มารสยบฟ้า

    บทที่ 39 : อสรพิษเกล็ดดำ

    โม่เฟิงเดินเข้าป่าจิตอสูรได้ประมาณชั่วหนึ่งก้านธูปจึงเจอเข้ากับสัตว์อสูรระดับสิบที่เขาตามหา ‘หมาป่าขนเทา’

     

    หมาป่าขนเทาเผชิญหน้ากับโม่เฟิง สายตาของมันจ้องมาที่เขาประหนึ่งเจอเหยื่อชั้นดี วันนี้คงได้ลิ้มรสเนื้อมนุษย์เป็นแน่แท้ จึงแยกเขี้ยวขู่คำรามพร้อมจะพุ่งเข้ามาขย้ำอย่างไม่ปราณีได้ทุกเมื่อ

     

    ส่วนโม่เฟิงนั้นเพียงแค่เรียกบันทึกอสูรออกมาเตรียมพร้อมไว้ ยังมิได้คิดเรียกเสือโคร่งเนตรอัคคีออกมา เพราะเกรงหมาป่าขนเทาจะวิ่งหนีไปเสียก่อน มันเลยเปิดโอกาสให้หมาป่าขนเทาเป็นฝ่ายเริ่มต้นโจมตี ด้วยการกระโดดพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็วหมายจะใช้คมเขี้ยวอันแหลมคมขย้ำเข้าที่บริเวณต้นคอของโม่เฟิง

     

    โม่เฟิงเอนตัวหลบไปด้านหลังหลุด รอดคมเขี้ยวของมันไปได้อย่างหวุดหวิด โจมตีครั้งแรกพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย มันจู่โจมอีกครั้งโดยไม่หยุดพัก โดยครั้งนี้โม่เฟิงไม่ได้หลบ แต่ทำการเรียกเสือโคร่งเนตรอัคคีออกมาจากบันทึกอสูร สั่งให้มันเข้าไปขย้ำที่ต้นคอของหมาป่าขนเทาจากทางด้านข้าง

     

    จังหวะที่หมาป่าขนเทากระโดดเข้ามา ขอของมันลอยอยู่เหนือพื้น ทำให้ไม่อาจหลบรอดการโจมตีของเสือโคร่งเนตรอัคคีได้ พลาดท่าถูกงับเข้าที่บริเวณลำคอ เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูด มันพยายามที่จะดิ้นให้หลุด ยิ่งดิ้นยิ่งทำให้เกิดบาดแผลลึก

     

    แม้จะเป็นสัตว์อสูรระดับสิบเหมือนกัน แต่ลักษณะร่างกายของเสือโคร่งเนตรอัคคีนั้นมีขนาดใหญ่โตกว่า พละกำลังของมันย่อมมากกว่าหมาป่าขนเทาอยู่บ้าง ดังนั้นการจะดิ้นให้หลุดจากคมเขี้ยวของเสือโคร่งเนตรอัคคีจึงเป็นไปได้ยาก ยิ่งพยายามดิ้นรนขัดขืนก็ยิ่งหมดแรง จนสุดท้ายหมาป่าขนเทาก็สิ้นใจลง

     

    เมื่อหมาป่าขนเทาได้ตายลง โม่เฟิงจึงใช้บันทึกอสูรดูดกลืนดวงจิตของมันเข้ามาเก็บไว้ และด้วยระดับพลังของโม่เฟิงกับหมาป่าขนเทานั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก การดูกลืนดวงจิตจึงใช้เวลาไม่นาน ไม่เหมือนตอนที่ดูดกลืนดวงจิตเสือโคร่งเนตรอัคคีเมื่อครั้งก่อน

     

    หลังจากเสร็จสิ้นการบันทึกดวงจิตของหมาป่าขนเทา โม่เฟิงจึงเดินหน้าหาสัตว์อสูตรตัวอื่น ๆ ต่อไป

     

    ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่า ยิ่งทำให้เขาต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะในป่าแห่งนี้ไม่ได้มีแค่สัตว์อสูรในขอบเขตกำเนิดลมปราณ แต่ยังมีสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมกายาอาศัยอยู่มากมาย

     

    ระหว่างทางโม่เฟิงเจอเข้ากับสัตว์อสูรระดับสิบอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอกสายลม  เหยี่ยวปีกขาว หรือต่อหัวแดง แต่ทว่า..โม่เฟิงไม่อาจทำอะไรกับพวกมันได้ เพราะพวกมันอาศัยอยู่กันเป็นคู่ หรือไม่ก็อยู่กันเป็นกลุ่ม จึงเสี่ยงเกินไปที่จะเข้าโจมตีพวกมัน

     

    ผ่านมาสักพัก ในที่สุดเขาก็เจอเข้ากับหมีกรงเล็บแดงระดับหนึ่งของขอบเขตหลอมกายา ถึงแม้ระดับพลังของหมีตัวนี้จะสูงกว่าที่เขาตามหาอยู่ แต่เมื่อมีหมาป่าขนเทาเข้ามาเพิ่ม เขามั่นใจว่าสามารถจัดการหมีตัวนี้ลงได้

     

    โม่เฟิงเรียกเสือโคร่งเนตรอัคคีและหมาป่าขนเทาออกมาเพื่อปิดเส้นทางหลบหนีของหมีกรงเล็บแดงเอาไว้ โดยสั่งให้หมาป่าขนเทาวิ่งเข้าไปโจมตี ส่วนตัวเขาและเสือโคร่งเนตรอัคคีคอยหาจังหวะเข้าเล่นงานมันทีเผลอ

     

    หมีกรงเล็บแดงใช้อุ้งเทาตะปบเข้าใส่หมาป่าขนเทา แม้ระดับพลังของมันจะมากกว่าหมาป่าขนเทา แต่ความว่องไวของสัตว์อสูรทั้งสองกลับแตกต่างกัน หมาป่าขนเทาอาศัยความคล่องแคล่ว หลีกหลบการโจมตีของหมีกรงเล็บแดงได้ทุกครั้ง ในเวลาเดียวกัน โม่เฟิงสั่งเองก็ได้ทำการสั่งให้เสือโคร่งเนตรอัคคีเข้าโจมตีจากอีกด้านหนึ่ง

     

    เสือโคร่งเนตรอัคคีพุ่งตัวกัดเข้าไปที่แขนของหมีกรงเล็บแดง เขี้ยวยังไม่ทันได้ฝังลึก เสือโคร่งเนตรอัคคีได้ถูกเรี่ยวเรี่ยวอันมหาศาล สะบัดจนลอยละลิ่วหลุดออกไปได้ ซึ่งในจังหวะนั้นเอง โม่เฟิงได้พุ่งเข้าโจมตีจากด้านบน เป้าหมายคือหัวของหมีกรงเล็บแดง ใช้เท้าขวาเตะเข้าไปที่บริเวณหลังคอของมัน

     

    ปึก!

     

     

    การโจมตีของโม่เฟิงยังไม่รุนแรงพอที่จะล้มหมีกรงเล็บแดงได้ สายตาที่ดุร้ายของมันจ้องกลับมาที่โม่เฟิง ก่อนจะใช้กรงเล็บอันแหลมคมตวัดสวนกลับมาที่เขา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่โม่เฟิงออกคำสั่งให้หมาป่าขนเทากระโดดกัดเข้าไปที่ตนคอหมีกรงเล็บแดง ทำให้มันชะงักไปเล็กน้อย โม่เฟิงจึงรอดออกมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังพลาดโดนกรงเล็บของมันข่วนจนเกิดบาดแผลขึ้นที่บริเวณหน้าอก

     

    บาดแผลที่โดนข่วนนั้นไม่ได้ลึกมากนัก โม่เฟิงยังพอขยับตัวไหว เขารีบออกคำสั่งให้เสือโคร่งเนตรอัคคีเข้าไปช่วยหมาป่าขนเทาอีกแรงหนึ่ง

     

    หมีกรงเล็บแดงโดนเสือโคร่งลายอัคคีกับหมาป่าขนเทาและโม่เฟิงผลัดกันรุมเข้าโจมตี แม้มันจะเป็นสัตว์อสูรระดับแปด แต่เรี่ยวแรงของมันก็ยังมีวันหมด แตกต่างจากสัตว์อสูรของโม่เฟิง ที่เป็นกลุ่มก้อนพลังงาน ทำให้ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน หากไม่ถูกโจมตีจนสลายไปในครั้งเดียว ร่างกายของพวกมันก็สามารถฟื้นฟูกลับมาสู้ต่อได้เรื่อยๆ

     

    การต่อสู้ผ่านไปครู่ใหญ่ หมีกรงเล็บแดงเริ่มหมดแรง สถานการณ์เริ่มเป็นรอง จนในที่สุด มันได้ถูกเสือโคร่งเนตรอัคคีกับหมาป่าขนเทากัดจนดิ้นไม่หลุด ลมหายใจของมันเริ่มรวยริน

     

    แต่ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะจบลง โม่เฟิงสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังพุ่งเข้ามาจากทางด้านหลัง เมื่อหันกลับไปดู เขาถึงกับต้องผงะ รีบกระโดดหลบไปทางด้านซ้าย เพราะสิ่งที่โผล่มานั้น คืออสรพิษขนาดใหญ่ที่กำลังอ้าปากอันใหญ่โตของมัน พุ่งเข้ามาหมายจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว

     

    อสรพิษนั้นได้พุ่งผ่านจุดที่โม่เฟิงยืนอยู่ไปทางหมีกรงเล็บแดงที่กำลังจะสิ้นใจ ปากอันใหญ่โตของเจ้าอสรพิษจึงเปลี่ยนเป็นงับหมีกรงเล็บแดงแทน และยังกระแทกสัตว์อสูรของโม่เฟิงทั้งสองตัวจนสลายไปในคราเดียว

     

    โม่เฟิงมองร่างอันใหญ่โตของอสรพิษที่กำลังกลืนกินร่างของหมีกรงเล็บแดงด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนก รูปร่างและสีของอสรพิษตนนี้ โม่เฟิงนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคืออสรพิษชนิดเดียวกับที่เขามีอยู่ในบันทึกอสูร ‘อสรพิษเกล็ดดำ’

     

    สิ่งที่แตกต่างระหว่างอสรพิษเกล็ดดำทั้งสอง คือระดับพลังและขนาดตัวที่ใหญ่กว่ากันนับสิบเท่า ซึ่งอสรพิษของโม่เฟิงนั้นอยู่ที่ขอบเขตกำเนิดปราณระดับที่สาม ส่วนตัวที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านี้ เป็นอสรพิษเกล็ดดำในขอบเขตหลอมกายาระดับที่สี่

     

    โม่เฟิงค่อย ๆ เดินถอยหลัง เพราะระดับพลังที่แตกต่างกัน การจัดการกับอสรพิษเกล็ดดำดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่าย จึงคิดถอยกลับไปตั้งหลักอย่างเงียบ ๆ แต่ขณะที่เขากำลังก้าวถอยหลัง กลับเหยียบไปโดนกิ่งไม้หักจนเกิดเสียง

     

    อสรพิษเกล็ดดำได้ยินเสียง มันรีบกลืนร่างของหมีกรงเล็บแดงลงท้องก่อนจะหันกลับมาที่โม่เฟิงพร้อมกับส่งเสียงขู่ฟ่อ ๆ โม่เฟิงจึงเรียกเสือโคล่งเนตรอัคคีกับหมาป่าขนเทาออกมาอีกครั้ง สั่งให้พวกมันยื้ออสรพิษเกล็ดดำเอาไว้ ส่วนตัวเขารีบวิ่งหนีพร้อมกับคิดแผนเพื่อรับมือกับมัน

     

    อสรพิษเกล็ดดำไม่ได้สนใจสัตว์อสูรที่ถูกเรียกออกมา เพราะร่างกายของสัตว์อสูรที่เรียกออกมานั้นเป็นแค่กลุ่มก้อนพลังลมปราณ ไม่ได้มีอุณหภูมิความร้อนเหมือนกับร่างกายมนุษย์ มันจึงเลือกที่จะเลื้อยตามโม่เฟิงไป

     

    เสือโคร่งเนตรอัคคีและหมาป่าขนเทาพยายามจะหยุดอสรพิษเกล็ดดำ แต่ด้วยขนาดของร่างกายรวมถึงระดับพลังที่ด้อยกว่า พวกมันถูกอสรพิษเกล็ดดำโจมตีเข้าไปเต็ม ๆ เพียงแค่หนึ่งหรือสองครั้งก็สลายไป ไม่อาจยื้อเวลาให้กับโม่เฟิงได้นานนัก

     

    โม่เฟิงวิ่งหนีสุดกำลัง ด้านหลังของเขามีอสรพิษเกล็ดดำไล่ตามมาติด ๆ แม้มันจะเคลื่อนไหวได้ช้าลงเพราะเพิ่งกลืนหมีกรงเล็บแดงลงท้องไป แต่ความเร็วของมันก็ยังเหนือกว่าโม่เฟิง

    โม่เฟิงกับใช้ขนาดตัวที่เล็กกว่าให้เป็นประโยชน์ วิ่งผ่านช่องแคบระหว่างต้นไม้ เพื่อสร้างอุปสรรคในการไล่ตาม แต่ทว่า...ถึงจะมีสิ่งกีดขวางคอยบดบังเส้นทาง มันกลับไม่เป็นอุปสรรคต่ออสรพิษเกล็ดดำแม้แต่น้อย มันยังคงเลื้อยอ้อมต้นไม้ได้อย่างว่องไว ร่นระยะห่างใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

     

    โม่เฟิงพยายามคิดหาวิธีจัดการกับอสรพิษเกล็ดดำ แต่สิ่งที่เขามีอยู่ตอนนี้ นอกจากยันต์โจมตีระดับสาม เขาไม่มีหนทางอื่นในการกำจัดอสรพิษเกล็ดดำตัวนี้ได้เลย แต่ถ้าเขาใช้ยันต์โจมตี ร่างกายของเขาคงไม่เหลือเรี่ยวแรงพอจะเดินทางออกไปจากป่าจิตอสูรแห่งนี้

     

    ส่วนการให้โม่กุ่ยเข้ามาควบคุมร่าง หากไม่ถึงที่สุด เขาจะไม่ทำเช่นกัน เนื่องจากครั้งก่อน ๆ ที่เขาให้โม่กุ่ยเข้าควบคุมร่าง ทำให้อายุไขของเขาสั้นลงไปถึง 4 ปี หากให้โม่กุ่ยเข้ามาควบคุมร่างทุกครั้งที่เกิดปัญหา คาดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินสามสิบปีเป็นแน่แท้

     

    ขณะที่กำลังคิดหาวิธีอยู่นั้น โม่เฟิงได้วิ่งทะลุออกมาจากป่า บัดนี้ด้านหน้าของเขาคือผาหินสูงชัน ไม่มีเส้นทางให้ไปต่อ

     

    ในจังหวะที่โม่เฟิงหยุดอยู่กับที่ อสรพิษเกล็ดดำก็โผล่ออกมาจากป่า แลบลิ้นสองแฉกออกมา เปิดฉากโจมตี โดยการพุ่งเข้าฉก

     

    แม้การเคลื่อนไหวของโม่เฟิงจะช้ากว่าอสรพิษเกล็ดดำ แต่เขาก็สามารถกระโดดหลบการโจมตีของเจ้าอสรพิษเกล็ดดำไปได้

                   

    แต่ขณะที่คิดว่าหลบพ้นได้แล้วนั้น ส่วนหางของมันกลับฟาดเข้าใส่ร่างของเขาที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ไม่อาจหลบได้พ้น จึงทำได้เพียงแค่ส่งพลังลมปราณเข้าไปในเกราะอ่อนห้วงลมปราณที่ได้สวมอยู่ สร้างโล่พลังลมปราณขึ้นมาปกป้องร่างกายของตนเอาไว้

     แม้โล่พลังลมปราณจะสามารถป้องกันการโจมตีของเจ้าอสรพิษได้ แต่มันก็ยังทำให้ ร่างของโม่เฟิงลอยไปกระแทกเข้ากับหน้าผาหิน

     

    ตู้ม!

    อสรพิษเกล็ดดำยังคงใช้หางของมันฟาดเข้าใส่เกราะลมปราณของโม่เฟิงอย่างต่อเนื่อง มิอาจหลบหลีกได้เลย ทำได้เพียงแค่รอโอกาสสวนกลับ

     

    เมื่ออสรพิษเกล็ดดำเห็นว่าโม่เฟิงไม่อาจขยับตัวได้ มันจึงพุ่งหมายจะเขมือบร่างของโม่เฟิงลงท้อง

     

    ขณะที่มันกำลังพุ่งตรงเข้ามา โม่เฟิงปิดเปลือกตาลงสัมผัสถึงพลังลมปราณที่ล่องลอยอยู่ในตันเถียน โคจรพวกมันเข้าสู่จุดที่เปลวเพลิงสีขาวกำลังลุกไหม้

     

    พลังลมปราณทั้งหมดในร่างของโม่เฟิง กลายเป็นเชื้อเพลิงให้กับเปลวไฟสีขาว ระดับพลังลมปราณของเขาที่เคยอยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้า ยามนี้ลดลงมาอยู่ที่ระดับแปด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ทดลองใช้เปลวเพลิงสีขาว เปลวเพลิงที่อยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของเปลวเพลิงทั้งเก้าชนิด ‘เพลิงไร้ลักษณ์ผลาญดารา’

    --------------------------------------------------------------------------------------------

    เพลิงบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำระดับพลังของพี่โม่ลดลงมาอีกแล้ว T-T

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    144K 224
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    791K 1635