ใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร

    ตอนที่ 41 เที่ยวเล่นยังแดนมนุษย์

    “จริงอยู่ที่ข้าชอบผสมยา ทว่าสูตรยาของเผ่าวิหคเป็นความลับ อีกทั้งหลายครั้งข้าเคยผสมยาผิดเกือบทำให้คนตายมาแล้ว ข้าเกรงว่าด้วยความอ่อนล้าจากการฝึกพลังวิญญาณทุกวัน อาจทำให้ข้าเผอเรอจนผสมยาผิดอีก คราวนี้เผ่ามารจะเดือดร้อนวุ่นวาย แล้วข้าก็อาจจะมีโทษได้ สู้อยู่เฉย ๆ จะดีกว่า” หมิงเยว่ตอบอย่างรู้ทัน ก่อนเสียงของจางซินจะเอ่ยแทรกขึ้นอย่างวางอำนาจเช่นเคย


    “ในเมื่อเจ้าหวาดระแวงข้ากับหมิงเยว่ ว่าจะก่อเรื่อง ทำให้เผ่ามารของเจ้าไม่สงบสุข เช่นนั้นข้าจะพาหมิงเยว่ไปยังแดนมนุษย์ รอให้ประมุขตงหยางเสร็จธุระจากเผ่าเทพ แล้วพวกข้าจะกลับมาภายหลัง” ไป่เอ๋อยกยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดต่อด้วยสายตาแน่นิ่ง


    “ในเมื่อข้าเตือนแล้ว แต่เทพธิดาจางซินยืนยันเช่นนั้น ข้าผู้ซึ่งมีฐานะต่ำกว่าไม่อาจคัดค้านได้ ทว่าพวกท่านลงไปยังแดนมนุษย์แล้วได้รับอันตรายกลับมา จะหาว่าข้าดูแลไม่ดีไม่ได้นะเจ้าคะ” จางซินทอดสายตามองไป่เอ๋อแล้วพูดขึ้น


    “ชีวิตของข้า ไม่มีอะไรที่เจ้ารับผิดชอบได้หรอก ทั่วทั้งใต้หล้าคนที่จะตัดสินข้าได้มีเพียงราชันจางเหว่ย กับประมุขตงหยางเท่านั้น” ไป่เอ๋อได้ยินดังนั้นจึงกำมือแน่น พลางเชิดหน้าขึ้นแล้วทอดสายตามองทั้งสองเดินลับจากไป ก่อนนางจะหันไปยังสาวรับใช้แล้วพูดขึ้น


    “ตามไปจับตาดูพวกนางทั้งสองไว้ให้ดี” ก่อนไป่เอ๋­อจะก­ระซิบบางอย่างกับสาวใช้ของนาง พร้อมรอยยิ้มอ่อนเผยออกมาอย่างมีแผนการ


    “พวกเจ้ารู้จักคนอย่างไป่เอ๋อน้อยไป” หญิงสาวในชุดสีดำสนิทเลื่อนสายตามองตำหนักไท่จูด้วยความรักเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะมุ่งตรงไปยังสถานกักขังตงฟาง นางทอดสายตามองพลังวิญญาณที่อบอวลอยู่ในนั้น


    “ไม่อยากเชื่อ ว่าระยะเวลาเพียงเท่านี้ ตงฟางจะสามารถรวบรวมพลังวิญญาณไว้กับตัว ได้อย่างรวดเร็วเพียงนี้” ไป่เอ๋อล­อบคิดในใจก่อนคนที่ถูกกักขัง จะรับรู้ถึงการมาของนางแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดังเดิม


    “เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของข้าแล้ว ทำให้เจ้าเปลี่ยนความคิดบ้างหรือไม่” เขาเอ่ยถามหญิงอันเป็นที่รัก ก่อนนางจะส่งสายตารังเกียจ แล้วพูดขึ้น


    “ต่อให้ทั้งใต้หล้า เหลือเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าก็ไม่มองเจ้า” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม


    “ที่เจ้ามาหาข้า ถ้าไม่ใช่เพราะคิดถึง ก็คงเป็นเพราะ เทพธิดาจางซินกับหมิงเยว่ทำให้เจ้าไม่พอใจ จึงคิดมาลงกับข้าอีกตามเคย”


    “เจ้าใช้เคล็ดวิชาสะท้อนจิต ตามดูข้าตลอดงั้นเหรอ” ไป่เอ๋อทำเสียงไม่พอใจ ก่อนชายหนุ่มที่ถูกพันธนาการอยู่จะหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วพูดขึ้น


    “ในเมื่อข้าสำเร็จเคล็ดวิชาสะท้อนจิต เหตุใดข้าจะตามดูเจ้าไม่ได้ แม้การตามดูแต่ละครั้งจะทำให้ข้าสูญเสียพลังวิญญาณไปบ้าง แต่เพื่อให้ข้ารู้ความเป็นไปของเจ้า ข้าพร้อมแลก ข้าชอบเห็นเจ้าทรมานกับความรักที่มอบให้ตงหยาง ชอบที่เห็นเจ้าตามหึงหวงเขา ข้าชอบเห็นเขาหมางเมินต่อเจ้าราวกับไม่มีตัวตน” คำพูดของชายหนุ่มทำให้ไป่เอ๋อกำมือแน่น แล้วก้มลงหยิบหินปาใส่ชายหนุ่มเพื่อระบายความโกรธแค้นในใจ


    “เจ้าจะทำเช่นนี้ได้อีกไม่นานหรอกไป่เอ๋อ อีกไม่นานข้าจะหลุดจากที่นี่ แล้วกลับไปทวงทุกอย่างจากตงหยางคืน ถึงตอนนั้นข้าจะทำให้ทั่วทั้งพิภพรับรู้การมีอยู่ของข้า พวกมันจะต้องพินาศอย่างราบคาบ เผ่ามารจะกุมอำนาจยิ่งใหญ่เหนือเผ่าเทพ และเจ้าจะเป็นสตรีที่มีฐานะสูงสุดรองจากข้า”


    “ท่านพี่ตงหยางจะไม่มีวันปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นเป็นแน่” ไป่เอ๋อทิ้งก้อนหินในมือแล้วพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ ก่อนอีกฝ่ายจะแสยะยิ้ม


    “คนที่จะต่อสู้กับข้าได้มีเพียง ผู้มีดวงจิตสีเพลิง ทว่าหมิงเยว่แห่งเผ่าวิหคตอนนี้ พลังวิญญาณยังอยู่เพียงแค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น คิดเหรอว่าด้วยระยะเวลาเท่านี้นางจะสามารถสำเร็จพลังวิญญาณขั้นสูงได้ เจ้าก็เห็นอยู่ ว่านางลงไปเที่ยวเล่นในแดนมนุษย์แล้ว เช่นนี้ต่อให้อีกหมื่นปี นางก็ไม่มีทางฝึกสำเร็จ สู้เจ้าเปลี่ยนใจอยู่ข้างข้าไม่ดีกว่าเหรอ” ไป่เอ๋อไม่ฟังคำหว่านล้อมของจอมมาร นางก้มลงเก็บหินแล้วปาใส่เขาเพื่อระบายความคับแค้นใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่ามกลางสายตาของหมิงเยว่ และเทพธิดาจางซินที่แอบฟังอยู่ไม่ห่าง


    ทว่าสีหน้าของหมิงเยว่ในตอนนี้ซีดเซียวราวกับไม่มีเลือดไหลผ่าน นางค่อย ๆ หันกลังมายังเทพธิดาจางซินแล้วพูดขึ้นด้วยความหวาดหวั่น


    “จอมมารตงฟาง ใกล้หลุดออกจากผลึกแล้ว แต่ข้ายังไม่สามารถเปิดพลังวิญญาณได้ เช่นนี้แล้วข้าจะช่วยประมุขตงหยางได้อย่างไร” จางซินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจใช้พลังวิญญาณพาหมิงเยว่มายังแดนมนุษย์


    ท่ามกลางเสียงจอแจในตลาดขนาดใหญ่ จางซินเหลือบมองหมิงเยว่เป็นระยะ ทว่าสีหน้าของนางกลับบ่งบอกถึงความทุกข์ภายในใจได้เป็นอย่างดี จางซินจึงตัดสินใจลดตัวลงเอ่ยถามนางก่อน ทว่ายังคงถือเชิงไว้


    “ข้าพามาเที่ยวยังแดนมนุษย์แล้ว ก็เลิกแสดงหน้าเศร้าเสียที คนพามาจะเสียใจเอาได้” จางซินเอ่ยลอย ๆ ให้หมิงเยว่รู้สึกตัว


    “หากเป็นเมื่อก่อน การมาเที่ยวยังแดนมนุษย์เป็นสิ่งวิเศษอย่างมาก แต่เวลานี้ ข้ารู้สึกเหมือนทำหน้าที่ไม่ดีพอ ขณะที่ใต้หล้ากำลังจะเผชิญเคราะห์กรรม ทว่าข้ายังมีอารมณ์มาเที่ยว แทนที่จะตั้งใจฝึกฝน ข้าคิดว่า ข้าควรกลับไปฝึกพลังวิญญาณรอประมุขตงหยางจะดีกว่า” หมิงเยว่เตรียมใช้พลังวิญญาณกลับไปยังเผ่ามาร ก่อนมือของจางซินจะเอื้อมมาจับไว้


    “เจ้าเด็กดื้อ..ข้าอุตส่าห์พาเจ้าหนีนางมารผู้นั้นออกมาได้ เจ้ายังอยากกลับไปให้นางเล่นงานอีก ตอนนี้ประมุขตงหยางไม่อยู่ นางมารนั่นก็วางอำนาจใหญ่โต ต่อให้เจ้าตั้งใจฝึกฝนเพียงใด นางก็ต้องหาทางกลั่นแกล้งเจ้าอยู่ดี เหตุเพราะหึงหวงประมุขตงห­ยาง ขนาดนางรู้ว่าเจ้าสำคัญต่อพิภพเพียงใด สายตาที่นางมองเจ้ายังกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้”


    “แต่ว่าตอนนี้..” หมิงเยว่ยังไม่ทันพูดจบ จางซินจึงพูดแทรก


    “เชื่อข้าเถอะ... ตอนที่เจ้าอยู่ในเผ่าเทพ ฉางจือก็ฝึกฝนเจ้าโดยไม่เคยหยุดพัก พอมาเผ่ามาร ข้าก็เห็นประมุขตงหยางฝึกฝนเจ้าโดยไม่เคยหยุดพักเช่นกัน คิดเสียว่านี่เป็นเวลาพักผ่อนของเจ้า เจ้าจะฝึกฝนโดยไม่มีวันหยุดพักได้อย่างไร ส่วนการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไร ก็สุดแล้วแต่โชคชะตา ไปกันเถอะ” ว่าแล้วจางซินก็ดึงมือหมิงเยว่ตรงไปด้านหน้า ที่มีข้าวของมากมาย วางขายเรียงรายอยู่

     

     

    คล้ายกับเรื่องใต้เงาจันทราแห่งเผ่ามาร ที่คุณอ่าน