็นหัวขโมยใกล้ๆ ก็พบว่ามันนั้นมีสง่าราศีอยู่มิน้อย ภายใต้ความมอมแมมยากไร้กลับมีความคมคายผุดผ่องซุกซ่อน

            “เจ้าเองก็ไม่เหมือนหัวขโมยยังเป็นขโมยได้เช่นนั้นข้าจะเป็นหมอมิได้หรือ"

             

            เห็นแววตาที่หนักแน่นของฮุ่ยจวินหัวขโมยผู้นั้นจึงกล่าวออกมาทันที มันแม้ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นแพทย์จริงหรือไม่ แต่ความเป็นจริงของชีวิตพวกมันสองพี่น้องในตอนนี้สามารถเลือกอะไรได้บ้าง

             

            หัวขโมยอธิบายอาการลักษณะความเจ็บป่วย และช่วงเวลาที่อาการมักกำเริบ ฮุ่ยจวินได้ฟังและวิเคราะห์ตาม พร้อมกับหลังได้ตรวจจุดชีพจรบนจุดสำคัญหลายจุดของนางมันก็กล่าวขึ้น

             

            “น้องสาวเจ้าได้รับความเย็นจนเกินไปจนปอดชื้นและน่าจะเกิดการอักเสบจึงไอเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานมิได้รับการรักษาจะเกิดการติดเชื้อซึ่งอันตรายถึงชีวิต"

             

            หัวขโมยแม้มันจะชั่งใจเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่อาการของน้องสาวมันนับว่าทรุดหนักลงไปเรื่อยๆ จริงๆ มันจึงบังเกิดความร้อนใจ เพราะแพทย์มีชื่อทั่วเมืองแห่งนี้ก็ล้วนปฏิเสธไม่รักษาให้แก่นางทั้งสิ้นพวกมันไร้ซึ่งทรัพย์สินยังจะมีใครเหลือบแล

             

            ยิ่งเวลาพ้นผ่านอาการไอของเด็กหญิงยิ่งหนักหน่วง ไอจนตัวโก่งงอซ้ำยังมีโลหิตปนออกมา ฮุ่ยจวินจึงรีบกล่าวขึ้น

            “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ไว้ใจคนไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างข้า”

             

            หัวขโมยส่ายศีรษะ

            “ด้วยสภาพของพวกข้าตอนนี้ไหนเลยจะมีสิทธิ์เลือกโอกาสและเวลาได้ แต่ข้าไม่มีทรัพย์สินใด เกรงว่าเจ้าจะเสนอตัวเพื่อช่วยผิดคนแล้ว”

             

            ฮุ่ยจวินกล่าวจากใจจริง

            “เงินทองยังสำคัญกว่าชีวิตคนหรือเมื่อเห็นคนตายแล้วไม่ช่วย จะนับเป็นผู้มีวิชาแพทย์ได้อย่างไร"

             

            ฮุ่ยจวินมันยังมิได้กล่าวอ้างว่าตนเป็นแพทย์มันเพียงบอกว่าตนเป็นวิชาแพทย์เท่านั้น จนถึงตอนนี้หัวขโมยผู้นั้นเริ่มที่จะถูกชะตาต่อตัวตนส่วนลึกของฮุ่ยจวินขึ้นมาบ้างมันจึงอนุญาตให้ชายหนุ่มทำการรักษา มันจึงนัดหมายสถานที่การรักษาแก่ฮุ่ยจวิน แล้วฮุ่ยจวินก็รีบปรี่ไปหาสมุนไพรป่าที่จำเป็นทันทีไม่นานมันก็ได้ตัวสมุนไพรที่ต้องการ ทำการปรุงโอสถเพื่อทำยาลูกกลอนมาสามขนาน ขนานแรกกินหนึ่งเม็ดทุกวันในตอนเช้ากลางวัน และก่อนนอน ขนานที่สองกินหนึ่งเม็ดทุกเจ็ดวัน และขนานที่สามกินหนึ่งเม็ดทุกครั้งที่มีอาการไอจากนั้นมันได้บดตัวยาสมุนไพรสำหรับการฝังเข็มเปิดชีพจรที่เชื่อมไปยังปอด ชายหนุ่มใช้เวลารักษาเด็กหญิงเพียงเจ็ดวันอาการไอของเด็กหญิงก็ลดน้อยลงจนแทบจะนับครั้งได้ ใบหน้าที่ขาวซีดก็มีสีเลือดฝาดขึ้นความกระปรี้กระเปร่าตามวัยของเด็กหญิงคืนกลับ พลังชีวิตเต็มเปี่ยมราวกับสลัดหลุดจากอาการเจ็บป่วยจนสิ้นสร้างความยินดีและปลาบปลื้มแก่หัวขโมยผู้นั้นนัก มันไม่มีสิ่งใดตอบแทนฮุ่ยจวิน มันจึงได้แต่คุกเข่าโขกศีรษะแทนคำขอบคุณ

             

            “ข้าไม่มีสิ่งใดตอบแทนเจ้าคงมีแต่การโขกศีรษะนี้"

             

            ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า

            “ที่ตัวเจ้ามีสิ่งที่ตอบแทนข้าได้อยู่ต่างหาก"

             

            หัวขโมยขมวดคิ้วในตัวมันหาได้มีของมีค่าไม่ เช่นนั้นสิ่งใดที่จะใช้เป็นค่าตอบแทนได้ แต่มิทันได้กล่าวฮุ่ยจวินก็ชิงกล่าวก่อน

            “เลิกเป็นหัวขโมยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน ไม่สร้างความทุกข์กายแก่ตนเอง และไม่สร้างความทุกข์ใจแก่น้องสาวนี่ก็นับเป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าสามารถให้ข้าได้"

             

            หัวขโมยหนุ่มผู้นั้นมันก็ไม่คิดเป็นหัวขโมยและสร้างความเดือดร้อนให้ใครอยู่แล้วแต่ที่มันต้องทำเพราะมีเหตุผลความจำเป็นคือน้องสาวที่ป่วยหนักแลมิได้รับการรักษา บัดนี้เมื่อน้องสาวมันหายดีแล้วมันย่อมไม่ทำในเรื่องดังกล่าวอีก

             

            เป็นอีกคราที่หัวขโมยโขกศีรษะให้แก่ฮุ่ยจวินด้วยความทราบซึ้งใจตลอดชีวิตที่ผ่านมามันได้เห็นสัจธรรมความจริงมาข้อหนึ่ง นั่นคือความลำบากเท่านั้นจึงจะคัดเลือกมิตรที่แท้จริงมาสู่ชีวิตตลอดมาคงมีแต่เพียงบุรุษหนุ่มแปลกหน้าคนนี้เท่านั้นที่ยื่นมือช่วยเหลือมันด้วยไมตรีและไม่หวังสิ่งตอบแทนใด

            “เจ้ามีนามว่าอะไร"

             

            เมื่อถูกกล่าวถามถึงนามของตนฮุ่ยจวินก็นิ่งงันไปครู่หนึ่ง มันไม่สามารถที่จะหาคำตอบในการดำรงชีวิตอยู่ของตนได้ในตอนนี้มันจึงเปรียบว่าตนไม่มีตัวตนในโลกแห่งนี้ ครั้นจะใช้นามฮุ่ยจวินต่อไปก็มีแต่จะถูกตอกย้ำด้วยความเจ็บปวดสูญเสียมันจึงตอบว่า

            “ข้าไม่มีชื่อเรียกข้าว่าแพทย์ไร้นามเถอะ"

             

            หัวขโมยผงกศีรษะแล้วกล่าวอย่างซาบซึ้งจริงใจเช่นเดียวกับเด็กหญิงที่เข้ามาโขกศีรษะร่วมกับพี่ชายแทนคำขอบคุณคนที่ช่วยเหลือนางจากความเจ็บป่วย

            “แพทย์ไร้นามบุญคุณในครั้งนี้ข้าจะขอจดจำไปตลอดชีวิต และข้าขอถือวิสาสะนับถือเจ้าเป็นสหาย เมื่อใดที่ข้ามีบุญวาสนาข้าจะตอบแทนวาสนานั้นแก่เจ้าเป็นห้าเท่าสิบเท่า"

             

            ฮุ่ยจวินเห็นความสุขของผู้อื่นที่เกิดจากการช่วยเหลือของตนจิตใจที่ว่างเปล่าก็คล้ายได้รับการเติมเต็มขึ้นมาทีละนิด มันจึงหวนรำลึกอุทิศผลความดีนี้ให้แก่วิญญาณที่ล่วงลับของท่านลุงและฮุ่ยไป๋ยิ่งทำเช่นนี้มันยิ่งรู้สึกว่าการช่วยเหลือคนอื่นอาจเป็นคำตอบสุดท้ายของเส้นทางแห่งชีวิตมันแต่มันก็มิอาจเลือกคำตอบได้เสียทีเดียว เพราะใจลึกๆ ของมนุษย์ ความเจ็บแค้นที่ซ่อนเร้นยากสลัดออกจากใจได้อย่างหมดจดจริงๆ

             

            ฮุ่ยจวินย่อกายไปรับเด็กหญิงขึ้นเห็นนางคล้ายกับเห็นฮุ่ยไป๋จึงยื่นมือลูบศีรษะนางแผ่วเบาคราหนึ่งด้วยความเอ็นดู

            “พักผ่อนให้เพียงพอกินยาลูกกลอนตามที่จัดให้ ต่อไปเจ้าก็จะได้เติบใหญ่มีชีวิตที่สดใสแล้ว"

             

            เด็กหญิงฉีกยิ้มกว้าง

            “ข้าจะปฏิบัติอย่างไม่ตกหล่น"

             

            เมื่อรักษาเด็กหญิงจนเสร็จสรรพฮุ่ยจวินก็ลาจากพวกมันทั้งสองไป หัวขโมยหนุ่มจึงกล่าวถาม

            “สหาย จากนี้เจ้าจะเดินทางไปที่ใด"

             

            ฮุ่ยจวินทอดสายตามองไปยังป่าใหญ่ที่เบื้องหน้า

            “บางทีข้าเองก็ยังไม่รู้"

             

            ฮุ่ยจวินจากสองพี่น้องมานานแล้วพร้อมกับได้สัจธรรมแห่งการมีชีวิตอยู่มาอีกหลายข้อ ความชัดเจนบนเส้นทางเริ่มคืนกลับขณะที่กำลังเดินทางอย่างครุ่นคิดอยู่นั้น กลุ่มขอทานจำนวนมากมิทราบที่มาก็กระโดดมาห้อมล้อมฮุ่ยจวินไว้หนึ่งในเหล่าขอทาน ฮุ่ยจวินจดจำได้ว่ามีขอทานผู้หนึ่งที่หัวขโมยหนุ่มเคยแบ่งปันอาหารให้แก่มันและก็เป็นมันที่ชี้ไม้เท้ามายังตน พร้อมกับเสียงที่กล่าวขึ้น

            “มันผู้นี้แหละขอรับ"

             

            จากนั้นขอทานหนุ่มวัยยี่สิบเศษรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมเข้มคมคาย ผมเผ้าสีดำขลับมีสายคาดหน้าผากสีดำรวบไว้ มันเดินออกมาหาฮุ่ยจวินขอทานหนุ่มผู้นี้ดูไปแล้วคงเป็นหัวหน้าเหล่าขอทานทั้งหมด เพราะเหล่าขอทานล้วนให้ความเคารพมันทั้งสิ้น

             

            ขอทานหนุ่มผู้นั้นเข้ามาหาฮุ่ยจวินพร้อมประสานมือ

            “ท่านแพทย์ไร้นามข้ามาจากพรรคเอกยาจก (เอ-กะ-ยา-จก) ได้ยินถึงกิตติศัพท์การรักษาของท่านจากคนในพรรคข้าจึงอยากขอรบกวนท่านติดตามข้ากลับไปยังพรรคได้หรือไม่"

             

            ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว

            “กลับพรรค?”

             

            ขอทานหนุ่มผู้นั้นกล่าวอธิบาย

            “บิดาข้าผู้เป็นประมุขพรรคถูกพิษของมือสังหารเล่นงานมิอาจรักษาได้แพทย์หลายผู้ก็จนปัญญา เห็นว่าท่านมีฝีมือข้าจึงอยากเชื้อเชิญ ได้โปรด หากต้องการค่าตอบแทนใดถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงข้าจะหามาให้"

             

            เรื่องค่าตอบแทนฮุ่ยจวินมิได้ต้องการแต่การช่วยเหลือคนนั้นสำคัญกว่า มันจึงไม่ปฏิเสธแต่อย่างใด ติดตามบุตรชายของประมุขพรรคเอกยาจกไปในทันที

             

            พรรคเอกยาจกตั้งอยู่เขตชายแดนระหว่างแคว้นเว่ยกับแคว้นซานอาณาเขตการหากินของขอทานจากพรรคจึงแผ่ขยายไปได้ทั้งสองแคว้น นับเป็นพรรคขอทานที่เก่าแก่และดำรงต่อจากรุ่นสู่รุ่นมานับพันปีซึ่งการดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน แน่นอนว่าย่อมมีพรรคขอทานรุ่นใหม่ที่หวังโค่นอำนาจและยึดครองอาณาเขตการทำมาหากินพรรคเอกยาจกตกเป็นเป้าของบรรดาเหล่าพรรคขอทานใหม่ๆ มีการว่าจ้างมือสังหารฝีมือดีมากมายเพื่อปิดชีพประมุขพรรคเอกยาจกคนเราต่อให้มีอำนาจหรือฝีมือแค่ไหน ต้องมีซักวันที่พลาดพลั้ง ซึ่งการพลาดพลั้งเพียงครั้งเดียวนี้ก็ถึงขั้นพรากเอาชีวิตของมันไปได้

             

            กว่าขบวนของขอทานหนุ่มและฮุ่ยจวินจะบรรลุถึงพรรคเอกยาจกประมุขพรรคเอกยาจกก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจตายแล้ว ตำแหน่งประมุขที่เว้นลงจึงเปิดกว้างความปั่นป่วนจึงบังเกิดภายในพรรค ผู้อาวุโสพรรคคิดตั้งต้นเป็นใหญ่ควบรวมอำนาจ ขอทานหนุ่มพึ่งมาถึงและได้รับข่าวร้ายยังมิทันได้กราบศพบิดา มันก็พลันถูกคำสั่งจากเหล่าผู้อาวุโสที่คิดตั้งตนสืบทอดลงมือสังหารแล้ว

             

            สายเลือดและคนของประมุขคนเก่าต้องถูกถอนรากถอนโคน!

             

            ขอทานหนุ่มทั้งคับแค้นใจและเสียใจบิดาพึ่งสูญเสีย งานศพยังมิทันได้จัด เหล่าผู้อาวุโสก็แสดงตัวหวังชิงอำนาจแล้ว คนของมันถูกสังหารด้วยพวกเดียวกันซ้ำมันยังถูกไล่ฆ่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุน แต่ที่โชคร้ายกว่ามันก็คือฮุ่ยจวิน ชายหนุ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยติดตามมาเพื่อหวังช่วยคน ทว่ามันกลับต้องมาติดร่างแหแห่งการแย่งชิงพร้อมกับถูกไล่ล่าสังหารเช่นเดียวกับขอทานหนุ่มโดยปริยายเป็นเหตุให้พวกมันทั้งสองต้องลงเรือลำเดียวกัน ตีฝ่ากลุ่มขอทานที่รุมล้อมแล้วหลบหนีออกไปอย่างรวดเร็ว!