“ทำไมจู่ๆพลังปราณภายในร่างของกูเฉินถึงเพิ่มได้มากขนาดนี้กัน”
ฟางอิงได้ถามฟานอวี่ด้วยความสงสัย เพราะเท่าที่เขารู้มาทุกวิธี ไม่เคยมีวิธีไหนที่สามารถเพิ่มพลังขนาดนี้ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เคล็ดวิชาที่ข้าให้ไปก็ไม่สามารถเพิ่มได้มากถึงเพียงนี้”
ตัวของฟานอวี้เองก็สงสัยเช่นกัน เพราะเคล็ดวิชาที่ผ่านการดัดแปลงของนางมาแล้วนั้นอย่างมากในตอนนี้เขาก็น่าจะเพิ่มพลังถึงระดับนักสู้ขั้นต้นเกือบขั้นกลางเพียงเท่านั้น
อัก!
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ออร่าพลังนักรบขั้นกลางพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมกับกูเฉินที่กระอักเืออกมาก่อนหงายท้องลงไปนอนกองกับพื้น
อาจารย์ทั้งสองที่เห็นดังนั้นก็พุ่งเข้าไปหาเขาในทันที และเหล่าลูกศิษย์ของทั้งสองตามมาติดๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะค่อยชอบหน้าของกูเฉินสักเท่าไหร่เพราะท่าทางของเขา แต่ก็ไม่ถึงขั้นเกลียดกันขนาดนั้น
“นี่มันเลวร้ายสุดๆ เส้นลมปราณภายในร่างฉีกขาดไปถึง8ใน10ส่วน อีก2ส่วนก็เสียหายอย่างหนัก หากรอดไปได้เขาก็คงไม่สามารถฝึกตนได้อีกแล้ว”
ฟางอิงที่เข้ามาประคองกูเฉินให้อยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนก็ได้เอ่ยออกมาหลังจากใช้พลังปราณตรวจสอบสภาพร่างกายที่อ่อนแอของกูเฉิน
ทุกคนในที่นี้ต่างรู้สึกตื่นใกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ที่หนักสุดคงจะเป็ซื่อหยา สำหรับเธอแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้มันก็ไม่ต่างจากการเสียพี่ชายแท้ๆไปต่อหน้าต่อตาจนทำให้เธอเป็ลมล้มทั้งยืน
“ข้า… มาได้เพียง… เท่านี้สิ่นะ แคกๆ”
กูเฉินกล่าวออกมาอย่างอยากลำบากก่อนจะไอออกมาเป็เื ทำให้น้ำตาของซื่อหยาไหลออกมาโดยมีหงหยิงปรอบเธออยู่
“มันเป็ความผิดของข้าเอง หากข้าไม่ให้เขาเรียนเคล็ดวิชานี้หรือข้าอยู่ข้างๆเขาตอนใช้มันล่ะก็ เื่แบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเขายังมีชีวิตรอด ข้าขอสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่าจะดูแลเขาจนกว่าข้าจะหมดลมหายใจ”
ฟานอวี้ได้เอ่ยออกมาพร้อมกับนั่งคุกเข่ามองไปยังร่างที่หายใจโรยรินของกูเฉินอย่างรู้สึกผิด
“ท่านพูดแล้วนะท่านอาจารย์ ท่านอย่ากลับคำนะ”
แต่ทันใดนั้นเองเสียงที่ยียวนกวนประสาทก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำลายบรรยากาศที่น่าหดหู่เมื่อครู่ลงไปอย่างไม่มีชิ้นดีภายในชั่วพริบตา
ตุบ! อัก!
“ไอ้เ้าบ้า! รู้มั้ยว่าข้ากลัวมากขนาดไหน!”
เป็ซื่อหยาที่พึ่งเขามาทุบเขาจนกระอักเืออกมาอีกครั้ง
“อย่าพึ่งทำอะไรเขาเลยซื่อหยา ถึงแม้เขาจะพูดจาได้ปกติก็จริง แต่อย่างที่ข้าบอกไป เส้นลมปราณภายในร่างของเขามันก็หาดีไม่ได้แล้ว”
ฟางอิงที่เห็นลูกศิษย์ของตนกำลังจะทุบตีลูกศิษย์ของเพื่อนตนอีกครั้งก็ได้กล่าวห้ามเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นจากจะไม่ตายอาจได้ตายจริงๆเป็แน่
“เห้อ~ นี่ข้าเสียรู้ให้ไอ้เด็กคนนี้จนได้สิ่นะ”
ฟานอวี่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงนางจะคาดไว้อยู่แล้วว่าสักวันคงจะเสียรู้ให้กูเฉิน แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้
“ฮ่าๆๆ ท่านไม่ต้องเสียใจไปหรอกท่านอาจารย์ เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเส้นลมปราณของข้าจะฟื้นฟูได้หรือเปล่าฮ่าๆๆ”
กูเฉินหัวเราะออกมาอย่างไม่กังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ถึงแม้ปากจะพูดว่าไม่รู้แต่ความจริงตัวเขานั้นรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเส้นลมปราณของเขาจะกลับมาเป็ดังเดิมได้อย่างแน่นอน แค่มันต้องใช้เวลาสักพักใหญ่เลยล่ะกว่าจะสามารถใช้งานได้ตามปกติ
“เอาล่ะๆ ในเมื่อตอนนี้ก็ปลอดภัยดีแล้วพวกเ้าก็แยกย้ายกันไปฝึกได้แล้ว แล้วก็อาจารย์ขอให้อยู่ดูเ้านี่คนนึงเผื่อมีอะไรเกิดขึ้นอีก”
เมื่อฟางอิงเห็นว่าทุกอย่างกลับมาเป็ปกติดีแล้ว เขาถึงให้ลูกศิษย์ของตนกลับไปฝึกวิชาที่เขาสอนให้ และให้เหล่าลูกศิษย์เลือกกันเองว่าจะให้ใครอยู่เฝ้ากูเฉินที่นอนเป็ผักอยู่ตรงนี้
“เอ่อ… ว่าแต่ทำไมถึงเป็เ้าล่ะลู่หงหยิง?”
นั่นคือคำถามที่ออกมาจากปากของกูเฉินที่เห็นว่าคนที่เหลืออยู่ตรงหน้าของเขาคือลู่หงหยิง หญิงสาวที่เขาเอ่ยถึงเพื่อทำให้ชูเล่ยเกิดอาการขาดสติเมื่อครู่นี้
“ไม่รู้สิ่ บางทีข้าอาจจะชอบความไม่แน่นอนของเ้าก็ได้”
ลู่หงหยิงได้กล่าวออกมาอย่างเรียบง่ายไร้อาการใดๆ ส่วนกูเฉินที่ได้ยินดังนั้นก็ยังคงนอนเป็ผักต่อไปอย่างไม่ยินดียินร้ายอะไร
จนกระทั่งตกเย็นก็ถึงเวลาที่ต้องกลับไปพักผ่อน ตอนนี้กูเฉินก็พอจะสามารถขยับร่างกายของตัวเองได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยคล่องนัก ทำให้ระหว่างทางกลับไปบ้านพัก ฟานอวี้จึงต้องประคองเขาไปตลอดทาง
“ท่านอาจารย์คงต้องทำอาหารเอาเองแล้วล่ะขอรับ ตอนนี้แค่ยกตะหลิวข้าคงยกไม่ขึ้นแล้วล่ะมั้งฮ่าๆๆ”
เมื่อนั่งลงบนโซฟาอย่างทุลักทุเลแล้วกูเฉินก็หันหน้าไปหาฟานอวี้พร้อมเอ่ยออกมาก่อนจะหัวเราะอย่างหน่ายใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ หากเป็เมื่อก่อนเขาคงไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ในสภาพนี้เป็แน่
เอ่อ…
ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา มีเพียงแค่เสียงที่ลากยาวของฟานอวี้เท่านั้นที่เขาได้ยิน ไม่หนำซ้ำเ้าตัวยังมีท่าทีเลิกลักอีกต่างหาก
“เอิ่ม… อย่าบอกนะว่าท่านทำอาหารไม่เป็น่ะ…”
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น ความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวที่กูเฉินคิดออกก็เข้ามาในหัวของเขาทันที ทำให้เขาหรี่ตามองอาจารย์ของตนพร้อมเอ่ยคำถามออกมา ฟานอวี้ก็ทำได้เพียงแค่พยักหน้าตามรับอย่างเขินอายต่อหน้าลูกศิษย์ของตน
“เห้อ~ ปกติท่านกินอยู่อย่างไรล่ะเนี่ย อาหารก็ทำไม่เป็ บ้านก็รกยิ่งกว่ารูหนู ข้าขอเป็ลมแปป”
เขาถอนหายใจออกมาทันทีหลังจากเห็นปฏิกิริยาของฟานอวี้ และบ่นนางไปอีกชุดนึงราวกับว่านางไม่ใช่อาจารย์ของเขา ก่อนที่เขาจะเป็ลมสลบไปอย่างที่เขาพูด ตรงตำรามีห้องนอนแต่ไม่ได้ใช้ โซฟานี่แหละเตียง
“ก็ข้าไม่เคยทำนี่นา”
เมื่อว่ากูเฉินสลบไปแล้วนางก็ได้กล่าวออกมาอย่างเขินๆพร้อมใช้นิ้วชี้เกาแก้มขาวนวล เพราะนางไม่เคยทำอาหารกินเองเลย แถมความสามารถในการทำความสะอาดของเธอนั้นก็แทบติดลบ เรียกได้ว่ายิ่งทำยิ่งรก ไม่แปลกเลยที่กูเฉินจะบอกว่ารูหนูยังดูสะอาดกว่า
กลับมาแล้วนะครับ ่ก็หน้าก็อย่างที่เห็น เวลาพักมันไม่ค่อยมีครับ เ
ลยอยากพักผ่อนมากกว่า ตอนนี้ก็ปกติแล้ว จะพยายามลงเหมือนเดิมหรือให้ดีก็ไวกว่าเดิมนะครับ